<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104452</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.เตรียมแผนลุยธุรกิจใหม่ มุ่งผลิตยา-อีวีตอบโจทย์ตลาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผ่านมาทำให้กลุ่มผู้ประกอบการเกือบทุกสาขาต้องพัฒนาองค์กรไปในรูปแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดให้มายิ่งขึ้น ไม่ใช่เพียงผลกระทบของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงความขัดแย้งของแต่ละประเทศ การกีดกันทางการค้า ความนิยมของผู้บริโภค การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่เทคโนโลยีมีอำนาจมากขึ้น รวมถึงการเข้าถึงคนด้วยสื่อใหม่ ๆ หรือโซเชียลมีเดีย สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญมี่เปลี่ยนรูปแบบการค้าขายให้ก้าวกระโดดเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว แต่ถือว่าเป็นองค์กรที่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาจึงมีแนวทางที่จะพัฒนาองค์กรไปตามทิศทางของกระแสโลกเสมอ จากเดิมที่ทำเพียงธุรกิจน้ำมันเพื่อดูแลความมั่นคงในประเทศ จนปัจจุบันสามารถพัฒนาองค์กรไปยังรูปแบบอื่น ๆ โดยการตั้งเป็นบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่ม และด้วยเหตุนี้เองทำให้ ปตท ยังสามารถดำเนินธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ล่าสุดก็ได้มีการแยกบริษัทเพื่อไปดูแลการขายน้ำมันและการค้าปลีกอย่างสมบูรณ์ในนาม โออาร์ หรือ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) เพื่อจำแนกการบริหารให้เป็นสัดส่วน ขณะเดียวกัน ปตท. บริษัทแม่เองก็ยังไม่หยุดที่จะพัฒนาและยังมีโครงการเพื่อดำเนินการงานใหม่ ๆ อยู่มากมาย ซึ่งปัจจุบันเริ่มให้ความสนใจกับธุรกิจใหม่ โดยอนุมัติตั้ง บริษัท อินโนบิก เอเชีย จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท เพื่อหาโอกาสการลงทุนในประเทศและความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อดำเนินธุรกิจเพื่อสุขภาพ หรือ &amp;ldquo;Life Science&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลุ่มที่เน้นดำเนินงาน อาทิ ธุรกิจยา ซึ่งจะโฟกัสกลุ่มยารักษาโรคไม่ติดต่อ (NCD) เช่น โรคมะเร็ง ที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกส่วนในร่างกาย และสอดคล้องกับสังคมสูงอายุของไทย ซึ่งต้องร่วมมือกับบริษัทต่างประเทศ และจะพิจารณาการควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการ (M&amp;amp;A) ด้วย เบื้องต้น ปตท.ร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และสถาบันวิจัยจุฬาลงกรณ์ ตั้งโรงงานผลิตยารักษามะเร็งแห่งแรกของไทยที่นิคมอุตสาหกรรมวนารมย์ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันก็ยังเน้นดำเนินงานในธุรกิจอาหารและโภชนาการ หรือ อาหารที่เป็นยาได้ และอาหารที่สร้างความแข็งแกร่งของร่างการ อาหารลดการเกิดโรค ซึ่งไม่เค็มหรือหวานไปแต่มีโปรตีนที่ผู้ป่วยทานได้ ซึ่งจะโฟกัสที่สารตั้งต้นหรือสารสำคัญที่มีคุณสมบัติในการรักษา หรือเพิ่มส่วนที่เป็นโภชนาการที่สำคัญต่อยอดสินค้าเกษตร โดยกำลังเจรจากับพันธมิตรตั้งโรงงานผลิตอาหารแพลนต์เบส กำลังการผลิต 3 พันตันต่อปี ซึ่งงถือว่าเป็นโรงงานที่มีขนาดใหญ่ระดับโลกและสามารถจะป้อนวัตถุดิบให้กับห่วงโซ่อุปทานได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปตท. ยังเตรียมดำเนินการธุรกิจ เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรืออีวี โดยล่าสุดบริษัท อัลฟ่า คอม จำกัด ที่บริษัทย่อยที่ปตท. ถือหุ้นทางอ้อม 100% ได้มีมติอนุมัติให้จัดตั้ง บริษัทออน-ไอออน โซลูชั่นส์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท เพื่อดำเนินการและพัฒนาเครือข่ายสถานีเครื่องอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ า (อีวี ชาร์จเจอร์ สเตชั่น) นอกสถานีบริการน้ำมัน เช่น ศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน เป็นต้น รวมถึงจำหน่ายสินค้าและให้บริการที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า เช่น จัดจำหน่ายและติดตั้ง อีวี ชาร์จเจอร์ ในที่พักอาศัย เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าภาพรวมการลงทุนด้านอีวีนั้นปัจจับันยังมีการติดตามนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการลงทุนอีวีอยู่ ซึ่งการดำเนินงานของออน-ไอออนปัจจุบันดำเนินการเพียงพัฒนาอุปกรณ์เพื่ชาร์จไฟฟ้าของรถอีวีเท่านั้น แต่หากว่ารัฐบาลมีความชัดเจนในการส่งเสริมการลงทุนพัฒนารถอีวีในประเทศ และปตท. เห็นว่าจะสามารถเติบโตไปได้ ก็สามารถใช้กลไกการดำเนินงานของออน-ไอออน เพื่อดำเนินการได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันหากมีการพัฒนาหรือผลิตรถอีวีแล้วก็จะมาหารือในกลุ่ม ปตท. ถึงการร่วมทุนในโครงการพัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือจีพีเอสซี ที่ปัจจุบันมีการดำเนินการอยู่แล้วซึ่งเป็นการตั้งโรงงานในประเทศพัฒนาแบตเตอรี่ขนาด 1 กิกะวัตต์ หรืออาจะเป็นการลงทุนใหม่ร่วมกันซึ่งยังต้องหารือกับพาทเนอร์อยู่ แต่เบื้องต้นในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ จะมีการเปิดตัวแพลตฟอร์มอีวีคาร์รูปแบบใหม่ เพื่อมาจัดการดูแลรถอีวีทั้งรูปแบบ 2 ล้อ 4 ล้อ หรือรถบรรทุก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การดำเนินงานในธุรกิจใหม่นั้น กลุ่มปตท.ยั้นสามารถทำได้เนื่องจากความเข้มแข็งของธุรกิจปัจจุบันของปตท.ซึ่งในอนาคตอาจจะสามารถรับรู้รายได้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันในปีนี้ที่อยู่ท่ามกลางปัญหาหรือผลกระทบทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ปตท.ก็จะพยายามดูแลการเติบโตขององค์กรให้ดีกว่าปีก่อนหน้านี้ให้ได้&amp;rdquo;นายอรรถพล กล่าว (45)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามผลการดำเนินของ ปตท. ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 นี้ สามารถทำรายได้ได้ 477,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ทำได้ 407,174 ล้านบาท แต่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 483,567 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาสนี้ มำได้ 32,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในช่วงดังกล่าวทุกโรงงานของ ปตท. ไม่ได้ถูกปิดและสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นายอรรถพล ยังเปิดเผยถึงประเด็นเรื่องของการนำเข้าวัคซีนว่า ก่อนหน้านี้ ปตท.ได้ร่วมกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานตัวแทนของภาครัฐ ในการจัดหาและนำเข้าวัคซีนเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชน ซึ่ง ปตท. ไม่ได้เป็นผู้นำเข้าแต่ช่วยเสริมการบริหารการกระจายวัคซีนให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวโดยเร็ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดภาระด้านงบประมาณให้กับทางภาครัฐบาลอีกด้วย ขณะนี้มองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่หลายฝ่ายมาช่วยกันขับเคลื่อนในเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ส่วนปตท. จะได้รับวัคซีน หรือได้จำนวนวัคซีนในการบริหารจัดการเท่าไหร่นั้น ขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนอยู่ระหว่างหารือ ซึ่งในวันที่ 28 พ.ค. 64 นี้ ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จะออกมาแถลงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว คาดว่าอาจจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนของความกังวลเรื่องวัคซีน นั้น เราไม่ได้มองที่ประเด็นดังกล่าว ซึ่งในขณะนี้ ปตท.พยายามช่วยเท่าที่จะช่วยได้ ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับพื้นที่ให้บริการโดยเฉพาะต่างจังหวัด เพื่อให้การฉีดวัคซีนกระจายได้อย่างทั่วถึง โดยเบื้องต้นได้มีการหารือร่วมกับหอการค้าแห่งประเทศไทยในการรับมือหากมีวัคซีนเข้ามาจำนวนมาก นอกจากจะเตรียมความพร้อมเรื่องสถานที่แล้ว ยังมีการเตรียมความพร้อมเรื่องบุคคลากรทั้งทางการแพทย์ และระบบในการลงทะเบียนไว้ค่อยให้บริการประชาชนแล้วอีกด้วย&amp;rdquo; นายอรรถพล กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104452</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปตท, ผลิตยา, รถอีวี, แผนธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f9ec51b7f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 21:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2020 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปักหมุดโรงงานผลิตยารักษามะเร็ง แก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำลดปริมาณผู้เสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 9-10 คนต่อชั่วโมงหรือ 230 คนต่อวัน หรือ 84,073 คนต่อปี และยังมีตัวเลขการเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นวันละ 336 คน หรือ 122,757 คนต่อปี เมื่อเห็นตัวเลขแล้วก็อาจจะเป็นข้อมูลที่น่าตกใจ แต่ทั้งหมดคือเรื่องจริง เนื่องจากมะเร็งถือว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุด และยังเป็นโรคที่พรากชีวิตคนไทยไปมากที่สุดมาโดยตลอดใน 20 กว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากเชื้อมะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้กับอวัยวะภายในร่างกายทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยส่วนใหญ่ผู้หญิงจะเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งตับ และมะเร็งปากมดลูก ส่วนผู้ชายก็จะเป็นมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งตับเช่นเดียวกัน ซึ่งทุกคนมีความเสี่ยงสูงถึง 40% ที่จะเป็นมะเร็ง และเมื่อเป็นแล้วมีโอกาสถึง 50% ที่จะเสียชีวิต หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี หรือเมื่อรับรู้ถึงอาการที่ล่าช้าเกินไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;แต่ต้องยอมรับว่าการรักษามะเร็งในปัจจุบันยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงอยู่ โดยเฉพาะยารักษาโรคกลุ่มที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงเซลล์มะเร็ง มีราคาแพงเพราะต้องนำเข้าทั้งหมด 100% ส่งผลให้ราคายาสูง และเข้าถึงกลุ่มผู้ป่วยได้ไม่มาก จึงทำให้ทวีความเจ็บปวดให้รุนแรงขึ้น และมีผลต่อภาวะโรคลุกลาม จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;ด้วยเหตุนี้เองบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ได้เห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อเดินหน้าสร้างโรงงานผลิตยาทุกรูปแบบที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเป็นแห่งแรกของประเทศไทย โดยหวังจะให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ลดภาระด้านค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีมูลค่าปีละกว่า 21,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามากกว่า 50% &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;โรงงานผลิตยารักษามะเร็งนี้ จะตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมวนารมย์ของ ปตท. หรือ PTT WEcoZi อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ซึ่งขั้นตอนต่อไปในการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งขั้นละเอียด คาดว่าใช้เวลาประมาณ 14 เดือนแล้วเสร็จ หลังจากนั้นจะทำการสรุปผลการศึกษาและประเมินแนวทางการขับเคลื่อนโครงการนี้ต่อไป โดยมีแผนที่จะดำเนินการก่อสร้างโรงงานดังกล่าวในปี 2565 เพื่อให้สามารถทำการวิจัยพัฒนาและผลิตยารักษาโรคมะเร็งเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2570&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0in; text-align: center;&quot;&gt;แบบโรงงานผลิตยารักษามะเร็ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;ด้วยความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยมีโรงงานที่สามารถผลิตยารักษาโรคมะเร็งที่ครอบคลุมการรักษาทุกกลุ่มโรคมะเร็งในปัจจุบัน และในทุกกลุ่มการผลิตทั้งรูปแบบยาเคมีบำบัด ซึ่งเป็นยาพื้นฐานในการรักษาโรคมะเร็งที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย และกลุ่มยารักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง และยังเป็นแนวทางเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมยาของประเทศให้ทัดเทียมสากลได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;ซึ่งยาดังกล่าวมีประสิทธิภาพที่จะสามารถแพร่เข้าเซลล์และจับกับเป้าหมายภายในเซลล์ได้โดยตรง และยาฉีดชีววัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ แต่จะไปจับเป้าหมายที่อยู่ภายนอกเซลล์หรือบนผิวเซลล์&amp;nbsp; ด้วยโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็ง ต้องมีมาตรฐานคุณภาพการผลิตที่เป็นสากล มีมาตรฐานความปลอดภัยและต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง นอกจากนี้ โรงงานแห่งนี้สามารถรองรับและต่อยอดงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม ถือเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงด้านยาและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เนื่องด้วยโรคมะเร็งเป็นโรคที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้ยาต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ร่วมกับการรักษาด้วยวิธีอื่น ทำให้การเข้าถึงยาที่มีคุณภาพทำได้ยากและมีราคาแพง ดังนั้น การส่งเสริมการวิจัยและการผลิตยาที่ทันสมัย จึงเป็นสิ่งจำเป็น สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ในการมุ่งเน้นเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;โดยอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านสุขภาพและวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นยอดพีระมิดสูงสุดในอุตสาหกรรมชีวภาพ และยังเป็นอีกก้าวที่จะช่วยบรรลุเป้าหมายการยกระดับสาธารณสุข วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการแพทย์ของไทย ส่งเสริมการต่อยอดงานวิจัยทางการแพทย์ของประเทศให้สำเร็จเป็นรูปธรรม อีกทั้งจะก่อให้เกิดการจ้างงาน ช่วยลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพและความมั่นคงทางด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งนี้ เป็นหนึ่งในเจตนารมณ์ของ ปตท. ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามพันธกิจที่มุ่งเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลง โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่ทุกภาคส่วน มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ พร้อมพัฒนาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ซึ่งต้องมีประโยชน์ต่อประเทศในการช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีจำนวนมากในปัจจุบัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;เชื่อว่าศักยภาพและความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม ตลอดจนความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการโครงการ จะสนับสนุนการก่อสร้างโรงงานให้สามารถแล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงการร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรมในการนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดที่ทั้งสององค์กรมีมาใช้ เพื่อให้โรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งของไทยแห่งนี้เกิดการบริหารจัดการที่ดี มีประสิทธิภาพและช่วยลดต้นทุนการผลิต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;ทำให้คนไทยได้ใช้ยาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ในราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ถือเป็นตัวอย่างความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจไทย ที่ร่วมกันเดินหน้าเพื่อพัฒนาประเทศไทย ตามแนวทาง &amp;ldquo;Restart Thailand&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79597</URL_LINK>
                <HASHTAG>#รักษามะเร็ง, กระทรวงพลังงาน, กลุ่ม ปตท., ผลิตยา, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201005/image_big_5f7b3246d69e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
