<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89988</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2021 07:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2021 07:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สวนดุสิตโพล ระบุ ประชาชน &#039;เชื่อมั่นครูไทย&#039; ดีขึ้นกว่าเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ม.ค. 64 - &amp;quot;สวนดุสิตโพล&amp;quot;&amp;nbsp;มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้จัดทำดัชนี &amp;ldquo;ความเชื่อมั่นครูไทย&amp;rdquo; ปี 2563 โดยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชน ทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 4,147 คน ระหว่างวันที่ 11-15 มกราคม 2564 โดยเน้นตัวชี้วัด 30 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อ ครูไทยทั้งในด้านส่วนตัว ชุมชนและการพัฒนาวิชาชีพตลอดจนการพัฒนาประเทศในรอบปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนน เต็ม 10 สรุปเรียงลำดับจากความเชื่อมั่นสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่น &amp;ldquo;ดัชนีครูไทย&amp;rdquo; ปี 2563 ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 7.35 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ประชาชนให้คะแนน 30 ตัวชี้วัด &amp;ldquo;ดัชนีครูไทย&amp;rdquo; โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89988</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเชื่อมั่น, ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน, วันครู, สวนดุสิตโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210116/image_big_6002360620f7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79420</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2020 06:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2020 06:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิด้าโพลชี้ประชาชนค้านพรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาลย้ำจุดยืนทางการเมืองแตกต่างกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค. 2563 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ความเคลื่อนไหว พรรคเพื่อไทย&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 29 &amp;ndash; 30 กันยายน 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,316 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในพรรคเพื่อไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 97.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการเปลี่ยนแปลงในพรรคเพื่อไทย (เช่น การลาออกจากประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ฯ ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และการลาออกจากหัวหน้าพรรค ฯ ของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์) พบว่า ส่วนใหญ่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ร้อยละ 37.16 ระบุว่า เป็นแค่การปรับเปลี่ยนทั่ว ๆ ไปของพรรค ฯ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รองลงมา ร้อยละ 19.30 ระบุว่า &amp;nbsp;เป็นการส่งสัญญาณว่าอาจมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่เร็ว ๆ นี้ ร้อยละ 9.27 ระบุว่า เป็นกลลวงทางการเมืองของพรรค ฯ ในการเอาชนะรัฐบาล ร้อยละ 8.36 ระบุว่า คนในตระกูลชินวัตรจะเข้ามาควบคุมพรรค ฯ เอง ร้อยละ 7.14 ระบุว่า เป็นสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยกำลังจะแตก &amp;nbsp;ร้อยละ 6.00 ระบุว่า พรรค ฯ กำลังมีข้อตกลงปรองดองกับรัฐบาล ร้อยละ 4.71 ระบุว่า พรรค ฯ เตรียมเข้าร่วมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา &amp;nbsp;ร้อยละ 3.65 ระบุว่า เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรค ฯ ไม่สนับสนุนกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ร้อยละ 0.23 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ มีการเตรียมตัวเพื่อลงสมัครการเมืองท้องถิ่น และเกิดความขัดแย้งภายในพรรค &amp;nbsp;และร้อยละ 17.25 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความคิดเห็นของประชาชนหากพรรคเพื่อไทยจะตัดสินใจร่วมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ร้อยละ 15.88 ระบุว่า &amp;nbsp; เห็นด้วยมาก เพราะ เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อประเทศจะได้เดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่บางส่วนระบุว่า จะได้ช่วยกันบริหารประเทศให้ดีขึ้น เนื่องจากพรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์การทำงานทางการเมืองมานาน ร้อยละ 16.41 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง สร้างการปรองดอง ขณะที่บางส่วนระบุว่า จะสามารถช่วยกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆให้ดีขึ้นได้ ร้อยละ 16.87 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ มีแนวทางการทำงานทางการเมืองไม่เหมือนกัน มีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน จึงทำให้ทำงานร่วมกันได้ค่อนข้างยาก ร้อยละ 49.09 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ แนวคิด จุดยืนทางการเมือง การทำงานมีความแตกต่างกันซึ่งถ้าเข้าร่วมอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังได้ และร้อยละ 1.75 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนหากพรรคเพื่อไทยจะตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ แต่นายกรัฐมนตรีไม่ใช่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ร้อยละ 24.09 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ จะได้มีการแก้ไขปัญหา พัฒนา เปลี่ยนแปลง การเมืองไทยร่วมกัน ซึ่งจะสามารถทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ร้อยละ 22.11 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ จะได้มีการบริหารจัดการปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะที่บางส่วนระบุว่า เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ &amp;nbsp;ได้เข้ามาทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบ้าง ร้อยละ 14.51 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน ทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้ยาก ขณะที่บางส่วนระบุว่า ยังต้องการให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ร้อยละ 37.54 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ แนวทางการทำงาน อุดมการณ์แตกต่างกัน ต้องการให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่มีพรรคอื่นร่วม เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองของพรรคอย่างชัดเจน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ต้องการให้มีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ และร้อยละ 1.75 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79420</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน, พรรคเพื่อไทย, ร่วมรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201004/image_big_5f7908ff6519a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70471</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2020 10:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2020 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลนพดล เผยประชาชนส่วนใหญ่จะทำบุญสวดมนต์ให้กำลังใจ &#039;บิ๊กตู่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค.63 - นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ทำบุญสวดมนต์ให้กำลังใจบิ๊กตู่ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทั้งการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การลงพื้นที่และการเก็บข้อมูลในโลกโซเชียลทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,332 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่าง 1 &amp;ndash; 4 ก.ค. ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงเหตุปัจจัยของวิกฤตเศรษฐกิจประเทศและเงินในกระเป๋าของประชาชนที่ไม่พอใช้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 82.4 ระบุโรคโควิด-19 เกิดทั่วโลก ในขณะที่ร้อยละ 17.6 ระบุ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น นักการเมืองมัวแต่ทะเลาะกัน การแก้ปัญหาของรัฐบาลและประชาชนทำตัวเอง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผลประเมินภาพรวมการแก้ปัญหาผลกระทบของโควิด-19 โดยรัฐบาล พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 54.5 ระบุรัฐบาลแก้ปัญหาได้ดีค่อนข้างมาก ถึง ดีเยี่ยม ในขณะที่ร้อยละ 45.5 ระบุค่อนข้างน้อย ถึง ไม่ดีเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.1 ตั้งใจจะทำบุญสวดมนต์ให้กำลังใจบิ๊กตู่ ในวันอาสาฬหบูชานี้ให้สามารถแก้ปัญหาวิกฤตต่าง ๆ ของประเทศผ่านพ้นไปได้อย่างดี ในขณะที่ร้อยละ 42.9 ระบุไม่ทำ อย่างไรก็ตาม เสียงของประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.9 ระบุ นายกรัฐมนตรีควรรักษาคนดีไว้ข้างกายทำงานต่อเนื่อง ในขณะที่ร้อยละ 26.1 ระบุ ปล่อยให้มันเป็นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ เสียงของประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.9 เห็นด้วยถึงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ นายกรัฐมนตรีควรใช้โอกาสนี้ ขจัด นักการเมืองที่จ่ายเงินซื้อเสียงเข้ามาหมดเนื้อหมดตัวไปเลย อย่าให้โอกาสพวกเขาถอนทุนคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ข้อมูลกระแสเสียงของประชาชนกำลังเริ่มดีขึ้นต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลโดยรวมเมื่อประชาชนเห็นชัดเจนว่า ความสามารถของ 3 ป. ผู้ทรงอิทธิพลในการจัดการความวุ่นวายภายในพรรคพลังประชารัฐได้ลงตัวและแยกส่วนการปรับ ครม. เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีที่มีโควต้าของนายกรัฐมนตรีในทีมรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและกระทรวงหลักสำคัญ &amp;ldquo;ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า&amp;rdquo; สมบัติชาติที่ภาคประชาสังคมต้องช่วยกันเฝ้ารักษาอย่าให้ใครเข้ามากอบโกยเอาไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ในห้วงเวลานี้ นายกรัฐมนตรีต้องอาศัยพลังบุญและคุณธรรมอย่างแรงของทุกฝ่ายทั้งประเทศช่วยกัน &amp;ldquo;ทำบุญสวดมนต์ให้กำลังใจบิ๊กตู่&amp;rdquo; ผู้นำของประเทศให้สามารถแก้วิกฤตเศรษฐกิจและความวุ่นวายทางการเมืองทุกมิติได้สำเร็จเพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายในการทำงาน &amp;ldquo;การเมืองใหม่&amp;rdquo; ที่ต้องผ่านการเล่นเกมที่แยบยลแนบเนียน เหมือนจะยอมแต่ไม่ยอมไปกับ &amp;ldquo;ภาวะตัณหา&amp;rdquo; ความอยากมี อยากเป็น และอยากเปลี่ยนให้ทันใจของทุกฝ่ายเพื่อตนเองและพวกพ้องของพวกเขา แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับพลังหนุนของภาคประชาชนว่า ประชาชนทั้งประเทศมองเห็นเหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีเห็นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70471</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, นพดล กรรณิกา, ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200704/image_big_5efff23d9cc16.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2019 08:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2019 08:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>86% ยกมือหนุนรัฐบาลตั้งศูนย์เฟคนิวส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค. 2562 จากการสำรวจเมื่อถามถึงการใช้สื่อออนไลน์ (Website, E-mail, Line, Facebook, IG เป็นต้น) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.86 ระบุว่า ใช้สื่อออนไลน์ และร้อยละ 27.14 ระบุว่า ไม่ใช้สื่อออนไลน์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามผู้ที่ใช้สื่อออนไลน์ว่าหลงเชื่อข่าวปลอม (เฟคนิวส์) ที่ได้รับจากสื่อออนไลน์หรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.23 ระบุว่า ไม่เคยหลงเชื่อในข่าวปลอม รองลงมา ร้อยละ 27.59 ระบุว่า เคยหลงเชื่อในข่าวปลอม และร้อยละ 11.18 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวปลอมหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อถามผู้ที่ระบุว่าเคยหลงเชื่อและไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวปลอม (เฟคนิวส์) จากสื่อออนไลน์ ว่ากระทำอย่างไรกับข่าวปลอม (เฟคนิวส์) &amp;nbsp;พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 52.09 ระบุว่า ไม่เคยแชร์ข่าวใด ๆ รองลงมา ร้อยละ 24.42 ระบุว่า รู้ว่าเป็นข่าวปลอม และไม่แชร์ ร้อยละ 19.07 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวปลอมหรือไม่ จึงไม่แชร์ ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เฉย ๆ เมื่อรู้ว่าข่าวที่แชร์ไปเป็นข่าวปลอม ร้อยละ 6.28 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวปลอมหรือไม่ แต่แชร์ ร้อยละ 4.88 ระบุว่า ไม่รู้ว่าเป็นข่าวปลอม และแชร์ ร้อยละ 3.49 ระบุว่า รู้ว่าเป็นข่าวปลอม แต่แชร์ ร้อยละ 0.70 ระบุว่า เคยทำข่าวปลอม และแชร์ ร้อยละ 0.47 ระบุว่า พยายามแก้ปัญหาเมื่อรู้ว่าข่าวที่แชร์ไปเป็นข่าวปลอม และร้อยละ 0.23 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ อ่านโดยใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ว่าเป็นข่าวปลอมข่าวจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
สำหรับความคิดเห็นของผู้ที่ระบุว่าเคยหลงเชื่อและไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวปลอม (เฟคนิวส์) จากสื่อออนไลน์ ต่อการจัดตั้ง &amp;ldquo;ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม&amp;rdquo; โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 86.98 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ จะได้มีการกลั่นกรองข่าวก่อนที่จะแพร่หลายไปวงกว้าง เพราะสมัยนี้มี E-mail, Line, Facebook, IG เป็นต้น เกือบทุกคน จะได้มีการเกรงกลัวและไม่แชร์ข่าวปลอม รองลงมา ร้อยละ 8.14 ระบุว่า &amp;nbsp;ไม่เห็นด้วย เพราะ ควรใช้วิธีอื่นดีกว่า เช่น สร้างจิตสำนึกหรือให้ความรู้ การจัดตั้งศูนย์ฯ อาจทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไป และควรให้องค์กรอิสระเข้ามาจัดการมากกว่า และร้อยละ 4.88 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความกังวลของผู้ที่ระบุว่าเคยหลงเชื่อและไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวปลอม (เฟคนิวส์) จากสื่อออนไลน์ &amp;nbsp;เกี่ยวกับ &amp;ldquo;ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม&amp;rdquo; ที่อาจจะละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 28.84 ระบุว่า ไม่มีความกังวลเลย รองลงมา ร้อยละ 28.14 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความกังวล ร้อยละ 27.91 ระบุว่า ค่อนข้างมีความกังวล ร้อยละ 10.00 ระบุว่า มีความกังวลมาก และร้อยละ 5.11 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43663</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, ตั้งศูนย์เฟคนิวส์, ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน, สนับสนุน, เฟคนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190818/image_big_5d58a616aca82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41501</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2019 08:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2019 08:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลสำรวจเสียงก้ำกึ่ง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ ละเมิดสิทธิประชาชนหรือไม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค. 2562 กรมประชาสัมพันธ์ ร่วมกับ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์&amp;rdquo; โดยเริ่มทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7 &amp;ndash; 12 มิถุนายน 2562 จากประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และเป็นผู้ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 2,507 หน่วยตัวอย่าง สอบถามการรับรู้ ความเข้าใจ และความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยการสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างด้วยความน่าจะเป็น ด้วยวิธีแบบหลายขั้นตอน (Multistage Sampling) และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการลงพื้นที่สัมภาษณ์แบบพบตัว โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95.00&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงการรับรู้หรือเคยได้ยินเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 82.89 ระบุว่า เคยได้ยิน ขณะที่ ร้อยละ 17.11 ระบุว่า ไม่เคยได้ยิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในจำนวนของผู้ที่ระบุว่า เคยได้ยินเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พบว่า ร้อยละ 55.58 &amp;nbsp;ระบุว่า พอทราบเกี่ยวกับวัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ร้อยละ 26.71 ระบุว่า ทราบดี และร้อยละ 17.71 ระบุว่า ไม่ทราบเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสำหรับช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของผู้ที่ &amp;nbsp;ระบุว่า ทราบดีและพอทราบเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พบว่า ประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนใหญ่ ร้อยละ 73.27 ระบุว่า รับรู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รองลงมา ร้อยละ 58.65 ระบุว่า รับรู้ผ่านสื่อโทรทัศน์ &amp;nbsp;ร้อยละ 10.82 ระบุว่า รับรู้ผ่านสื่อเว็บไซต์ ร้อยละ 7.37 ระบุว่า รับรู้ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ ร้อยละ 5.26 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รับรู้ผ่านสื่อบุคคล และร้อยละ 2.63 ระบุว่า รับรู้ผ่านสื่อวิทยุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามประชาชนถึงการรับรู้สาระสำคัญเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยแบ่งเป็นประเด็นต่าง ๆ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) ประเด็น พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยดูแลและปกป้องระบบคอมพิวเตอร์ของภาครัฐและเอกชน ให้มีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 94.80 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 5.20 ระบุว่า ไม่ทราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) ประเด็น พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ไม่ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการเฝ้าระวัง สอดส่องติดตามข้อมูลเนื้อหาในโลกโซเชียลของประชาชน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.87 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 27.13 ระบุว่า ไม่ทราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) ประเด็น สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ มีหน้าที่ดูแล และเฝ้าระวัง
การโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ สาธารณูปโภค การบริการทางการเงิน และความมั่นคงของประเทศ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 74.91 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 25.09 ระบุว่า ไม่ทราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) ประเด็น ในกรณีเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับไม่ร้ายแรง สามารถอุทธรณ์ยกเลิกคำสั่งคณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ได้ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 51.75 ระบุว่า ไม่ทราบ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และร้อยละ 48.25 ระบุว่า ทราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(5) ประเด็น ในกรณีเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ระดับร้ายแรง เจ้าหน้าที่ต้องมีหมายศาลในการ ตรวจค้น &amp;nbsp; ยึดอุปกรณ์ และการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 51.05 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 48.95 ระบุว่า ไม่ทราบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(6) ประเด็น กรณีเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ระดับวิกฤติ เจ้าหน้าที่ไม่ต้องมีหมายศาลในการตรวจค้น ยึดอุปกรณ์ และการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ แต่หลังจากดำเนินการแล้วต้องแจ้งรายละเอียดต่อศาลโดยเร็ว พบว่า ประชาชน ร้อยละ 51.87 ระบุว่า ไม่ทราบ และร้อยละ 48.13 ระบุว่า ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความคิดเห็นที่มีต่อ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ว่าจะช่วยสร้างความมั่นคงปลอดภัยและแก้ปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 53.80 ระบุว่า ช่วยได้ค่อนข้างมาก รองลงมา ร้อยละ 23.10 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 20.47 ระบุว่า ช่วยได้ค่อนข้างน้อย และร้อยละ 2.63 ระบุว่า ช่วยไม่ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ในประเด็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 24.09 ระบุว่า ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เพราะ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มีไว้เพื่อป้องกัน และรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และเศรษฐกิจ รวมถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไม่เกี่ยวกับการสอดส่องดูข้อมูลส่วนตัวของประชาชน อีกทั้งมีกฎหมายควบคุมไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ รวมถึงเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ใช้อำนาจในทางมิชอบ ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน รองลงมา ร้อยละ 21.00 ระบุว่า ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เพราะ มองว่า พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ให้สิทธิและอำนาจเจ้าหน้าที่รัฐเกินไป ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลประชาชนได้ง่าย เลยกังวลว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล รวมถึงไม่มีหน่วยงานอิสระที่ถ่วงดุลอำนาจ และตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐเลย เลยกลัวว่ารัฐบาลจะใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ และร้อยละ 54.91 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.22 ระบุว่า ควรสร้างความรู้/จิตสำนึกให้กับประชาชนเกี่ยวกับโทษในการคุกคามความมั่นคงทางไซเบอร์ รองลงมา ร้อยละ 61.99 ระบุว่า ควรควบคุมไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐนำไปใช้ในทางมิชอบ ร้อยละ 56.84 &amp;nbsp; ระบุว่า เจ้าหน้าที่ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและลงโทษขั้นรุนแรงกับผู้ที่กระทำผิด ร้อยละ 42.63 ระบุว่า &amp;nbsp;ควรมีหน่วยงานภายนอกที่เป็นองค์กรอิสระเข้ามาถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบการทำงาน ร้อยละ 0.53 ระบุว่า &amp;nbsp; ควรมีการรายงานผลความสำเร็จของ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนเล็งเห็นถึงความสำคัญและให้ความร่วมมือต่อหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายต่อไป และร้อยละ 10.41 ไม่ระบุ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41501</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน, พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190721/image_big_5d33c65593402.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39774</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2019 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2019 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชช.หนุนหวย2-3ตัวแต่ยี้น้ำเต้าปูปลาออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.2562 - ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;รัฐบาลจะออก หวย 2 ตัว 3 ตัว สู้กับหวยใต้ดิน&amp;rdquo; โดยสำรวจระหว่างวันที่ 25 &amp;ndash; 26 มิ.ย.จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,259 หน่วยตัวอย่าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อถามถึงการเสี่ยงโชคของประชาชนในอดีต พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 67.43% ระบุว่า เคยซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล รองลงมา 37.33% ระบุว่าเคยซื้อหวยใต้ดิน 29.31% ระบุว่าไม่เคยซื้อหวยทุกชนิด 3.97% ระบุว่า เคยซื้อหวยหุ้น และ 0.48% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ สลากออมสิน หวยกล่อง หวยออนไลน์ และหวยลาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเสี่ยงโชคของประชาชนในปัจจุบัน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 89.33% ระบุว่า ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล รองลงมา 38.76% ระบุว่าซื้อหวยใต้ดิน 6.85% ระบุว่าเลิกซื้อหวยทุกชนิดแล้ว 2.81% ระบุว่าซื้อหวยหุ้น และ 0.22% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ สลากออมสิน และหวยลาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่รัฐบาลจะออก หวย 2 ตัว 3 ตัว โดยมีรางวัลแจ๊กพ็อตเพื่อสู้กับหวยใต้ดิน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 75.39% ระบุว่าเห็นด้วย เพราะเป็นการเพิ่มช่องทางในการเลือกซื้อและถูกกฎหมาย มีโอกาสถูกรางวัลค่อนข้างสูง ขณะที่บางส่วนระบุว่าจะได้นำรายได้บางส่วนไปใช้ประโยชน์เพื่อสังคมบ้าง ดีกว่าให้ไปเข้ากระเป๋าเจ้ามืออย่างเดียว และหวยใต้ดินจะได้หมดไปหรือเบาลง รองลงมา 16.86% ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ ทำให้ประชาชนงมงายมากขึ้น กังวลว่าจะทำให้เกิดปัญหาในระยะยาว ขณะที่บางส่วนระบุว่า อยากให้ยกเลิกระบบหวยทั้งหมด 0.67% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ขอดูรายละเอียดในส่วนของรูปแบบการซื้อและผลตอบแทนที่ได้รับก่อน และ 7.08% ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่รัฐบาลจะออกหวยรูปภาพแบบน้ำเต้าปูปลา เพื่อสู้กับหวยใต้ดิน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 65.17% ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเสพติดการพนันมากเกินไป และอาจทำให้เกิดหนี้สินกับประชาชนโดยไม่จำเป็น ขณะที่บางส่วนระบุว่า อยากให้ยกเลิกระบบหวยทั้งหมด รองลงมา 20.11% ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ เป็นรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ จะได้ซื้อขายอย่างถูกกฎหมาย และจะได้มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีโอกาสถูกรางวัลค่อนข้างสูง ขณะที่บางส่วนระบุว่า จะได้ไม่เสี่ยงต่อการโดนตำรวจจับ 0.11% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ขอดูรายละเอียดในส่วนของรูปแบบที่รัฐบาลจะทำออกมาก่อน และ 14.61 ระบุว่าไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงการเสี่ยงโชคของประชาชน หากในอนาคตมีตัวเลือกเสี่ยงโชคมากขึ้นทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ประชาชนส่วนใหญ่ 63.70% ระบุว่า ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล รองลงมา 30.90% ระบุว่า ซื้อหวย 2 ตัว 3 ตัวของรัฐบาลที่มีแจ๊กพ็อต 25.81% ระบุว่าไม่ซื้อหวยทุกชนิด 12.63% ระบุว่า ซื้อหวยใต้ดิน 4.05% ระบุว่า ซื้อหวยรูปภาพแบบน้ำเต้าปูปลาของรัฐบาล 1.19% ระบุว่า ซื้อหวยหุ้น ร้อยละ 0.32 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ยังไม่แน่ใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ และ 2.30% ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39774</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้า, นิด้าโพล, น้ำเต้าปูปลา, ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน, รัฐบาล, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, หวย 2 ตัว 3 ตัว, หวยใต้ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190630/image_big_5d181b3eca543.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36794</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2019 09:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2019 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลสำรวจพบ กว่า 5 ปีการบริหารประเทศของ คสช. ประชาชนมีความสุขเท่าเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค. 2562 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน &amp;nbsp;เรื่อง &amp;ldquo;รู้สึกอย่างไร เมื่อ คสช. กำลังจะหมดหน้าที่&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23 &amp;ndash; 24 พฤษภาคม 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั่วประเทศ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,257 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินและความสุขของคนในชาติ หลังจากครบรอบ 5 ปี ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และความรู้สึกของประชาชนเมื่อ คสช.กำลังจะหมดหน้าที่ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified &amp;nbsp;Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงความรู้สึกของประชาชนเมื่อ คสช. กำลังจะหมดหน้าที่ในทันทีที่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 24.50 ระบุว่า รู้สึกดีใจ น่าจะไปได้ตั้งนานแล้ว รองลงมา ร้อยละ 23.79 ระบุว่า ไม่มีความรู้สึกใด ๆ ร้อยละ 13.84 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;รู้สึกอยากขอบคุณที่ช่วยดูแลประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 13.29 ระบุว่า รู้สึกเสียดาย น่าจะอยู่ต่อไป ร้อยละ 9.55 ระบุว่า รู้สึกว่า ความวุ่นวายทางการเมืองแบบเก่า ๆ กำลังจะกลับมา ร้อยละ 9.07 ระบุว่า รู้สึกว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังจะเดินหน้า ร้อยละ 8.19 ระบุว่า รู้สึกว่าประเทศกำลังจะเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ ร้อยละ 5.33 ระบุว่า รู้สึกว่าประเทศเสียโอกาสไปมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 1.91 ระบุว่า รู้สึกกังวลว่านักการเมืองที่เข้ามาจะทำให้ประชาธิปไตยบิดเบือน และร้อยละ 0.72 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ อยากให้นักการเมืองชุดใหม่เข้ามาสานต่อ ในโครงการที่ดี ๆ ต่อจากโครงการเดิม เศรษฐกิจแย่เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และกังวลว่านักการเมืองชุดใหม่จะเข้ามาบริหารไม่ดีเหมือนชุด คสช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านระดับความสุขของประชาชนในโอกาสครบรอบ 5 ปีที่ คสช. เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.63 ระบุว่า มีความสุขเท่าเดิม เพราะ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ชีวิตความเป็นอยู่ยังคงเหมือนเดิม การบริหารงานไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม เศรษฐกิจและค่าครองชีพยังสูงเช่นเดิม รองลงมา ร้อยละ 33.73 ระบุว่า มีความสุขลดลง เพราะ เศรษฐกิจปากท้องของประชาชนแย่ลง ค่าครองชีพสูง ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ การบังคับใช้กฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายไม่ตรงจุด มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพมากเกินไป &amp;nbsp;และขาดความมั่นคงทางประชาธิปไตย และร้อยละ 21.64 ระบุว่า มีความสุขเพิ่มขึ้น เพราะ การบริหารงานต่าง ๆ ดี มีการช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง ไม่มีการชุมนุมและความวุ่นวายทางการเมือง บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ &amp;nbsp;4 ปี 6 เดือน คสช. กับการคืนความสุขให้คนในชาติ ที่ทำการสำรวจเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 พบว่า สัดส่วนของผู้ที่มีความสุขเพิ่มขึ้น มีสัดส่วนเท่า ๆ กัน (จากเดิม ร้อยละ 21.20 เป็นร้อยละ 21.64) เช่นเดียวกับสัดส่วนของผู้ที่มีความสุขลดลง มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น (จากเดิม ร้อยละ 30.64 เป็นร้อยละ 33.73) ขณะที่สัดส่วนของผู้ที่มีความสุขเท่าเดิม มีสัดส่วนลดลง (จากเดิม ร้อยละ 47.68 เป็นร้อยละ 44.63)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารราชการแผ่นดินครบรอบ 5 ปี ของ คสช. ในประเด็นต่าง ๆ ที่ทำให้มีความสุขมากที่สุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ &amp;nbsp;ร้อยละ 48.69 ระบุว่า บ้านเมืองสงบเรียบร้อยไม่มีความวุ่นวายทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 30.55 ระบุว่า &amp;nbsp;ไม่มีประเด็นใดที่ทำให้มีความสุข ร้อยละ 5.81 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพประชาชน ร้อยละ 4.46 ระบุว่า การจัดระเบียบสังคม เช่น การจัดระเบียบทางเท้า การจัดระเบียบชายหาด ร้อยละ 2.94 ระบุว่า การมุ่งแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ร้อยละ 2.47 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม ร้อยละ 2.15 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาปากท้องเกษตรกร ร้อยละ 0.95 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ร้อยละ 0.32 ระบุว่า การมีเสรีภาพมากขึ้น และร้อยละ 1.66 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ มีโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง เช่น ด้านคมนาคม โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารราชการแผ่นดินครบรอบ 5 ปี ของ คสช. ในประเด็นต่าง ๆ ที่ยังไม่ทำให้มีความสุข พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.82 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม รองลงมา ร้อยละ 16.31 ระบุว่า ไม่มีประเด็นใดที่ไม่มีความสุข ร้อยละ 14.00 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาปากท้องเกษตรกร ร้อยละ 9.47 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพประชาชน ร้อยละ 9.07 &amp;nbsp;ระบุว่า การที่ยังไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ร้อยละ 5.09 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ร้อยละ 2.55 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ร้อยละ 1.51 ระบุว่า การมีเสรีภาพที่ยังไม่เต็มที่ของสื่อมวลชน ร้อยละ 0.95 ระบุว่า การจัดระเบียบสังคม เช่น การจัดระเบียบ ทางเท้า การจัดระเบียบชายหาด และร้อยละ 2.23 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การแก้ไขปัญหายาเสพติด สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันในสังคม การบังคับใช้กฎหมายในบางเรื่องที่เข้มงวดมากเกินไป ขณะที่บางส่วนระบุว่า การแก้ปัญหาระบบการศึกษา การปฏิรูปประเทศ และการปฏิรูปองค์กรตำรวจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36794</URL_LINK>
                <HASHTAG>#คสช., การบริหารประเทศ 5ปี, ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน, “นิด้าโพล”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190526/image_big_5ce9f9534c5b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
