<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107611</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2021 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2021 16:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บิ๊กโจ๊ก’เปิดผลสำรวจพีเพิลโพลพบประชาชนหวาดกลัวภัยทำร้ายร่างกาย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มิ.ย. 64 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษา (สบ9) ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการสำรวจความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมของประชาชนและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของตำรวจ ผ่านพีเพิลโพล ประจำเดือนมิถุนายน 2564 ว่า ที่ผ่านมาสำนักงานยุทธ์ศาสตร์ ตร. มีการเก็บข้อมูลเป็นประจำทุกปี วิเคราะห์ข้อมูล รวบรวมสถิติต่างๆ เพื่อเป็นตัวชี้วัดของ ตร. ซึ่งจะสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. มีแนวคิดในการที่จะดูสถิติ ดูการทำงานของตำรวจแบบเรียลไทม์ จึงได้ริเริ่มทำพีเพิลโพล มีเปลี่ยนแปลงรูปแบบจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบกูเกิ้ลฟอร์ม เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน เป็นเดือนแรก และประเมินผลทุกสิ้นเดือน พบว่าในเดือนนี้มีประชาชนช่วงอายุ 20-40 ปี กรอกข้อมูลเข้ามากว่า 2 แสนกว่าราย จากสถานีตำรวจ 1,484 แห่ง ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ เพราะที่ผ่านมาในหนึ่งปีมีการจัดเก็บตัวอย่างเพียง 1-2 พันราย แต่ตอนนี้เมื่อเราใช้ข้อมูลที่ทันสมัย ใช้เครื่องมือกูเกิ้ลฟอร์ม ประชาชนก็จะกรอกง่าย อยู่บ้านก็กรอกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สำหรับข้อมูลผลสำรวจที่ในหัวข้อความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมต่อชีวิต ร่างกาย และเพศ พบว่าประชาชนหวาดกลัวภัยในเรื่องการทำร้ายร่างกายมากที่สุด รองลงมาคือการถูกฆ่า และอันดับที่สาม คือภัยยาเสพติด ต่อมาเป็นผลสำรวจหัวข้อความหวาดกลัวภัยต่อทรัพย์สิน ประชาชนหวาดกลัวเรื่องการลักทรัพย์มากที่สุด รองลงมาคือชิงทรัพย์ และอันดับที่สามการวิ่งราวทรัพย์ และผลสำรวจหัวข้อความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมสมัยใหม่ ประชาชนหวาดกลัวเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์มากที่สุด รองลงมาคือการหลอกลวงซื้อของออนไลน์ และอันดับที่สาม การพนันออนไลน์ โดยจะเห็นได้ว่าแบบฟอร์มนี้วัดความรู้สึกและความต้องการของประชาชนได้จริงๆ ทำให้ ผบ.ตร. สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการสั่งการตำรวจทุกโรงพัก บริหารข้อมูลเหล่านี้ตามสถานการณ์จริงได้ ทิศทางการทำงานจะชัดเจนและตรงเป้ามากขึ้น วันนี้ฟันเฟืองทุกตัวต้องขยับ ข้อมูลพีเพิลโพล จะบอก ผกก.ทุกโรงพัก ว่าพื้นที่ตนเองมีปัญหาอะไรมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนที่ขึ้นมาใช้บริการภายในสถานีตำรวจ เราใช้เกณฑ์ 70 % โดยทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศผ่านเกณฑ์หมด แต่ผ่านเกณฑ์แบบปริ่มๆ 74-76 % เหล่านี้ทำให้เราต้องพัฒนาต่อไป ทั้งนี้การสำรวจของพีเพิลโพล เป็นระบบที่จำกัด 1 หมายเลขโทรศัพท์ ต่อ 1 การให้ข้อมูล และทำได้เพียง 1 ครั้งต่อเดือน เพราะฉะนั้นจะไม่มีหน้าม้ามาให้ข้อมูล และ ผบ.ตร. ย้ำว่าขอให้กรอกข้อมูลแบบตรงไปตรงมา จะได้นำข้อมูลมาปรับปรุงการทำงานของสายตรวจ ฝ่ายสืบสวน และจราจร ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การจัดทำผลสำรวจยังพบว่าสิ่งที่ประชาชนทั้งประเทศมีความต้องการมากที่สุดคือกล้องซีซีทีวี เพราะประชาชนมีความมั่นใจต่อการบันทึกภาพจากกล้อง ทำให้ ผบ.ตร. จึงได้ริเริ่มนำร่องโครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 โซน คือ ห้วยขวาง ลุมพินี และภาษีเจริญ ส่วนในต่างหวัดจะมีภาคละ 1 โซน คือ พัทยา ภูเก็ต อุดรธานี ปากเกร็ด สมุทรปราการ เชียงใหม่ หาดใหญ่ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งโครงการดังกล่าวมีการนำกล้อง AI มาใช้จดจำใบหน้า ติดตามบุคคลได้ จะเห็นได้ว่าแนวคิดสมาร์ทเซฟตี้โซน ของ ผบ.ตร. จะนำร่องในเมืองเศรษฐกิจที่เป็นแลนด์มาร์คของประเทศ เพื่อรองรับการเปิดประเทศในอีก 120 วัน ตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยจะมีการเปิดโครงการที่แยกราชประสงค์ ในต้นเดือนหน้า และจะคิกออฟพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ให้หวาดกลัวภัยน้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107611</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล, ผลสำรวจ, พีเพิลโพล, พึงพอใจการทำงานของโรงพัก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d5a767795a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 12:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หอการค้าเผยโควิด-19 ทำเงินสะพัดฟุตบอลยูโร 2020 ต่ำสุดในรอบ 10 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 2564 &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลสำรวจ&amp;rdquo;พฤติกรรมและการใช้จ่ายของผู้บริโภค ในช่วงมหกรรมฟุตบอลยูโร ปี2020 พบว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 มีผลกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนทำให้มีการใช้จ่ายน้อยลง ทั้งในส่วนของการใช้จ่ายในระบบและนอกระบบ ส่งผลทำให้เงินสะพัดโดยรวมในช่วงฟุตบอลยูโร 2020 ลดลงร้อยละ 20.3 ต่ำสุดในรอบ 10 ปี โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 62,440 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแยกเป็นเงินสะพัดในระบบ จากการซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์การดูฟุตบอลและอาหารจัดเลี้ยง 15,200 ล้านบาท ลดลง 15.1% และมีเงินสะพัดนอกระบบจากการพนันฟุตบอล 45,800 ล้านบาท ลดลง 22.3 % ซึ่งการเล่นพนันส่วนใหญ่เป็นการเล่นพนันออนไลน์ และมีเป้าหมายเพื่อต้องการเงินรางวัล ไม่ได้เล่นเพื่อแฟชั่นหรือความสนุกสนาน โดยมีการใช้เงินในแต่ละนัดเฉลี่ย 1,000-5,000 บาท ซึ่งที่มาของเงินมาจากเงินออมและรายได้ปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินจำนวนดังกล่าวจะมีผลต่อเศรษฐกิจ 0.1% และทั้งปีขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.0 โดยความเชื่อมั่นของประชาชนจะสามารถกลับมาได้หาก การกระจายวัคซีนของรัฐบาลทำได้ตามแผนและสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ให้อยู่ในวงจำกัดได้ สามารถเดินหน้าเปิดประเทศได้ตามการประกาศของนายกรัฐมนตรี 120 วัน โดยใช้ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เป็นโมเดล สร้างความเชื่อมั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107209</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลสำรวจ, พนันฟุตบอล, ฟุตบอลยูโร, หอการค้า, เงินสะพัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d178619183a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลไม่เอายูเอ็นจุ้นไทย เชื่อแก้ปัญหากันเองได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซูเปอร์โพลเผยผลสำรวจ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยสหประชาชาติจุ้นไทย เชื่อแก้ไขกันเองได้&amp;nbsp; &amp;quot;นิพิฏฐ์&amp;quot; ชำแหละ กกต.-ป.ป.ช. มีปัญหา ไม่เป็นมืออาชีพ
เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง สหประชาชาติ อย่าจุ้น ยุ่งไทย กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,328 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 21-25 ธันวาคม ที่ผ่านมา
เมื่อถามถึงความมั่นใจในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติของไทยแก้ไขกันเองได้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.2 มั่นใจว่าแก้ไขกันเองได้ ในขณะที่ร้อยละ 7.8 ไม่มั่นใจ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.4 เห็นด้วยว่าสหประชาชาติควรปล่อยให้ประเทศไทยจัดการความขัดแย้งภายในประเทศเองได้ เช่น เรื่อง การใช้กฎหมายมาตรา 112 สหประชาชาติไม่ควรมายุ่ง ควรไปดูแลประเทศอื่นที่ขัดแย้งรุนแรงกว่าจะดีกว่า ในขณะที่ร้อยละ 7.6 ไม่เห็นด้วย
ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.4 เห็นด้วยว่า ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาควรวางตัวเป็นกลางในเรื่องความขัดแย้งภายในของประเทศไทย ถ้าจะยุ่งให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะดีกว่า ในขณะที่ร้อยละ 5.6 ไม่เห็นด้วย
ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.0 เห็นด้วยว่าประเทศจีนแสดงบทบาทที่ดี ไม่เข้าแทรกแซงความขัดแย้งภายในประเทศไทย ในขณะที่ร้อยละ 7.0 ไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.3 ระบุมีความจำเป็นรักษาความสัมพันธ์ มหามิตรประเทศ กับสหรัฐอเมริกาและจีน ในขณะที่ร้อยละ 5.7 ระบุไม่มีความจำเป็น
นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.1 เห็นด้วยว่าสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา และจีน ช่วยจัดหาวัคซีนโควิดและช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้คนไทยจะดีกว่ามายุ่งเรื่องความขัดแย้งภายในของประเทศไทย ในขณะที่ร้อยละ 4.9 ไม่เห็นด้วย
ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า คนไทยทุกคนลองคิดดูว่าทำไมต่างชาติจึงเข้ามาแสดงบทบาทต่างๆ บนเวทีในประเทศไทย ที่มันต้องมีอะไรดึงดูดให้ต่างชาติเหล่านั้นเข้ามาปฏิบัติการต่างๆ ในประเทศไทย ประเทศไทยมีผลประโยชน์ชาติที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันรักษาไว้ในหลายด้าน และคนไทยต้องรู้จักประเทศไทยของตนเองว่ามีทรัพยากรธรรมชาติที่ดีที่สุดอยู่ในพิกัดไหน มีตำแหน่งภูมิศาสตร์ตำแหน่งไหนที่ดีที่สุดในด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างชาติรู้ เหมือนกับว่าพวกเขามีภาพเอกซเรย์ประเทศไทยไป แต่คนไทยไม่รู้ตนเอง สิ่งสำคัญที่คนไทยต้องช่วยกันรักษาปกป้องไว้จึงเป็นเรื่องผลประโยชน์ชาติที่ต้องทำให้เป็นเนื้อเดียวกันกับเรื่องสังคม วัฒนธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เสาหลักของชาติล้มและประเทศชาติราษฎรล่มสลาย
&amp;quot;ในสถานการณ์วิกฤติโควิดรอบใหม่นี้ คนไทยทุกคนต้องเรียกร้องให้ต่างชาติมายุ่งในเรื่องที่คนไทยต้องการคือ วัคซีนและแก้เศรษฐกิจ ไม่ใช่มาจุ้นเรื่องความขัดแย้งของคนในชาติที่คนไทยแก้กันเองได้&amp;quot; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดลกล่าว
วันเดียวกันนี้ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง &amp;ldquo;ความเป็นมืออาชีพขององค์กรอิสระ กกต. และ ป.ป.ช.&amp;rdquo; ว่าผมเกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ กล่าวคือ ป.ป.ช.และ กกต.ในระดับหนึ่ง เพราะเคยเป็นทั้งผู้ร้องและเคยเป็นทั้งพยานในองค์กรอิสระเหล่านี้ เห็นความเป็นมืออาชีพของเจ้าพนักงานสืบสวนหรือไต่สวนของทั้ง กกต.และ ป.ป.ช. เห็นว่า ความเป็นมืออาชีพของพนักงานสืบสวนและไต่สวนของ กกต. สู้พนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช.ไม่ได้ ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ผมเห็นว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยมีความเห็นว่า
1.บุคลากรในองค์กรอิสระเหล่านี้ ต้องเข้าใจว่าหัวใจขององค์กรอิสระคืออะไร เขามีองค์กรอิสระไว้เพื่อคุ้มครองเสียงข้างน้อย มีไว้คุ้มครองบุคคลที่เป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย มิใช่คุ้มครองเสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตย อันนี้เป็นปรัชญาในทางการเมืองที่เขาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ หากบุคลากรใน กกต.หรือ ป.ป.ช. หรือองค์กรอิสระใดไม่เข้าใจเรื่องนี้ แทนที่ท่านจะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตย ท่านกลับทำลายประชาธิปไตยให้ย่อยยับด้วยมือของท่านเอง ผมผ่านการเป็นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านการเป็นกรรมาธิการพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมาตลอดชีวิตของการเป็นนักการเมือง ก็พอจะซึมซับแก่นในเรื่องนี้มาบ้าง
2.การชั่งน้ำหนักคำพยานของเจ้าพนักงานในองค์กรอิสระเหล่านี้น่าจะมีปัญหา ยกตัวอย่างเรื่องของ กกต.บางคดี แม้พยานรับว่าเป็นคนจ่ายเงินซื้อเสียงจริงๆ แต่หลังจากนั้น (หลายวัน บางคนก็เป็นเดือน) พยานจะมาขอกลับคำให้การเดิมว่าไม่ได้ซื้อเสียง แต่เงินที่ให้ในการเลือกตั้ง เป็นเงินให้เด็กไปซื้อน้ำมันพืชบ้าง เป็นค่าหน่วยกิตให้นักศึกษาบ้าง เป็นค่าเลี้ยงไก่บ้าง เจ้าพนักงานสืบสวนของ กกต.กลับไปเชื่อคำให้การที่กลับคำในภายหลังเสียทั้งสิ้น (ทั้งที่ให้การหลังจากครั้งแรกเป็นเวลานาน) ก็น่าสงสัยวิธีชั่งน้ำหนักคำพยานอยู่ไม่ใช่น้อย การชั่งน้ำหนักคำพยานเหล่านี้ควรศึกษาดูแนวคำพิพากษาศาลฎีกาว่าศาลมีวิธีชั่งน้ำหนักคำพยานอย่างไร เพื่อเอาเป็นตัวอย่างในการทำงาน
ประการสำคัญ ในการชั่งคำพยานขององค์กรอิสระนั้น กฎหมายบัญญัติเพียง &amp;quot;น่าเชื่อว่า&amp;quot; เท่านั้น มิได้บัญญัติว่าต้องรับฟังอย่าง &amp;quot;ปราศจากข้อสงสัย&amp;quot; องค์กรอิสระ จึงต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้อย่างถี่ถ้วน หากข้อเท็จจริง &amp;quot;น่าเชื่อว่า&amp;quot; ท่านก็ต้องส่งสำนวนไปที่ศาล มิใช่ยุติเรื่องเสียเอง
3.ทุกเรื่องที่สืบสวนไต่สวนองค์กรอิสระทั้งหลายไม่ระบุว่า องค์กรไหน อย่า &amp;quot;ตั้งธง&amp;quot; ไว้ล่วงหน้า และที่สำคัญต้องอย่าให้มีการ &amp;quot;วิ่งเต้น&amp;quot; เพราะนั่นคือการทำลายประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงที่สุด
และ 4.ผมว่าบุคลากรขององค์กรอิสระทุกองค์กรต้องเข้มแข็ง ทำงานอย่างมืออาชีพ อย่าทระนงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานในองค์กรอิสระ ต้องมีศักดิ์ศรีของข้าราชการ เดินไปดื่มน้ำชากาแฟ แล้วบอกชาวบ้านว่าเราเป็นข้าราชการของ กกต., ป.ป.ช. หรือผู้ตรวจการแผ่นดินดูว่าชาวบ้านจะลากเก้าอี้ให้ข้าราชการหน่วยงานไหนนั่ง หรือหน่วยงานไหนที่ชาวบ้านเขาปฏิเสธไม่ยอมนั่งด้วย
&amp;quot;ผมนั่งอ่านสำนวนสืบสวนไต่สวนของ กกต.มา 2-3 วันแล้ว ผมต้องเบรกการอ่านทุก 3 ชั่วโมงเพื่อออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ บอกตรงๆ ว่าในความเห็นของนักกฎหมายด้วยกัน ผมหงุดหงิดมากกับความเป็น &amp;quot;มืออาชีพ&amp;quot; ขององค์กรอิสระนี้ ฝากผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญช่วยดูเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วย ถ้าสงสัยมาถามผม เพื่อช่วยกันปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88068</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, ผลสำรวจ, ยูเอ็นจุ้นไทย, สหประชาชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201226/image_big_5fe6af30bc84d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83128</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2020 06:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2020 06:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิด้าโพลเผยประชาชนส่วนใหญ่เลือก&#039;นายกอบจ.&#039;ที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ย. 2563 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;การตัดสินใจเลือก นายก อบจ.&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 3 &amp;ndash; 5 พฤศจิกายน 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ (ยกเว้น กรุงเทพมหานคร) รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,312 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเพื่อเลือก นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และ สมาชิกสภา อบจ. ในวันที่ 20 ธันวาคม 2563 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก &amp;nbsp;(Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 97.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และ สมาชิกสภา อบจ. ในวันที่ 20 ธันวาคม 2563 พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 80.03 ระบุว่า ไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียง ขณะที่ ร้อยละ 15.09 ระบุว่า ไม่ไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียง และร้อยละ 4.88 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะไปหรือไม่ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจได้เวลาเลือก นายก อบจ. เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2563 พบว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ที่ระบุว่า ไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียง และไม่แน่ใจว่าจะไปหรือไม่ มีสัดส่วนลดลง ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่า ไม่ไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียง มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านประเด็นสถานการณ์การเมืองระดับประเทศในปัจจุบัน กับการมีผลต่อการตัดสินใจเลือก นายก อบจ. พบว่า ผู้ที่ไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงและไม่แน่ใจว่าจะไป ร้อยละ 20.20 ระบุว่า มีผลมากต่อการตัดสินใจ เพราะ จากสถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้ ทำให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายว่าจะเลือกคนไหน ขณะที่บางส่วนระบุว่า จะไม่เลือกบุคคลที่มาจากฝ่ายรัฐบาล ร้อยละ 17.68 ระบุว่า ค่อนข้างมีผลต่อการตัดสินใจ เพราะ ต้องดูก่อนว่าบุคคลที่จะเลือกมีส่วนเกี่ยวข้องกับใครที่อยู่ในประเด็นสถานการณ์การเมืองตอนนี้หรือไม่ ขณะที่บางส่วนระบุว่า จะเลือกบุคคลที่สังกัดพรรคที่ตนเองชื่นชอบ ร้อยละ 9.43 ระบุว่า ไม่ค่อยมีผลต่อการตัดสินใจ เพราะ สถานการณ์การเมืองตอนนี้ไม่ได้กระทบต่อการเลือกตั้ง นายก อบจ. เนื่องจากเป็น การเลือกตั้งแบบท้องถิ่น ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองระดับประเทศอยู่แล้ว ร้อยละ 52.06 ระบุว่า ไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลย เพราะ การชุมนุมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง นายก อบจ. ขณะที่บางส่วนระบุว่า เป็นการเลือกตั้งเพื่อเข้ามาทำงานให้กับระดับจังหวัด &amp;nbsp; ไม่เกี่ยวกับระดับประเทศ และร้อยละ 0.63 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการตัดสินใจของประชาชนในการเลือก นายก อบจ. และ สมาชิกสภา อบจ. ที่สังกัดพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน พบว่า ผู้ที่ไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงและไม่แน่ใจว่าจะไปส่วนใหญ่ ร้อยละ 52.06 ระบุว่า ไม่เลือกที่สังกัดพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน เพราะ ดูที่ตัวบุคคล นโยบาย ความสามารถ ประสบการณ์ และผลงานการทำงานที่ผ่านมา ขณะที่บางส่วนระบุว่า ชอบแบบไม่สังกัดพรรค ขณะที่ ร้อยละ 28.19 ระบุว่า เลือกที่สังกัดพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน เพราะ ง่ายต่อการทำงาน การดำเนินงานหรือการเสนองบต่าง ๆ มีความสะดวก รวดเร็ว ไม่มีความขัดแย้ง และร้อยละ 19.75 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความต้องการของประชาชนต่อการเปลี่ยน นายก อบจ. ในเขตจังหวัด พบว่า ผู้ที่ไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงและไม่แน่ใจว่าจะไปส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.31 ระบุว่า อยากเปลี่ยนนายก อบจ. รองลงมา ร้อยละ 32.40 ระบุว่า ไม่อยากเปลี่ยนนายก อบจ. ร้อยละ 19.30 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ และร้อยละ 0.99 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจได้เวลาเลือก นายก อบจ. เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2563 พบว่า ผู้ที่ระบุว่า ไม่อยากเปลี่ยนนายก อบจ. มีสัดส่วนลดลง ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่า อยากเปลี่ยนนายก อบจ. และยังไม่แน่ใจ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83128</URL_LINK>
                <HASHTAG>การตัดสินใจเลือก นายก อบจ., นิด้าโพล, ผลสำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201108/image_big_5fa733df7acee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66675</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2020 07:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2020 07:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิด้าโพล&#039; แจงยิบโซเชียลฯอ้างผลสำรวจ &#039;บุคคลที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกฯต่อไปอีก20ปี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ค. 63 - ผ้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อํานวยการศูนย์สํารวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ออกเอกสารชี้แจงว่า ตามที่มีการโพสต์ภาพพร้อมข้อความอ้างถึงผลสำรวจ&amp;ldquo;บุคคลที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกฯต่อไปอีก20ปี&amp;rdquo;ว่ามาจากการสำรวจของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; และมีการแชร์กันอย่างกว้างขวางนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ขอชี้แจงว่า ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลเท็จ เนื่องจาก &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ไม่เคยทำการสำรวจในหัวข้อดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ท่านสามารถตรวจสอบผลการสำรวจของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ได้ที่ http://nidapoll.nida.ac.thและ หากมีประเด็นข้อสงสัยสามารถติดต่อโดย inbox เข้ามาที่นิด้าโพลแฟนเพจ &amp;ldquo;NIDA Poll &amp;ndash; นิด้าโพล&amp;rdquo;
http://www.nidapoll.nida.ac.th http://www.twitter.com/nidapoll และ http://www.facebook.com/nidapoll
E-mail : nida_poll@nida.ac.th / nidapoll.nida@hotmail.co.th

&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66675</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, นิด้าโพล, ผลสำรวจ, สุวิชา เป้าอารีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200523/image_big_5ec867e235e66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66148</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2020 13:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2020 13:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลสธ.ชี้หลังผ่อนปรน&#039;ปชช.&#039;ป้องกันโควิดหย่อนลงทุกด้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค.63- นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. กล่าวว่า จากการศึกษาร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัยต่างๆ และสปสช. เพื่อสำรวจพฤติกรรมประชาชนหลังจากมีมาตรการผ่อนปรน โดยเทียบระหว่างช่วงวันที่ 23-30 เม.ย.กับ 14-18 พ.ค. พบว่า ตัวเลขความร่วมมือต่ำลงทั้งสิ้น โดยพฤติกรรมโดยรวมลดลงจาก 77.6% เหลือ 72.5% สวมหน้ากากอนามัย จาก 91.2% เหลือ 91% ล้างมือด้วยสบู่หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ จาก 87.2% เหลือ 83.4% กินร้อน ใช้ช้อนตัวเอง จาก 86.1% เหลือ 82.3% ระวังไม่อยู่ใกล้คนอื่นในระยะน้อยกว่า 2 เมตร จาก 65.3% เหลือ 60.7% และการไม่เอามือจับหน้า จมูก ปาก จาก 62.9% เหลือ 52.9% ขณะที่ผลการตรวจกิจการ/กิจกรรมประจำวันที่ 16 พ.ค. ตรวจไปทั้งสิ้น 20,204 กิจการ/กิจกรรม ปฏิบัติตามมาตรการ 20,153 กิจการ/กิจกรรม ปฏิบัติตามมาตรการ แต่ไม่ครบ 51 กิจการ/กิจกรรม ไม่พบการกิจการ/กิจกรรมที่ไม่ปฏิบัติตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า สำหรับแพลตฟอร์มไทยชนะ รัฐบาลบังคับให้ทุกคนต้องลงทะเบียนใช่หรือไม่ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการบังคับแต่อย่างใด แต่เป็นการขอความร่วมมือ เพราะดีต่อสุขภาพท่านเอง เพื่อทำให้ได้รับทราบความแออัดและหนาแน่นของผู้ใช้บริการ ดีต่อผู้ที่เปิดกิจการด้วย เพราะไม่รู้ว่าลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งของการนำเชื้อมาด้วยหรือไม่ และยังดีต่อการตรวจสอบมาตรการ ถือว่าดีต่อทุกส่วน การลงทะเบียนไม่ได้ยุ่งยากอะไร โดยวันที่ 17 พ.ค. มีร้านค้าลงทะเบียนไปแล้ว 11,599 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ใน กทม. รองลงมาคือ ชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา ขอนแก่น สงขลา เป็นจังหวัดใหญ่ๆ ทั้งสิ้น ข้อดีอีกอย่างของการลงทะเบียนคือ หากท่านไปติดโรคมา หรือมีข่าวว่าเกิดการติดเชื้อในสถานที่นั้นๆ แทนที่เราจะไปกวาดคนทั้งร้อยคนมาตรวจ ระบบตรงนี้จะทำให้เราสามารถจำกัดคนได้ ไม่ต้องไปหว่านแหตรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ในที่ประชุม ศบค.สัปดาห์ก่อนได้มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ และให้ความสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศต่างๆ ไม่ดีนัก และคนไทยมีสิทธิที่จะกลับประเทศ ดังนั้น เราต้องทำงานกันอย่างหนัก โดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ระบุว่าสามารถรองรับได้ ตัวจากจากที่กำหนดไว้ 200 คนต่อวัน อาจขยับมา 300 ต่อวัน และต่อไปน่าจะขยับไป 400 ต่อวัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า หากการผ่อนปรนในระยะที่ 2 ดีขึ้น จะมีการพิจารณาไม่ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมาใช้ พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ แทนได้หรือไม่ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าว ผอ.ศบค.ได้มอบให้คณะกรรมการด้านกฎหมายไปศึกษา ถ้าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้มีการนำเสนอขึ้นมา การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ผ่านมาเป็นการรวบรวมกฎหมายต่างๆ ให้มาอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้เกิดมาตรการดูแลสังคมในสถานการณ์โรคที่รุนแรง แต่ตอนนี้ในประเทศเราควบคุมโรคได้ระดับหนึ่ง เพียงแต่ยังมีประเด็น เช่น ขณะนี้เราห้ามเครื่องบินเข้าถึง 30 มิ.ย. ถ้าจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะใช้สามารถประมวลกฎหมายตัวใดมาแทน ดังนั้น จึงต้องใช้กฎหมายหลายด้านประกอบกันเพื่อป้องกันการนำเชื้อเข้าประเทศและการควบคุมเชื้อให้อยู่ในการดูแลได้ทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตรงนี้จึงมีความจำเป็น ถ้าจะยกเลิกแต่สถานการณ์ของโลกยังมีการติดเชื้ออยู่จำนวนมาก เราต้องดูกันอย่างลึกซึ้งและใช้เวลาพอสมควร ถ้าไทยดีขึ้น ทั่วโลกดีขึ้น ก็ไม่มีความจำเป็น แต่สถานการณ์โลกยังมีการระบาดจึงยังมีความจำเป็น ซึ่งคณะกรรมการด้านกฎหมายจะต้องไปศึกษามาว่ามีกฎหมายอะไรทดแทนได้ เพื่อสรุปความเห็นนำเสนอต่อ ผอ.ศบค.ต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66148</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, ผลสำรวจ, ผ่อนปรน, สธ., โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200517/image_big_5ec0d921c150d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42733</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2019 10:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2019 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ภท.&#039;หน้าบานโพลชี้ปชช.ชมทำงานตามนโยบายหาเสียงไว้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค.62-พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ โฆษกพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวถึงกรณีผลสำรวจความเห็นประชาชนของสำนักวิจัยซูเปอร์โพลล์ เรื่อง &amp;ldquo;พรรคการเมืองใด ใครทำตามสัญญา&amp;rdquo; นะบุประชาชนมองพรรคเป็นพรรคการเมืองที่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้มากที่สุดว่า &amp;nbsp;เป็นผลมาจากความตั้งใจของรัฐมนตรีทุกคน และเป็นไปตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคฯ ได้กำชับการทำงานของรัฐมนตรีทุกคน การที่ประชาชนเห็นความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทยในการทำตามนโยบาย ก็ถือเป็นกำลังใจให้รัฐมนตรีของพรรคทุกคนตั้งใจทำหน้าที่ต่อไปเพื่อแก้ปัญหา ผลักดันนโยบายให้เกิดเป็นรูปธรรมให้ได้โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าประชาชนให้ความสนใจและติดตามการทำงานของรัฐมนตรีในรัฐบาล ซึ่งในส่วนของพรรคภูมิใจไทยรัฐมนตรีทุกคนก็เป็นที่จับตามอง เพราะมีนโยบายสำคัญๆ ที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง ที่ผ่านมา ได้เร่งเครื่องทำงานเต็มที่ในด้านสาธารณสุข ลงพื้นที่รับฟังปัญหาในจังหวัดต่างๆ ที่สำคัญคือนโยบายกัญชาเสรี ซึ่งเป็นที่จับตามอง ก็มีความคืบหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นกำลังวางแผนทดลองใช้สารสกัดจากกัญชา 1 ล้านขวด ในอีกประมาณ 6 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ท่านอนุทิน ยังยืนยันชัดเจนว่าเรื่องกัญชาจะผลักดันให้ใช้เพื่อรักษาโรคก่อนเป็นลำดับแรก และจะไม่ดึงต่างชาติเข้ามาลงทุนในเรื่องกัญชาแน่นอน ขอพี่น้องประชาชนอย่าได้เชื่อข่าวลือ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกพรรค ภท.กล่าวว่า ขณะที่รัฐมนตรีของพรรคไม่ว่าจะเป็น นางกนกวรรณ วิลาวรรณ รมช.ศึกษาธิการ ก็ถือเป็นสาวแกร่งคนหนึ่ง เพราะตั้งแต่รับตำแหน่ง ก็ทำงานเชิงรุก เดินหน้าลงพื้นที่โรงเรียนอาชีวะ รับฟังปัญหาโรงเรียนเอกชน ลงลึกเข้าถึงปัญหาทุกระดับ ขณะที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ถือเป็นรัฐมนตรีงานชุกคนหนึ่งเช่นกัน ทั้งลงพื้นที่ติดตามแก้ปัญหาการจราจรถนนพระราม 2 หรือจะลุยเมืองโคราชติดตามโครงการมอเตอร์เวย์ฯเปิดประตูสู่ภาคอีสาน รัฐมนตรีตั้งใจติดตามงานจี้ถามปัญหาทุกจุด หรือแม้จะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันทันด่วนที่มีการลอบวางระเบิด รัฐมนตรีศักดิ์สยาม ก็สั่งการทันทีให้คุมเข้มจุดเสี่ยงต่างๆ ทั้งสนามบิน สถานีขนส่ง ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็เดินหน้าเร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว พัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวให้เกิดความเชื่อมั่นและปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมั่นใจว่าจะเพิ่มยอดนักท่องเที่ยวได้มากกว่าเป้าหมายที่วางไว้แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐมนตรี ส.ส. และสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกคน เข้าใจและทราบดีถึงปัญหาความเดือนร้อนของพี่น้องประชาชน เราจึงเดินหน้าทำงานเพื่อให้นโยบายของเราเกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว แต่ไม่ใช่ว่าเราจะถอนคันเร่งการทำงานลง ในทางกลับกัน ท่านอนุทิน ย้ำชัดเจนว่ารัฐมนตรีทุกคน อย่านิ่งนอนใจ ให้เหยียบคันเร่งต่อไป ทำงานในหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงให้ได้ เพราะทราบดีว่านโยบายเหล่านี้เป็นความหวังหนึ่งที่จะช่วยเหลือประชาชนได้ เราต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ไว้ใจเลือกพรรคภูมิใจไทย และมีความยินดีมากๆ ที่ประชาชนยังติดตามการทำงานของพรรคภูมิใจไทย และสะท้อนออกมาที่ผลโพลล์ ถือเป็นกำลังใจการทำงานที่ดีมากจริงๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42733</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคภูมิใจไทย, ผลสำรวจ, พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d47a16580032.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
