<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2021 06:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2021 06:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดผลโพล!ผู้ปกครองคิดอย่างไร กับเปิดเทอมใหม่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;12 มิ.ย.64 &amp;nbsp;- กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;ผู้ปกครองคิดอย่างไร กับเปิดเทอมใหม่ในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของCOVID-19&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ ที่มีบุตรหลานเรียนอยู่ในระดับชั้น อนุบาล - มัธยมศึกษา จำนวน 1,043 คน พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปแบบการเรียนการสอนของบุตร-หลาน ในเทอมใหม่นี้นั้น ผู้ปกครองร้อยละ 26.0 ระบุว่า เรียนออนไลน์ที่บ้าน 100% รองลงมาร้อยละ 18.4 ระบุว่าไปเรียนที่โรงเรียนตามปกติ และร้อยละ 11.3 ระบุว่าเรียนออนไลน์ ผสมผสานกับใบงาน โดยร้อยละ 30.1 ระบุว่ายังไม่แน่ใจ เพราะโรงเรียนยังไม่ได้แจ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า &amp;ldquo;อยากให้บุตรหลานไปเรียนที่โรงเรียนในช่วงสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 หรือไม่&amp;rdquo; พบว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่ร้อยละ 71.1 ระบุว่าไม่อยากให้ไป ขณะที่ร้อยละ 28.9 ระบุว่าอยากให้ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เรื่องที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่กังวลกับการที่บุตรหลานต้องไปเรียนที่โรงเรียนในช่วงนี้คือ กลัวเด็กคนอื่นๆ ติดเชื้อจากคนในครอบครัวแล้วมาแพร่ในโรงเรียน ร้อยละ 88.6 รองลงมาคือ บุตรหลานยังเล็กอยู่ ไม่สามารถดูแลและป้องกันตัวเองได้เหมือนเด็กโต ร้อยละ 49.1 และครู อาจารย์ ยังฉีดวัคซีนไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ร้อยละ 45.4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่กังวลกับการที่บุตรหลานต้องเรียนออนไลน์/เรียนตามใบงานที่บ้านในช่วงนี้คือ คุณภาพการเรียนไม่ดี ได้ความรู้ไม่เต็มที่เท่าที่โรงเรียน ร้อยละ 81.2 รองลงมาคือ เด็กไม่มีสมาธิในการเรียน โดยเฉพาะชั้น อนุบาล-ประถม ร้อยละ 66.4 และไม่มีเวลาดู บุตร-หลาน ช่วงเรียนออนไลน์/เรียนที่บ้าน ร้อยละ 36.2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทางเลือกที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการเรียนของบุตรหลานในสถานการณ์เช่นนี้ คือ เลื่อนการเปิดเทอมไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ร้อยละ 39.0 รองลงมาคือ ให้ผู้ปกครองเลือกได้ว่าจะเรียนออนไลน์หรือให้ไปโรงเรียน ร้อยละ 26.3 และถ่ายทอดสดการสอนออนไลน์ให้เรียนไปพร้อมกับเพื่อนที่ไปโรงเรียน ร้อยละ 17.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106093</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, ผลสำรวจความคิดเห็น, ผู้ปกครองนักเรียน, โควิด19วันนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210612/image_big_60c3f38235f88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93714</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2021 08:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2021 08:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;นักการเมือง&#039;รั้งท้ายสุด กลุ่มอาชีพที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21 ก.พ. 2564 &amp;nbsp; ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ให้ใครก่อนดี&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15 &amp;ndash; 17 กุมภาพันธ์ 2564 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,318 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 97.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงจังหวัดที่ควรเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกในการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 56.90 ระบุว่า จังหวัดที่มีการแพร่ระบาดมากในรอบที่ 2 ที่ผ่านมา รองลงมา ร้อยละ 16.77 ระบุว่า เริ่มทุกจังหวัดพร้อม ๆ กัน ร้อยละ 10.70 ระบุว่า จังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ร้อยละ 10.39 ระบุว่า จังหวัดที่อยู่ติดกับชายแดนทั้งหมด และร้อยละ 5.24 ระบุว่า จังหวัดที่มีการลงทุนด้านอุตสาหกรรมสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านกลุ่มอายุที่ควรเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกในการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.01 ระบุว่า กลุ่มวัยทำงาน ตั้งแต่ 20 &amp;ndash; 59 ปี รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า กลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปี ขึ้นไป) ร้อยละ 15.10 ระบุว่า เริ่มทุกกลุ่มอายุพร้อม ๆ กัน และร้อยละ 9.79 ระบุว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนที่อายุไม่เกิน 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกลุ่มอาชีพที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นกลุ่มเป้าหมายแรก พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 40.48 ระบุว่าเป็น กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ การสาธารณสุข รองลงมา ร้อยละ 14.41 ระบุว่าเป็น กลุ่มผู้รับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 8.87 ระบุว่าเป็น กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ร้อยละ 7.59 ระบุว่าเป็น เริ่มทุกกลุ่มอาชีพพร้อม ๆ กัน ร้อยละ 5.29 ระบุว่าเป็น กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านการเดินทางและขนส่งทุกชนิด ร้อยละ 4.93 ระบุว่าเป็น กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 4.85 ระบุว่าเป็น กลุ่มเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 4.38 ระบุว่าเป็น กลุ่มข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 3.82 ระบุว่าเป็น กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 3.49 ระบุว่าเป็น กลุ่มพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน ร้อยละ 1.41 ระบุว่าเป็น กลุ่มเกษตรกร ประมง และร้อยละ 0.48 ระบุว่าเป็น กลุ่มนักการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคิดเห็นของประชาชนต่อการบังคับให้ชาวต่างชาติทุกคนในประเทศไทยฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.54 ระบุว่า ควรบังคับชาวต่างชาติทุกคนให้ฉีดวัคซีน รองลงมา ร้อยละ 28.22 ระบุว่า ควรเป็นไปตามความสมัครใจในการฉีดวัคซีน ร้อยละ 26.25 ระบุว่า ควรบังคับเฉพาะชาวต่างชาติกลุ่มเสี่ยงให้ฉีดวัคซีน และร้อยละ 0.99 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 ให้กับชาวต่างชาติในประเทศไทย พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.92 ระบุว่า ชาวต่างชาติทุกคนต้องเสียเงินในการฉีดวัคซีนเอง รองลงมา ร้อยละ 31.72 ระบุว่า ชาวต่างชาติที่เสียภาษีถูกต้องเท่านั้นที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนฟรี ร้อยละ 25.72 ระบุว่า ชาวต่างชาติทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนฟรี ร้อยละ 0.68 ระบุว่า ชาวต่างชาติกับรัฐบาลจ่ายคนละครึ่ง และร้อยละ 2.96 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93714</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ให้ใครก่อนดี, นักการเมือง, นิด้าโพล, ผลสำรวจความคิดเห็น, วัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210221/image_big_6031b710e9fec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73851</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2020 07:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2020 07:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยไม่มั่นใจแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วการเมืองไทยจะดีขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ส.ค. 63ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;แก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วการเมืองไทยจะดีขึ้น ?&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 3 &amp;ndash; 4 สิงหาคม 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,255 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วการเมืองไทยจะดีขึ้น การสำรวจอาศัย &amp;nbsp; การสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงการรับทราบของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการทำประชามติด้วย พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 75.22 ระบุว่า ไม่ทราบ ขณะที่ ร้อยละ 24.78 ระบุว่า ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 35.14 ระบุว่า ควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ รองลงมา ร้อยละ 33.94 ระบุว่า ควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รายมาตรา ร้อยละ 13.87 ระบุว่า &amp;nbsp; ไม่ควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร้อยละ 17.05 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนว่าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วการเมืองไทยจะดีขึ้น พบว่า ร้อยละ21.35 ระบุว่า มีความมั่นใจมาก เพราะ คิดว่าน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มาจากประชาชนและได้รับการยอมรับ &amp;nbsp; จากประชาชนอย่างแท้จริง ร้อยละ 23.03 ระบุว่า ค่อนข้างมีความมั่นใจ เพราะ เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการรับฟังความคิดเห็น เน้นการมีส่วนร่วม &amp;nbsp;ซึ่งจะสามารถช่วยลดความขัดแย้งได้ ร้อยละ 25.98 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความมั่นใจ เพราะ เท่าที่เห็นทุกวันนี้ไม่ว่าจะเเก้ไขมาเเล้วกี่ครั้งก็ยังคงมีเเต่ปัญหา เนื่องจากปัญหาการเมืองมีการสะสมมานานแล้ว แก้ไขได้ยาก ขณะที่บางส่วนระบุว่า ขึ้นอยู่กับผู้นำประเทศด้วย ร้อยละ 27.33 &amp;nbsp;ระบุว่า ไม่มีความมั่นใจเลย เพราะ มองว่าไม่มีทางที่การเมืองไทยจะดีขึ้น และเชื่อว่าเมื่อแก้ส่วนนี้แล้ว ก็จะให้แก้ส่วนอื่นอีกต่อไปเรื่อยๆ &amp;nbsp; ขณะที่บางส่วนระบุว่า การเมืองไทยจะดีขึ้นนั้นไม่ได้เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มีปัจจัยอื่นเกี่ยวข้อง และร้อยละ 2.31 ระบุว่า &amp;nbsp;เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73851</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, ผลสำรวจความคิดเห็น, แก้ไขรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200809/image_big_5f2f46600b8fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69649</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 22:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 21:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลล่าสุดเผย&#039;ไบเดน&#039;นำห่าง&#039;ทรัมป์&#039;14จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โพลล่าสุดของนิวยอร์กไทมส์เผย อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีคะแนนนำห่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 14 จุด ขณะโพลรอยเตอร์พบว่าคะแนนนิยมของทรัมป์เรื่องการรับมือโควิด-19 ตกต่ำสุดเป็นสถิติใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2563 บ่งบอกว่า อดีตรองประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตมีคะแนนนิยมทิ้งห่างทรัมป์ออกไปอีก จากค่าเฉลี่ยเดิมที่เขานำทรัมป์ 10 จุด โพลล่าสุดชี้ว่าคะแนนของไบเดนห่างเป็น 14 จุดแล้ว โดยไบเดนได้รับคะแนนสนับสนุน 50% ส่วนทรัมป์ได้คะแนน 36%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โพลกล่าวว่า ไบเดนมีคะแนนนำห่างทรัมป์ในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นผู้หญิง, คนแอฟริกันอเมริกันและคนเชื้อสายลาติน ส่วนในกลุ่มผู้มีสิทธิที่เป็นผู้ชาย, ผิวขาว และกลุ่มคนวัยกลางคนหรือคนมีอายุที่มีแนวโน้มจะลงคะแนนให้พรรครีพับลิกัน คะแนนของไบเดนก็ยังเสมอกับทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทมส์กล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์สูญเสียเสียงสนับสนุนจากผู้มีสิทธิทุกกลุ่ม สืบเนื่องจากรัฐบาลของเขาล้มเหลวในการรับมือโรคระบาดโควิด-19 ที่ทำลายเศรษฐกิจของสหรัฐ ส่วนท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงความอยุติธรรมทางเชื้อชาติสีผิวและการกระทำทารุณโหดร้ายของตำรวจ ก็ทำให้ทรัมป์เสียความนิยมลงเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โพลพบด้วยว่า คะแนนสนับสนุนทรัมป์ลดลงอย่างมากในกลุ่มผู้มีสิทธิที่เป็นคนผิวขาวจบการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งมีแนวโน้มเลือกรีพับลิกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ทรัมป์ยังมีเวลาอีก 4 เดือนกว่าจึงจะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดี และในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเมื่อปี 2559 โพลเกือบทุกสำนักชี้ว่าทรัมป์มีคะแนนตามหลังนางฮิลลารี คลินตัน โดยตลอด แต่สุดท้ายเขากลับเป็นผู้ชนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทมส์สำรวจความคิดเห็นจากผู้มีสิทธิ์ที่ลงทะเบียน 1,337 ราย ระหว่างวันที่ 17-22 มิถุนายน แต่ผลสำรวจไม่ได้เปิดเผยตัวเลขความคลาดเคลื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน รอยเตอร์เปิดเผยผลสำรวจที่จัดทำร่วมกับอิปซอส ระหว่างวันที่ 22-23 มิถุนายน ซึ่งชี้ว่ามีชาวอเมริกันเพียง 37% ที่เห็นชอบกับการรับมือโรคระบาดของทรัมป์ ซึ่งเป็นคะแนนต่ำที่สุดนับแต่รอยเตอร์เริ่มทำแบบสอบถามประเด็นนี้เมื่อเดือนมีนาคม ส่วนฝ่ายที่ไม่พอใจผลงานของทรัมป์นั้นมีถึง 58% แต่โพลรอยเตอร์พบว่าไบเดนมีคะแนนนิยมมากกว่าทรัมป์ 10 จุด ลดลงจาก 13 จุดเมื่อสัปดาห์ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงวันพุธ สหรัฐมีผู้ป่วยโควิด-19 ยืนยันสะสม 2,347,102 ราย จากผู้ป่วยทั่วโลก 9,289,255 ราย และมีผู้เสียชีวิต 121,225 ราย จากผู้เสียชีวิตทั่วโลก 478,160 ราย ทรัมป์โดนวิจารณ์อย่างหนักเมื่อเขาปราศรัยหาเสียงเมื่อวันเสาร์ว่าควรชะลอการตรวจเชื้อที่เป็นดาบสองคม เพราะยิ่งตรวจมาก ก็ยิ่งเจอมาก แม้ภายหลังเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะยืนยันว่าทรัมป์ไม่เคยออกคำสั่งเช่นนั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69649</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลสำรวจความคิดเห็น, โจ ไบเดน, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200301/image_big_5e5bc0a3678ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53784</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2020 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2020 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลางร้ายสุดๆ&#039;พลังเงียบ&#039;หนุนรัฐบาลลดฮวบพลิกเชียร์ฝ่ายต้าน  เช็กกระแสโซเชียล&#039;วิ่งเพื่อแผ่นดิน&#039;แพ้ยับเยิน&#039;วิ่งไล่ลุง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ม.ค. 63 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำพรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง ลางร้ายรัฐบาล กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ &amp;nbsp;จำนวน 2,827 ตัวอย่าง และ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม&amp;rdquo; (Traditional Voice) จำนวน 1,131 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 - 3 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา พบว่า แนวโน้มของกลุ่มพลังเงียบลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงหลังเลือกตั้งที่เคยอยู่สูงถึงร้อยละ 56.1 ในเดือนเมษายน 2562 ร้อยละ 55.5 ในเดือนกรกฎาคม ร้อยละ 46.0 ในเดือนกันยายน ร้อยละ 43.7 ในเดือนตุลาคม ขยับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 49.0 ในเดือนพฤศจิกายน และตกฮวบลงมาอยู่ที่ร้อยละ 29.4 ในการสำรวจล่าสุดต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่า นี่คือลางร้ายของเสถียรภาพทางการเมืองและของรัฐบาล เพราะกลุ่มพลังเงียบที่เสมือนเป็นกลุ่มสร้างความสมดุลในการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองของประชาชน กำลังกระจายตัวไปอยู่ในกลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 36.6 และกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 34.0 ซึ่งมีสัดส่วนไม่แตกต่างกันมากนักอย่างน่าเป็นห่วงในเรื่องของการเผชิญหน้าห่ำหั่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ เหตุผลที่ประชาชนสนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่เอาฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลโดยเด็ดขาด และได้รับประโยชน์จากมาตรการของรัฐบาล เช่น ชิมช้อปใช้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การช่วยให้ราคาพืชผลการเกษตร เช่น ราคาปาล์มเพิ่มสูงขึ้นด้วยนโยบายด้านพลังงาน น้ำมัน B10 และโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจรากหญ้า เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ เหตุผลที่ประชาชนไม่สนับสนุนรัฐบาล คือ เบื่อรัฐบาล ไม่รู้ว่ารัฐบาลทำอะไร ไม่เห็นทำอะไรเลย รู้แต่ข่าวว่ารัฐบาลแย่ แก้เศรษฐกิจล้มเหลว เห็นแก่พวกพ้อง กลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม แย่งตำแหน่ง แย่งอำนาจ สืบทอดอำนาจ และประชาชนจำนวนมากมองด้วยว่ามาตรการรัฐบาลไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรมาก ไม่ยั่งยืน แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ วิตกกังวลต่อการเลิกกิจการ รัฐเข้มงวดมาตรการภาษีต่อธุรกิจขนาดกลางและย่อม และการไม่สนับสนุน ธุรกิจ SME จริงจัง กฎระเบียบของรัฐทำให้ประชาชนทำมาหากินขัดสน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กล่าวด้วยว่า ผลการสำรวจ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในโลกโซเชียล&amp;rdquo; (Social Media Voice) ผ่านระบบ Net Super Poll พบว่า การสื่อสารของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เช่น นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและกิจกรรมอื่น ๆ เช่น วิ่งไล่ลุง เป็นต้น เข้าถึงคนในโลกโซเชียลมากถึง 7,278,575 คน และมีการพูดถึง กลุ่มเคลื่อนไหว วิ่งไล่ลุง 146,962 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ การสื่อสารของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับกิจกรรม วิ่งเพื่อแผ่นดิน เข้าถึงคนในโลกโซเชียลเพียง 589,224 คนและล่าสุดมีคนพูดถึงเพียง 1,410 คน เท่านั้น เส้นกราฟการตอบรับของคนในโลกโซเชียลต่อ กิจกรรมวิ่งไล่ลุง ล่าสุดเริ่มเชิดหัวสูงขึ้น ขณะที่เส้นกราฟกิจกรรม วิ่งเพื่อแผ่นดิน เรี่ย ๆ พื้นเงียบยาวเสมือนเส้นชีพจรที่อ่อนแรง อย่างน่าใจหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ฝ่ายการบริหารจัดการข้อมูลและการสื่อสารของรัฐบาลแพ้มาตลอดจนอยู่ในสถานะที่เรียกได้ว่า &amp;ldquo;ไม่ไหวแล้ว&amp;rdquo; เพราะพลังของรัฐบาลที่ทำงานด้านข้อมูลและการสื่อสารอยู่ในสภาพ เส้นหวายแตกกันเป็นเส้น ๆ กระจายตัวต่างคนต่างทำคล้าย ๆ กับแต่ละคนพยายามโชว์ผลงานของใครของมัน ส่งผลให้ข้อมูลในโลกโซเชียลเกี่ยวกับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีแต่คำว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดด ๆ มีคำว่า นายกรัฐมนตรี มีคำว่า รมว.กลาโหม ตัวโต ๆ มีแต่เรื่องตำแหน่งและอำนาจ ขาดการเชื่อมโยงกับใจของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตรงกันข้ามเมื่อมาดูข้อมูลในโลโซเชียลของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กิจกรรมวิ่งไล่ลุง พบว่า มีพลังเป็นกลุ่มก้อนไม่โดดเดี่ยว พบคำ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คู่กับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิยบุตร แสงกนกกุล และพรรณิการ์ วานิช และยังพบคำสำคัญของธนาธร คือ กลัวที่ไหน ไม่ถอยไม่ทน และเมื่อสืบค้นการสื่อสารของ อดีตนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร พบคำ รักพ่อที่สุดในโลก คิดถึงแล้ว และเคยพบคำว่า ยังแจ๋วนะจ๊ะ นอกจากนี้ เมื่อสืบค้นการสื่อสารกิจกรรมวิ่งไล่ลุง พบที่น่าสนใจขึ้นไปอีกคือวลีเด่น ๆ ว่า ปรบมือสิ รออะไร เบื่อกันทั้งประเทศแล้ว เบื่อนายก เอาเลยฮะ ไม่ถอยไม่ทน และกลัวที่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;การเมืองเป็นเรื่องของการบริหารอารมณ์ (Emotional Management) คือ ถ้าคุมอารมณ์คนได้ก็อยู่ได้ แต่จะเห็นได้ว่า ข้อความสื่อสารของฝ่ายหนึ่งใช้กลยุทธ์ปลุกอารมณ์ปั่นความรู้สึกผลักดันให้เกิดพฤติกรรมหมู่ และมีทีมงานรับทอดขยายผลเป็นหนึ่งเดียวกันสอดคล้องกันในโลกโซเชียล ขณะที่ ฝ่ายนายกรัฐมนตรีกับทีมงานเน้นที่ความเป็นเหตุผล (Rational Focus) เพราะคงคิดว่าเอาหลักตรรกคุณงามความดีเป็นตัวนำ เอาความมุ่งมั่นตั้งใจของนายกรัฐมนตรีเป็นพระเอก แต่ตำราเกี่ยวกับการบริหารอารมณ์สาธารณชนชี้ให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ก่อน ส่วนเหตุผลค่อยตามมาสร้างความชอบธรรมทีหลัง&amp;rdquo; ผศ.ดร.นพดล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.นพดล กล่าวส่งท้ายว่า ยิ่งไปดูที่พลังของทีมงานสื่อสารฝ่ายรัฐบาลแล้วจะพบว่า ต่างคนต่างเล่นคนละบทขาดความเป็นหนึ่ง เหมือนเส้นหวายที่แยกออกเป็นเส้น ๆ ไม่ได้รวบเป็นมัด ๆ ทำให้ฟาดฟันอะไรไม่ได้ผล &amp;ldquo;ไม่ปัง&amp;rdquo; เงียบเป็นเป่าสาก เสมือนวันเปิดคือวันปิด ไม่มีทีมงานรองรับขยายผล ไม่มีการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นต้องใช้หลัก วิเคราะห์จิต พิชิตใจ เข้าถึงและปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ทุกกลุ่มครอบคลุมเป้าหมาย ซึ่งนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจจะรู้จักเจ้าของหลักการนี้ดีและน่าจะใช้เขาเป็นตัวช่วย ไม่เช่นนั้นลางร้ายรัฐบาลที่ค้นพบครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นนับเวลาถอยหลังของรัฐบาลที่มาเร็วเกินคาดแล้วกระมัง.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53784</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความนิยมรัฐบาล, ซูเปอร์โพล, นพดล กรรณิกา, ผลสำรวจความคิดเห็น, ลางร้ายรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200104/image_big_5e0ff0e123cf9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50968</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2019 08:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2019 08:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลชี้ปชช.ส่วนใหญ่ไม่สนใจ&#039;พรรคอนาคตใหม่&#039;ปลุกกระแส&#039;อยู่ไม่เป็น&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ย.62-ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;อยู่ไม่เป็นของพรรคอนาคตใหม่&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19 &amp;ndash; 20 พฤศจิกายน 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา &amp;nbsp; &amp;nbsp;และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,262 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความเข้าใจและการติดตามข่าว &amp;ldquo;อยู่ไม่เป็น&amp;rdquo; ของพรรคอนาคตใหม่ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงความเข้าใจของประชาชนต่อคำว่า &amp;ldquo;อยู่เป็น&amp;rdquo; พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 40.57 ระบุว่า คนที่สามารถปรับตัว &amp;nbsp;ตามสถานการณ์ให้สอดคล้องกับบริบทที่ดำรงอยู่ รองลงมา ร้อยละ 38.11 ระบุว่า คนที่ใช้วิธีการใด ๆ ก็ได้ที่ทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ร้อยละ 15.53 ระบุว่า คนที่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ และเข้าใจสังคม ร้อยละ 12.60 ระบุว่า คนที่มีวิธีการให้ได้รับการยอมรับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากสังคม และมีความเจริญรุ่งเรือง ร้อยละ 7.45 ระบุว่า คนที่เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม ร้อยละ 3.49 ระบุว่า คนที่พอใจกับสิ่งดี ๆ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปัจจุบัน ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 2.22 ระบุว่า การยอมจำนนต่อสภาพแวดล้อมหรืออำนาจ ร้อยละ 1.58 ระบุว่า คนไม่มีจุดยืน &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่ยึดมั่นในหลักการ และไม่มีอุดมการณ์ และร้อยละ 5.78 ระบุว่า ไม่รู้/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความเข้าใจของประชาชนต่อคำว่า &amp;ldquo;อยู่ไม่เป็น&amp;rdquo; พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 35.18 ระบุว่า คนที่ไม่สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้สอดคล้องกับบริบทที่ดำรงอยู่ รองลงมา ร้อยละ 23.45 ระบุว่า คนที่กระทำสิ่งใดแล้วเกิดผลลบกับตนเอง ร้อยละ 15.77 ระบุว่า คนที่ไม่รู้จักกาละเทศะ ดื้อรั้น หัวชนฝา เอาแต่ใจตนเองเป็นหลัก ร้อยละ 14.03 ระบุว่า คนที่ชอบทำตัวแบบ จระเข้ขวางคลองหรือแกว่งเท้าหาเสี้ยน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้อยละ 13.39 ระบุว่า คนที่ทำอะไรก็ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม และไม่เจริญรุ่งเรือง ร้อยละ 10.78 ระบุว่า คนที่ขาดความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ และไม่เข้าใจสังคม ร้อยละ 4.83 ระบุว่า คนที่ไม่ยอมจำนนต่อสภาพแวดล้อมหรืออำนาจ ร้อยละ 3.41 ระบุว่า คนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และร้อยละ 7.29 ระบุว่า ไม่รู้/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการติดตามข่าว &amp;ldquo;อยู่ไม่เป็น&amp;rdquo; ของพรรคอนาคตใหม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 65.21 ระบุว่า ไม่ติดตามเลย ร้อยละ 27.73 ระบุว่า ติดตามบ้าง ร้อยละ 6.66 ระบุว่า ติดตามตลอด และร้อยละ 0.40 ระบุว่า ไม่รู้/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อการประกาศและกิจกรรม &amp;ldquo;อยู่ไม่เป็น&amp;rdquo; ของพรรคอนาคตใหม่ จากผู้ที่ตอบติดตามตลอดและติดตามบ้าง พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.25 ระบุว่า เป็นการแสดงจุดยืนของพรรค รองลงมา ร้อยละ 26.27 ระบุว่า เป็นการพูดความจริงเกี่ยวกับสังคม ร้อยละ 21.20 ระบุว่า เป็นการสร้างกระแส ในการเรียกคะแนนเสียง/ความสนใจ จากประชาชน ร้อยละ 11.29 ระบุว่า เป็นคำพูด/วิธีการ ในการโจมตี &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝ่ายตรงข้าม ร้อยละ 8.99 ระบุว่า เป็นการแสดงผลงานของพรรค ร้อยละ 7.60 ระบุว่า เป็นแค่คำประกาศ และ/หรือ กิจกรรมทางการเมือง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างหนึ่งเท่านั้น ร้อยละ 4.61 ระบุว่า พรรคอนาคตใหม่อยู่ไม่เป็นสุขจากคดีความต่าง ๆ ร้อยละ 2.53 ระบุว่า พรรคอนาคตใหม่ไม่เข้าใจ สังคม/การเมืองไทย และร้อยละ 7.14 ระบุว่า ไม่รู้/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคิดเห็นต่อพรรคอนาคตใหม่ว่า &amp;ldquo;อยู่ไม่เป็น&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;อยู่เป็น&amp;rdquo; จากผู้ที่ตอบติดตามตลอดและติดตามบ้าง พบว่า ส่วนใหญ่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้อยละ 41.70 ระบุว่า &amp;ldquo;อยู่เป็น&amp;rdquo; ร้อยละ 29.03 ระบุว่า &amp;ldquo;อยู่ไม่เป็น&amp;rdquo; ร้อยละ 20.05 ระบุว่า บางครั้งก็ &amp;ldquo;อยู่เป็น&amp;rdquo; บางครั้งก็ &amp;ldquo;อยู่ไม่เป็น&amp;rdquo; ร้อยละ 5.30 ระบุว่า ไม่รู้/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 3.92 ระบุว่า ไม่แน่ใจ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อตนเองว่า &amp;ldquo;อยู่ไม่เป็น&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;อยู่เป็น&amp;rdquo; พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.19 ระบุว่า &amp;ldquo;อยู่เป็น&amp;rdquo; ร้อยละ 19.81 ระบุว่า บางครั้งก็ &amp;ldquo;อยู่เป็น&amp;rdquo; บางครั้งก็ &amp;ldquo;อยู่ไม่เป็น&amp;rdquo; ร้อยละ 5.94 ระบุว่า &amp;ldquo;อยู่ไม่เป็น&amp;rdquo; ร้อยละ 1.19 ระบุว่า ไม่รู้/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ &amp;nbsp; และร้อยละ 0.87 ระบุว่า ไม่แน่ใจ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 8.95 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 25.52 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑลและภาคกลาง ร้อยละ 18.30 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 34.08 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และร้อยละ 13.15 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ ตัวอย่างร้อยละ 49.13 เป็นเพศชาย และร้อยละ 50.87 เป็นเพศหญิง ตัวอย่างร้อยละ 7.69 มีอายุ 18 &amp;ndash; 25 ปี ร้อยละ 14.82 มีอายุ 26 &amp;ndash; 35 ปี ร้อยละ 21.71 มีอายุ 36 &amp;ndash; 45 ปี ร้อยละ 35.10 มีอายุ 46 &amp;ndash; 59 ปี &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และร้อยละ 20.68 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป&amp;nbsp;

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50968</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, ผลสำรวจความคิดเห็น, พรรคอนาคตใหม่, อยู่ไม่เป็น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191124/image_big_5dd9d7caf4216.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49882</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2019 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2019 11:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดผลโพลคนส่วนน้อย 12.5% ไม่ภูมิใจไทยจัดประชุมสุดยอดอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ย 62 -&amp;nbsp;นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง สุดยอดอาเซียนกับผู้นำประเทศ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,197 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ระหว่าง 5 &amp;ndash; 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้นำหรือตัวแทนประเทศที่ประชาชนประทับใจมากที่สุด อันดับแรก ได้แก่ ประเทศจีน ร้อยละ 23.6 อันดับที่สองได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ และ ประเทศไทยได้เท่ากันคือ ร้อยละ 7.9 อันดับรอง ๆ ลงไปได้แก่ เวียดนาม ร้อยละ 6.0 ลาว ร้อยละ 5.3 บรูไน ร้อยละ 4.3 มาเลเซียร้อยละ 3.8 อินโดนีเซียร้อยละ 3.1 พม่า ร้อยละ 2.3 และอื่น ๆ เช่น ฟิลิปปินส์ นิวซีแลนด์ อเมริกา และประทับใจทุกประเทศ เป็นต้น ร้อยละ 35.8&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงประโยชน์ที่ประชาชนคาดว่าประเทศไทยจะได้รับมากที่สุด พบว่า เศรษฐกิจจะดีขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจ ร้อยละ 56.6 การขยายตัวด้านอุตสาหกรรม ร้อยละ 11.4 มีการลงทุนเพิ่ม ร้อยละ 8.1 ส่งออกจะดีขึ้น ร้อยละ 6.8 และอื่น ๆ เช่น คมนาคม ขนส่งจะดีขึ้น ลดภาษี การเป็นที่รู้จัก ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย เป็นต้น ร้อยละ 9.4&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.5 ภูมิใจที่ประเทศไทยได้จัดงานสุดยอดอาเซียน และค่าเฉลี่ยความสุขมวลรวมอยู่ที่ 7.61 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ถือว่ามีความสุขมากที่ประเทศไทยจัดงานสุดยอดอาเซียนได้สำเร็จเรียบร้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนพดล กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบภาพความทรงจำของประชาชนในอดีตจะพบว่า ประชาชนเคยเป็นทุกข์ในการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนปี พ.ศ. 2552 เพราะเหตุกลุ่มคนก่อความวุ่นวายประท้วงล้มการประชุม แต่ปีนี้ประชาชนมีความสุขและภูมิใจมากที่ประเทศไทยได้จัดประชุมสุดยอดอาเซียนผ่านพ้นไปได้ด้วยความสำเร็จเรียบร้อย และยังประทับใจบรรดาผู้นำประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศจีน รวมถึงนายกรัฐมนตรีหญิงประเทศนิวซีแลนด์ติดโผผู้นำประเทศที่ประชาชนคนไทยประทับใจเช่นกัน แม้แต่ผู้นำประเทศไทยของเราเองประชาชนคนไทยก็พอใจอันดับต้น ๆ เช่นกัน โดยประโยชน์ที่ประชาชนคาดหวังว่าประเทศไทยจะได้รับคือ เศรษฐกิจจะดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49882</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน, ซูเปอร์โพล, ผลสำรวจความคิดเห็น, โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191109/image_big_5dc63ff3d87f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
