<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2021 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2021 10:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ซูเปอร์โพล&#039; สำรวจปากท้องหลังโควิด จี้รัฐบูมสินค้าเกษตร-แก้หนี้นอกระบบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ค. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ปากท้องวันนี้ ปากท้องหลังโควิด กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,382 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 8 &amp;ndash; 15 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่าปากท้องวันนี้ในมุมของประชาชน ผลสำรวจพบ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.6 ขอรัฐบาลบูม ส่งเสริมสินค้าเกษตร รองลงมาคือร้อยละ 78.0 ต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการผ่อนผันการชำระหนี้ในระบบ เช่น ธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ ร้อยละ 74.4 ต้องการมาตรการเยียวยา เช่น ลดค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต และอื่น ๆ ร้อยละ 73.0 ต้องการให้เจ้าสัว ผู้ประกอบการ ลดราคารอาหารและสินค้าจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.6 ต้องการรัฐบาลช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ หามือปราบหนี้นอกระบบมาสร้างผลงานช่วงวิกฤตชาติลดความเดือดร้อนปลอดจากอำนาจมืด และร้อยละ 64.0 ต้องการให้รัฐบาลกระจายที่ทำกิน ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นธรรมทั่วถึง ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนหลังโควิด พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.5 หวังให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางและฐานผลิตอาหารปลอดสารพิษ รองลงมาคือร้อยละ 74.4 ต้องการให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวพลิกฟื้นเศรษฐกิจปากท้องนำชีวิตชีวาของประชาชนกลับมา ร้อยละ 66.1 คาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวรวดเร็ว และร้อยละ 63.1 ระบุประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางและฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.5 ระบุมีความหวังจะลุยไปข้างหน้าค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 16.4 ระบุปานกลาง และร้อยละ 4.1 ระบุค่อนข้างน้อยถึงไม่มีความหวังเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ประเทศชาติและประชาชนยังมีทางออกที่ดีหลายทางโดยข้อมูลที่ค้นพบสามารถจำแนกออกให้เห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ยังมีความหวัง หลังโควิดที่จะลุยกันต่อไปข้างหน้า ด้วยความหวังในมาตรการต่างๆ ของรัฐ ใน 3 กลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่ 1 คือ การเยียวยาเร่งด่วน แก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ให้ครอบคลุมและทั่วถึงในกลุ่มต่างๆ เพื่อพยุงให้ยืนได้ก่อนกลับมาเดินหน้ากันต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องผ่านแรงเสียดทานของอารมณ์ความรู้สึกและความพึงพอใจที่หลากหลาย ที่ต้องการความร่วมมือจากภาคเอกชนอย่างมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่ 2 คือ การช่วยเหลือแก้ปัญหายาดำเดิมในสังคม ที่บั่นทอนความรู้สึกเหลื่อมล้ำเป็นธรรมในสังคม เช่น ปัญหาหนี้นอกระบบ &amp;nbsp;ที่ดินทำกิน ราคาพืชผลการเกษตร และสิ่งค้างคาใจอื่น ๆ ที่ประชาชนอยากปฏิรูปในเรื่องใกล้ตัวมากกว่า และกลุ่มที่ 3 คือ เป้าหมายที่ชัดเจนของประเทศและความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการขับเคลื่อน เช่น การเป็นศูนย์กลางและฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า &amp;nbsp;การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว การเป็นประตูอาเซียน และการเป็นศูนย์กลางการเกษตรปลอดสารพิษ เป็นต้น ซึ่งหากมีสนับสนุนและมีความชัดเจนจากรัฐ มันคือหัวรถจรวดกำลังแรงที่จะฉุดประเทศให้เปลี่ยนแปลงอย่างโดดเด่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวต่อว่า การสะท้อนของประชาชนผ่านผลโพลถึงความหวังทั้ง 3 กลุ่ม จะเห็นว่าในวิกฤตยังมีโอกาส และในโอกาสนี้ยังเป็นความหวังของทุกคนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศ และพัฒนาการของคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้น ในขณะที่เรากำลังปัดป้องตั้งรับจากโรคระบาดด้วยความกลัวและขัดแย้งกันอยู่ &amp;nbsp;ในเวลาเดียวกัน เราต่างไม่หยุดคิดและจินตนาการตัวเราและสังคมไทยในอนาคตอย่างมีความหวังร่วมกัน ต้องช่วยกันจบโรคระบาดให้เร็วที่สุดและพร้อมจะรวมพลังขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างถูกทิศทางและเป็นประโยชน์ร่วมกัน &amp;nbsp; ขอเพียงความจริงใจและความมุ่งมั่นที่ชัดเจนจากรัฐบาล เชื่อว่าเราทุกคนทุกภาคส่วนพร้อมใช้ยุทธศาสตร์ &amp;ldquo;ล้มและลุกทันที&amp;rdquo; เมื่อเราล้มแล้วพยุงกันลุกพร้อมจับมือเดินหน้าลุยไปด้วยกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103058</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล กรรณิกา, ผลสำรวจภาคสนาม, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a093c3c8ab3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78737</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โพลตอกม็อบซ้ำเติมชาติ แนะยุบพรรคเด็ดแกนนำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ซูเปอร์โพลเผยผลสำรวจ ม็อบ 19 กันยายน กับ การซ้ำเติม พบประชาชนร้อยละ 91.2 ระบุซ้ำเติมวิกฤติชาติและซ้ำเติมวิกฤติความเดือดร้อนของประชาชน ไม่รักแต่อย่าทำลาย&amp;nbsp; ใครผิดว่าไปตามผิด จัดการตามกฎหมายแกนนำม็อบและกลุ่มผู้สนับสนุน ไม่ให้มีการลอกเลียนแบบทำผิดซ้ำ ควรยุบพรรคที่สนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ม็อบ 19 กันยายน กับการซ้ำเติม กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,119 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 21-25 กันยายน ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.9 ระบุม็อบ 19 กันยายนที่ผ่านมา ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ในขณะที่ร้อยละ 10.1 ระบุไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.2 ระบุม็อบ 19 กันยายน ซ้ำเติมวิกฤติชาติและซ้ำเติมวิกฤติความเดือดร้อนของประชาชน ในขณะที่ร้อยละ 8.8 ระบุไม่ซ้ำเติม นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.0 ระบุม็อบและกลุ่มผู้สนับสนุนกำลังสร้างความแตกแยกและทำลายรากฐานของประเทศตนเอง ในขณะที่ร้อยละ 8.0 ระบุไม่สร้างความแตกแยก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.0 ระบุใครผิดว่าไปตามผิด จัดการตามกฎหมายแกนนำม็อบและกลุ่มผู้สนับสนุน ไม่ให้มีการลอกเลียนแบบทำผิดซ้ำ ในขณะที่ร้อยละ 8.01 ระบุไม่ต้องจัดการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.2 ระบุควรลงโทษสูงสุด ยุบพรรคการเมืองที่มีนักการเมืองหนุนหลังการชุมนุมล่วงละเมิดสถาบันหลักของชาติ ในขณะที่ร้อยละ 8.8 ระบุไม่ควร นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.1 ระบุเห็นด้วยว่าไม่รักแต่อย่าทำลายความรักความสามัคคีของคนในชาติ ห้ามล่วงละเมิดสถาบันหลักของชาติ เพราะเป็นเรื่องจำเป็นต่อความสงบสุขของบ้านเมือง ในขณะที่ร้อยละ 3.9 ระบุไม่เห็นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ม็อบ 19 กันยายน ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทั่วไป เพราะเป็นการชุมนุมที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการชุมนุม ตรงกันข้ามประชาชนทั่วไปกลับเล็งเห็นว่าการชุมนุมกำลังนำไปสู่ความแตกแยก ทำลายความรักความสามัคคีของคนในชาติ กำลังล่วงละเมิดสถาบันหลักของชาติที่เป็นเรื่องจำเป็นต่อความสงบสุขของบ้านเมือง ถ้าบ้านเมืองไม่สงบสุขมั่นคง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทุกกลุ่มผลประโยชน์จำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลม ส่งตัวแทนเข้าเจรจาหาข้อยุติอย่างเร่งด่วน เพื่อสกัดกั้นความรุนแรงบานปลายที่อาจเกิดขึ้นจนยากเกินเยียวยาได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78737</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, ซูเปอร์โพล, ผลสำรวจภาคสนาม, ม็อบ 19 กันยายน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไม่รักแต่อย่าทำลาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200926/image_big_5f6f44144fc47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44731</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2019 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2019 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชน อยากเห็น ส.ว. ช่วยแก้ปัญหาปากท้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ย. 2562 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ประชาชนคิดอย่างไรต่อวุฒิสมาชิก กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,104 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ระหว่าง 29 &amp;ndash; 31 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.2 ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญปี 60 ในส่วนของวุฒิสภา ในขณะที่เพียงร้อยละ 2.8 เท่านั้นที่เคยอ่าน และที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.6 เคยได้ยินว่ารัฐธรรมนูญปี 60 ว่าไม่ดีเรื่องวุฒิสมาชิก ในขณะที่ร้อยละ 26.4 ไม่เคยได้ยิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.5 เคยได้ยินรับรู้เกี่ยวกับวุฒิสมาชิกว่าเลือกนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.3 ไม่รู้ว่าวุฒิสมาชิกห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.2 ไม่รู้ว่าวุฒิสมาชิกห้ามเป็นพ่อแม่ คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. ส.ว. นักการเมืองท้องถิ่น และคนมีตำแหน่งในองค์กรอิสระในคราวเดียวกัน และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 69.7 ไม่รู้ว่าห้ามวุฒิสมาชิกฝักใฝ่หรือยอมทำตามพรรคการเมืองใด ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ 5 อันดับแรกร้อยละของตัวอย่างที่ระบุความต้องการต่อการทำงานของวุฒิสมาชิก พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 82.4 ช่วยแก้ปัญหาปากท้อง แก้ความยากจน ร้อยละ 73.5 ช่วยเหลือด้านกฎหมายให้ประชาชนมีช่องทางทำมาหากิน ไม่ขัดสน มีงานทำ ร้อยละ 69.9 เป็นที่พึ่งเรื่องที่ทำกิน ใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นธรรมเท่าเทียม ร้อยละ 68.7 ตรวจสอบการทำงานของ ส.ส.และนักการเมืองท้องถิ่น และร้อยละ 65.5 เข้าถึงประชาชน ติดดิน ไม่เหินห่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า โพลชิ้นนี้ชี้ว่าช่วงเวลานี้เหมาะสมแสดงผลงานของกลไกต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญปี 60 เพราะกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในกระแสข่าวแก้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นวุฒิสมาชิก (ส.ว.) น่าจะแสดงผลงานให้เห็นว่า &amp;ldquo;สิ่งที่ทำอยู่ตรงกับสิ่งที่ประชาชนต้องการ&amp;rdquo; ไม่ห่างไกลประชาชน แต่ ส.ว. ต้องมีข้อมูลที่ดีครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายเพื่อออกแบบปฏิบัติการที่ดีมาทำงานตรงใจประชาชนทั้งประเทศโดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายให้ชัดบูรณาการการสื่อสารเชิงการตลาดเพื่อสังคม (Integrated Marketing Communication, IMC) เช่น ใช้ยุทธวิธี On-Air Online และ On-Ground ในทุกมิติตามยุทธศาสตร์เสริมสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ความเชื่อมั่นและการสนับสนุนจากสาธารณชนได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44731</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทำหน้าที่ของวุฒิสภา, นพดล กรรณิกา, ผลสำรวจภาคสนาม, วุฒิสภา, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190901/image_big_5d6b44a17fdf1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39784</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2019 11:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2019 11:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาอีกโพลเห็นต่าง!64%มองหวยแบบใหม่มีแต่ผลเสีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.2562 - &amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เสียงประชาชนกับหวยแบบใหม่ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,673 ตัวอย่าง ระหว่าง 27 - 29 มิ.ย. พบว่า คนเกินครึ่งหรือ 52.6% ไม่เล่นหวย ในขณะที่จำนวนมากหรือ 47.4% เล่นหวยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือ 64.3% ระบุเป็นการมอมเมาประชาชนเมื่อกองสลากฯ จะเพิ่มรูปแบบการออกหวย ในขณะที่ 35.7% ระบุไม่เป็นการมอมเมาประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือ &amp;nbsp;64% ระบุ ผลเสียมากกว่าถ้ากองสลากฯ ออกหวยรูปแบบใหม่เพิ่ม ในขณะที่ 36% ระบุ ผลดีมากกว่า และเมื่อจำแนกคนตอบออกเป็นกลุ่มคนเล่นหวย กับ กลุ่มคนไม่เล่นหวย พบว่า ส่วนใหญ่ของกลุ่มคนไม่เล่นหวยหรือ 78.2% ระบุมีผลเสียมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้น เกินครึ่งหรือ 52.1% ของคนเล่นหวยระบุ ผลเสียมากกว่า เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือ 64.4% ระบุไม่เห็นด้วยต่อการออกหวยรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นของกองสลากฯ เพราะจะทำให้ประชาชนเป็นหนี้มากขึ้น ยากจนขึ้น หมดตัวมากขึ้น เงินไม่พอใช้ มอมเมาประชาชน เป็นต้น ในขณะที่ 35.6% เห็นด้วย เพราะจะทำให้รัฐรวยขึ้น เก็บเงินจากประชาชนได้มากขึ้น แก้ปัญหาหวยเกินราคา เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39784</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, ประชาชน, ผลสำรวจภาคสนาม, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา, ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล, หวยแบบใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190630/image_big_5d183f670fa51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39777</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2019 09:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2019 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>92%โคตรเบื่อการเมืองอึ้ง!47%ให้เวลาประยุทธ์แค่1ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.2562 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง อารมณ์สาธารณชนต่อการเมือง กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,673 ตัวอย่าง โดยส่วนใหญ่หรือ 87.2% เห็นด้วยต่อการตรวจสอบคุณสมบัติทั้ง สส.รัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ส.ว. ในขณะที่ 12.8% ไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือ 67.5% กังวลมากถึงมากที่สุดต่อความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย 23.2% กังวลปานกลาง และ 9.3% กังวลน้อยถึงไม่กังวลเลย นอกจากนี้ เมื่อถามถึงความเบื่อหน่ายต่อปัญหาการเมืองขณะนี้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 92.4% รู้สึก เบื่อ เบื่อสุด ๆ ถึงโคตรเบื่อ ต่อปัญหาการเมืองขณะนี้ ในขณะที่เพียง 7.6% รู้สึกไม่เบื่อ ถึง สนุกต่อปัญหาการเมือง ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนใหญ่หรือ 59.5% ไม่เห็นด้วย ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ในขณะที่ 40.5% เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ประชาชนจำนวนมาก หรือ 46.9% ให้โอกาสรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์แก้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชนไม่เกิน 1 ปี 30.7% ให้โอกาส 1 &amp;ndash; 2 ปี 8.1% ให้โอกาส 2 &amp;ndash; 3 ปี 11.2% ให้โอกาส 3 &amp;ndash; 4 ปี และเพียง 3.4% เท่านั้นที่ให้โอกาส 4 ปีขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า อารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนอาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรงบานปลายที่ยากจะควบคุมได้ จากข้อมูลที่มีอยู่พบว่า ปัจจัยสำคัญที่จะป้องกันปัญหานี้คือ ความยุติธรรม ความเป็นธรรมทางการเมือง และการไม่เลือกปฏิบัติจะช่วยลดความร้อนแรงของอารมณ์สาธารณชนลงได้ ถ้าผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องเพิกเฉยก็อาจนำไปสู่สถานการณ์ต่อสู้กันที่รุนแรงจนยากจะควบคุม ผลที่ตามมาคือ บ้านเมืองจะเสียหาย ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะกลายเป็นผู้แพ้ ส่วนผู้ชนะคือกลุ่มคนหยิบมือเดียวที่ชนะบนซากปรักหักพังของบ้านเมือง เพราะคนกลุ่มนี้จะได้อำนาจได้ผลประโยชน์จากความเสียหายของประเทศชาติและความสูญเสียของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลสำรวจครั้งนี้พบด้วยว่า ประชาชนส่วนใหญ่เกือบ 90% เห็นด้วยกับการตรวจสอบคุณสมบัติของ ส.ส.และ ส.ว. จึงเห็นได้ว่าอะไรที่ดีย่อมมีประชาชนสนับสนุนเป็นส่วนใหญ่ คนไทยทั้งประเทศอยากเห็นบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้อย่างดีบนความถูกต้องเป็นธรรม จึงเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์บริหารจัดการสแกน กองกำลัง 500 ส.ส. เสมือนกองทัพ ส.ส.ใครดีมีวินัย มีความสามารถก็สนับสนุนให้เติบโตก้าวหน้า ดูแลผลประโยชน์ชาติตามลำดับชั้นที่น่าวางใจโดยไม่ต้องดูว่าสังกัดพรรคการเมืองใด ใครมีปัญหาก็จัดการด้วยกลไกกระบวนการยุติธรรม เพียงเท่านี้น่าจะควบคุมปัญหาการเมืองได้ ขอเพียงว่าหัวแถว หัวตอนและคนแวดล้อมของนายกรัฐมนตรีเป็นคนดีจริง ประชาชนส่วนใหญ่ย่อมสนับสนุน&amp;rdquo; ผศ.ดร.นพดล กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39777</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, การเมือง, ผลสำรวจภาคสนาม, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล, อารมณ์สาธารณชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190630/image_big_5d1820daa8150.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2019 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2019 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>6เดือนข้างหน้าการเมืองยังมืดมน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;02 มิ.ย.2562 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพลได้เผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ประชาชนคิดอย่างไรต่อการเมือง โดยศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,164 ตัวอย่างพบว่า เกินครึ่งหรือ 51.81% ระบุ บรรยากาศการเมืองวันนี้แย่ลง เมื่อเทียบกับ 5 &amp;ndash; 6 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ 33.16% ระบุว่าเหมือนเดิม และ 15.03% ระบุว่า ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนใหญ่หรือ 71.39% ระบุว่า บรรยากาศการเมืองในอีก 6 เดือนข้างหน้ามืดมน ในขณะที่ 28.61% ระบุเห็นแสงสว่างว่าทุกอย่างจะไปได้ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือ 79.47% ระบุมีความเชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลยต่อความเข้มแข็งของรัฐบาลใหม่ ในขณะที่ 20.53% เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงความเหมาะสมในการเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 61.51% ระบุว่าเหมาะสม ในขณะที่ 38.49% ระบุว่าไม่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่กับกระแสความไม่เชื่อมั่น อารมณ์ของประชาชนในเวลานี้ต้องการได้รับการบริหารจัดการที่ดีเพราะพวกเขารู้สึกว่าอนาคตการเมืองไทยข้างหน้ามืดมน ถ้าการเจรจาต่อรองตำแหน่งแบ่งเค้กออกมาไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในแต่ละกลุ่มผลประโยชน์ก็น่าจะเตรียมพบกับความเปลี่ยนแปลงรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้นอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทางออกคือ ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองน่าจะทำการเมืองครั้งนี้ให้สามารถดึงความเชื่อมั่นของสาธารณชนกลับคืนมาโดยคัดสรรคนดีมีฝีมือไม่มีประวัติด่างพร้อย ขาลุยทำงานได้ทันที เพราะข้อมูลเชิงลึกพบว่าใครก็ได้ที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องเป็นใครในเวลานี้ ประชาชนยอมรับได้ถ้าเป็นแล้วทำให้ประชาชนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน บ้านเมืองไม่วุ่นวาย แต่ถ้าเล็งเห็นว่า ใครเป็นแล้วบ้านเมืองจะวุ่นวาย ความขัดแย้งจะรุนแรงบานปลาย จึงควรดับไฟเสียแต่ต้นลมเพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองและประชาชน&amp;rdquo; ผศ.ดร.นพดล กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37424</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ประชาชน, ผลสำรวจภาคสนาม, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา, ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190602/image_big_5cf33f865769a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2019 10:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2019 10:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลชี้58%ยังไม่ชัวร์ไปเลือกตั้ง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.พ.2562 - ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพลเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ถ้าพรรคที่ชอบถูกยุบ จะเลือกใคร โดยศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวนทั้งสิ้น 1,337 ตัวอย่าง พบว่าส่วนใหญ่ หรือ 59.7% ติดตามข่าวการเมืองบ่อย ในขณะที่ 35.9% ไม่บ่อย และ 4.4% ไม่ติดตามเลย เมื่อถามถึงความกังวลต่อความวุ่นวายช่วงเลือกตั้ง พบว่า คนที่กังวลมีสัดส่วนลดลงจาก 72.5% ในช่วงวันที่ 10 &amp;ndash; 16 ก.พ. เหลือ 54.8% ในช่วง 20 &amp;ndash; 23 ก.พ. และกลุ่มคนที่ไม่กังวลเพิ่มขึ้นจาก 27.5% มาอยู่ที่ร้อยละ 45.2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ 35.3% ตั้งใจจะไปเลือกตั้งอย่างแน่นอน ในขณะที่ส่วนใหญ่ หรือ 58% ยังไม่แน่ใจ และ 6.7% ไม่ไป นอกจากนี้ ถ้าพรรคการเมืองที่ชอบถูกยุบ จะเลือกพรรคใด พบว่า เกินกว่า 1 ใน 3 หรือ 34.1% มีพรรคสำรองในใจแล้ว เช่น พรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย อนาคตใหม่ พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ เสรีรวมไทย และไทยรักษาชาติ เป็นต้น ในขณะที่ 28.1% ยังไม่มีพรรคใด และ 37.8% ระบุ อื่น ๆ เช่น จะยังเลือกพรรคเดิม ไม่ขอออกความเห็น ไม่เลือก เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29805</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, ดร.นพดล กรรณิกา, ผลสำรวจภาคสนาม, พรรคการเมือง, วันเลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190224/image_big_5c721529cd51d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
