<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84198</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 08:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 08:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยวัคซีนโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทันทีที่บริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และ ไบออนเทค (BioNTech) ได้แถลงข่าวผลการทดลองวัคซีนป้องกันเชื้อโควิด-19 ว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อในมนุษย์ได้ 90% แล้ว ก็มีผลทำให้ราคาหุ้นของบริษัทไฟเซอร์ปรับตัวสูงขึ้นไปราว 8% ในวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ต่อมาก็มีข่าวออกมาว่า ซีอีโอของบริษัทไฟเซอร์คือนายอัลเบิรต์ เบอร์ลา ได้ทำการขายหุ้นบริษัทไฟเซอร์ที่เขาถืออยู่ออกมาคิดเป็นมูลค่าราว 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐในวันเดียวกับที่บริษัทไฟเซอร์ได้ประกาศข่าวเรื่องวัคซีนโควิด-19

พฤติกรรมดังกล่าวของนายอัลเบิรต์ เบอร์ลา ย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกสังคมสงสัยและตั้งคำถามว่า เป็นการกระทำผิดที่เข้าข่ายการใช้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ส่วนตนในการซื้อขายหุ้น (insider trading) หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็นเรื่องนี้ ทางตัวแทนของบริษัทไฟเซอร์ได้ออกมาชี้แจงว่า การขายหุ้นในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ได้มีการเตรียมการล่วงหน้าไว้ก่อนแล้วตามระเบียบข้อบังคับของทางการ (SEC rule 10b5-1) ซึ่งนายอัลเบิรต์ เบอร์ลาได้เตรียมทำไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดให้มีการขายหุ้นออกไปได้โดยอัตโนมัติเมื่อราคาหุ้นนั้น ๆ ปรับตัวสูงขึ้นไปเกินค่าระดับหนึ่ง หรือกำหนดให้มีการขายหุ้นได้ในวันที่ได้มีการระบุไว้ล่วงหน้า ดังนั้น ในกรณีนี้จึงถือว่าไม่ใช่การกระทำผิดที่เข้าข่ายการใช้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ส่วนตนในการซื้อขายหุ้น (insider trading) แต่อย่างไร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีนี้ บริษัทไฟเซอร์และพันธมิตรต้องเผชิญกับปัญหาการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการเร่งแข่งขันกับบริษัทคู่แข่งอื่น ๆ ในตลาด เพื่อคิดค้นวัคซีนโควิด-19 ที่ใช้งานได้ดี มีความปลอดภัย และผ่านการอนุมัติรับรองอย่างเป็นทางการจากภาครัฐด้วยในที่สุด โดยที่บริษัทยังจะต้องทำการคิดค้นวัคซีนให้ได้ก่อนหรืออย่างน้อยก็ในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับของบริษัทคู่แข่งอื่น ๆ นอกจากนี้วัคซีนดังกล่าวก็ยังต้องขายได้ในราคา (รวมต้นทุนในการเก็บรักษา) ที่แข่งขันได้กับของผู้ผลิตรายอื่น ๆ ในตลาดด้วย ดังนั้น บริษัทไฟเซอร์จึงจำเป็นต้องเสนอผลตอบแทนที่เป็นดึงดูดใจแก่เหล่าซีอีโอเก่ง ๆ เพื่อให้เขาเหล่านั้นต้องการเข้ามาทำงานให้อย่างเต็มความสามารถและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งบริษัทไฟเซอร์ได้เสนอแพคเกจผลตอบแทนให้กับซีอีโอ (คือนายอัลเบิรต์ เบอร์ลา) ไว้ราว 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งประกอบด้วย เงินค่าตอบแทน หุ้นบริษัท และอื่น ๆ รวมกัน ซึ่งในกรณีนี้ซีอีโอก็จะมีแรงจูงใจที่จะทำงานตามหน้าที่เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถประสบความสำเร็จในเรื่องการคิดค้นวัคซีนให้ได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามันจะมีผลทำให้ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง อย่างไรก็ตามผลตอบแทนอย่างเดียวก็ยังอาจไม่เพียงพอที่จะใช้กำกับดูแลซีอีโอไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางได้เสมอไป ดังนั้นการส่งเสริมเรื่องหลักธรรมมาภิบาลในองค์กรจึงยังคงเป็นเรื่องที่มีสำคัญอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของนายอัลเบิรต์ เบอร์ลา นอกเหนือจากการทำงานเรื่องการบริหารจัดการภาระงานที่ได้รับมอบหมายมาจากบริษัทไฟเซอร์ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดีแล้ว เขายังจะต้องทำการตัดสินใจหาจุดเวลาที่เหมาะสมในการขายหุ้นของบริษัทที่เขาได้มาให้ได้ราคาสูงสุดและอย่างถูกกฎหมายด้วย นั่นหมายความว่า เขาจะต้องคาดการณ์ให้ได้ว่าบริษัทจะสามารถคิดค้นวัดซีนได้เมื่อไหร่ เพื่อที่เขาจะได้สามารถขายหุ้นที่ถือไว้ล่วงหน้าภายใต้เงื่อนไขว่าราคาหุ้นที่ได้ปรับสูงขึ้นหรือกำหนดวันที่จะขายหุ้นไว้ล่วงหน้า
อาจมีท่านผู้อ่านบางท่านสงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่บริษัทไฟเซอร์อาจจะช่วยเหลือให้ซีอีโอของตนได้สมประโยชน์จากการขายหุ้นแบบ &amp;lsquo;insider trading&amp;rsquo; ด้วย
คำตอบก็คือว่า ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลย เพราะข้อบังคับของทางการ (SEC rule 10b5-1) เปิดโอกาสให้ซีอีโอสามารถแสดงความจำนงค์แจ้งการขายหุ้นของตนเป็นการล่วงหน้าตั้งแต่แรก (ก่อนที่การทดลองวัคซีนจะใกล้ประสบความสำเร็จ) ว่าให้มีการขายหุ้นของตนได้โดยอัตโนมัติหากราคาหุ้นได้ปรับตัวสูงขึ้นจากเดิมไปถึงจุด ๆ หนึ่งแล้ว (ซึ่งก็มักจะเกิดขึ้นเมื่อมีข่าวว่าบริษัทประสบความสำเร็จในการทดสอบวัคซีนแล้ว) หรือในอีกนัยหนึ่งก็คือทางการเปิดช่องให้ซีอีโอสามารถทำ &amp;lsquo;insider trading&amp;rsquo; ในแบบที่ถูกกฎหมายนั่นเอง ผู้เขียนขอเดาใจทางการสหรัฐว่า การเปิดโอกาสให้มี &amp;lsquo;insider trading&amp;rsquo; แบบถูกกฎหมายตามเงื่อนไขตาม SEC rule 10b5-1 ก็เพราะว่า (ก) หากไม่มีการเปิดช่องให้มีการทำได้อย่างถูกกฎหมายแล้ว ทางฝ่ายอัยการก็คงต้องทำหน้าที่เหมือนแมวไล่จับหนู เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่ามีซีอีโอของบริษัท (และอาจรวมถึงตัวบริษัทเองที่ให้ความช่วยเหลือ) ทำ &amp;lsquo;insider trading&amp;rsquo; จริง ซึ่งขั้นตอนในการพิสูจน์ดังกล่าวก็มักจะต้องใช้ทั้งทรัพยากรทุน กำลังคน และเวลาเป็นอย่างมาก (ข) ทั้งซีอีโอและบริษัทจะได้ประโยชน์จากการ &amp;lsquo;insider trading&amp;rsquo; ได้อย่างถูกกฎหมาย ก็ต่อเมื่อผลการทดลองของบริษัทประสบความสำเร็จเป็นบริษัทแรก ๆ เท่านั้น จึงจะส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นจากเดิมได้เป็นอย่างมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ก็อาจมีปัญหาได้ถ้าหากว่า ซีอีโอของบริษัทต้องการหาประโยชน์จากการแจ้งข่าวเท็จว่าผลการทดลองได้ประสบความสำเร็จเป็นที่พอใจแล้ว ทั้ง ๆ ที่มันยังอาจเกิดปัญหา (ไม่ชัดเจนแบบขาวดำ) ทั้งนี้ก็เพื่อตนเองจะได้ประโยชน์จากราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อนบริษัทคู่แข่ง ในกรณีเช่นนี้บริษัทของซีอีโอนั้นกลับจะไม่ได้ประโยชน์อะไรด้วย เพราะในที่สุดแล้วบริษัทก็จะขายวัคซีนไม่ได้เมื่อเกิดปัญหาตามมา บริษัทจึงมีแรงจูงใจที่จะต้องกำกับดูแลผู้บริหารระดับสูงของตนเองให้หลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ ซึ่งบริษัทจะสามารถทำได้ด้วยการส่งเสริมและกำกับการทำงานของผู้บริหารระดับสูงให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด เพื่อทำให้การทำงานของซีอีโอมีความซื่อสัตย์สุจริต และไม่นำโอกาสหรือข้อมูลบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน
ความถูกต้องของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของเหล่าบริษัทผู้คิดค้นวัคซีนในตลาดและของเหล่าซีอีโอที่บริหารจัดการบริษัทเหล่านี้ที่จุดดุลยภาพที่เสริมด้วยการกำกับดูแลตามหลักธรรมภิบาลนั้น จะมีความสำคัญต่อผลสำเร็จในการวางแผนบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจในยุคหลังโควิดของประเทศต่าง ๆ ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ข่าวความสำเร็จในเรื่องวัคซีนดังกล่าวก็เท่ากับเป็นการช่วยวางกรอบเวลาคร่าว ๆ ให้กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่าจะสามารถแจกจ่ายวัคซีนไปให้ประชาชนได้อย่างเร็วก็ในราวกลางปีหน้า ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลสหรัฐอาจสามารถเลือกใช้มาตรการล็อกดาวน์แบบเข้มงวดเพื่อควบคุมการระบาดอย่างหนักของเชื้อโควิดในเวลานี้ได้มากขึ้น เพราะจะสามารถชดเชยด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในกลางปีหน้า เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสรุปแล้ว การให้แรงจูงใจจากผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่สูงขึ้นแก่ผู้บริหารระดับสูงขององค์กร จึงจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลด้วยหลักธรรมภิบาลที่ดีควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการสร้างผลประกอบการเทียมเพื่อปั่นราคาหุ้นในระยะสั้นตามมา ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วยในที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน
ศ ดร อารยะ ปรีชาเมตตา
กนิษฐา หลิน
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84198</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลิตวัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e84376d747f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76618</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2020 08:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2020 08:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอ๋ ปารีณา&#039;แขวะ&#039;แอ๊ด คาราบาว&#039;พูดมั่ววัคซีนโควิด ถามยังไม่สร่างหรือเปล่า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.2563 น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความคิดเห็นกรณี &amp;ldquo;แอ๊ด คาราบาว&amp;rdquo; ได้แสดงความคิดเห็นเรื่องรัฐบาลไม่สนับสนุนวัคซีนต้านโควิดในไทย โดยปารีณา โพสต์ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นึกว่าพี่แอ๊ดจะสนใจแต่เรื่องนโยบาย กัญชา แต่พอพี่แอ๊ดสนใจเรื่อง วัคซีน แก้โควิด ก็เหมือนกับ พี่แอ๊ดยังไม่สร่าง หรือหลอนหรือเปล่า ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย สำหรับพี่แอ๊ดที่ปารีณาจะไม่ดำเนินคดีกับพี่ เพราะพี่เป็นศิลปินที่ดี และมีความปรารถนาดีให้กับประเทศชาติบ้านเมืองมาโดยตลอด ขาดแต่ไม่ค่อยรู้จริง ฝากบรรดาซุปตาร์ทุกคน เพราะพวกคุณคือ influencer เป็นดาราพูดจาระวังปากด้วย พูดมั่วเดี๋ยวเงิบ ย้ำนะคะว่า ประเทศไทย ยังไม่สามารถผลิตวัคซีนแก้ covid ได้ แต่อยู่ระหว่างการทดลอง วัคซีนกับสัตว์ และพลเอกประยุทธ ให้การสนับสนุนเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอดค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยก่อนหน้านี้น.ส.ปารีณา ได้แจ้งความกล่าวโทษ นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ทำผิดกฎหมาย ข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อ 2 วันที่แล้ว นายแพทย์ธีระวัฒน์ ได้โพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ ใส่ร้ายพลเอกประยุทธ ว่า ประเทศไทยผลิตวัคซีนต้าน covid ได้แล้ว แต่รัฐบาลไม่ให้การสนับสนุน พร้อมต่อว่าพลเอกประยุทธ์เยอะ&amp;nbsp;ซึ่งในข้อเท็จจริง วัคซีนที่ใช้ในการรักษาโควิด เพิ่งจะอยู่ในขั้นตอนของการทดลองในสัตว์อยู่เลย และ พลเอกประยุทธ สนับสนุน เรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76618</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์, ผลิตวัคซีนโควิด, แอ๊ด คาราบาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200127/image_big_5e2eb70fd74dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75554</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียวงบกลาง1พันล. หนุนจุฬาฯผลิตวัคซีนโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.อนุมัติงบกลาง 1,000 ล้าน หนุนจุฬาฯ ผลิตวัคซีนโควิด-19 เผยอีกช่องทางอาจร่วมมือกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ขณะที่ ศบค.เผยพบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่ม 5 รายกลับจากต่างประเทศ ตามคาดไฟเขียวขยายระยะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จังหวัดระยอง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ว่า ครม.อนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1,000 ล้านบาท ในลักษณะเงินอุดหนุนให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนหน่วยงานเครือข่ายการพัฒนางานด้านวัคซีนของประเทศ ในการเพิ่มศักยภาพการผลิตวัคซีนให้พร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลิตวัคซีนโควิด-19 และการสร้างขีดความสามารถของประเทศโดยการพัฒนาวัคซีนตั้งแต่ต้นน้ำ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ยังพบอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ข้อมูล ณ วันที่ 24 ส.ค.2563 มีผู้ป่วยยืนยันกว่า 23.44 ล้านคน เสียชีวิต 800,000 คน ทั้งนี้ โรคโควิด-19 เริ่มแพร่เข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.2563 มีผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้สรุปประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2563 ที่ -5.3% และสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าสูงถึง 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 1.11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคธุรกิจประสบปัญหาจนต้องปิดกิจการ และลดจำนวนพนักงาน ส่งผลให้มีประชาชนชั้นกลางและประชากรกลุ่มเปราะบางจำนวนมากได้รับผลกระทบต่อความมั่นคงในการดำรงชีวิต แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการควบคุมป้องกันโรคได้อย่างดียิ่ง แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดการระบาดของโรคได้ในระลอกที่ 2 เนื่องด้วยยังมีผู้ป่วยจำนวนมากทั่วโลก หากสถานการณ์การระบาดไม่สามารถยุติได้ในระยะเวลาอันใกล้ การเปิดประเทศเพื่อเดินหน้าสู่การดำเนินชีวิต New Normal คู่ขนานไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงเป็นไปได้ยาก และรัฐบาลยังจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือ เพื่อประคองกิจการต่างๆ ในประเทศให้สามารถดำเนินการต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จึงเป็นเครื่องมือสำคัญ เป็นนวัตกรรมทางสุขภาพ และเป็นยุทธปัจจัยที่มีประสิทธิภาพสูงที่จะเป็นคำตอบในการป้องกันควบคุมโรค และเป็นความหวังของทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย การเร่งรัดให้มีวัคซีนใช้ในประเทศเร็วขึ้นจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า สำหรับแผน Blueprint เพื่อการเข้าถึงวัดซีนป้องกันโควิด-19 ของประชาชนไทย ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2563 ซึ่งถือเป็นกรอบนโยบายในการบูรณาการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยดำเนินงานตามยุทธศาสตร์สำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การนำวัคซีนต้นแบบที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศมาทดสอบในประเทศไทย และขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการผลิต ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลาง และอีกแนวทางคือ การพัฒนาวัคซีนต้นแบบในประเทศไทยตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว ในการบรรลุเป้าหมายการเข้าถึงวัคซีนให้ทันท่วงที และสร้างขีดความสามารถของประเทศในการพัฒนาและผลิตวัคซีน เพื่อให้ประชาชนไทยได้รับวัคซีนโดยเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ให้การสนับสนุนและสร้างความร่วมมือกับสถาบันวิจัยพัฒนา และหน่วยผลิตวัคซีนในประเทศ ตลอดจนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อส่งเสริมการผลิตวัคซีนใช้ได้เองในประเทศตั้งแต่ต้นน้ำ นอกจากนี้ยังได้เจรจาสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อการขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทั้งจากประเทศจีนและยุโรป ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ผลิตที่มีแนวโน้มจะได้วัคซีนมาใช้ภายในต้นปี 2564 มีความเป็นไปได้ในทางเลือกที่รัฐบาลควรลงทุน เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศไทยก้าวข้ามสถานการณ์การระบาดได้อย่างก้าวกระโดด เนื่องจากการมีวัคซีนใช้เร็วขึ้น 1 เดือน จะช่วยให้ประเทศสามารถสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประมาณ 250,000 ล้านบาท และยังสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจ รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนไทยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณเงินกู้สนับสนุน 1,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่เราสามารถดำเนินการเองได้ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่กำลังดำเนินการผลิต อีกช่องทางหนึ่งคือ ร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด โดยการทำข้อตกลงเพื่อให้เขาดำเนินการจัดสรรโควตาเมื่อได้วัคซีนต้นแบบแล้ว อาจจะมีเงื่อนไขว่าให้เขาจำหน่ายให้เราในราคาต้นทุน และอีกส่วนหนึ่งคือ ไทยผลิตเอง โดยใช้งบประมาณไม่มาก ซึ่งมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ส่งเสริม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โดยรวมคือใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาทที่ ครม.ได้อนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวข้างต้นสามารถดำเนินการไปได้ ส่วนไหนสามารถทำได้ก่อนให้ดำเนินการ ซึ่งในส่วนของไทยที่จะผลิตเองนั้นจะทำให้มีวัคซีนได้เร็วสุดปลายปีนี้ ช้าสุดกลางปี 2564 และในส่วนที่จะร่วมกับต่างประเทศเชื่อว่าจะดำเนินการได้เร็วเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.) สัญจร ว่า ครม.มีมติรับทราบและอนุมัติขยายระยะเวลาการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1-30 ก.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 5 ราย ในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ ทำให้มียอดผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,402 ราย ยอดหายป่วยสะสม 3,229 ราย มีผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 115 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายที่ 1 เดินทางมาจากประเทศโอมาน เป็นหญิงไทยอายุ 26 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 17 ส.ค. เที่ยวบินเดียวกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 3 ราย เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐที่ จ.ชลบุรี ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 ส.ค. ผลตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายที่ 2 ผู้ป่วยเดินทางกลับจากตุรกี เป็นหญิงไทยอายุ 47 ปี อาชีพพนักงานสปา เดินทางถึงประเทศไทยวันที่ 19 ส.ค. เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐที่กรุงเทพฯ ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 ส.ค. ผลตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการ ผู้ป่วยรายที่ 3-4 กลับจากอินโดนีเซีย เป็นนักศึกษาชายไทยอายุ 27 ปี และหญิงไทยอายุ 20 ปี เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 20 ส.ค. เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐที่ จ.ชลบุรี และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 ในวันที่ 23 ส.ค. ผลตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการทั้ง 2 ราย และรายที่ 5 กลับจากสหรัฐอเมริกา เป็นชายไทยอายุ 46 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ 23 ส.ค. โดยผ่านการคัดกรอง ณ ด่านควบคุมโรค พบว่าให้ประวัติว่าเคยป่วยเป็นโควิด-19 จึงตรวจและพบเชื้อแต่ไม่มีอาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์ทั่วโลก ยอดผู้ติดเชื้อรวม 23,809,241 ราย รักษาหายแล้ว 16,359,043 ราย และเสียชีวิต 817,005 ราย ส่วนเที่ยวบินนำคนไทยที่ตกค้างกลับประเทศ วันที่ 25 ส.ค. จำนวน 386 คน จากอิสราเอล ภูฏาน และสหรัฐอเมริกา และในวันที่ 26 ส.ค. จำนวน 564 คน จากไต้หวัน กัมพูชา เอธิโอเปีย และญี่ปุ่น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75554</URL_LINK>
                <HASHTAG>000 ล้าน, COVID-19, ผลิตวัคซีนโควิด, ผลิตวัคซีนโควิด-19, มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุมัติงบกลาง, อนุมัติงบกลาง 1, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200825/image_big_5f45230fb1981.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
