<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประยุทธ์หลบเขียง พับแผนขึ้นปราศรัย/‘มาร์ค’ไม่ผสมพันธุ์พรรคโกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ลั่นแข็งแรง 100% ทั้งกายและใจ ส่วนเรื่องขึ้นเวทีไฮด์ปาร์กต้องหารือฝ่ายกฎหมายให้ดี เพราะมีพวกจ้องตาเป็นมันว่าขึ้นเขียงแล้ว &amp;ldquo;บิ๊ก พปชร.&amp;rdquo; สุมหัวก่อนสรุปพับแผนให้ &amp;ldquo;ลุงตู่&amp;rdquo; ขึ้นปราศรัย คาดผลเสียเยอะกว่าผลดี ทำสังคมมุ่งความขัดแย้งมากกว่านโยบาย &amp;ldquo;ศาลปกครอง&amp;rdquo; แจงละเอียดไม่เคยตีความกรณีหัวหน้า คสช. เหตุเพราะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญไม่เข้าข่ายคดีปกครอง &amp;ldquo;มาร์ค&amp;rdquo; ประกาศชัดไม่ผสมพันธุ์พรรคขี้โกงแน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันอังคาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนตอบคำถามสื่อมวลชนภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างอารมณ์ดีว่า ขอบคุณคำถามของสื่อที่เป็นประโยชน์ทุกคำถาม ส่วนสถานะนั้นคงไม่ต้องตอบ เพราะเป็นนายกฯ อยู่แล้ว&amp;nbsp;
ถามว่ากรณีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) วางแผนให้ขึ้นปราศรัยหาเสียงที่จังหวัดนครราชสีมาในวันที่ 10 มี.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ยังหารือกันอยู่ ต้องดูองค์ประกอบว่าทำอะไรได้บ้าง ส่วนปัญหาสายตาจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจหรือไม่นั้น ตอนนี้สายตายังไม่หายเป็นปกติ แพทย์ให้ระมัดระวังอยู่สักระยะหนึ่ง ให้ถนอมสายตา วันนี้ก็ใส่แว่นมาป้องกันแสงแฟลช เพราะถ่ายภาพกันจัง แต่ก็ไม่เป็นไร อยากถ่ายก็ถ่ายไป ก็ต้องรักษาตัว
&amp;ldquo;ที่ถามว่าปัญหาสายตาจะส่งผลต่อการตัดสินใจหรือไม่นั้น ตากับใจคนละเรื่อง ผมยังแข็งแรงทุกอย่าง ถ้าดูผลการตรวจแล้วจะตกใจ ผมแข็งแรงทุกประการ ใจก็แข็งแรงอยู่ ไม่มีท้อแท้ เพราะผมทำงานให้ประชาชน ทั้งวันนี้และทำเพื่ออนาคตไปด้วย ส่วนการช่วย พปชร.หาเสียง ต้องดูว่าจะทำได้อย่างไร หลายคนก็จ้องตาเป็นมัน เอาละ เตรียมขึ้นเขียงแล้ว ต่อไปนี้จะเตรียมฟ้อง คือตั้งแท่นรอฟ้องไว้เลย ผมก็ต้องปรึกษาฝ่ายกฎหมายให้ดี ว่าจะทำอะไรได้บ้าง เห็นใจผมเถอะ อย่าเอาเป็นเอาตายกับผมนักเลย&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ย้ำว่า เรื่องการหาเสียงถามมาหลายข้อ คิดว่ามันก็ก้ำกึ่ง ต้องระมัดระวังไว้ก่อน ฉะนั้นอาจต้องปรับวิธีการ รูปแบบว่าจะทำอย่างไรได้ต่อไป และในวันนี้ก็พบประชาชนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ซึ่งทำได้ตามกฎหมายทุกประการ&amp;nbsp;
เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับกระแสที่ระบุว่าเลือก พล.อ.ประยุทธ์ แต่ไม่เลือกพรรคที่ให้ชื่อไปเป็นแคนดิเดตนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่รู้ว่าเขาทำโพลมาอย่างไรในเรื่องคำถามคำตอบ ถ้าเขียนแยกเขาก็ตอบแยก ต้องดูว่าเขาต้องการอะไร ความสงบเรียบร้อยอะไรหรือเปล่า อดีตเป็นอย่างไร ปัจจุบันเป็นอย่างไร อนาคตควรเป็นอย่างไร เป็นเรื่องของประชาชนที่จะตัดสินใจ
&amp;ldquo;ผมยังแข็งแรง 100% เข้าใจหรือยัง 100% ไม่ต้องกลัว ไม่ว่าใครจะโจมตีอะไร ต้องยึดมั่นในคุณความดีที่เราได้ทำไว้ ความมั่นใจ ความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราตั้งมั่นว่าประเทศไทยจะพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างไร ซึ่งการพัฒนาเหล่านั้น นำทางด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และต้องเกิดความต่อเนื่องเป็นระยะๆ เป็นขั้นๆ ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่รัฐบาลนี้ทำมาทั้งหมด&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่าการช่วย พปชร.หาเสียง นอกจากข้อกฎหมายที่ต้องระวัง ยังมีหลักเกณฑ์อะไรที่จะพิจารณาว่าจะไปหรือไม่ไป พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องดูหลายอย่าง มีข้อห่วงใยหลายเรื่องต้องดู และเมื่อถามว่าวันนี้นายกฯ ก็ลงพื้นที่พบประชาชนอยู่แล้ว ทำไมยังต้องลงไปช่วย พปชร.หาเสียงอีก พล.อ.ประยุทธ์ตอบทันทีว่า &amp;ldquo;ผมไม่รู้ ไม่ทราบ คงเป็นเรื่องการเมืองเขามั้ง ผมก็ทำหน้าที่ของผม และผมก็มีโอกาสในฐานะที่เป็นนายกฯ ก็พบประชาชนได้ แต่คงไปขึ้นเวทีมันลำบากมั้ง&amp;rdquo;
เมื่อถามว่าจะชัดเจนในการลงไปช่วย พปชร.หาเสียงได้เมื่อไหร่ เพราะวันที่ 10 มี.ค.นี้พรรควางคิวให้ขึ้นปราศรัยที่ จ.นครราชสีมา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สื่อไม่ห่วงตนเองเลย เธอไม่ห่วงว่าตนเองจะถูกฟ้องร้องอะไรหรือ ไม่ห่วงกันเลยนะ นี่รักกันจริง ขอบคุณนะ จะรู้ว่าไป แต่ไปไหนยังไม่รู้ อย่างไรก็ตาม กรณีที่ พปชร.มีแผนให้ลงพื้นที่ กทม.ช่วยหาเสียงนั้น ยังพิจารณาอยู่ และในเรื่องของทีมรักษาความปลอดภัยระหว่างลงพื้นที่ต่างๆ ยังใช้ได้ เพราะเป็นนายกฯ
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยกล่าวถึงการดูแล พล.อ.ประยุทธ์ในการขึ้นเวทีปราศรัยช่วยพรรค พปชร.ว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของทุกจังหวัดต้องปฏิบัติในลักษณะที่ต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของกฎหมาย คือการใช้ทรัพยากรทางราชการหรือเวลาทางราชการ ต้องดูแลตามความเหมาะสมที่กฎหมายเปิดให้ทำได้ เช่น การดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยให้ปฏิบัติตามกรณีที่นักการเมืองพรรคอื่นๆ ลงไปในพื้นที่ โดยต้องระมัดระวังให้ดี เพราะจะไปสุ่มเสี่ยงการกระทำผิดตามกฎหมาย
&amp;ldquo;เชื่อว่านายกฯ คงระมัดระวังอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดเป็นประเด็น ส่วนเรื่องการรักษาความปลอดภัยให้ปฏิบัติไปตามหน้าที่ของตัวเอง และทุกพื้นที่ก็ต้องระมัดระวังด้วย หากมีใครที่ไม่หวังดีไปทำอะไรเกินเลย จะกลายเป็นประเด็นที่ไปถึงตัวนายกฯ&amp;rdquo; พล.อ.อนุพงษ์กล่าว
งดให้&amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39;ขึ้นเวทีแล้ว
ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งพรรค พปชร. ระบุว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ช่วยพรรคปราศรัยจะเป็นประโยชน์ต่อคะแนนและกระแสของพรรคเป็นเชิงบวกสูงอย่างมาก โดยประชาชนเองก็อยากฟังท่านพูดปราศรัย และยินดีออกมาต้อนรับอย่างล้นหลาม แต่ทีมงานต้องศึกษารายละเอียดของข้อกฎหมายต่างๆ ให้รอบคอบว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ ไม่ให้สิ่งต่างๆ ที่ท่านจะทำผิดกฎหมายและข้อบังคับ เนื่องจากขณะนี้บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ จ้องรุมกินโต๊ะ ทั้งพรรค พปชร. และ พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้นตรงจุดนี้ต้องวางแผนให้ละเอียดรอบคอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากพรรค พปชร.แจ้งว่า เดิมที่วางแผนให้ พล.อ.ประยุทธ์ช่วยพรรคหาเสียงและขึ้นเวทีปราศรัย 4 ภาค โดยเริ่มที่ จ.นครราชสีมา ในวันที่ 10 มี.ค.นี้นั้น ล่าสุด พปชร.ได้เตรียมยกเลิกแผนการให้ พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเวทีปราศรัยทั้งหมดแล้ว เนื่องจากแกนนำของพรรคได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ได้ข้อสรุปกันว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นปราศรัย สิ่งที่ตามมาจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะจะเจอกับการถูกรุมโจมตีจากฝ่ายต่างๆ รวมถึงประเด็นการตอบโต้ที่จะมีตามมาของผู้เกี่ยวข้องในพรรคจะส่งผลกระทบกับสิ่งที่พรรคได้นำเสนอกับประชาชนให้หันไปสนใจประเด็นขัดแย้งมากกว่านโยบาย ดังนั้น พปชร.จึงใช้ช่วงโค้งสุดท้ายในการหาเสียงเลือกตั้ง มุ่งนำเสนอนโยบายจะเป็นผลดีกับพรรคมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กลยุทธ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์จะใช้เพื่อช่วย พปชร.หาเสียงคือการลงพื้นที่ใน กทม. เพื่อพบปะประชาชน และให้กำลังใจผู้สมัคร ส.ส. แต่อาจใช้รูปแบบที่ไม่เป็นทางการ หรืออาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบตามความเหมาะสมได้ทุกเมื่อ&amp;rdquo;
ขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า ประชาชนได้เห็นท่านมา 5 ปี พูดทุกวันศุกร์อยู่แล้ว แต่ก็ถือว่าดีหากจะมาหาเสียง หากคนชอบท่านก็คงจะทำให้ได้คะแนนเพิ่มขึ้น หากไม่สนับสนุนก็อาจจะทำให้คะแนนลดลง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา หากไม่นำเวลาราชการมาหาเสียง ส่วนเราเองไม่กังวล ส่วนที่มีปัญหาเรื่องความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของ พล.อ.ประยุทธ์นั้น เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะพิจารณา ส่วนเรื่องการหาเสียงของสุดท้ายเราก็ไม่ได้กังวล คงลุยหาเสียงกันอย่างเต็มที่&amp;nbsp;
&amp;ldquo;แล้วแต่บุคคล เพราะการดีเบตเป็นเพียงแค่การตอบคำถามช่วงสั้นๆ ซึ่งผมก็เคารพการตัดสินใจของท่าน หากท่านไม่ถนัดดีเบตก็ไม่เป็นไร อาจจะมาให้ประชาชนสอบถามโดยวิธีการอื่นก็ได้ ผมไม่ได้มองว่าเป็นสาระสำคัญ หากมาก็ดี แต่ถ้าไม่มาเราก็เคารพทุกพรรค ไม่ใช่เฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์คนเดียว&amp;rdquo; นายชัชชาติกล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ควรร่วมดีเบตหรือไม่
จี้ กกต.เร่งส่งศาลตีความ
สำหรับความคิดเห็นถึงสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ในการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ยังคงมีการแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า เลิกเถียงเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะหลายคนรวมทั้ง อ.วิษณุได้เฉลยไปแล้วว่าสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์เกินเลยจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ เนื่องจากนอกจากตำแหน่งนายกฯ แล้ว ยังมีสถานะเป็นหัวหน้า คสช. ซึ่งเหนือส่วนราชการทั้งหมด เหนือทุกตำแหน่ง สามารถออกคำสั่งให้ทุกคนทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามได้ แม้มีผลเลือกตั้งแล้ว หากผลการเลือกตั้งไม่เป็นที่พึงพอใจ ก็ยังสามารถสั่งการให้จัดการเลือกตั้งใหม่ได้ &amp;nbsp;หากใจถึง เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นี้จึงแตกต่างจากเจ้าหน้าที่ของรัฐคนอื่นๆ ถือเป็นเจ้าหน้าที่เหนือรัฐอย่างแท้จริง
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ (พ.ช.) กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นข้าราชการการเมือง หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ตามมาตรา 98 (12) สามารถถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ว่าการพูดของนายวิษณุไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการชี้ผิดชี้ถูก และไม่ต้องการให้เกิดทฤษฎีสมคบคิด หากเรื่องนี้สุจริตใจตั้งแต่ต้น ก็ควรให้ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไป&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ไม่จำเป็นที่พรรคเพื่อชาติจะส่งคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องนี้ เพราะมีคนอื่นทำหน้าที่แล้ว และเป็นหน้าที่ของ กกต.ที่ต้องจัดการเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะถ้าวันหนึ่งศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่รัฐจะทำให้การแข่งขันเป็นไปโดยไม่ชอบ ทำให้ประเทศไทยเสียหายในการใช้งบประมาณแผ่นดินจัดการเลือกตั้ง และจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้&amp;rdquo; นายจตุพรกล่าว และว่าถึงเพลงใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ว่า ไม่น่าตื่นเต้นอะไร เพราะความจริงควรเป็นเพลงวันใหม่ของคนไทยทั้งชาติ ไม่ใช่เพลงวันใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp;
ดร.รยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรค พ.ช. กล่าวว่า กกต.มีหน้าที่โดยตรงที่จะส่งเรื่องสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และไม่ควรรอช้า หาก กกต.ไม่กล้าวินิจฉัย ก็จะมีคนไปแจ้งดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 กับ กกต. ดังนั้น กกต.ควรจะเลือกว่าควรกลัวมาตรา 44 หรือกลัวถูกดำเนินคดีมาตรา 157 มากกว่ากัน
ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ในวันพุธที่ 6 มี.ค.2562 เวลา 10.30 น. จะนำความไปร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ณ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ชั้น 9 ศูนย์ราชการ อาคาร B ถ.แจ้งวัฒนะ หลักสี่ กทม.เพื่อให้นำความเสนอต่อศาลปกครองเพื่อวินิจฉัยโดยเร็วว่าคําสั่งหรือการกระทําของ กกต.ที่ให้การรับรอง พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ นั้น เป็นการกระทำโดยชอบและคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 98 (15) หรือไม่
นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค พปชร.กล่าวว่า ขณะนี้บรรยากาศหาเสียงเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเข้มข้น ทุกพรรคการเมืองลงพื้นที่อย่างหนัก อยากจะวิงวอนให้แกนนำพรรคการเมืองบางพรรคหยุดพูดโจมตีดิสเครดิต พล.อ.ประยุทธ์ เหลือเวลาไม่ถึง 20 วันจะเลือกตั้งแล้ว น่าจะเอาเวลาไปหาเสียงดีกว่า โดยเฉพาะการนำเสนอนโยบายที่ดีให้กับประชาชน ไม่ใช่ไปเวทีไหนก็โจมตีแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมันไม่สร้างสรรค์เลย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์นั้น ผมมั่นใจว่าท่านมีคุณสมบัติถูกต้องตามกฎหมาย สามารถเป็นนายกฯ ได้ ไม่เข้าใจที่พรรคการเมืองบางพรรคร้องเรียนรายวัน มันน่าเบื่อมาก แทนที่จะเอาเวลาไปหาเสียงกับชาวบ้าน&amp;rdquo; นายธนกรกล่าว
ศาลย้ำไม่เคยวินิจฉัย
วันเดียวกัน นายประวิตร บุญเทียม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ในฐานะโฆษกศาลปกครอง ตอบกรณีคำนิยามเจ้าหน้าที่รัฐจากกรณีวิพากษ์วิจารณ์ว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช. ว่าศาลปกครองมีกฎหมายของตัวเองคือพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ดังนั้นการที่ศาลปกครองจะพิจารณาต้องเป็นความหมายเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายศาลปกครองเท่านั้น หากเป็นกรณีการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองจะไม่รับฟ้อง ซึ่งนิยามความหมายเจ้าหน้าที่รัฐมีอยู่ในกฎหมายต่างๆ แล้ว แต่ลักษณะของการใช้อำนาจ ไม่ใช่เรื่องที่ระบุไว้ชัดเจนเพียงประการเดียวว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะมีลักษณะเป็นอย่างไร ต้องไปดูตามเหตุของการใช้อำนาจนั้น และหากเป็นการใช้อำนาจที่เกี่ยวกับองค์กรอื่นศาลปกครองก็ไม่อาจตอบแทนได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวก็เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. แต่หากมีคดีเข้ามาสู่ศาลปกครอง จึงจะวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาเคยมีการฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนประกาศและคำสั่ง คสช.นั้น ศาลปกครองเคยวินิจฉัยคำว่าเจ้าหน้าที่รัฐในกรณีดังกล่าวหรือไม่ นายประวิตรกล่าวว่า มีการฟ้องจริง แต่เป็นกรณีเช่นเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครองโดยอาศัยประกาศและคำสั่ง คสช.ที่กำหนดนโยบายในบางเรื่องไว้เป็นพื้นฐาน ซึ่งผู้ที่ถูกออกคำสั่งและต้องปฏิบัติก็จะนำมาใช้ เช่น กรณีสถานบันเทิง เช่นนี้จะเป็นกรณีเจ้าหน้าที่รัฐตามนิยามของกฎหมายศาลปกครอง ส่วนที่ฟ้องเพิกถอนประกาศและคำสั่ง คสช.โดยตรงนั้น ศาลไม่ได้รับไว้พิจารณา เพราะเป็นการออกประกาศโดยใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญก็บัญญัติรับรองไว้ ดังนั้นที่ผ่านมาศาลปกครองจึงไม่ได้มีการวินิจฉัยเกี่ยวกับนิยามความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของหัวหน้า คสช.
นายวชิระ ชอบแต่ง ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองภูเก็ต ในฐานะรองโฆษกศาลปกครอง กล่าวเสริมว่า ก่อนหน้านี้มีคดีที่ฟ้องเพิกถอนประกาศ คสช.ในคดี 617/2558 ซึ่งเป็นการฟ้องกรณีหัวหน้า คสช.ออกคำสั่งห้ามบุคคลกลุ่มหนึ่งออกนอกประเทศ ซึ่งศาลปกครองได้วินิจฉัยไปเลยว่าการใช้อำนาจดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงไม่ได้วินิจฉัยว่าหัวหน้า คสช.เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ ที่เราวินิจฉัยเช่นนั้นเพราะไม่เข้าองค์ประกอบที่ว่าเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายทางปกครอง ซึ่งการเป็นคดีปกครองต้องเป็นกรณีเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจรัฐทางปกครอง
ไม่จับมือพรรคขี้โกง
สำหรับความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ ในการหาเสียงมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความและคลิปวิดีโอลงเฟซบุ๊กว่า ฟังกันชัดๆ จากปากอภิสิทธิ์ ถึงจุดยืนทางการเมืองที่ทุกคนอยากรู้ โดยคลิปวิดีโอจุดยืนทางการเมืองนั้นมีเนื้อหาว่า &amp;quot;ผมไม่มีวันจะยอมให้พรรคที่ทุจริตมานำประเทศ ไม่เอาทั้งพวกบกพร่องโดยสุจริต หรือทุจริตเชิงนโยบาย เอาเสียงของประชาชนมาหาผลประโยชน์ให้กับคนกลุ่มเดียว นายกฯ 4 คนของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยมีมลทินเรื่องทุจริต รัฐมนตรีในรัฐบาลเรามีเรื่องอื้อฉาว ทุจริต ลาออกทันที เพราะสำหรับประชาธิปัตย์ ประชาธิปไตยจะใช้การได้ ต้องสุจริตเท่านั้น หมดเวลาเกรงใจแล้วครับ&amp;quot;
ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้เข้าร่วมพิธีเปิดสาขาพรรคภาคเหนือ โดยยืนยันว่า เราไม่แจกเงิน เราไม่เน้นการแก้ปัญหาชั่วคราว เราเน้นการแก้ปัญหาจริงจังอย่างยั่งยืน เราต้องสนับสนุนให้ทุกท่านพึ่งพาตัวเอง โดยเฉพาะนโยบายด้านกัญชา เพราะพรรคมองเป็นโอกาส ใบไม้สีเขียวคือธนบัตร กัญชาไม่เคยทำร้ายใคร ใครอยากได้เราร่วมรัฐบาล ต้องรับนโยบายของเรา&amp;nbsp;
ส่วนนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค พปชร. และแกนนำพรรค และผู้สมัคร ส.ส.กทม. 30 คน พร้อมโชว์วิสัยทัศน์และนโยบาย ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะ กทม.ที่มีนโยบาย Bangkok ok 5 ด้าน โดยนายอุตตมยืนยันว่า แม้การแข่งขันใน กทม.ไม่หมู เพราะมีเจ้าของพื้นที่ แต่ก็ต้องทำให้ดีที่สุด เต็มที่ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้คน กทม.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30598</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นปราศรัย, ทำสังคมมุ่งความขัดแย้งมากกว่านโยบาย, ผลเสียเยอะกว่าผลดี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์, เลือกตั้ง, ไม่ผสมพันธุ์พรรคขี้โกง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190305/image_big_5c7e8a25d90ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
