<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78312</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 07:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 07:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สังคมน่าห่วงเยาวชน13.28%เผยเคยถูกลวนลามทางเพศ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.2563 - ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลร่วมกับศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 14 &amp;ndash; 20 กันยายน 2563 จากนักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุ 15 - 25 ปี กระจายทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,197 หน่วยตัวอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเคยถูกลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ พบว่า ส่วนใหญ่ 85.13% ระบุว่า ไม่เคย ขณะที่ 13.28% ระบุว่า เคย และ 1.59% ระบุว่าไม่แน่ใจว่าเป็นการถูกลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่ ส่วนสาเหตุที่ทำให้นักเรียน/นักศึกษาถูกลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ พบว่า ส่วนใหญ่ 56.22% ระบุว่า นิสัย/พฤติกรรมเฉพาะตัวของผู้ลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ รองลงมา 26.40% ระบุว่า การแต่งกายของนักเรียน/นักศึกษา 11.70% ระบุว่าการลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศได้รับแรงจูงใจจากการเสพสื่อออนไลน์ และ/หรือ สื่อกระแสหลัก 10.03% ระบุว่า นักเรียน/นักศึกษาอยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมกับผู้ลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ 8.94% ระบุว่า กริยา ท่าทาง ของนักเรียน/นักศึกษา 5.43% ระบุว่า นักเรียน/นักศึกษาอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมกับผู้ลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ 3.76% ระบุว่า ผู้ลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ตระหนักว่าเป็นเรื่องการลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ 3.51% ระบุว่า นักเรียน/นักศึกษาถูกล่อลวง 1.50% ระบุว่า สถานะทางสังคม/เศรษฐกิจของนักเรียน/นักศึกษาที่ด้อยกว่า (จึงไม่กล้าปฏิเสธ) 1.25% ระบุว่า นักเรียน/นักศึกษาไม่รู้/ไม่ตระหนักว่าเป็นการลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ 0.84% ระบุว่า นักเรียน/นักศึกษาไม่นึกว่าเป็นการลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ (ไม่เป็นไร เป็นเรื่องธรรมดา) 0.42% ระบุว่า สภาพความบกพร่องทางร่างกายและสติปัญญาของนักเรียน/นักศึกษา &amp;nbsp;และ 2.09% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบุคคล/หน่วยงานที่จะบอกเมื่อถูกครู/อาจารย์ลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ พบว่า ส่วนใหญ่ 66.17% ระบุว่าบอกผู้ปกครอง รองลงมา 21.89% ระบุว่า บอกครู/อาจารย์ท่านอื่น 18.13% ระบุว่า แจ้งความกับตำรวจ 11.28% ระบุว่าบอกเพื่อนสนิท 4.26% ระบุว่า ร้องทุกข์ผ่านหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง (ไม่รวมตำรวจ) 2.59% ระบุว่า ร้องทุกข์ผ่านมูลนิธิ/สมาคม หรือ NGOs ที่เกี่ยวข้อง 1.59% ระบุว่าปิดเป็นความลับ 1.17% ระบุว่าบอกพี่น้อง 1.09% ระบุว่าบอกแฟน 0.92% ระบุว่าระบายผ่าน social media 0.84% ระบุว่า บอกญาติสนิท และ 0.50% ระบุว่า บอกสื่อ (เช่น รายการวิทยุ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงบุคคล/หน่วยงานที่จะบอกเมื่อถูกเพื่อน/บุคคลอื่น ลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศ พบว่า ส่วนใหญ่ 55.64% ระบุว่าบอกผู้ปกครอง รองลงมา 28.65% ระบุว่าบอกครู/อาจารย์ 19.05% ระบุว่าแจ้งความกับตำรวจ &amp;nbsp;8.19% ระบุว่า บอกเพื่อนสนิท 3.09% ระบุว่าปิดเป็นความลับ 2.67% ระบุว่า ร้องทุกข์ผ่านหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง (ไม่รวมตำรวจ) 2.26% ระบุว่าร้องทุกข์ผ่านมูลนิธิ/สมาคม หรือ NGOs ที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;1.25% ระบุว่าบอกพี่น้อง 0.84% ระบุว่าบอกญาติสนิท 0.67% ระบุว่า ระบายผ่าน social media และ 0.50% ระบุว่า บอกแฟน และบอกสื่อ (เช่น รายการวิทยุ) ในสัดส่วนที่เท่ากัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78312</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักศึกษา, นักเรียน, นิด้าโพล, ผลโพล, ล่วงละเมิดทางเพศ, สังคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200923/image_big_5f6a9446b1d94.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70692</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พปชร.โต้โพลยี้ทีมศก.ดีดปากโฆษกพท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผลโพลทำวงการเมืองสะเทือน &amp;ldquo;มาดามเดียร์&amp;rdquo; บอกทีมเศรษฐกิจเป็นใครก็ได้ แต่ต้องสร้างศรัทธาให้ประชาชนและต่างชาติเชื่อมั่น &amp;ldquo;แทนคุณ&amp;rdquo; ชี้สะท้อน ปชป.ภายใต้การนำของ &amp;ldquo;จุรินทร์&amp;rdquo; มาถูกทาง เพื่อไทยได้ทีโยงผลสำรวจ &amp;ldquo;บิ๊กตู่-พปชร.&amp;rdquo; คะแนนนิยมลดฮวบ แต่ทำไมชนะเลือกตั้งซ่อมทุกครา&amp;nbsp; &amp;ldquo;ทิพานัน-ปารีณา&amp;rdquo; รุมดีดปากทำตัวขี้แพ้ชวนตี ถ้าเป็นลูกผู้ชายจริงต้องรู้จักแพ้รู้จักชนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันจันทร์ยังคงมีความต่อเนื่องจากผลสำรวจความคิดเห็น (โพล) ของสำนักต่างๆ ที่เผยแพร่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงผลสำรวจของนิด้าโพลที่ไม่สนับสนุนให้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ว่าเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พปชร.ได้คัดเลือกคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.)&amp;nbsp; พรรคชุดใหม่ และเชื่อว่าหลังจากนี้ในด้านของผู้ที่ทำงานในส่วนต่างๆ จะได้กำหนดตัวบุคคลที่เหมาะสมที่จะมาเป็นตัวแทนของพรรคในการทำงาน ซึ่งส่วนตัวก็จะรอดูการมอบหมายตำแหน่งงานต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ แต่ขณะนี้ยังคงไม่มีความชัดเจนเกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.วทันยากล่าวต่อว่า ในการคัดเลือกบุคคลที่จะให้ทำงานในตำแหน่งต่างๆ คงเป็นไปตามเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกพรรค และหลังจากนี้ก็ต้องรอดูว่าผลจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้ในฐานะที่ตนเองและ ส.ส.ทุกคนมาจากระบบประชาธิปไตย ก็จะให้การเคารพเสียงส่วนใหญ่ของพรรค แต่ก็มั่นใจว่าการทำงานนั้นจะสามารถทำให้พรรคเดินไปข้างหน้าและเกิดการบริหารงานอย่างแท้จริง และ ส.ส.ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงกับพี่น้องประชาชน ที่จะรับรู้ปัญหาและขับเคลื่อนปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไข
&amp;ldquo;เรื่องการทำงานเพียงแค่คนเดียวคงไม่สามารถสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างแท้จริง และในการทำงานคิดว่าคนที่จะมาเป็นแม่ทัพหลักต้องรับฟังเสียงของสมาชิกพรรค รวมถึงเสียงของประชาชนในเรื่องของความเดือดร้อนและความต้องการที่ต้องรับฟังและเดินหน้าทำงานอย่างเท่าเทียม&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.วทันยาระบุอีกว่า วันนี้พวกเราทุกคนเดินหน้าทำงานมาโดยตลอดและทำงานมาตั้งแต่วันแรกที่ได้รับเลือก ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน และท้ายที่สุดไม่ว่าโครงสร้างของพรรคหรือบุคคลที่จะมารับตำแหน่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่จุดยืนของ ส.ส.ที่จะต้องทำงานเพื่อประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ส่วนผู้นำทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้นคงไม่สามารถระบุได้ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือนักการเมือง แต่สิ่งที่สำคัญในขณะนี้ที่เห็นจากเสียงสะท้อนของประชาชนหลังจากการเกิดวิกฤติโควิด-19 ที่มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ความยากลำบาก จึงมีความท้าทายอย่างยิ่งยวด ดังนั้นคิดว่าในจุดนี้เองคนที่จะมารับตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ต้องประกอบไปด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ และที่สำคัญที่สุดคือประสบการณ์ในการทำงาน ไม่ว่าจะระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่น และต้องสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นไปยังต่างประเทศได้ รวมทั้งต้องเป็นบุคคลที่สร้างศรัทธาให้ประชาชน เพราะต้องบอกว่าวันนี้เรื่องของปากท้องประชาชนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
อวยจุรินทร์มาถูกทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายแทนคุณ จิตต์อิสระ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงผลสำรวจของซูเปอร์โพลเกี่ยวกับความนิยมพรรคการเมือง ว่าเป็นเรื่องน่าดีใจที่พรรคมีคะแนนนิยมสูงที่สุดในบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล แม้ว่าคะแนนนิยมจะอยู่ในลำดับที่ต่ำกว่าอีก 2 พรรค ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน&amp;nbsp; ซึ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ร่วมทำกิจกรรมของพรรคได้ร่วมการวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์กันในเรื่องคะแนนนิยมนี้&amp;nbsp; ขณะเดียวกันก็ตรวจสอบผลการดำเนินกิจการ/กิจกรรมของพรรคตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาก เนื่องจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ปชป.ดำเนินยุทธศาสตร์ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาในลักษณะ 3 กลไกบริหารจัดการ นั่นคือ 1.กลไกพรรคการเมือง มุ่งหน้าทำกิจกรรมรับเรื่องรับฟังประชาชน 2.กลไกสภาผู้แทนราษฎร มุ่งหน้าทำหน้าที่ผู้แทนประชาชนในสภาอย่างเต็มที่ และ 3.กลไกรัฐบาล มีรัฐมนตรีของพรรคมุ่งหน้าทำงานช่วยประชาชนตามนโยบายของพรรคอย่างเต็มกำลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผลสำรวจรอบล่าสุดนี้ถือว่าพรรคที่ร่วมรัฐบาลมาเกือบครบ 1 ปี และหัวหน้าพรรคนำเรามาได้ถูกทาง เพราะได้ใช้ความรู้ความสามารถทั้ง 3 กลไกการบริหาร ใช้เวลาทุกนาทีอย่างมีค่าที่สุดผลักดันนโยบายที่ประกาศต่อรัฐสภาอย่างเต็มที่&amp;rdquo; นายแทนคุณกล่าว
นายแทนคุณย้ำว่า นายจุรินทร์กับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ในฐานะเลขาธิการพรรคร่วมกับคณะกรรมการบริหารยุคนี้เดินหน้ามาถูกทาง และมั่นใจว่าจะเดินหน้านำพาพรรคครองใจประชาชนมากขึ้นอีก เพราะใช้ยุทธศาสตร์นิ่งและเดินหน้าทำงานตามหน้าที่ใน 3 กลไก ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้จะเจอวิกฤติโรคระบาดพรรคก็ยังเป็นที่พึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น ถ้าวิเคราะห์จากผลสำรวจฉบับนี้ก็สอดคล้องกับวิถีที่เราทำงาน เราจะสังเกตเห็นได้ว่าประชาชนมักจะรำคาญพรรคการเมืองที่มีการแก่งแย่งอำนาจ แต่ประชาชนจะชื่นชมคนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานให้ประชาชน&amp;quot; นายแทนคุณกล่าว
ขณะที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีซูเปอร์โพลเผยผลสำรวจ พรรค พปชร.ได้รับความนิยมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และประชาชนไม่เชื่อมั่นทีมเศรษฐกิจพรรค พปชร.ว่า ผลสำรวจซูเปอร์โพลสอดรับในทิศทางเดียวกับโพลหลายสำนักที่ออกมาก่อนหน้านี้ เพราะรัฐบาลสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยิ่งอยู่นานคะแนนนิยมความเชื่อมั่นยิ่งดิ่งทรุด ลดต่ำลงในแทบทุกมิติ บ้านเมืองกำลังจมดิ่งอยู่ในวิกฤติซ้อนวิกฤติ มาตรการเยียวยาจากรัฐบาลสิ้นสุดลงคนยังตกงาน ประชาชนประสบปัญหาทำมาหากินไม่ได้ สิ้นหวัง รัฐบาลไม่มีมาตรการเยียวยาต่อเนื่องที่ชัดเจน&amp;nbsp; น่าแปลกใจที่แม้โพลแทบทุกสำนักจะสะท้อนความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เผชิญวิกฤติศรัทธาขยายลุกลามไปทั่วทั้งประเทศ แต่ในสนามการเลือกตั้งซ่อมพรรค พปชร.สามารถพลิกชนะได้ แสดงว่าแม้คะแนนความนิยมจะตกต่ำ แต่อาจมีวิธีการบริหารจัดการให้ได้มาซึ่งคะแนนด้วยวิธีพิเศษ มีการใช้อำนาจรัฐ การใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้งซ่อมหรือไม่
&amp;ldquo;กกต.เห็นผลโพลสะท้อนคะแนนนิยมที่ตกต่ำของรัฐบาล แต่ยังสามารถชนะเลือกตั้งซ่อมได้ ยังมั่นใจอยู่หรือไม่ว่าสามารถบริหารจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม จากลำปางโมเดลมาถึงสมุทรปราการ กกต.มีแนวทางในการสร้างความเชื่อมั่นการบริหารจัดการเลือกตั้งให้เสรีและเป็นธรรมได้อย่างไร ผ่านเลือกตั้งซ่อมลำปางมาตั้งนาน ข้อมูลทุจริตเลือกตั้งซ่อมยังไหลมาไม่หยุด หวังว่าเลือกตั้งซ่อมสมุทรปราการ คะแนนงอก บัตรเขย่ง บัตรออกลูกในหีบ รถฮัมวีวิ่งเพ่นพ่านเต็มเมืองจนคะแนนสวนทางโพลจะไม่เกิดขึ้นอีก&amp;rdquo; นายอนุสรณ์กล่าว
หนุนปรับ ครม.เศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กรรมการยุทธศาสตร์พรรค พท.กล่าวว่า ปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจสอดคล้องกับผลโพลที่ต้องการเห็นการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยน ครม.เศรษฐกิจ เพราะไม่เข้าใจปัญหาเศรษฐกิจที่แท้จริง สะท้อนได้จากการทำงานตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา ที่มองเฉพาะมิติของเศรษฐกิจมหภาค ละเลยการดูแลในกลุ่มเรียลเซกเตอร์&amp;nbsp; เมื่อการเติบโตไปเพิ่มที่เอกชนรายใหญ่ จึงเสมือนว่าเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าได้ แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการระดับกลางจนถึงระดับล่างเกิดวิกฤติอย่างหนัก ไม่มีเงินทุนเหลือ และถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤติส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งล้วนติดลบทั้งสิ้น ทำให้ประชาชนระดับกลางถึงล่างมีภาระหนี้สิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การดูแลพี่น้องประชาชน รวมถึงการออกมาตรการผ่อนคลายต่างๆ ไม่สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เกิดความยากลำบากได้จริง ทำแบบเพียงฉาบฉวยเท่านั้น จะเห็นได้ว่าโครงการส่วนใหญ่ที่จะนำเงินจากการกู้ยืมตามพระราชกำหนดเงินกู้ 3 ฉบับมาใช้ ล้วนแต่เป็นโครงการเก่าที่เกิดก่อนจะมีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิค-19 ไม่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์&amp;rdquo; นายวรวัจน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรค พปชร.กล่าวตอบโต้นายอนุสรณ์ที่พาดพิงพรรค พปชร.ว่าผลโพลคะแนนนิยม พปชร.ลดต่ำแต่กลับชนะเลือกตั้งซ่อมว่า อาจเข้าข่ายเป็นการแสดงความคิดเห็นที่กำลังดูถูกเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ลำปาง ทั้งที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ จนทำให้ประชาชนในพื้นที่ไว้วางใจ มีการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แม้ไม่ได้รับเลือกตั้งในเดือน&amp;nbsp; มี.ค.62 เช่นเดียวกับการเลือกตั้งที่สมุทรปราการ นายอนุสรณ์ก็พูดจากความเห็นและข้อมูลที่อาจบิดเบือน ถือเป็นการดูถูกเสียงของประชาชนที่มาลงคะแนน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในทางกลับกันผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ลำปาง สะท้อนคะแนนนิยมของพรรคพลังประชารัฐในยุคที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค ว่าประชาชนมีความพอใจและมั่นใจในพรรค เราจึงไม่หวั่นไหวต่อกระแสใดๆ เพราะมีผลงานเป็นคำตอบที่ดีที่สุด และเชื่อมั่นว่าจะมีชัยชนะในการเลือกตั้ง&amp;nbsp; ส.ส.สมุทรปราการอีก&amp;rdquo; รองโฆษกพรรค พปชร.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ทิพานันยังระบุว่า ผลสำรวจซูเปอร์โพลนั้นเป็นการสำรวจความคิดเห็นจากตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ แต่ไม่ได้สำรวจความคิดเห็นของตัวอย่างประชาชนในเขตพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้นจึงน่าแปลกใจว่าเหตุใดนายอนุสรณ์ถึงเอามาโยงกับผลการเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่ได้ น่าสงสัยว่านายอนุสรณ์ที่เป็น ส.ส.มานานอ่านและตีความผลโพลไม่เป็น หรือรับไม่ได้ที่ที่ผ่านมาตัวแทนพรรคเพื่อไทยแพ้การเลือกตั้งซ่อมมาโดยตลอด จึงบิดเบือนผลโพลออกมาทำนองขี้แพ้ชวนตีแบบนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากผลการเลือกตั้งซ่อมในเขตต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยสอบตก และผลโพลที่แสดงถึงจำนวนที่ลดลงของประชาชนที่จะเลือก ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยนั้น น่าจะสะท้อนให้นายอนุสรณ์เห็นความจริงว่าทั้งความจริงและทั้งโพล พรรคเพื่อไทยสอบตกทั้งสองทาง ซึ่งหากกรณีเป็นเช่นนี้ แทนที่นายอนุสรณ์จะใช้เวลาวิพากษ์วิจารณ์พรรคพลังประชารัฐ ควรใช้เวลาลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ และควรเสนอแนวทางสะท้อนให้พรรคเพื่อไทยเห็น ว่าควรแก้ไขคะแนนนิยมที่ตกต่ำลงทั้งทางโพลและทางความเป็นจริงอย่างไร&amp;rdquo; น.ส.ทิพานันกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ทิพานันกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ส.ส.และอดีตผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐลงพื้นที่ทำงานกับประชาชนมาโดยตลอด ดูแลทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนจนได้รับความไว้วางใจ และได้รับกำลังใจที่ดีจากพี่น้องประชาชน ซึ่งเมื่อผลโพลแสดงจำนวนลดลงของประชาชนที่จะเลือก ส.ส.ของพรรคที่จะเลือกในปัจจุบันนั้น พรรคก็จะเร่งประชาสัมพันธ์ สื่อสารให้ประชาชนในภาพรวมเข้าถึงและเข้าใจผลงาน การดำเนินงานและนโยบายของพรรค เพื่อให้สอดคล้องกับเสียงสะท้อนของประชาชนในพื้นที่จริงๆ เพราะยังมีผู้ตอบแบบสอบถามอีกเป็นจำนวนมากหรือ 41.2% ที่ระบุอื่นๆ คือไม่ได้ตัดสินใจพรรคใดพรรคหนึ่ง
อัดไม่ใช่ลูกผู้ชาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรค พปชร.โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้นายอนุสรณ์ในหัวข้อ &amp;ldquo;ข้องใจหรืออิจฉา&amp;rdquo; เช่นกันว่า &amp;quot;ในความจริงแล้ว ทีมเศรษฐกิจที่ผ่านมาทำงานได้ดี และถือว่าทรงตัวได้ดีมากในบรรยากาศที่เศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบจากโควิด มาตรการเยียวยาต่างๆ ถือเป็นการบรรเทาช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด ดูจากยอดเงินสะพัดในประเทศช่วงมาตรการเยียวยาต่างๆ ออก&amp;nbsp; ส่วนการอ้างคำพูดเดิมว่าสืบทอดอำนาจ ก็เป็นการใส่ร้าย เพราะที่ผ่านมาเรามีนายกฯ ทักษิณ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ นายกฯ สมชาย นายกฯ สมัคร และอื่นๆ เราก็ไม่เคยมาใส่ร้ายกันว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ&amp;nbsp; เพราะเราลูกผู้ชาย แพ้ก็แพ้ ชนะก็ชนะ หัดยอมรับด้วย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอยืนยันว่าความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์มีมากกว่าที่ในโพลต่างๆ ได้สุ่มสำรวจแน่นอน ดูง่ายๆ จากผลการเลือกตั้ง จำนวนผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งมีเยอะกว่าจำนวนการสุ่มสำรวจ ดังนั้นข้อมูลโพลต่างๆ&amp;nbsp; อาจไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง&amp;rdquo; น.ส.ปารีณากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรค ปชป.กล่าวถึงกระแสข่าวการยุบสภาจากข้อเสนอของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และการอภิปรายของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.พรรคก้าวไกล ว่าการยุบสภาเป็นมาตรการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และเป็นกลไกที่รัฐบาลสามารถใช้แก้ปัญหาทางการเมือง ด้วยการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อตัดสินใจในการเลือกตั้ง&amp;nbsp; ส.ส.หรือพรรคการเมืองให้จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศใหม่ ซึ่งส่วนตัวเป็นนักการเมืองที่ไม่เคยกลัวการยุบสภา ไม่เคยกลัวการเลือกตั้ง เพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมืองของนักการเมืองทุกคน เมื่อมีการยุบสภานักการเมืองก็ต้องกลับไปหาประชาชน เพื่อรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งให้ตัวเองได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่
&amp;ldquo;แม้ว่า ส.ส.ส่วนใหญ่ในสภาไม่มีใครอยากให้มีการยุบสภาก็ตาม แต่การยุบสภาก็ยังดีกว่าการรัฐประหาร เพราะการยุบสภาสามารถเลือกตั้งเข้ามาใหม่ได้อีก แต่การรัฐประหารไม่มีการเลือกตั้ง มีแต่การสืบทอดอำนาจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันก็ยังไม่มีเหตุผลใดที่จะให้รัฐบาลใช้เป็นข้ออ้างในการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ได้เลย นอกจากการชิงความได้เปรียบทางการเมืองเท่านั้น&amp;rdquo; นายเทพไทระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไทวิเคราะห์อีกว่า หากจะมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี&amp;nbsp; 2560 ก็ยังไม่เห็นผลดีหรือความเปลี่ยนแปลงใดๆ ทางการเมืองไปจากเดิม แต่หากต้องการให้การเมืองเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น และพลิกโฉมการเมืองใหม่มีการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่เป็นธรรม ก็ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้แล้วเสร็จเสียก่อน จึงค่อยประกาศยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ได้รับการแก้ไขแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ ระบบการเลือกตั้ง และการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาล ถ้าหากรัฐธรรมนูญมีการแก้ไขใน 2 ประเด็นสำคัญนี้แล้ว ก็พร้อมสนับสนุนให้ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในทันที.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70692</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีมเศรษฐกิจ, ผลโพล, พปชร., มาดามเดียร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200706/image_big_5f032f651af5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65490</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดดัน‘ลุงตู่’พุ่ง! ผลโพลประชาชนมีจุดยืนทางการเมืองหนุนรัฐบาลมากกว่าเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ข้าราชการทำงานเหลื่อมเวลา 30 นาทีไม่พอ &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; เผยเตรียมขยายเหลื่อมเวลาเพิ่มเป็นชั่วโมง รอ ก.พ.ชง ครม. ซูเปอร์โพลเปิดผลสำรวจ ประชาชนคลายความกังวลว่าตัวเองจะติดโควิด-19 มีความสุขที่ทุกคนในครอบครัวรักกัน ดูแลกัน สุขทุกข์ร่วมกัน จุดยืนทางการเมืองสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาเรื่องการเหลื่อมเวลาทำงานของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สั่งการให้มีการเหลื่อมเวลาทำงานมากขึ้นเพื่อลดความแออัดของการเดินทาง จากการใช้บริการรถไฟฟ้าและรถโดยสารสาธารณะอื่นๆ เนื่องจากช่วงเวลา 30 นาทีที่เคยปฏิบัติก่อนหน้านี้ไม่พอ เพราะยังมีความแออัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วนว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กำลังรวบรวมข้อมูลรายละเอียดต่างๆ คาดว่าจะออกมาในรูปแบบการขยายช่วงเวลาในการเหลื่อมเวลาทำงาน ให้เป็นช่วงเวลา เช่น ช่วงเช้า เวลา 07.00 น., 10.00 น., ช่วงบ่าย และช่วงเย็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งหมดจะต้องรอสำนักงาน ก.พ.เสนอ และต้องพิจารณาในรายละเอียดก่อนเสนอเข้าที่ประชุม ครม.ต่อไป ทั้งนี้ ตนคิดว่าไม่น่าเป็นปัญหา เพราะยังอยู่ในช่วงการปิดภาคเรียน ส่วนมาตรการทำงานจากที่บ้านตามแนวทางของรัฐที่ผ่านมา ทำได้มากกว่าร้อยละ 50&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุยังกล่าวถึงความคืบหน้าการผ่อนปรนมาตรการบางส่วนในระยะที่ 2 ว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อผ่อนปรนให้กิจการและร้านค้าบางประเภท ตามที่มีการแสดงความเห็นและพูดคุยในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ครั้งที่ผ่านมา เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก บ้านพักคนชรา และร้านจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ซ่อมแซมบ้าน ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาผ่อนปรนก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ความสุขประชาชนกับเสียงหนุน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทั้งการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การลงพื้นที่ และการเก็บข้อมูลในโลกโซเชียล ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,105 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 5-8 พฤษภาคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 50.8 กังวลน้อยลงที่ตัวเองจะติดเชื้อโควิด-19 ร้อยละ 39.6 กังวลเหมือนเดิม และร้อยละ 9.6 กังวลมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงความสุขประชาชนช่วงโควิด-19 พบ 5 อันดับแรก ได้แก่ ร้อยละ 97.4 สุขในครอบครัว เมื่อเห็นทุกคนในครอบครัวรักกัน ดูแลกัน สุขทุกข์ร่วมกัน รองลงมาคือ ร้อยละ 94.1 สุขในชุมชน เมื่อเห็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดูแลกันของคนในชุมชน, &amp;nbsp; ร้อยละ 92.3 สุขเมื่อเห็นพลเมืองดี มีทัศนคติที่ดี มีวินัย, ร้อยละ 91.4 สุขในสถาบัน เมื่อเห็นการช่วยเหลือดูแลประชาชนและเห็นคนไทยปกป้องเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ และร้อยละ 87.6 สุขเมื่อได้ทำงานที่มั่นคง มีช่องทางทำมาหากิน ไม่ขัดสน
สนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ มาตรการที่จะทำให้สุขใจสุขกายของประชาชน ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโควิด-19 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.9 ระบุมาตรการลดราคาสินค้าจำเป็น ของกิน ของใช้ รองลงมาคือ ร้อยละ 90.3 ระบุมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนลงอีก เพราะประชาชนทำตามมาตรการ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ และร้อยละ 90.1 ระบุมาตรการสร้างงาน หนุนอาชีพให้คนทำมาหากินได้ ไม่ขัดสน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ แนวโน้มฐานสนับสนุนของประชาชนจากจุดยืนทางการเมืองต่อรัฐบาลล่าสุด หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อลด ผลสำรวจพบว่า คนสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 36.2 ช่วงขอมหาเศรษฐีช่วย มาอยู่ที่ร้อยละ 46.9 หลังยอดผู้ติดเชื้อลดลง ในขณะที่กลุ่มคนไม่สนับสนุนรัฐบาลลดลงจาก ร้อยละ 26.6 มาอยู่ที่ร้อยละ 22.0 และกลุ่มพลังเงียบอยู่ที่ร้อยละ 31.1 ซึ่งกลุ่มพลังเงียบยังคงเป็นตัวแปรสำคัญในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวเสนอแนะให้รัฐบาลออกมาตรการใหม่ชื่อ &amp;ldquo;ฟรีสร้างอาชีพ&amp;rdquo; ทำคนไทยมีเบ็ดตกปลามากกว่าเอาปลามาให้ทานอย่างเดียว จึงเสนอให้ฟรีทุกอย่างที่จำเป็นต่อการทำมาหากิน เช่น ฟรีอินเทอร์เน็ตไฮสปีด ฟรีโปรแกรมทำธุรกิจ ฟรีที่ปรึกษา ฟรีเรียนออนไลน์ ฟรีพลังงานแสงอาทิตย์ ฟรีการตลาด และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ในทางเศรษฐศาสตร์ ไม่มีของฟรีในโลก ทุกอย่างมีคนแบกภาระค่าใช้จ่ายในทุกกิจกรรม แต่ฟรีเหล่านี้เป็นตัวอย่างให้รัฐบาลคิด เข้าถึงหัวใจของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ต้องการแบมือขอเงินจากรัฐบาลอย่างเดียว พวกเขามีศักดิ์ศรีเกียรติภูมิแห่งตนเช่นกัน โดยสรุปรัฐบาลน่าจะฟรีทุกอย่างที่ทำให้ประชาชนประกอบสัมมาอาชีพไม่เป็นพิษต่อสังคมและตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สถานีโทรทัศน์ฟูจิทีวีประเทศญี่ปุ่นนำเสนอรายงานรัฐบาลไทยได้เริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิดเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และไทยเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการลดจำนวนผู้ติดอย่างต่อเนื่องว่า เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้แก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดที่ถูกทาง มีการวางมาตรการต่างๆ ตั้งแต่เริ่มรู้ว่าจะมีการระบาดของเชื้อ ทั้งด้านสาธารณสุข การให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบต่างๆ จนสามารถนำไปสู่การผ่อนปรนมาตรการระยะที่ 1 และกำลังพิจารณาจะผ่อนปรนมาตรการระยะที่ 2 ในวันที่ 17 พ.ค.นี้เพิ่มเติมอีกขั้นหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนได้ผ่อนคลายในวิถีชีวิตและเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมาอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า แต่ทั้งนี้รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเพียงฝ่ายเดียวได้ เพราะสถานการณ์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้เกิดจากร่วมมือร่วมแรงร่วมใจจากทุกภาคส่วน และจากพี่น้องประชาชนที่สามัคคีช่วยกันเป็นอย่างดี ที่ได้พร้อมใจปฏิบัติตัวตามมาตรการของรัฐอย่างเคร่งครัด ทั้งการสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง ล้างมือบ่อยๆ การรักษาระยะห่างทางสังคม รวมถึงการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ
เยียวยาทุกคนที่มีบัตร ปชช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลแม้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง แต่นายกฯ ได้ย้ำให้ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าสถานการณ์จะดีขึ้นอีก และไม่กลับมาระบาดอีก เมื่อนายกฯ และรัฐบาลเกิดความมั่นใจว่าเชื้อไวรัสโควิดไม่มีการแพร่ระบาดจนมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว รัฐบาลก็จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างแน่นอน ขอทุกคนอดทนอีกไม่นาน ให้ปรับวิถีชีวิตไปกับการสู้โรคร้ายไวรัสนี้ไปด้วยกันอีกสักระยะ ในที่สุดประเทศไทยจะชนะอย่างเบ็ดเสร็จ และพี่น้องประชาชนชาวไทยจะกลับมามีชีวิตอย่างปกติสุขเช่นเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.การคลัง กล่าวว่า วิธีการเยียวยาที่เหมาะสมและรวดเร็วคือ ใช้บัตรประชาชนเป็นกลไก เพราะข้อมูลมีอยู่ครบถ้วนแล้ว และคนไทยทุกคนต้องได้รับเงินชดเชยเท่ากันอย่างถ้วนหน้า การที่รัฐบาลใช้เงินจำนวนมากถึง 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 11.4% ของผลผลิตของชาติ (GDP) เพื่อแก้วิกฤติโรคระบาดโควิด-19 โดยเป็นเงินกู้ถึง 1 ล้านล้านบาท ประชาชนไทยทุกคนจะร่วมกันเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องเก็บภาษีในอนาคตมาใช้คืน รัฐบาลมีเป้าหมายกู้เงินเพื่อมาชดเชยเยียวยาประชาชน 600,000 ล้านบาท และฟื้นฟูเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่วิธีการเยียวยาของรัฐบาลมีเงื่อนไขยุ่งยากมาก ชดเชยประชาชนแต่ละคนไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน เช่น การให้ประชาชนที่ค้าขายทำงานเอง และแรงงานที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม คนละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน มีประชาชนลงทะเบียนกว่า 28 ล้านคน เดิมรัฐบาลจะให้ 9 ล้านคน แต่หลังๆ มานี้ รัฐบาลได้เพิ่มผู้มีสิทธิเป็น 14 ล้านคน แล้วก็เพิ่มเป็น 16 ล้านคน เนื่องจากเงื่อนไขมาก จึงเกิดความล่าช้าไม่ทันกาล ในขณะที่ประชาชนไม่มีรายได้ไม่มีกิน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีต รมว.คลังกล่าวว่า การชดเชยแรงงานในระบบประกันสังคมก็ยิ่งยุ่งยากใหญ่ ล่าช้าและไม่เท่าเทียม ส่วนเกษตรกรกลับชดเชยให้เป็นครอบครัว ซึ่งลักลั่นและแตกต่างกับกรณีเยียวยาทั่วไป จึงไม่มั่นใจวิธีการและที่มาหรือฐานคิดที่ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ดังนั้นทุกคนที่ถือบัตรประชาชนไทย ควรได้เงินชดเชยเท่ากันทุกคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65490</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ซูเปอร์โพล, ทำงานเหลื่อมเวลา 30 นาที, ประชาชนคลายความกังวล, ผลโพล, สนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200509/image_big_5eb6434e54706.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2019 09:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2019 09:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลโพลมาแล้ว!ประชาชนส่วนใหญ่ชี้&#039;งูเห่า120ล้าน&#039;เรื่องลวงโลก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย.62 -&amp;nbsp; ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน&amp;nbsp; &amp;nbsp; เรื่อง &amp;ldquo;มีใครติดต่อซื้อ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่หรือไม่&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10 &amp;ndash; 11 มิถุนายน 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,267 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการติดต่อซื้อ ส.ส. &amp;nbsp;ของพรรคอนาคตใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงความเชื่อของประชาชน เรื่องการติดต่อซื้อตัว ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ให้เป็นงูเห่า (ผู้ที่กระทำการขัดมติพรรค) ด้วยค่าตัว 120 ล้านบาท พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 53.28 ระบุว่า ไม่เชื่อว่ามีการเสนอค่าตัว ส.ส. พรรคอนาคตใหม่เพื่อให้เป็นงูเห่า เพราะ ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะมีการติดต่อซื้อตัว ส.ส. ของพรรคฯ เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่บางส่วนระบุว่า เป็นเพียงกระแสข่าวเท่านั้น รองลงมา ร้อยละ 21.70 ระบุว่า เชื่อว่ามีการเสนอค่าตัว ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ให้เป็นงูเห่า แต่ค่าตัวไม่ถึง 120 ล้านบาท เพราะ เป็นกลยุทธ์ทางการเมืองและมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่บางส่วนระบุว่า 120 ล้านบาท เป็นจำนวนเงินที่สูงเกินความเป็นจริง ร้อยละ 15.23 ระบุว่า เชื่อว่ามีการเสนอค่าตัว ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ให้เป็นงูเห่าด้วยค่าตัวถึง 120 ล้านบาท เพราะ สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ มีความเป็นไปได้สูง และคาดว่าน่าจะจ่ายมากกว่า 120 ล้านบาท ขณะที่บางส่วนระบุว่า เป็นเรื่องปกติของการเมืองไทย และร้อยละ 9.79 ระบุว่า ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงว่าพรรคอนาคตใหม่ควรดำเนินการ เพื่อเอาผิดคนที่มาติดต่อซื้อตัว ส.ส. ของพรรคฯ หรือไม่ พบว่า ประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนใหญ่ ร้อยละ 77.27 ระบุว่า พรรคฯ ควรดำเนินการนำหลักฐานออกมาแสดง เพื่อเอาผิดคนที่มาติดต่อซื้อตัว ส.ส. ของพรรคฯ เพราะจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่บางส่วนระบุว่า เพื่อเป็นการพิสูจน์ให้ประชาชนรับทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ของพรรคฯ รองลงมา ร้อยละ 15.78 ระบุว่า พรรคฯ ไม่ควรดำเนินการใด ๆ เพราะ อาจจะทำให้เกิดผลเสีย หรืออันตราย ต่อพรรคฯและสมาชิกพรรคได้ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน และร้อยละ 6.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38341</URL_LINK>
                <HASHTAG>งูเห่า120ล้าน, งูเห่าการเมือง, งูเห่าสีส้ม, ซื้องูเห่า, ผลโพล, พรรคอนาคตใหม่, ส.ส.ขายตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190612/image_big_5d0063f6d81e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37839</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2019 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2019 14:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไกรเสริม&#039;แนะโซเชียลทำโพลที่สร้างสรรค์ เน้นปัญหาบ้านเมืองควรแก้อะไรก่อนหลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มิ.ย.62 - ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ &amp;nbsp;และทายาทรุ่นที่ 2 ของบริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จัก คือ ปลากระป๋องตรา &amp;quot;ปุ้มปุ้ย&amp;quot; &amp;nbsp;ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กแฟนเพจ &amp;nbsp;Dr.Kraiserm Tohtubtiang - ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอตอบคำถามแฟนเพจที่อินบ็อกซ์มานะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่าจริงๆแล้ว อยากเห็นโพลโซเชียลที่สร้างสรรค์กว่านี้!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ช่องทางการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางโซเชียลเป็นช่องทางที่สะดวกและรวดเร็ว แต่ก็มาพร้อมกับการใช้เครื่องมือทางโซเชียลเพื่อวัตถุประสงค์ของแต่ละกลุ่มบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ผมจึงมีความเห็นว่า โพลโซเชียลไม่สร้างสรรค์ โพลที่ไล่ถามแต่ว่า อยากให้ใครเป็นผู้นำ สุดท้ายก็ไม่ได้วัดอะไรหรือสร้างให้เกิดประโยชน์อะไร การเลือกตั้งเสร็จสิ้นไปแล้ว คะแนนเสียงจากประชาชนได้ถูกเปิดเผยแล้ว และเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองแล้ว จะทำโพลเพื่ออะไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าทำโพลแค่เอาสนุก สะใจ ได้แสดงออกทางความเห็นแล้วจบไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเสนอให้ช่วยกันคิดทำโพลไหมว่า #นโยบายใดเร่งด่วน #ควรลงมือทำก่อน #โพลเรื่องปัญหาบ้านเมืองว่าเรื่องอะไรควรแก้ไขก่อน ผู้บริหารประเทศและผู้เกี่ยวข้องจะได้มาสร้างลำดับความสำคัญกันได้ แล้วประชาชนที่มาร่วมออกความคิดเห็นก็ย่อมได้รับประโยชน์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้จึงต้องยอมรับว่า เรากำลังเดินหน้าประเทศภายใต้กติกาเดียวกัน และถึงแม้ว่าผมเองไม่ได้อยู่ในสภา แต่ก็ยืนยันว่าสนับสนุนท่าน พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลที่ว่า..&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ประการที่หนึ่ง เนื่องด้วยท่านเองได้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนเกินกว่า 25 เสียง ซึ่งมีสิทธิเสนอชื่อผู้จะมาเป็นนายกได้อย่างชอบธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ประการที่สอง ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้ง เราต้องการผู้นำที่พร้อมเสียสละ และสามารถใช้ประสบการณ์เข้ามาเพื่อนำพารัฐบาลนี้ให้ไปต่อได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ประการสุดท้าย ผมเชื่อในพรรคการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขว่า มีการคัดสรรและเสนอบุคคลที่มีศักยภาพ มีความรู้ ความสามารถ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประชาชนก็ทราบในระหว่างการเลือกตั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และอีกสิ่งที่สำคัญคือ คะแนนเสียงที่มาจากประชาชนมากอันดับหนึ่ง ที่เลือกให้พรรคพลังประชารัฐเข้ามาบริหารประเทศและมีนายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
@KraisermOfficial&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37839</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความนิยมต่อนโยบาย, ผลโพล, พปชร., พลังประชารัฐ, โซเชียล, โซเชียลทำโพล, โพล, ไกรเสริม โตทับเที่ยง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190606/image_big_5cf8c4e355b5f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2018 10:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2018 10:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไม่มีผมสวน &#039;ป้อม&#039; คะแนนนิยม &#039;ประยุทธ์&#039; พุ่งลงเหว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.61 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ &amp;nbsp;ชินวัตร &amp;nbsp;โพสต์ข้อความสั้นๆว่า &amp;quot;พุ่งลงเหวมั๊ง????&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โพสต์ดังกล่าวสืบเนื่องจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุถึงโพลของกองทัพที่สำรวจความเห็นประชาชนถึงคะแนนนิยมของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า &amp;quot;ถามผมก็บวก บวกทั้งประเทศ รวมไปถึงภาคอีสานด้วย นายกฯ ทำงานแทบตายไม่บวกได้ยังไง ดูเอาเองก็แล้วกัน พร้อมยืนยันส่วนตัวไม่เล่นการเมือง แต่ถ้านายกฯ ให้ช่วยงานก็ช่วย แต่ตอนนี้แก่แล้ว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนสื่อนำไปพาดหัวข่าวว่า &amp;#39;ประวิตร&amp;#39; ชี้ผลงาน &amp;#39;ประยุทธ์&amp;#39; เข้าตาประชาชน คะแนนนิยมพุ่ง.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19652</URL_LINK>
                <HASHTAG>คะแนนนิยมพล.อ.ประยุทธ์, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, บิ๊กป้อม, ผลโพล, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, โพลกองทัพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180327/image_big_5ab9d17ab4dec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17674</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2018 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2018 10:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลประจาน!การเมืองเคลื่อนไหวเพื่อชิงผลประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.2561 - ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เผยผลโพล เรื่อง คลายล็อกพรรคการเมือง ซึ่งศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ &amp;nbsp;1,014 ตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่ หรือ 85.1% เห็นด้วยต่อ การคลายล็อกพรรคการเมือง เตรียมพร้อมเลือกตั้ง ในขณะที่ 14.9% ไม่เห็นด้วย โดยเมื่อจำแนกออกเป็นกลุ่มที่จะเลือกตั้งครั้งแรกกับกลุ่มที่เคยเลือกตั้งมาแล้ว พบความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ กลุ่มเลือกตั้งครั้งแรกส่วนใหญ่หรือ 84.9% และกลุ่มที่เคยเลือกตั้งแล้วส่วนใหญ่หรือ 86.3% เห็นด้วยต่อการคลายล็อกพรรคการเมือง เตรียมพร้อมเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ตัวอย่างส่วนใหญ่หรือ 76.2% ระบุความเห็นต่อการเตรียมพร้อมเลือกตั้ง แบบค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ 23.8% ระบุควรเร่งรีบจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด และส่วนใหญ่หรือ 69.3% รับรู้ต่อการเคลื่อนไหวการเมืองวันนี้ เพื่อแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ของนักการเมือง ในขณะที่ 30.7% รับรู้ต่อการเคลื่อนไหวการเมืองวันนี้เพื่อช่วยกันแก้ไขความขัดแย้งและความเดือดร้อนของประชาชน ส่วนที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือ 67.4% ยังคงกังวลต่อความขัดแย้งรุนแรงบานปลายช่วงเลือกตั้ง ในขณะที่ 32.6% ไม่กังวล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17674</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, คลายล็อก, นพดล กรรณิกา, ผลโพล, พรรคการเมือง, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180916/image_big_5b9dd22d29e44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
