<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>14511</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2018 15:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2018 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนสตรีทฟู้ด-กับข้าวถุง-อาหารจานเดียวเสี่ยงรับโซเดียมสูง ไทยยังกินเค็มเกินมาตรฐาน WHO </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค. ที่ศูนย์การเรียนรู้สุขภาวะ สสส. จัดแถลงข่าวความสำเร็จในการลดบริโภคเค็มและการขับเคลื่อนนโยบายลดเกลือและโซเดียมแห่งชาติ ประจำปี 2561 พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์สั้นรณรงค์ลดการบริโภคเค็ม เรื่อง &amp;ldquo; The Ingredients : มื้อพิ(ษ)เศษ&amp;rdquo; นำแสดงโดยนางสินจัย เปล่งพานิช นักแสดงชื่อดัง เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในสังคมได้ตระหนักถึงการบริโภคเค็ม โดยมี ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมด้วย ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม รศ.นพ.เกรียงศักดิ์ วารีแสงทิพย์ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ร่วมให้ข้อมูล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีการบริโภคเกลือมากขึ้น ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้บริโภคได้ไม่เกิน 5 กรัม หรือ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว คนไทยบริโภคเกลือมากกว่าที่กำหนด 2 เท่า หรือ 4,350 มิลลิกรัมต่อวัน จากการเดินหน้าลดบริโภคเค็ม พบว่า ขณะนี้การบริโภคเค็มของคนไทยลดลงเหลือประมาณ 3,500 มิลลิกรัมต่อวัน ถือว่าแนวโน้มดีขึ้น ซึ่ง WHO กำหนดว่า ภายในปี 2568 จะต้องลดให้ได้ประมาณ 2,000-3,000 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้น ไทยต้องลดให้ได้ปีละประมาณ 100 มิลลิกรัม &amp;nbsp;ซึ่งความรับรู้และการตื่นตัวของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญช่วยให้ลดบริโภคเค็มได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ไพโรจน์ กล่าวต่อว่า สสส. ร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดีอย่างต่อเนื่องด้วยแนวทางการปรับลดปริมาณโซเดียมในอาหารหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ การใช้สารทดแทนเกลือ เช่น เกลือโพแทสเซียมคลอไรด์ แต่มีข้อจำกัด ทำให้เกิดรสเฝื่อนในอาหารหรือการใช้ในผู้ป่วยที่ต้องจำกัดปริมาณโพแทสเซียม เช่น ปลาร้า สามารถลดปริมาณโซเดียมลงได้ร้อยละ 50 ดังนั้น การหาแนวทางปรับลดโซเดียมในอาหารโดยไม่ส่งผลกระทบต่อรสชาติและการยอมรับของผู้บริโภคจึงเป็นเป้าหมายสำคัญ จากผลการวิจัยปริมาณโซเดียมและโซเดียมคลอไรด์ในอาหารสตรีทฟู้ด ของ ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ นักวิจัยเชี่ยวชาญ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า กับข้าวและอาหารจานเดียวส่วนใหญ่มีโซเดียมเกินกว่า 1,500 มิลลิกรัมต่อถุงหรือกล่อง ดังนั้น ประชาชนควรเตรียมอาหารด้วยตนเองในบางมื้อช่วยลดความเสี่ยงได้รับโซเดียมมากเกินไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ในปี 2560 มีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นโยบายลดเกลือและโซเดียมแห่งชาติ โดยมีความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบการอาหารปรับสูตรให้มีความเค็มลดลง โดยการปรับฉลากโภชนาการเพื่อลดโซเดียม ปัจจุบันมีแล้ว 68 บริษัท รวม 250 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น เครื่องดื่ม 193 ผลิตภัณฑ์ อาหารกึ่งสำเร็จรูป 10 ผลิตภัณฑ์ ขนมขบเคี้ยว 5 ผลิตภัณฑ์ ไอศกรีม 8 ผลิตภัณฑ์ เครื่องปรุงรส 7 ผลิตภัณฑ์ และนม 27 ผลิตภัณฑ์ และมีแนวโน้มที่จะเข้ามาร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการติดฉลาก &amp;quot;ทางเลือกเพื่อสุขภาพ&amp;quot; มีผลิตภัณฑ์ผ่านการรับรองแล้ว 633 ผลิตภัณฑ์ เป็นอาหารมื้อหลัก 10 ผลิตภัณฑ์ เครื่องปรุงรส 12 ผลิตภัณฑ์ อาหารกึ่งสำเร็จรูป 22 ผลิตภัณฑ์ ขนมขบเคี้ยว 30 ผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่ม 458 ผลิตภัณฑ์ นม 81 ผลิตภัณฑ์ และไอศกรีม 20 ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังมีการให้ความรู้เรื่องการลดเค็มต่อประชาชนผ่านทางสื่อต่างๆ ซึ่งจากการประเมินพบว่า สื่อที่เป็นแผ่นพับหรือความรู้ทางวิชาการไม่ค่อยได้ผลในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเท่าไรนัก ปี 2561 จึงปรับการให้ความรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์สั้น เรื่อง &amp;quot;The Ingredients : มื้อพิ(ษ)เศษ&amp;quot; นำแสดงโดยคุณสินจัย เปล่งพานิช ความยาว 8 นาที เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนตระหนกเรื่องการบริโภคเค็ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังเดินหน้างานวิจัยเพื่อช่วยลดการบริโภคเค็ม โดยปี 2561 มีงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ 6 เรื่อง คือ 1.โครงการวิจัยการผลิตเครื่องตรวจสอบความเค็มในตัวอย่างอาหารและปัสสาวะเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพของประชาชน ซึ่งใช้ได้ทั้งประชาชนในการตรวจสอบค่าความเค็มของอาหาร และบุคลากรทางการแพทย์ในการวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมในห้องปฏิบัติการ 2.โครงการวิจัย Food Safety Forum : ลดเกลือโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป ซึ่งสามารถดึงผู้ประกอบการปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ไส้กรอก น้ำปลาร้า น้ำจิ้มสุกี้ และพริกแกงสูตรเกลือต่ำ รวมแล้ว 8 ผลิตภัณฑ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.โครงการวิจัยต้นแบบผลิตภัณฑ์เกลือลดโซเดียม : การใช้ประโยชน์และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ ซึ่งพบว่า การใช้เกลือที่มีอนุภาคขนาดเล็กลงจะช่วยให้รู้สึกเค็มได้มากขึ้นกว่าเกลือขนาดใหญ่ จึงสามารถช่วยลดการใช้เกลือลงได้ แต่ได้ความเค็มเท่าเดิม 4.โครงการวิจัยการศึกษาปริมาณโซเดียมและโซเดียมคลอไรด์ในอาหารบาทวิถี (Street Foods) ซึ่งพบว่าอาหารสตรีทฟู้ดมีปริมาณโซเดียมสูงมาก ทั้งประเภทกับข้าว อาหารจานเดียว และอาหารว่างหรือขนม 5.โครงการวิจัยการพัฒนาคุณภาพปลาร้าและผลิตภัณฑ์ปลาร้าทางเลือกตามภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สามารถพัฒนาปลาร้าที่มีโซเดียมลดลงได้ร้อยละ 50 และ 6. โครงการวิจัยการทดสอบความแม่นยำของเครื่องตรวจปริมาณเกลือในตัวอย่างอาหารและปัสสาวะเพื่อประเมินการบริโภคเกลือในคนและการประยุกต์ใช้เพื่อช่วยลดการบริโภคเกลือในประชากร ซึ่งพบว่า มีความแม่นยำพอประมาณ แต่ยังไม่เสถียร จึงต้องพัมนาให้เสถียรมากขึ้นเพื่อนำไปใช้ในการประเมินโซเดียมในอาหารต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สื่อภาพยนตร์สั้น เรื่อง &amp;quot;The Ingredients : มื้อพิ(ษ)เศษ&amp;quot; นำแสดงโดยสินจัย เปล่งพานิช&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14511</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบริโภคเค็ม, ผลิตภัณฑ์เกลือลดโซเดียม, ยุทธศาสตร์นโยบายลดเกลือและโซเดียมแห่งชาติ, สสส., องค์การอนามัยโลก (WHO)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b616883a3ba2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
