<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105685</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2021 17:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2021 17:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลสำรวจชี้ชัดประชาชนร้อยละ 75.2 ต้องการฉีดวัคซีนโควิด-19 ภูเก็ตนำโด่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล&amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019(โควิด-19) เกี่ยวกับกรณีของวัคซีน โดยทางสำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยการสัมภาษณ์สมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวนตัวอย่าง 46,600 คน&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 17-22 พฤษภาคม 2564 พบว่าประชาชนร้อยละ 75.2 ต้องการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในจำนวนนี้มีผู้ต้องการฉีดและพร้อมที่จะฉีดวัคซีนร้อยละ 47.7 และผู้ต้องการฉีดแต่ยังไม่พร้อมร้อยละ 27.5&amp;nbsp; ส่วนที่ฉีดวัคซีนแล้วมีร้อยละ 5.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ร้อยละ 19.3 ไม่ต้องการฉีดวัคซีน โดยให้เหตุผลว่า กลัวผลข้างเคียงร้อยละ 16.4 , ไม่เชื่อมั่นว่าวัคซีนจะสามารถป้องกันได้ร้อยละ 4.9 , มีข้อจำกัดทางด้านร่างกาย เช่น พิการ มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ร้อยละ 4.6, สามารถป้องกันตัวเองได้ร้อยละ 3.6&amp;nbsp; และไม่มีข้อมูลหรือข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจร้อยละ 3.2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่ต้องการฉีดวัคซีนระบุว่า วัคซีนที่ต้องการมากที่สุดคือ วัคซีนที่รัฐบาลจัดหาให้ร้อยละ 54.6,&amp;nbsp; วัคซีนยี่ห้อไฟเซอร์ร้อยละ 12.5, วัคซีนโมเดอร์นาร้อยละ 3, วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันร้อยละ 2.5 และวัคซีนโนวาแวกซ์ร้อยละ 0.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 6 จังหวัดที่มีผู้ที่ฉีดวัคซีนไปแล้วและผู้ที่พร้อมจะฉีดสูงกว่าร้อยละ 70&amp;nbsp;ได้แก่ ภูเก็ตร้อยละ 80.2 , ตรังร้อยละ 80 , ระนองร้อยละ 78.8 , บุรีรัมย์ร้อยละ 73.3 , ชลบุรีร้อยละ 71.8 และ นนทบุรีร้อยละ 71.2&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอายุพบว่า ผู้ที่มีอายุ 18-29 ปี&amp;nbsp;ไม่ต้องการฉีดวัคซีนและไม่พร้อมที่จะฉีดมีสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มอายุ 30 ปีขึ้นไป ขณะที่นักเรียน นักศึกษา ผู้ว่างงาน ระบุว่าไม่ต้องการฉีดวัคซีนหรือไม่พร้อมฉีดสูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของวัคซีนนั้น ประชาชนร้อยละ 45.3 มีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพวัคซีนที่รัฐบาลให้บริการกับประชาชน ขณะที่ร้อยละ 54.7 ไม่เชื่อมั่น โดยให้เหตุผลว่า กลัวผลข้างเคียงร้อยละ 41.3, วัคซีนที่รัฐบาลจัดหาให้ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าวัคซีนที่จะเลือกใช้เองร้อยละ 7 , ได้รับข้อมูลข่าวสารของวัคซีนที่มีความขัดแย้งกันร้อยละ 5.7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาเป็นรายจังหวัดพบว่า จังหวัดที่ไม่เชื่อมั่นต่อคุณภาพของวัคซีนสูงกว่าร้อยละ 70 ได้แก่ กาฬสินธุ์ ร้อยละ 80.5 , ปัตตานีร้อยละ78.5, นราธิวาสร้อยละ 74, เชียงใหม่ร้อยละ&amp;nbsp; 72.2, ขอนแก่นร้อยละ 71.3 และสตูลร้อยละ 70.4 และพบว่าประชาชนร้อยละ56.6 ระบุว่า การที่รัฐให้เงินชดเชยเป็นหลักประกันการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากการฉีดวัคซีนมีผลต่อการตัดสินใจฉีดวัคซีน และประชาชนร้อยละ 80.9 เห็นว่าควรเพิ่มสถานที่ให้บริการฉีดวัคซีน โดยเห็นว่าสถานที่ที่เหมาะสม 5อันดับแรกได้แก่ สถานีอนามัย/โรงพยาบาลประจำตำบล ร้อยละ&amp;nbsp; 52.4 , จัดรถMobile ลงชุมชนร้อยละ 18.2, โรงเรียน อาคารอเนกประสงค์ สนามกีฬา วัด ร้อยละ 9.8, ที่ทำการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนร้อยละ 9.6 และสถานที่ราชการ ร้อยละ 6.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ประชาชนยังเห็นว่า รัฐบาลควรสร้างความเชื่อมั่นในการฉีดวัคซีนและลดความสับสนของข่าวสารดังนี้ ให้ผู้มีความรู้ ประสบการณ์ หรือผู้มีวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้นำเสนอประโชน์ของวัคซีนเพื่อสร้างความมั่นใจอย่างต่อเนื่องร้อยละ 48.3&amp;nbsp; ให้หน่วยงานรับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลและสกัดกั้นข่าวเท็จที่เผยแพร่จากสื่อสาธารณะ หรือโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็วร้อยละ 20.4&amp;nbsp; และให้หน่วยงานเดียวเป็นผู้รับผิดชอบให้ข้อมูลข่าวสารร้อยละ&amp;nbsp; 18.8&amp;nbsp; และยังพบด้วยว่า&amp;nbsp; ประชาชนร้อยละ 90.5 ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เรื่องที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ รายได้ที่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายร้อยละ 49.3&amp;nbsp; และเรื่องที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือมากที่สุดได้แก่ ช่วยเหลือค่าครองชีพร้อยละ 67.8&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105685</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน, สำนักงานสถิติแห่งชาติ, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b6023e882d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2021 09:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2021 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนทะลุ 90 % จี้ใช้กฎหมายทุกมาตรา จัดการม็อบ 3 นิ้วและนักการเมือง นักวิชาการที่ยุยงปลุกปั่น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มี.ค.64 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เปิดประเทศ พ้นวิกฤต กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,600 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 17 - 20 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.3 เชื่อว่า เปิดประเทศ พ้นวิกฤต เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว และห่วงโซ่ธุรกิจอื่น ๆ ช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.5 ระบุ ประเทศไทยเปิดประเทศได้ เพราะมีวัคซีนแล้ว และเป็นหน้าที่ของทุกคน คนไทยอยู่กับโควิดให้เป็น บุคลากรการแพทย์ไทยเก่งเครื่องมือทันสมัยติดโควิดก็รักษาได้ แต่ต้องไม่ประมาท การ์ดไม่ตก ในขณะที่ร้อยละ 88.5 มั่นใจว่า เปิดประเทศแล้ว รัฐบาลและประชาชนช่วยกันทำเศรษฐกิจฐานราก เดินหน้าต่อได้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.4 มีความสุข มีความหวัง ที่รัฐบาลจะเปิดประเทศ ช่วงโควิด กระตุ้นเศรษฐกิจ คนต้องการทำมาหากิน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.3 ทุกข์ใจ และต้องการให้ใช้กฎหมายทุกมาตรา จัดการพวกม็อบ พวกท่อน้ำเลี้ยงและนักการเมือง นักวิชาการบางคนยุยงปลุกปั่น ม็อบละเมิดกฎหมาย ก้าวล่วงละเมิดสถาบันหลักของชาติ เผาบ้านตนเอง ชักศึกเข้าบ้าน ทำลายภาษีของประชาชน แกนนำม็อบละเมิดศาล ม็อบละเมิดผู้อื่น คุกคามผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ทำลายชาติบ้านเมืองของตนเองด้วยการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงบานปลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.1 ต้องการเห็น รัฐบาลต่างชาติ หนุนประเทศไทยเปิดประเทศช่วงโควิด กระตุ้นเศรษฐกิจ ขอรัฐบาลต่างชาติอย่าหนุนม็อบทำลายสถาบันหลักของชาติ สร้างความแตกแยกของคนไทยในชาติ ในขณะที่ ร้อยละ 89.6 ระบุ รัฐบาลต่างชาติ ควรหนุนประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางทั่วโลกอย่างปลอดภัย ปลอดโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.5 ต้องการค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด ต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมาตรการใหม่ ๆ ช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและย่อม (SME) ล่วงหน้ารองรับการเปิดประเทศ ในขณะที่ ร้อยละ 22.4 ระบุปานกลาง และร้อยละ 4.1 ต้องการค่อนข้างน้อย ถึง ไม่เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า &amp;ldquo;พวกเราต้องทำหน้าที่&amp;rdquo; เปิดประเทศ พ้นวิกฤต เพิ่มเงินในกระเป๋าของคนไทยถ้วนหน้า ดึงรัฐบาลต่างชาติมาเสริมสร้างการเปิดประเทศอย่างปลอดภัยสร้างผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างชาติ โดยชี้ให้ตรงจุดไปว่า ขอรัฐบาลต่างชาติอย่าร่วมมือกับนักการเมือง นักวิชาการ นักธุรกิจคนไทยบางคนที่พบปะกันบ่อย ๆ วางแผนหนุนหลังม็อบ 3 นิ้ว ที่เห็นกันชัดเจนว่า แกนนำม็อบ 3 นิ้วและนักการเมือง นักธุรกิจ และนักวิชาการบางคน ก้าวล่วงละเมิดสถาบันหลักของชาติ ละเมิดศาล ฝ่าฝืนกฎหมาย เผาทำลายเงินภาษีของประชาชน เบียดเบียนคุกคามผู้อื่น นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายของคนไทยในชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า เปิดประเทศ พ้นวิกฤต จะเป็นจริงได้ เมื่อคนไทยทุกคนทำหน้าที่ พลเมืองที่ดี มีความรับผิดชอบ ไม่ชักศึกเข้าบ้าน ไม่เผาชาติบ้านเมืองของตนเอง และรัฐบาลออกมาตรการใหม่ ๆ หนุนกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและย่อมรองรับการเปิดประเทศจะช่วยทำความสุข ความหวังของประชาชนเป็นจริงขึ้นมาได้ เมื่อประชาชนทุกกลุ่มมีความสุข สมหวังที่ตั้งเป้าไว้ ผลที่ตามมาคือ ม็อบต่าง ๆ จะจุดติดได้ยาก เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96741</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.นพดล กรรณิกา, ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน, ม็อบ, โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056a8d51110c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86019</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2020 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2020 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาว 3 นิ้วเงิบ!ราษฎรพอใจ &#039;บิ๊กตู่&#039; นั่งนายกฯต่อ เผยร้อยละ 80.1 ชี้ไม่มีใครเหมาะสมที่จะมาแทนที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ธ.ค.63 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ราษฎร พอใจ ลุงตู่ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,191 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 2 &amp;ndash; 4 ธันวาคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึง เรื่องราวต่าง ๆ ที่กลุ่มราษฎร พอใจให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำ ต่อไป หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินกรณีบ้านพักทหาร พบว่า อันดับแรกที่เป็นส่วนใหญ่หรือร้อยละ 86.4 ระบุเรื่องการศึกษาของเด็กและเยาวชน กองทุนเสมอภาคการศึกษา รองลงมาคือ ร้อยละ 85.2 ระบุ เรื่อง มลพิษและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาคูคลองให้สะอาดเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน ร้อยละ 84.6 ระบุ เรื่อง การค้ามนุษย์ ร้อยละ 83.5 ระบุ เรื่อง ยาเสพติด ร้อยละ 83.4 ระบุ เรื่อง เศรษฐกิจของประเทศ ร้อยละ 83.3 ระบุเรื่อง ภัยพิบัติต่าง ๆ ร้อยละ 83.2 ระบุเรื่อง ปากท้อง เศรษฐกิจ ฐานราก ร้อยละ 82.1 ระบุเรื่อง อาชญากรรม ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ ราษฎร ร้อยละ 78.6 ระบุ เรื่อง ตอบสนองความต้องการกลุ่มย่อย ๆ ใน ม็อบ เช่น สิทธิของกลุ่ม LGBTQ เด็ก สตรี และคนกลุ่มน้อย ต่าง ๆ และร้อยละ 76.4 ระบุ เรื่อง โควิดระบาดรอบใหม่ ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจ คือ เมื่อถามความเห็นของ กลุ่มราษฎร ต่อ นักการเมืองที่บริสุทธิ์ เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.1 ระบุ ไม่มี ในขณะที่ ร้อยละ 19.9 ระบุว่า มี เช่น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ นายสุทิน คลังแสง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	จับไต๋ &amp;#39;แทมมี-สว.มะกัน&amp;#39; ออกโรงให้ท้ายม็อบ 3 นิ้ว
	&amp;#39;ชูวิทย์&amp;#39; เล่าเรื่องคุก เตือนสติ 3 นิ้วทะลุเพดาน
	สุดแปลกใจ!สื่อ-เพจฝ่ายประชาธิปไตย
	&amp;#39;หมอวรงค์&amp;#39; ส่งซิกปราบ &amp;#39;กบฏสาธารณรัฐ&amp;#39;&amp;nbsp;
	โห! &amp;#39;โบ้&amp;#39; จ้วงรัวๆ &amp;#39;ปิยบุตร&amp;#39;&amp;nbsp;


&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณา คือ เมื่อถามความต้องการของ กลุ่มราษฎร ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ผู้นำเหล่าทัพ ผู้นำฝ่ายปกครอง ไปกางเต้นท์สนาม บัญชาการ ซ่อมแซมฟื้นฟูเยียวยา ความทุกข์ยาก เดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติ ในพื้นที่ที่เสียหายให้กลับสู่ปกติสุขโดยเร็วที่สุด พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.5 ต้องการ ในขณะที่ เพียงร้อยละ 5.5 ไม่ต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องตอบสนองความต้องการของกลุ่มราษฎรที่นายกรัฐมนตรีต้องถือธงนำในการจัดการประเทศในมิติทางสังคมเพื่อฟื้นฟูเยียวยาตอบโจทย์ตรงเป้าความต้องการของกลุ่มราษฎรควบคู่ไปกับมิติด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจเพื่อรักษาความเชื่อมั่นและความพึงพอใจอย่างรวดเร็วฉับไวด้วยข้อมูลที่วิเคราะห์จิต พิชิตใจ ตอบสนองที่เป็นรูปธรรมกุมหัวใจทุกกลุ่มเป้าหมายมากกว่าใช้วาทกรรมทางการเมืองที่กลุ่มราษฎรจับต้องไม่ได้ จึงเสนอให้นับจากวันนี้ไป เรื่องราวของกลุ่มราษฎรในมิติทางสังคม เช่น การปฏิรูปศึกษา กองทุนเสมอภาคการศึกษา ยาเสพติด ค้ามนุษย์ มลพิษและสิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขของประชาชนน่าจะโดดเด่นขึ้นด้วยพลังสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายกลุ่มพลเมือง (Civil Society) ผ่านกลไกจิตอาสาทั้ง 77 จังหวัด ของประเทศ ผลที่ตามมาคือ เสาหลักของชาติน่าจะได้รับการเสริมความแข็งแกร่งจากกลุ่มราษฎรมากขึ้นไปอีกได้ไม่ยากนัก&lt;/p&gt;


	&amp;#39;ดร.นิว&amp;#39; ประกาศตั้ง &amp;#39;คณะปฏิวัติชาติ&amp;#39; ต้าน &amp;#39;กบฏสาธารณรัฐ&amp;#39;
	&amp;#39;ผบ.ไมค์&amp;#39; สุดปลื้ม! ปีนี้ได้ประสบการณ์เพียบ หลังเก็บเกี่ยวมาหลายปี
	ไม่จบเจอ! &amp;#39;เอ๋&amp;#39; เตรียมฟ้องกราวรูด
	ดร.เสรี ย้อนเกล็ดแสบพวกอวยเด็กชอบพูดว่า &amp;#39;รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชน&amp;#39;

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86019</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูเปอร์โพล, นพดล กรรณิกา, ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201205/image_big_5fcaf748c9a29.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2020 12:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2020 11:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยร้อยละ 93.3 จี้ม็อบ 3 นิ้วหยุดอ้างรักษาเงินภาษีของราษฎร เพราะทำลายทรัพย์สินส่วนรวมจากเงินภาษีของราษฎร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ย.63 -&amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ภาษีของราษฎร กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,112 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 19 - 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึง ภาษีของราษฎร พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.3 ระบุ ม็อบราษฎร หยุดอ้างว่าจะรักษาเงินภาษีของราษฎรเพราะเห็นแล้วว่าได้ทำลายทรัพย์สินส่วนรวมจากเงินภาษีของราษฎร รองลงมาหรือ ร้อยละ 92.9 ระบุ ม็อบราษฎรแท้จริง ต้องช่วยรักษาเงินภาษีของราษฎร ไม่ใช่ทำลายแบบนี้ ร้อยละ 92.7 ระบุ ม็อบประชาธิปไตย ใจเผด็จการยิ่งกว่าผู้มีอำนาจตอนนี้ เพราะคุกคามผู้อื่น บังคับผู้อื่น ต้องทำตามข้อเรียกร้อง ทำลายผู้เห็นต่าง ถึงจะรุนแรงบานปลาย ไม่สนเงินภาษีประชาชนที่ต้องมาฟื้นฟูหลังการสูญเสียร้อยละ 92.3 ระบุ น่าเคลือบแคลงสงสัยว่า ม็อบทำเพื่อตนเองและพวกพ้อง คนหยิบมือเดียวได้ประโยชน์ด้วยทุนต่างชาติมาทำลายเงินภาษีของราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ร้อยละ 91.7 ระบุ ม็อบประชาธิปไตยแท้จริง ต้องชุมนุมด้วยความสงบ ช่วยรักษาทรัพย์สิน สมบัติชาติ ไม่ทำลายเงินภาษีประชาชนเหมือนที่หน้ารัฐสภา ร้อยละ 91.6 ระบุ ถ้าเห็นแก่อนาคตของน้อง ๆ พี่ ๆ มาทำลายทรัพย์สินส่วนรวมจากเงินภาษีของราษฎรทำไม ร้อยละ 90.6 ระบุ ขบวนการต่างชาติ ร่วม ทุนในไทยหนุนม็อบ ปลุกปั่นทำลายเงินภาษีของราษฎร และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.0 ระบุ เงินภาษีของราษฎรถูกม็อบทำลาย เช่น รถเมล์ รถตู้ตำรวจ รถน้ำแรงดันสูง กล้องวงจรปิดดูแลความปลอดภัยของราษฎร เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.8 ระบุ คนไทยส่วนใหญ่ยังจงรักภักดีและต้องการปกป้องรักษาสถาบันหลักของชาติ ในขณะที่ ร้อยละ 93.4 ระบุไม่รัก ก็อย่าทำลาย และร้อยละ 91.6 ระบุ เอือมระอา กับ ม็อบ หยุดได้แล้ว ประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อ จัดการคนทำผิดกฎหมายไม่ต้องเว้น&lt;/p&gt;


	&amp;#39;อัษฎางค์&amp;#39;ไม่ไหวจะทน!ซัดม็อบทรราษฏร์&amp;nbsp;
	ป้ายคณะก้าวหน้าโดนสาดสี!
	แค่ได้ยินแว่วๆถึงเลข 112 ก็ถึงกับมือตีนอ่อนกันแล้วหรือ
	&amp;#39;หนุ่มเสื้อเหลือง&amp;#39; ขอโทษ &amp;#39;ไทยภักดี&amp;#39;
	112 มารัวๆ &amp;#39;ส.ว.สมชาย&amp;#39; เผยช่องทางธรรมชาติถูกปิดหมดแล้ว&amp;nbsp;


&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.4 ต้องการให้ผู้มีอำนาจออกมาออกมาทำบ้านเมืองให้ สงบสุข ไม่วุ่นวายโดยเร็ว ในขณะที่ร้อยละ 7.6 ระบุปล่อยไปแบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงจุดยืนทางการเมืองของประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.6 สนับสนุนรัฐบาล ในขณะที่ ร้อยละ 20.4 ไม่สนับสนุนรัฐบาล และร้อยละ 20.0 เป็นพลังเงียบ ขออยู่ตรงกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า หลังเกิดเหตุปะทะทำลายทรัพย์สินราชการจากเงินภาษีของราษฎรส่งผลทำให้กลุ่มพลังเงียบและผู้เคยไม่สนับสนุนรัฐบาลบางส่วนเทคะแนนมาสนับสนุนรัฐบาลมากขึ้น และผลโพลเรื่อง ภาษีของราษฎร นี้ชี้ให้ประชาชนทั่วไปเห็นอย่างน้อยสามอย่างคือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) แกนนำและม็อบผู้เคยประกาศตัวเรื่องปกป้องภาษีของประชาชนแต่กลับมาทำลายเงินภาษีของประชาชนด้วยวิธีที่รุนแรงแบบธรรมดาที่ใคร ๆ ก็ทำได้คือทุบทำลายให้เสียหายและประชาชนต้องมาจ่ายเพิ่มในการซ่อมแซมฟื้นฟูแทนที่จะเอาเงินภาษีของประชาชนไปช่วยเรื่องสุขภาพและการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) แกนนำและม็อบเคยเรียกร้องให้หยุดคุกคามประชาชนแต่กลับทำร้ายผู้เห็นต่างจนบาดเจ็บ รวมถึงคุกคาม เบียดเบียนผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน จนทำมาหากินไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) แกนนำและม็อบเรียกร้องประชาธิปไตยแท้จริง แต่กลับไปบังคับข่มขู่และใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย พรรคพวกทำผิดกฎหมายได้ต้องปล่อยตัว ถ้าบ้านเมืองไม่มีกฎหมายแล้วราษฎรจะอยู่กันอย่างไร เพราะถ้าไปศึกษาประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยในโลกตะวันตกจะพบว่าประเทศเหล่านั้นมีสงครามกลางเมือง มีจลาจลเพราะกลุ่มผลประโยชน์ขัดแย้งกันในหมู่ประชาชน พวกเขาจึงต้องมีระบบการส่งตัวแทนผ่านการเลือกตั้งเข้าสู่สภาและแก้ปัญหาความขัดแย้งกันในสภา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	จะมี &amp;#39;บิ๊กเซอร์ไพรส์&amp;#39; อีกแล้ว&amp;nbsp;
	พ่นสีใส่ป้ายยังไม่ร้ายแรงเท่ากับที่ประชาชนถูกพ่นสารเคมีใส่หน้าใส่ตาใส่ปาก
	ใจกว้าง &amp;#39;วรงค์&amp;#39; ไม่ฟ้องมีแต่ให้กำลังใจ
	เตือนแล้วนะ!ขนาดเจ้าตำรับการทำสงครามกองโจรในเมือง ยังตายอย่างอนาถเลย


&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ถ้าคิดว่าสภาแก้ไม่ได้ก็ต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่ แต่ถ้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบันบางกลุ่มเล็งเห็นว่าจะได้ผลลัพธ์ไม่ถูกใจก็ต้องลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าอ้างอีกว่าลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญเปลืองงบประมาณ ก็ควรคิดต่อว่า ถ้าปมนี้แก้กันไม่ได้จนเกิดความรุนแรงบานปลายเกิดการสูญเสียจะทำให้ราษฎรทั้งประเทศเสียงบประมาณมากกว่าหรือไม่ ทั้งงบประมาณฟื้นฟูประเทศเยียวยาการสูญเสียและงบประมาณตามกระบวนการประชาธิปไตยใหม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84562</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, คณะราษฎร2563, ซูเปอร์โพล, ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน, ม็อบ21พฤศจิกายน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201121/image_big_5fb89d0e0bfc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2020 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2020 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลชี้ยังเล่นการเมืองแบบเก่าขนคนลงถนนโค่นรบ.ไม่สนวิกฤตชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.63-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง การเมืองใหม่ หรือ เก่า สาดสี กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 5,260 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่าง 1 มิ.ย. &amp;ndash;10 ต.ค..2563 ที่ผ่านมา เมื่อถามถึง การเมืองของพรรคการเมืองต่างๆวันนี้ พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.3 ระบุ เป็นการเมืองเก่า เพราะนำมวลชนลงถนน เคลื่อนไหวนอกสภา สนับสนุนกลุ่มจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบัน เสาหลักของชาติ สาดสี เสียดสี พ่นสี จ้องโค่นล้มรัฐบาล ไม่สนใจ ว่าจะซ้ำเติมวิกฤตชาติและทุกข์ยากของประชาชน ขอให้พรรคพวกตนขึ้นมีอำนาจ ปล่อยต่างชาติเข้าแทรกแซงสั่นคลอนประเทศ ยังไม่มีผลงานแต่จะเข้ามาทำงาน กลุ่มการเมืองระดมทุนบริจาคจากประชาชนไปช่วยเหยื่อโควิดแต่เอาไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟกักเก็บไว้จ่ายประชาชนไม่หมด ยังเห็นการทำงานการเมืองแบบเดิม ๆ ในขณะที่ ร้อยละ 6.7 ระบุเป็นการเมืองใหม่ เพราะ มีคนรุ่นใหม่ นโยบายใหม่ มาตรการใหม่ สถานการณ์ใหม่ช่วงโควิด-19 มีประเด็นใหม่ ใช้เทคโนโลยีโซเชียลมีเดียทำงานการเมือง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อเปรียบเทียบแนวโน้ม ตั้งแต่เดือนมิ.ย.ถึงต้นต.ค.2563 ต่อพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเลือกตั้ง ถ้าวันนี้เลือกตั้ง พบว่า ในเดือนมิ.ย. พรรคอันดับหนึ่งได้แก่ พรรคก้าวไกล (อนาคตใหม่เดิม) ร้อยละ 11.7 และเพิ่มขึ้นอีกในเดือนก.ค. มาอยู่ที่ร้อยละ 13.0 แต่ตั้งแต่ต้นเดือนก.ย. ปลายเดือนก.ย. จนถึงต้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา สัดส่วนของผู้ตั้งใจจะเลือกพรรคก้าวไกล หรือ อนาคตใหม่เดิม ร่วงหล่นลงมาตามลำดับจากร้อยละ 13.0 ในเดือนก.ค.มาอยู่ที่ร้อยละ 5.9 ในต้นเดือนก.ย. ร้อยละ 2.4 ในปลายเดือนก.ย. และร้อยละ 1.2 ในช่วงต้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ในขณะที่พรรคเพื่อไทย ช่วงเดือนมิ.ย.ยู่ที่ร้อยละ 10.8 เดือนก.ค.อยู่ที่ร้อยละ 9.3 ต้นเดือนก.ย.อยู่ที่ร้อยละ 5.4 ปลายก.ย.อยู่ที่ร้อยละ 2.3 แต่ ต้นต.ค.ขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 4.9 ที่น่าสนใจคือ พรรคพลังประชารัฐ ช่วงเดือนมิ.ย.อยู่ที่ร้อยละ 9.4 ก.ค.อยู่ที่ร้อยละ 10.9 ต้นก.ย. (ช่วงถูกอภิปราย) กลับสูงขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 18.8 แต่ปลายก.ย.ตกหล่นมาอยู่ที่ร้อยละ 4.9 แต่ต้นต.ค.ขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 6.1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพรรคอื่น ๆ ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน อื่น ๆ สัดส่วนไม่แตกต่างกันนักในแต่ละช่วงเดือนที่ทำการสำรวจ อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจคือ ทุกช่วงเวลาสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่ต้องการพรรคการเมืองใหม่แท้จริง ไม่เป็นต้นตอของความขัดแย้งของคนในชาติ ไม่ล่วงละเมิดร่วมมือกับต่างชาติสั่นคลอนสถาบัน เสาหลักของชาติ ซื่อสัตย์ ไม่แย่งตำแหน่ง ทรยศหักหลังกัน มีผลงานช่วยเหลือประชาชนได้จริง และอื่น ๆ คือสัดส่วนเดือนมิถุนายนอยู่ที่ร้อยละ 57.0 เดือนกรกฎาคมอยู่ที่ร้อยละ 59.6 ต้นกันยายนอยู่ที่ร้อยละ 62.9 ปลายกันยายน พุ่งสูงขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 84.0 และต้นตุลาคมอยู่ที่ร้อยละ 81.9&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ความเป็นจริงในโลกโซเชียล พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 82.8 ใช้อินเทอร์เน็ต ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ในขณะที่ร้อยละ 17.2 ไม่ได้ใช้ และที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.3 ไม่ใช้ทวิตเตอร์ (Twitter) ทวีต รีทวีต เรื่องการเมืองเลย ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา มีเพียงร้อยละ 5.7 เท่านั้นที่ใช้ ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.7 ไม่เคยใช้เฟซบุ๊ก (Facebook) โพสต์ แชร์ เรื่องการเมืองเลย ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา มีเพียงร้อยละ 5.3 เท่านั้นที่ทำ ยิ่งไปกว่านั้นอีก ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.0 ไม่เคยใช้ อินสตาแกรม (IG) โพสต์อะไรเรื่องการเมืองเลย ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา มีเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นที่ทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ที่น่าขบคิดคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.0 ระบุ ถือว่าเป็นการแทรกแซงประเทศไทยที่มีการออกมาเคลื่อนไหวของ บริษัทโซเชียลมีเดียข้ามชาติ บางบริษัท เรื่องการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองต่างชาติบางประเทศ กับการแทรกแซงการเมืองและเรื่องละเอียดอ่อนกระทบจิตใจของคนไทย ในขณะที่ ร้อยละ 16.0 ไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซง ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.8 ระบุ น่ารังเกียจ ที่มีการออกมาเคลื่อนไหวของ บริษัทโซเชียลมีเดียข้ามชาติ บางบริษัท เรื่องการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองต่างชาติบางประเทศ กับการแทรกแซงการเมืองและเรื่องละเอียดอ่อนกระทบจิตใจของคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลการศึกษาครั้งนี้มีสองประเด็นใหญ่ ๆ ให้คนไทยทั้งประเทศช่วยกันขบคิดพิจารณา คือ คะแนนความนิยมของทุกพรรคการเมืองร่วงหล่นน่าจะเกิดจากต่างพรรคต่างมีเหตุปัจจัยที่ก่อกรรมแตกต่างกัน คือ พรรคก้าวไกล กับ พรรคเพื่อไทย อาจมีภาพของการเข้าร่วมสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มบุคคลที่ล่วงละเมิดจาบจ้วง สั่นคลอนเสาหลักของชาติ เป็นต้นตอแห่งความขัดแย้งรุนแรงบานปลายของคนในชาติ ร่วมมือกับต่างชาติ สั่นคลอนประเทศ ซ้ำเติมวิกฤตชาติและทุกข์ยากของประชาชน ที่หลายคนมองว่า แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวน่าจะได้รับผลประโยชน์ส่วนตัวจากแหล่งสนับสนุน แต่ประชาชนทั่วไปไม่ได้ประโยชน์อะไร จะมีประโยชน์อะไรถ้าชนะบนซากปรักหักพังของชาติและประชาชน ส่วนที่พรรคพลังประชารัฐคะแนนนิยมที่ตกลงนั้นพบว่ามีสาเหตุจาก ปมแก้ไขรัฐธรรมนูญ และปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ข้อมูลความเป็นจริงในโลกโซเชียลน่าจะถูกพิสูจน์จากผลการศึกษาครั้งนี้ได้ว่า จำนวนคนที่ ทวีต รีทวีต โพสต์ แชร์ ในโซเชียลมีเดียในเรื่องการเมืองเป็นคนไทยในประเทศไทย เพียงร้อยละ 5 เท่านั้น หรือประมาณการจากจำนวนคนไทยที่ถูกศึกษาครั้งนี้ทั้งหมดประมาณ 2 &amp;ndash; 3 ล้านคนเท่านั้นจาก กลุ่มเป้าหมาย 50 กว่าล้านคน และในจำนวนประมาณ 2 &amp;ndash; 3 ล้านคนที่ใช้โซเชียลมีเดียเรื่องการเมือง ก็มีการแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ สนับสนุนรัฐบาล ไม่สนับสนุนรัฐบาล และ พลังเงียบ ไม่ใช่จะอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นจำเป็นต้องให้คนไทยทั้งประเทศรู้ความเป็นจริงในโลกโซเชียลจริง ๆ และต้องส่งสัญญาณไปยังกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กำลังปั่นกระแสในโลกโซเชียลที่ทั้งหลอกตัวเองและปั่นกระแสให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายสร้างความแตกแยกของคนในชาติตนเอง กลุ่มโซเชียลมีเดียข้ามชาติ เจ้าหน้าที่รัฐต่างชาติ นักการเมืองต่างชาติ ควรหยุดคุกคามจิตใจของคนไทยและหยุดสั่นคลอนเสาหลักของชาติและของประชาชนคนไทย คนไทยบางคนและต่างชาติกำลังมุ่ง บอนไซ ประเทศไทยไม่ให้โตไปกว่านี้เพราะถ้าแข็งแกร่งกว่านี้ ประเทศไทยจะยิ่งใหญ่และเกินกว่าที่พวกเขาจะควบคุมได้ โดยสรุป คนไทยทุกคนควรจะหันหน้าหารือกันด้วยสันติวิธี ด้วยความสงบสุข คำนึงถึงผลประโยชน์ชาติ ไม่ก่อความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย ทำลายชาติบ้านเมืองและความอยู่เย็นเป็นสุขของคนไทยด้วยกันเอง&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80151</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมืองใหม่ หรือ เก่า สาดสี, ซูเปอร์โพล, ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201011/image_big_5f82bccead7b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77202</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2020 11:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2020 11:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝ่ายค้านจุก!โพลเผยผลสำรวจหลังการอภิปราย ปชช.เชื่อมั่น &#039;บิ๊กตู่&#039; สูงลิ่ว ชี้เสียดสี ชู 3 นิ้วในสภาไม่สร้างสรรค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย.63 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เชื่อมั่นลุงตู่หลังศึกอภิปราย กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,132 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่10 - 12 กันยายนที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.9 ระบุ การอภิปรายรัฐบาลเมื่อ 9 กันยายนที่ผ่านมา เป็นเรื่องเดิม ๆ ไม่มีอะไรใหม่ ในขณะที่ร้อยละ 11.1 ระบุ เป็นเรื่องใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.8 ระบุยังเห็นพฤติกรรมนักการเมืองในการอภิปรายแบบเดิม ๆ เช่น ใช้คำเสียดสี สร้างความแตกแยกของคนในชาติ ชู 3 นิ้วในสภา ไม่สร้างสรรค์ ในขณะที่ร้อยละ 25.2 ไม่เห็นแล้ว นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.7 ระบุ การเพิ่มขยายความแตกแยกของคนในชาติ ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตโควิด คือ การซ้ำเติมประเทศไทย ในขณะที่เพียงร้อยละ 3.3 ระบุไม่ใช่การซ้ำเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.1 ยังเชื่อมั่นค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุดต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังอภิปราย จากนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว การจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ 2 แสนอัตรา และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ในขณะที่ร้อยละ 21.9 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อย ถึง ไม่เชื่อมั่นเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังการอภิปรายเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา การอภิปรายไม่มีอะไรใหม่เป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เคยอภิปรายรัฐบาลในอดีตหรือเป็นเรื่องที่ประชาชนรู้อยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมของนักการเมืองในการอภิปรายที่เสียดสี สร้างความแตกแยกของคนในชาติ ชู 3 นิ้วในสภา ไม่สร้างสรรค์ที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าเป็นการเพิ่มขยายความแตกแยกของคนในชาติซ้ำเติมประเทศไทย ดังนั้น คนไทยทุกคนในชาติต้องมีสติและรู้เท่าทัน อย่ายอมไหลไปตามกระแสการปลุกปั่นอารมณ์โดยขบวนการทำลายประเทศไทยจากคนในประเทศและต่างชาติ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77202</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ความเชื่อมั่นรัฐบาล, ซูเปอร์โพล, นพดล กรรณิกา, ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200912/image_big_5f5c4ef2ca659.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2020 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2020 08:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลทุบเปรี้ยง &#039;ครม.เศรษฐกิจ&#039; ต้องมาจากคนนอกพรรคการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;25 ก.ค.63 -&amp;nbsp;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ทีมเศรษฐกิจครม. ใหม่&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20 &amp;ndash; 23 กรกฎาคม 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษาและอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,258 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับทีมเศรษฐกิจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ ในรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ที่ร้อยละ 95.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงที่มาของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ (รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ) ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.33 ระบุว่า ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เพราะ ต้องการคนมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยตรง มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส และไม่หวังผลประโยชน์ รองลงมา ร้อยละ 23.45 ระบุว่า ควรมาจากนักการเมือง เพราะ มาจาก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเลือกตั้ง มีประสบการณ์ในการทำงาน สามารถดูแลและบริหารได้ตรงจุด และเข้าถึงประชาชนจะรับรู้ปัญหาของประชาชนค่อนข้างดี และร้อยละ 21.22 ระบุว่า มาจากนักการเมืองหรือนอกพรรคการเมืองก็ได้ ขึ้นอยู่กับนายกฯ เพราะ มั่นใจในตัวนายกฯ ว่าจะเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามผู้ที่ระบุว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ (รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ) ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสม มาดำรงตำแหน่ง พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 58.48 ระบุว่า คนนอกพรรคการเมือง คนไหนก็ได้ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 8.91 ระบุว่านายปรีดี ดาวฉาย (นายกสมาคมธนาคารไทย) และนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 4 ร้อยละ 4.89 ระบุว่า นายบุญทักษ์ หวังเจริญ (อดีตผู้บริหารธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)) อันดับ 5 ร้อยละ 4.74 ระบุว่า นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร (อดีต รมช.คมนาคม และอดีตผู้บริหาร ปตท.) อันดับ 6 ร้อยละ 4.17 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ อันดับ 7 ร้อยละ 3.74 ระบุว่า ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ (เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) และอันดับ 8 ร้อยละ 6.16 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ นางเอมอร ศรีวัฒนประภา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวสันต์ โพธิพิมพานนท์ นายธนินท์ เจียรวนนท์ นายกานต์ ตระกูลฮุน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ นายบัณฑูร ล่ำซำ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ที่ระบุว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ (รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ) ควรมาจากนักการเมือง เกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 63.39 ระบุว่า นักการเมืองคนไหนก็ได้ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 17.97 ระบุว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อันดับ 3 &amp;nbsp;ร้อยละ 3.39 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ อันดับ 4 ร้อยละ 3.05 ระบุว่า นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 6 ร้อยละ 2.37 ระบุว่า นายอนุชา นาคาศัย อันดับ 7 ร้อยละ 2.03 ระบุว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น และอันดับ 8 ร้อยละ 4.75 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านที่มาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่าส่วนใหญ่ ร้อยละ 51.59 ระบุว่า ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เพราะ ต้องการคนมีประสบการณ์ตรง มีวิสัยทัศน์ มีความรอบคอบในการตัดสินใจ เหมาะสมกับตำแหน่ง รัฐมนตรีกระทรวงการคลังมากกว่านักการเมือง รองลงมา ร้อยละ 25.52 ระบุว่า ควรมาจากนักการเมือง เพราะ รู้เรื่องดีเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณแผ่นดิน สามารถจัดสรรงบต่าง ๆ ได้ดี และง่ายต่อการประสานงาน ร้อยละ 21.86 ระบุว่า มาจากนักการเมืองหรือนอกพรรคการเมืองก็ได้ ขึ้นอยู่กับนายกฯ และร้อยละ 1.03 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามผู้ที่ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 58.55 ระบุว่า คนนอกพรรคการเมือง คนไหนก็ได้ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 13.87 ระบุว่า นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 7.55 ระบุว่า นายปรีดี ดาวฉาย (นายกสมาคมธนาคารไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 4.16 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ระบุว่า นายบุญทักษ์ หวังเจริญ (อดีตผู้บริหารธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)) อันดับ 5 ร้อยละ 3.70 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ อันดับ 6 ร้อยละ 3.39 ระบุว่า ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ (เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) อันดับ 7 ร้อยละ 3.08 ระบุว่า นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร (อดีต รมช.คมนาคม และอดีตผู้บริหาร ปตท.) และอันดับ 8 ร้อยละ 5.70 ระบุว่า นายกานต์ ตระกูลฮุน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ที่ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ควรมาจากนักการเมือง เกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 63.24 ระบุว่า นักการเมืองคนไหนก็ได้ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 12.77 ระบุว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อันดับ 3 ร้อยละ 4.67 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ระบุว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 6 ร้อยละ 3.12 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ อันดับ 7 ร้อยละ 2.18 ระบุว่า นายอนุชา นาคาศัย และอันดับ 8 ร้อยละ 4.68 &amp;nbsp; ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นายกรณ์ จาติกวณิช&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงที่มาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 48.17 ระบุว่า ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เพราะต้องการคนมีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ทางด้านพลังงานในประเทศไทย และไม่หวังผลประโยชน์ รองลงมา ร้อยละ 27.11 ระบุว่า ควรมาจากนักการเมือง เพราะ การลงพื้นที่พบประชาชนบ่อย ๆ ทำให้รู้ถึงปัญหา น่าจะแก้ปัญหาทางด้านพลังงานได้ดี ร้อยละ 24.09 ระบุว่า มาจากนักการเมืองหรือนอกพรรคการเมืองก็ได้ ขึ้นอยู่กับนายกฯ และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ร้อยละ 0.63 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามผู้ที่ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 58.58 ระบุว่า คนนอกพรรคการเมือง คนไหนก็ได้ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 16.17 ระบุว่า นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร (อดีต รมช.คมนาคม และอดีตผู้บริหาร ปตท.) อันดับ 3 ร้อยละ 6.27 ระบุว่า นายกานต์ ตระกูลฮุน (อดีตผู้บริหารปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี) อันดับ 4 ร้อยละ 4.62 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ อันดับ 5 ร้อยละ 4.46 ระบุว่า นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ (อดีตผู้บริหารพีทีทีจีซี ในเครือ ปตท.) อันดับ 6 &amp;nbsp;ร้อยละ 3.30 ระบุว่า ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ (เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) อันดับ 7 ร้อยละ 2.81 ระบุว่า นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) และอันดับ 8 ร้อยละ 3.79 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ นายปรีดี ดาวฉาย นายบุญทักษ์ หวังเจริญ นางสาวรสนา โตสิตระกูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ที่ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ควรมาจากนักการเมือง เกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 62.46 ระบุว่า นักการเมืองคนไหนก็ได้ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 14.66 ระบุว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อันดับ 3 ร้อยละ 6.16 &amp;nbsp; ระบุว่า นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อันดับ 4 ร้อยละ 3.52 ระบุว่า นายสันติ พร้อมพัฒน์ และไม่ตอบ/ไม่ทราบ ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 6 ร้อยละ 2.93 ระบุว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น อันดับ 7 ร้อยละ 2.35 ระบุว่า นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และอันดับ 8 ร้อยละ 2.35 ระบุว่า นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ นายอนุชา นาคาศัย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72446</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.เศรษฐกิจ, นิด้าโพล, ปรับครม., ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200725/image_big_5f1b82f642c33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
