<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 09:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แก้ปัญหาส่งออกผลไม้ไปจีนเปิดด่านเพิ่ม7แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย.2564 &amp;ndash; น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดบริเวณด่านพรมแดน ซึ่งทำให้การผ่านแดนใช้เวลานานส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรไทย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ได้เห็นชอบเพิ่มจุดนำเข้าและส่งออกในภาคผนวกของพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่ 3 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้หารือกับสำนักงานศุลากรจีน มีความเห็นชอบร่วมกันเพิ่มจุดนำเข้าและส่งออกจำนวน 7 ด่าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รัชดากล่าวต่อว่า จีนได้เพิ่มจุดนำเข้าและส่งออก จำนวน 6 ด่าน ดังนี้ 1.ด่านหลงปัง 2.ด่านรถไฟโม่ฮาน 3.ด่านสุยโข่ว 4.ด่านเห่อโข่ว 5.ด่านรถไฟเห่อโข่ว และ 6.ด่านเทียนป่าว โดยด่านที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นการเตรียมความพร้อมการเปิดด่านสากลใหม่ของจีน ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกทำให้ผู้ส่งออกผลไม้ไทยนำผลไม้เข้าจีนได้รวดเร็วขึ้น ส่วนไทยเพิ่มจุดนำเข้าและส่งออก จำนวน 1 ด่านได้ แก่ด่านหนองคาย เพื่อรองรับการส่งสินค้าผ่านรถไฟความเร็วสูงของลาว-จีน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115997</URL_LINK>
                <HASHTAG>ด่านพรมแดน, น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, ผลไม้, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae5f83e174.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2021 14:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2021 14:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“นฤมล สิงหเสนี”ปั้นรถผลไม้เคลื่อนที่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในยุคที่ชีวิตของผู้คนเริ่มอยู่บ้านกันมากขึ้น เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;แต่ขณะเดียวกันความต้องการซื้อสินค้าต่างๆ ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ มีคุณภาพ และตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบาย ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปหาซื้อด้วยตัวเอง โดยในช่วงที่ผ่านมาบางพื้นที่อาจจะได้เห็นบริการจำหน่ายผลไม้พรีเมียมแบบเคลื่อนที่ผ่าน&amp;nbsp;&amp;ldquo;คุรุ คุรุ สมาร์ทฟู้ดทรัค&amp;rdquo;&amp;nbsp;จากบริษัท คุรุ คุรุ ฟู้ดเน็ตเวิร์ค จำกัด กันมาบ้างแล้ว อาทิตย์เอกเขนกสัปดาห์นี้จะพูดคุยกับ&amp;nbsp;นางนฤมล สิงหเสนี กรรมการ บริษัท คุรุ คุรุ ฟู้ดเน็ตเวิร์ค จำกัด&amp;nbsp;เกี่ยวกับที่มาของแนวคิดธุรกิจดังกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องบอกก่อนว่าเรามีความสนใจเรื่องโลจิสติกส์มาก่อนอยู่แล้ว เนื่องจากบริษัท พงษ์ระวี&amp;nbsp;จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจขนส่งน้ำมัน บวกกับจังหวะที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ทำให้เราต้องเร่งให้เกิดธุรกิจนี้ให้เร็วขึ้น เพื่อทำให้คนที่ยังอยู่บ้านยังคงสามารถเลือกซื้อผลไม้ระดับพรีเมียมได้ จึงได้เริ่มมีการนำรถผลไม้เคลื่อนที่ของบริษัทไปทดลองตลาดอยู่ในโครงการของแสนสิริ ซึ่งจะออกแบบมาไม่เหมือนใคร&amp;nbsp;มีระบบควบคุมความเย็นเพื่อรักษาคุณภาพผักผลไม้จนถึงมือผู้บริโภค มีระบบการวางแผนเส้นทางเดินรถให้ลูกค้าตรวจสอบเส้นทางและจุดจอดของรถได้ ตลอดจนระบบการชำระเงินออนไลน์บนรถและการสั่งจองสินค้าล่วงหน้าเพื่อความสะดวกสบายของลูกค้า&amp;rdquo;&amp;nbsp;นางนฤมลเริ่มเล่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้&amp;nbsp;คุรุ คุรุ สมาร์ทฟู้ดทรัค มีพร้อมให้บริการจำนวน 5 คัน โดยรถแต่ละคันจะมีชั้นวางผลไม้แบบใสให้มองเห็นสินค้าด้านใน แต่ละชั้นมีแผ่นความเย็นที่อุณหภูมิลบ 16 องศา สามารถรักษาความสดและคุณภาพของผักผลไม้ได้นานกว่า 10 ชั่วโมง&amp;nbsp;ขณะเดียวกันยังได้ร่วมมือบริษัท นอสตร้า เข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ เพื่อออกแบบโปรแกรมและเส้นทางต่างๆ เพื่อให้บริการที่จะส่งไปถึงลูกค้านั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล&amp;nbsp;เล่าต่อว่า ในปัจจุบันบริษัทมีรถผลไม้เคลื่อนที่คอยให้บริการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผลตอบรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จับระดับกลางขึ้นไป มียอดการใช้จ่ายเฉลี่ย&amp;nbsp;1,000&amp;nbsp;บาทต่อบิล แต่ลูกค้าบางรายก็เลือกซื้อครั้งละหลักหลายพันก็มี โดยพบว่าเส้นพระราม&amp;nbsp;3&amp;nbsp;และสมุทรปราการ มีดีมานด์หรือความต้องการจากผู้บริโภคค่อนข้างสูง เนื่องจากในบางหมู่บ้านอยู่ห่างไกล ตอนนี้ลูกค้าก็เริ่มเชื่อมั่นในตัวคุรุ คุรุ สมาร์ทฟู้ดทรัค มากขึ้น&amp;nbsp;เพราะที่ผ่านมาบริษัทคัดสรรผักและผลไม้ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง และเป็นออร์แกนิก&amp;nbsp;โดยในอนาคตก็จะต่อยอดเป็นผักและผลไม้ชนิดอื่นๆ ให้มากขึ้น จะเห็นได้ว่าพอลูกค้าเริ่มรู้จักมากขึ้น ก็จะเริ่มถามหาสินค้าตัวอื่นๆ เข้ามาด้วย บริษัทเองก็จะพยายามตอบสนองความต้องการลูกค้าอย่างดีที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนช่องทางของการจำหน่ายนั้น บริษัทมีบริการสั่งจองผลไม้ได้ล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมบริการจัดกระเช้าผลไม้ตลอดปี มีกระเช้าหลากหลายรูปแบบตามความต้องการของลูกค้า ผู้ที่สนใจสามารถเพิ่มเพื่อนที่&amp;nbsp;Line Official Account: @kurukurufood&amp;nbsp;หรือเฟซบุ๊ก :&amp;nbsp;KuruKuru Food&amp;nbsp;โดย&amp;nbsp;คุรุ คุรุ สมาร์ทฟู้ดทรัค ให้บริการจัดส่งทุกวันไม่เว้นวันหยุด และยังมีบริการจัดส่งผลไม้แบบสมาชิกรายเดือน โดยลูกค้าสามารถเลือกผลไม้ได้หลายชนิดตามวงเงินหรือขั้นต่ำ&amp;nbsp;590&amp;nbsp;บาทต่อสัปดาห์ และยังได้บริการจัดส่งฟรีในเขตกรุงเทพฯ เมื่อสมัครสมาชิกอีกด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยอมรับว่าในช่วงแรกเราต้องลงทุนไปกับเรื่องของการดูแลสินค้าเป็นจำนวนมาก เพราะเรื่องความเข้าใจในผลไม้เป็นเรื่องยาก เนื่องจากทีมมีความใหม่ มีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่อยู่ตลาดไทมา&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ปี ทำให้แรกๆ เสียเงินเยอะมาก แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่าวิธีการดูแลแต่ละผลไม้ ชนิดต่างๆ เป็นอย่างไร อาทิ ผลไม้ไทยบางชนิดชอบให้ลมโกรก สิ่งสำคัญคือการดูแลรักษาผลไม้ชนิดต่างๆ ทำให้สินค้าไม่เสียและอยู่ได้นาน นับเป็นโจทย์ใหญ่ช่วงการดำเนินธุรกิจแรกๆ ก็ว่าได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจในอนาคต บริษัทอยากจะขยายโซนพื้นที่ออกไปมากขึ้น เพราะตอนนี้ผู้บริโภคเริ่มรู้จักแบรนด์แล้ว โดยปัจจุบันบริษัทมีห้องเย็นที่ตั้งอยู่ในวิภวาดี&amp;nbsp;70&amp;nbsp;ขณะที่ลาดพร้าวจะเป็นจุดส่งของ และเมดพาร์ค&amp;nbsp;&amp;ldquo;เราสอนพนักงานว่าการอยู่ในธุรกิจบริการ ลูกค้าเป็นทุกอย่าง&amp;nbsp;หากมีข้อผิดพลาดก็น้อมรับไว้ก่อน และอธิบายหรือหาวิธีแก้ไขให้ตรงจุด ตอนนี้มีความฝันที่อยากจะเห็นแฟรนไชส์&amp;nbsp;20&amp;nbsp;สาขาทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงของดีมีคุณภาพ ต้องยอมรับว่าการขายผลไม้กำไรน้อยมาก จะได้กำไรต่อเมื่อวอลุ่มเยอะๆ แต่หากทำต่อเนื่องจนลูกค้าวางใจ มีการบอกต่อ ก็อยากจะต่อยอดให้เกิดเป็นแฟรนไชส์ให้มีคุรุ คุรุ สมาร์ทฟู้ดทรัคในอีกหลายหมู่บ้าน&amp;rdquo;.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103885</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุรุ คุรุ สมาร์ทฟู้ดทรัค, นฤมล สิงหเสนี, นอสตร้า, ผลไม้, รถผลไม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210523/image_big_60aa04e877e37.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2020 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2020 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ประสานมาเลเซีย ยอมเปิดด่านปาดังเบซาร์ ขนผลไม้ ไม้ยาง และสินค้าไทยผ่านแดนได้แล้ว เริ่ม 7 พค.นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ค.63 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ &amp;nbsp;เปิดเผยกรณีที่ตนได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมของมาเลเซีย เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2563 &amp;nbsp;นั้น ได้ปรากฏข่าวที่น่ายินดีว่า &amp;nbsp;รัฐบาลมาเลเซียได้แจ้งให้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ทราบว่า รัฐบาลมาเลเซียได้ตัดสินใจอนุญาตให้ประเทศไทยสามารถขนส่งสินค้าเพื่อการส่งออกด้วยวิธีขนส่งทางรถไปขึ้นระบบรางของประเทศมาเลเซียผ่านด่านปาดังเบซาร์ได้แล้ว ในสินค้าทุกประเภท ซึ่งรวมถึงการส่งออกไม้ยางพารา ผลไม้ และสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิดด้วย โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายจุรินทร์กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้เป็นผลดีกับการส่งออกของไทยและการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียเป็นอย่างยิ่ง เพราะขณะนี้ประเทศไทยสามารถส่งออกสินค้าไปยังมาเลเซียได้โดยผ่านด่านสะเดาเป็นหลัก ซึ่งทำให้การจราจรทางการส่งออกติดขัดมากนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์โควิด เพราะมีการตรวจเข้มทั้งคนและสินค้าบริเวณด่าน อย่างไรก็ตามภายใต้สถานการณ์โควิด การส่งออกสินค้าไทยผ่านด่านปาดังเบซาร์เพิ่งได้รับอนุญาตให้สามารถส่งออกได้เฉพาะผลิตภัณฑ์ยางพาราเท่านั้น แต่ไม่รวมไม้ยางพารา ผลไม้ และสินค้าอุปโภคบริโภคชนิดอื่นด้วย แต่นับจากวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป การส่งออกสินค้าไทยไปมาเลเซียก็จะสะดวกขึ้นรวมทั้งจะส่งผลต่อตัวเลขรายได้การค้าชายแดนของไทยด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65216</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ผลไม้, พาณิชย์, มาเลเซีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200506/image_big_5eb273f17108d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2019 11:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2019 11:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมส่งเสริมการเกษตร เผยแนวทางการดูแลลิ้นจี่และลำไยภาคเหนือในช่วงฝนแล้ง/ฝนทิ้งช่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ผลผลิตผลไม้ภาคเหนือปีการผลิต 2562 ได้แก่ ลิ้นจี่และลำไย พบว่า ปริมาณผลผลิตลิ้นจี่จะมีจำนวน 26,278 ตัน โดยจะออกมาก (Peak) ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และปริมาณผลผลิตลำไยมีจำนวน 624,321 ตัน จำแนกเป็นลำไยในฤดู 341,028 ตัน และลำไยนอกฤดู 283,293 ตัน โดยลำไยในฤดูจะออกมาก (Peak) ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าประเทศไทยจะเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino) ส่งผลให้มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติและมีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าปกติร้อยละ 10 &amp;ndash; 20 ซึ่งอาจทำให้ส่งผลกระทบกับลิ้นจี่และลำไยของภาคเหนือได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดังนั้น เพื่อเป็นการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่และลำไยให้สอดคล้องตามข้อมูลประมาณการผลผลิตและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือออกให้คำแนะนำพร้อมแจ้งแนวทางการปฏิบัติของเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่และลำไยในช่วงสภาวะฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วงโดยเร่งด่วน ดังนี้ การผลิตลิ้นจี่ เน้นส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ &amp;ldquo;พัฒนาลิ้นจี่คุณภาพ&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยใช้เทคโนโลยีการห่อช่อผลในช่วงผลเริ่มติดสี หรือก่อนเก็บเกี่ยว 45 วัน เพื่อลดเปอร์เซ็นต์การเข้าทำลายของหนอนเจาะขั้วผลรวมทั้งควรเก็บผลผลิตในระยะผลแก่ (หลังดอกบานประมาณ 4 เดือน) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งปีนี้ลิ้นจี่มีปริมาณผลผลิตลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศและอุณหภูมิไม่เอื้ออำนวยต่อการติดดอกออกผล รวมทั้งเนื้อที่ให้ผลลดลงสาเหตุจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นแทน ฉะนั้น คาดว่าลิ้นจี่จะไม่มีปัญหาด้านราคา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับ การผลิตลำไย จะส่งผลกระทบทำให้การตอบสนองของต้นลำไยลดลง ลำไยจะมีการพัฒนาของดอกและผลเปลี่ยนแปลง ทำให้ออกดอกหลายรุ่น และติดผลจำนวนมาก ซึ่งเมื่อฝนตกปริมาณน้อยและล่าช้ากว่าปกติลำไยได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอจะทำให้การพัฒนาของผลไม่เต็มที่ ผลมีขนาดเล็ก เปลือกบาง ผลแตก และเสียหายได้ แนวทางเน้นการส่งเสริม &amp;ldquo;ผลิตลำไยคุณภาพ&amp;rdquo; รวมทั้งให้เกษตรกรตระหนักและเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงโดย 1. แจ้งเตือนและให้คำแนะนำเกษตรกรปรับตัว เพื่อรักษาคุณภาพผลผลิตและปฏิบัติดูแลจัดการสวนลำไยอย่างถูกต้องและเหมาะสมในช่วงสภาพอากาศแห้งแล้งและฝนทิ้งช่วงที่อาจจะเกิดขึ้น 2. ประเมินสถานการณ์การติดผล และตัดแต่งช่อผล เพื่อเพิ่มขนาดผลลำไย (เพิ่มสัดส่วนเกรด) ขนาดผลให้มีความสม่ำเสมอ และอายุการเก็บเกี่ยวเร็วขึ้น หลักการตัดแต่งช่อผลที่สำคัญ ได้แก่ ต้นที่ควรตัดแต่งช่อผล คือ ต้นลำไยที่ติดดก ติดทั้งต้นหรือแต่ลำช่อมีจำนวนผลมากกว่า 60 ผลต่อช่อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ระยะเวลาที่เหมาะสมควรตัดแต่งช่อผลในช่วงที่ผลมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลือง หรือไม่เกินขนาดมะเขือพวง โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 1 เซนติเมตร วิธีการตัดแต่งช่อผลทำได้ 2 รูปแบบ คือ 1) เลือกตัดแต่งทุกช่อ โดยตัดปลายช่อลำไยทิ้งร้อยละ 50 ของช่อผล หรือเหลือผลไว้ประมาณ 60 ผลต่อช่อ 2) เลือกตัดทิ้งทั้งช่อ โดยเลือกตัดช่อที่ไม่สมบูรณ์หรือมีมากทิ้ง ทั้งนี้ สามารถใช้วิธีการตัดแต่งช่อผลแบบผสมผสานได้ทั้ง 2 รูปแบบ 3. ใช้วัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้นลำไย เพื่อป้องกันหรือการระเหยของน้ำจากผิวดินในช่วงฤดูแล้ง หรือฝนทิ้งช่วง รวมทั้งช่วยทำให้อุณหภูมิในดินไม่สูงหรือต่ำเกินไปในช่วงกลางวันและกลางคืน ตลอดจนเป็นการควบคุมวัชพืชต่าง ๆ ไม่ให้งอก และเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้กับดิน ซึ่งวิธีการให้ใช้วัสดุคลุมโคนต้น เช่น ฟางข้าว เศษหญ้าแห้ง หรือใบไม้แห้ง โดยคลุมให้หนาประมาณ 8 &amp;ndash; 10 เซนติเมตร จากโคนต้นไปยังชายทรงพุ่ม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35801</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการเกษตร, นายสำราญ สาราบรรณ์, ผลไม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190514/image_big_5cda3dc76afa7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34587</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ดินแดนสวรรค์คนรักผลไม้   &#039;ตราด...อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ร้อนแบบนี้ หลายคนนึกถึงท้องทะเลหลายแห่งทางภาคตะวันออก ซึ่งนอกจากจะมีน้ำใสให้คลายร้อนกันแล้ว ยังเป็นช่วงฤดูกาลของผลไม้อร่อย ไล่มาตั้งแต่ระยอง จันทบุรี และอีกหนึ่งจังหวัดคือ ตราด ซึ่งเป็นที่ตั้งของเกาะใหญ่น้อยที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก อาทิ เกาะช้าง เกาะกูด เกาะหมาก และเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับกิจกรรม &amp;ldquo;ตราด...อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน&amp;rdquo; ประจำปี 2562 ไปด้วยพร้อมๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นางพัศลินทร์ เศวตรัตน์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด กล่าวว่า ททท. สำนักงานตราด ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด สวนผลไม้จังหวัดตราด และชมรมธุรกิจนำเที่ยวจังหวัดตราด กำหนดจัดกิจกรรม &amp;ldquo;ตราด...อร่อยทุกไร่&amp;nbsp; ชิมไปทุกสวน&amp;rdquo; เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สวนผลไม้ในจังหวัดตราด และต้อนรับฤดูผลไม้ที่กำลังจะมาถึงในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โดยนักท่องเที่ยวสามารถลิ้มลองผลไม้สดๆ จากต้นหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น สละพันธุ์ดีรสชาติหวานหอม คัดคุณภาพเน้นๆ ให้นักท่องเที่ยวได้มาลิ้มลอง หรือจะเป็นสุดยอดทุเรียนชะนีเกาะช้าง ทุเรียนคุณภาพดี รสชาติหวาน เนื้อเนียนละเอียด ไม่อมน้ำ โดดเด่นกว่าพื้นที่อื่น อีกทั้งยังมีผลไม้ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดตราดอีกอย่างหนึ่งคือ สับปะรดตราดสีทอง รสชาติหวาน กรอบ หอม อร่อย ไม่กัดลิ้น กินได้ทั้งแกน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานตราด กล่าวต่อว่า&amp;nbsp; ในปีนี้ ททท. สำนักงานตราด ยังต้องการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักสวนผลไม้ในจังหวัดตราด ด้วยการชิมผลไม้สดๆ ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สับปะรด ในรูปแบบบุฟเฟต์สวนผลไม้ หรืออยากจะซื้อผลไม้อย่างสละพันธ์สุมาลี ที่มีรสชาติหวานหอมกลับไปฝากคนที่บ้านได้ก็ทำได้ โดยมีสวนผลไม้ 10 แห่งที่เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อได้โดยตรง ดังนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;1.สวนไพฑูรย์ อำเภอเขาสมิง โทร. 08-6006- 0132 ประเภทผลไม้เด่น: ทุเรียน มังคุด ลองกอง&amp;nbsp; พร้อมกิจกรรม บุฟเฟต์ผลไม้ คนละ 250 บาท / นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมสวนได้ 2.สวนผลอำไพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; อำเภอเขาสมิง&amp;nbsp; โทร. 08-1656-3841 ประเภทผลไม้เด่น: เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง สับปะรดตราดสีทอง กิจกรรม: บุฟเฟต์ผลไม้ คนละ 250 บาท / สวนเกษตรอินทรีย์ Organic Thailand / มีกิจกรรมการเลี้ยงชันโรง ทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำหมัก เลี้ยงไส้เดือน ปลูกผักอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;3.สวนนายอำเภอ อำเภอเขาสมิง&amp;nbsp; โทร. 08-1996- 8308 เปิดให้เข้าชม เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ประเภทผลไม้เด่น: ทุเรียน มังคุด ลองกอง เงาะ สละ สับปะรดตราดสีทอง กิจกรรม: บุฟเฟต์ผลไม้ คนละ 250 บาท / มีบริการรถ ATV ครั้งละ 200 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;4.สวนหนอนบุ้ง ตำบลเขาสมิง โทร. 08-7141-3923 ประเภทผลไม้เด่น: ทุเรียน มังคุด กิจกรรม: มีผลไม้จำหน่ายหน้าร้าน / สามารถเข้าชมสวนและซื้อผลไม้ที่สวนได้ 5.สวนสละสมโภชน์ อำเภอเมือง โทร. 08- 1438-2015, 08-1942-9695 ประเภทผลไม้เด่น: สละพันธ์สุมาลี ลองกอง มังคุด สะตอ กล้วย ผักปลอดสาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; กิจกรรม: สามารถเที่ยวชมสวนบริเวณที่จัดไว้ / มีสละจัดไว้ให้ชิม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;6.สวนคุณปู่ อำเภอเกาะช้าง&amp;nbsp; โทร. 09-2260- 8517 ประเภทผลไม้เด่น: ทุเรียน ชมพู่ ขนุน ลองกอง มังคุด กิจกรรม: สามารถชมสวนได้ / มีผลไม้จำหน่ายหน้าร้าน 7.สวนบุญศรี อำเภอเกาะช้าง โทร. 08-6151-0442 ประเภทผลไม้เด่น: ทุเรียน ลองกอง มังคุด กิจกรรม: มีผลไม้จำหน่ายหน้าร้าน 8.สวนวิโรจน์ อำเภอเกาะช้าง โทร. 09-5694-5442 ประเภทผลไม้เด่น: ทุเรียน กิจกรรม : สามารถชมสวนได้ / มีผลไม้จำหน่ายหน้าร้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;9.สวนสมโภชน์ เกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง โทร. 08-6022-6346 ประเภทผลไม้เด่น: ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง กล้วย ชมพู่ กิจกรรม: สามารถชมสวนได้ / มีผลไม้จำหน่ายหน้าร้าน&amp;nbsp; และ 10.สวนเกษตร แปลงใหญ่ ท่ากุ่ม-เนินทราย อำเภอเมือง โทร. 06-2559- 9363 ประเภทผลไม้เด่น: ทุเรียน มังคุด เงาะ&amp;nbsp; กิจกรรม: สามารถชมสวนได้ / มีผลไม้จำหน่ายหน้าร้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานตราด กล่าวต่อว่า&amp;nbsp; จังหวัดตราดยังมีแหล่งท่องเที่ยวชุมชนน่าสนใจ อาทิ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ชุมชนบ้านท่าระแนะ&amp;rdquo; เป็นชุมชนนิเวศป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรพืชและสัตว์ เช่น ป่าตะบูน&amp;nbsp; ต้นพันธุ์หัวร้อยรู ปู่ย่าไม้โกงกาง จึงได้ชื่อว่าเป็นแหล่งมหัศจรรย์ป่าชายเลน โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น&amp;nbsp; เรียนรู้การทำผ้ามัดย้อมจากลูกตะบูน ด้วยฝีมือการออกแบบลวดลายของตนเอง และนำกลับไปเป็นของที่ระลึกได้, นั่งเรือไปตามเส้นทาง 4 ป่า ได้แก่ ป่าจาก /&amp;nbsp; ป่าชายเลน / ป่าโกงกาง / ป่าลำพู ซึ่งเต็มไปด้วยธรรมชาติที่มีความสวยงามของป่าโบราณปากแม่น้ำตราด ตื่นตาตื่นใจกับความมหัศจรรย์ของ &amp;ldquo;ลานตะบูน&amp;rdquo; อันกว้างใหญ่ ซึ่งสามารถลงไปเดินชมและนวดเท้ากับรากอันแข็งแกร่งของต้นตะบูน, ชมสาธิตการจับปูดำ &amp;ldquo;จากจอมยุทธคีบปู&amp;rdquo; และการปล่อยปูดำคืนสู่ธรรมชาติ พร้อมชิมอาหารถิ่นจากชุมชนท่าระแนะ เช่น ปูไข่ตะกายดาว แจงลอน แกงคั่วหอยพอกใบชะพลู&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;บริเวณใกล้เคียงชุมชนบ้านท่าระแนะ ยังมีหาดทรายดำ พื้นที่ซึ่งธรรมชาติสรรค์สร้างให้มีเพียง 1 เดียวในสยาม เชื่อกันว่า หากได้มานั่งหมกตัวบริเวณหาดทรายดำเป็นประจำ จะทำให้หายปวด หายเมื่อย ส่งผลดีต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ต่อด้วย &amp;ldquo;ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว&amp;rdquo; ชุมชน 2 ศาสนา 3 วัฒนธรรม มีชาวพุทธ มุสลิม และไทยเชื้อสายจีนอยู่ร่วมกันมากว่าร้อยปี นับจากชาวมุสลิม (แขกจาม) ที่อพยพจากเขมรมาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 และอยู่ร่วมกันด้วยความกลมกลืน เป็นชุมชนประมงในพื้นที่คลองน้ำเชี่ยวที่ไหลออกสู่ทะเล พร้อมมีป่าชายเลนสมบูรณ์ เริ่มทำการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 จนก่อตั้งเป็นกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านน้ำเชี่ยว ช่วยพลิกฟื้นทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ในชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว พบกับกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลาย อาทิ สาธิตและทดลองทำ &amp;ldquo;ข้าวเกรียบยาหน้า&amp;rdquo; เมนูของหวานพื้นบ้านของชาวมุสลิมแต่โบราณ, สาธิตและทดลองทำ &amp;ldquo;หมวกงอบ&amp;rdquo; อุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันของชาวบ้านที่จำหน่ายเป็นสินค้าที่ระลึก,กิจกรรมล่องเรือชมธรรมชาติสองฝั่งคลองน้ำเชี่ยว / ชมสาธิตการจับ &amp;ldquo;หอยปากเป็ด&amp;rdquo;, สาธิตและทดลองทำ &amp;ldquo;ตังเมกรอบ&amp;rdquo; ขนมโบราณรูปร่างแปลกตาที่ให้รสชาติหอมหวานชวนชิม และชิมอาหารพื้นบ้าน เช่น หอยปากเป็ดผัดฉ่า ก๋วยเตี๋ยวผัดบ้านน้ำเชี่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทั้งนี้ ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด โทร. 0-3959-7359-60 / Facebook Fanpage : tattratOffice&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สรณะ รายงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34587</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวเกรียบยาหน้า, ตราด, ตราด...อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน, ททท., ทุเรียน, ผลไม้, มังคุด, หมวกงอบ, เงาะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190427/image_big_5cc43a8070100.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2018 20:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2018 20:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อีอีซียกระดับท่องเที่ยวภาคตะวันออก(สถานีออีอีซี)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อีอีซียกระดับท่องเที่ยวภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อโครงการขนาดใหญ่กำลังมุ่งหน้าไปสู่เขตภาคตะวันออก ความสนใจการลงทุนจากผู้ประกอบการต่างๆ ย่อมมีมากขึ้นเป็นธรรมดา หากย้อนกลับไปในอดีตภาคการท่องเที่ยวทางแถบพัทยา ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมจะยังไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากตลาดท่องเที่ยวมีความชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน&amp;nbsp;แต่ทว่าธุรกิจใดมีโอกาสสร้างรายได้จำนวนมาก ก็ย่อมมีผู้เล่นเพิ่มขึ้น ทำให้ซัพพลายโรงแรมมีมากเกินความต้องการ จากที่ความท้าทายของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในพัทยามีมากอยู่แล้ว และยิ่งมีโครงการอีอีซีเข้ามา จะทำให้เป็นโอกาส ความเสี่ยง และต้องปรับตัวอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ธเนศ ศุภรสหัสรังสี เจ้าของกิจการกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ตเครือซันไชน์&amp;nbsp;ในฐานะประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเขตพื้นที่กลุ่มภาคตะวันออก&amp;nbsp;1 (ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา)&amp;nbsp;เป็นหนึ่งในผู้ที่คลุกคลีอยู่กับวงการท่องเที่ยว เขาเป็นทายาทรุ่น 2 ของกิจการโรงแรมที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปีแล้ว โดยปัจจุบันมี 8 โรงแรมที่อยู่ในพัทยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนที่เริ่มเข้ามาดูแลกิจการให้กับครอบครัว น่าจะเป็นช่วงปี 2536 ในยุคที่การแข่งขันยังไม่สูงมาก ธุรกิจโรงแรมแทบจะแบ่งชนิดตามตลาดนักท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ แต่ซัพพลายในตลาดมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บางคนทำธุรกิจอื่นก็เข้ามาทำโรงแรม หรือคนที่อยู่ต่างถิ่นก็สนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น&amp;nbsp;จากปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย และตลาดนักท่องเที่ยวเมืองพัทยาที่เปลี่ยนแปลงไป ก่อนหน้าอาจจะเป็นยุโรปและสแกนดิเนเวีย แต่ตอนนี้เป็นชาวเอเชีย ซึ่งระยะเวลาในการเข้าพักและค่าใช้จ่ายอาจไม่สูงเท่ากับกลุ่มดังกล่าว อย่างกรณีของตลาดจีน ค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกับคนไทย หรือจะใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าที่พักไม่มากเท่ากับการไปช็อปปิ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด
&amp;nbsp;ธเนศ กล่าวว่า จากสถานการณ์ของตลาดนักท่องเที่ยวและการแข่งขันที่มากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการทุกคนต้องปรับตัว พัฒนาสินค้าให้มีความน่าสนใจ และเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน จะหว่านไปหมดเลยไม่ได้ เนื่องจากลูกค้าแต่ละกลุ่มจะมีความต้องการไม่เหมือนกัน ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เหมาะสมกับตลาดนั้นๆ ควบคู่ไปกับการรีโนเวตโรงแรม รวมถึงเรื่องของเทคโนโลยีที่มีผลต่อพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักเดินทาง ผู้ประกอบการก็ต้องทำตลาดกับเรื่องนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ครอบคลุมไปถึงการจองห้องพัก ไม่ว่าจะใช้บริการผ่านบุ๊กกิ้งชื่อดังต่างๆ หรือลงทุนพัฒนาเว็บไซต์ของโรงแรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพลักษ์ใหม่เมืองพัทยา
&amp;nbsp;หากถามว่าจุดขายของเมืองพัทยาในอดีตเป็นเช่นไร &amp;nbsp;ธเนศ บอกว่า ก่อนหน้าอาจมีปัญหาค่อนข้างเยอะ รวมถึงภาพลักษณ์จะเป็นเรื่องของการเที่ยวกลางคืน ถูกมองในแง่ไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่สักประมาณ 10-15 ปีหลังมานี้ เมืองพัทยาเปลี่ยนค่อนข้างเยอะ ขณะที่ความเจริญยังขยายตัวไปทางแถบสัตหีบ มีโรงแรมและรีสอร์ตติดทะเล&amp;nbsp;แหล่งท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวอย่างสวนน้ำก็มีให้เห็นกันกว่าที่ผ่านมา และเส้นทางสัญจรก็มีความสะดวกสบายมากขึ้น นับเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้คนไทยมีความสนใจมาท่องเที่ยวเมืองพัทยา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนพัทยาประมาณ 10 ล้านคนต่อปี เราต้องนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของเมืองพัทยา คงมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำการประชาสัมพันธ์อีกเยอะ เพื่อสื่อสารไปยังตลาดนักท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สแกนดิเนเวีย ซึ่งหายไปจากเมืองพัทยาไปนาน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีอีซีกับการท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากโครงการอีอีซีเป็นไปตามแผนได้จริง จะทำให้พื้นที่ทางแถบนี้เติบโตมากขึ้น เมืองพัทยาจะเปลี่ยนไป จากภาพรวมนักท่องเที่ยวจะเป็นกลุ่มเลเชอร์ หลังจากโครงการอีอีซีก็มองว่าจะเป็นกลุ่มองค์กร&amp;nbsp;(Corporate)&amp;nbsp;หรือไมซ์&amp;nbsp;(MICE)&amp;nbsp;สัดส่วนเหล่านี้จะมีมากขึ้น โดยผ่านการคมนาคมหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือ รถไฟฟ้า และการขยายถนนเส้นหลัก ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมองเรื่องการบริหารจัดการด้วย โดยในส่วนของสนามบินอู่ตะเภาและท่าเรือจุกเสม็ด ที่เป็นของทหารเรือ ซึ่งอนาคตหากมีการขยายสนามบินดังกล่าวมากขึ้น แน่นอนว่าปริมาณผู้โดยสารก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน หากถึงเวลานั้นอาจทำให้กองทัพเรือจะบริหารงานได้ไม่คล่องตัวนัก จึงอยากให้มืออาชีพเข้ามาบริหารงาน และการที่ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างเยอะ การบริหารจัดการเรื่องของไฟฟ้า ประปา และการบำบัดน้ำเสีย ต้องมีวิธีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังจากภาครัฐประกาศจะเดินหน้าโครงการอีอีซี ก็ทำให้เกิดการลงทุนเข้ามากันจำนวนมาก ส่วนมากเป็นคนนอกพื้นที่ และราคาที่ดินก็ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย อย่างในบางทำเลจะพบว่าราคาที่ดินสูงขึ้น 4-5 เท่าตัวจากก่อนหน้า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระจายความแออัดเพื่อสร้างรายได้
&amp;nbsp;ในเชิงภูมิศาสตร์นับว่าจังหวัดชลบุรี,&amp;nbsp;ฉะเชิงเทรา และระยอง มีความใกล้กับกรุงเทพฯ โดยที่ผ่านมาเมืองพัทยาค่อนข้างมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากอยู่แล้ว ภาครัฐต้องส่งเสริมให้จังหวัดฉะเชิงเทราและระยองเป็นอีกส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยว เพราะแต่ละแห่งก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว อย่างในกรณีของจังหวัดฉะเชิงเทรา อาจไม่ได้มีโรงแรมรองรับนักท่องเที่ยวได้มากเท่าพัทยา บางรายอาจเลือกเข้าพักโรงแรมที่พัทยา แต่มาท่องเที่ยวฉะเชิงเทรา ซึ่งพื้นที่ไม่ได้ไกลกัน หรือนักท่องเที่ยวบางรายไม่ชอบความจอแจ ก็เลือกไปพักที่ฉะเชิงเทราเลยทีเดียว หากสามารถโปรโมตการท่องเที่ยวหรือของดีเมืองฉะเชิงเทราได้แล้ว ก็เชื่อว่าจะเป็นทางเลือกแก่นักเดินทาง ที่จะท่องเที่ยวทางแถบภาคตะวันออก กลายเป็นเมืองใหม่ขึ้นมา ทั้งยังกระจายความแออัดจากเมืองพัทยาและระยองทางหนึ่งด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับระยองมีอุตสาหกรรมหนักอยู่แล้ว ที่พักจะถูกนำไปใช้กับกลุ่มคนที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม แต่สำหรับนักท่องเที่ยวจะเดินทางไปยังเกาะเสม็ด ความน่าสนใจของระยองยังมีเรื่องของผลไม้ ที่ต้องโปรโมตมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น แต่มองว่าตลาดเอเชียค่อนข้างชื่นชอบผลไม้อยู่แล้ว และอาจจะต่อยอดไปจนถึง จ.จันทบุรี ซึ่งมีชื่อเสียงด้านอัญมณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;การมีโครงการอีอีซีจะทำให้คนมาทำงานกันมากขึ้น บางรายพาครอบครัวมาพำนักอยู่ในเมืองไทยด้วยกัน ซึ่งตลาดครอบครัวจะขยายตัว และมีความต้องการแหล่งพักผ่อนหลังเลิกงาน หรือช่วงวันหยุด ขณะเดียวกันศูนย์การประชุมจะได้รับความนิยมมากขึ้น สัดส่วนน่าจะเพิ่มเป็น 30-40%&amp;nbsp;จากปัจจุบันอยู่ประมาณ 20%&amp;nbsp;ที่เหลืออีก 80%&amp;nbsp;มาจากเลเชอร์&amp;rdquo;&amp;nbsp;ธเนศกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่าเมืองพัทยากำลังยกระดับภาพลักษณ์ไปสู่การท่องเที่ยวที่หลากหลายขึ้นทุกปี ความคึกคักของการลงทุนจากผู้ประกอบการ เพื่อสร้างสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ทั้งสวนน้ำ การแสดง และโชว์ต่างๆ ทำให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากหลายตลาดให้เดินทางเข้ามาสู่เมืองพัทยาแห่งนี้ &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศ ซึ่งระยะทางไม่ไกล สามารถเดินทางไป-กลับได้สะดวก ส่วนตลาดต่างชาติเองก็มีทางเลือกเยอะขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ชายหาดหรือทะเล รวมถึงห้องประชุมที่มีเอกชนลงทุน ก็จะตอบโจทย์ไมซ์ แต่สำหรับโครงการอีอีซีต้องไม่ได้สร้างความเจริญเพียงแค่เฉพาะจุด แต่ต้องวางยุทธศาสตร์ให้การท่องเที่ยวถูกขยายไปยังจังหวัดใกล้เคียงมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ลุ้นปี 61 ต่างชาติเที่ยวไทย 37.19 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการท่องเที่ยงของประเทศในปี 2561 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยไว้ที่ 10% จากปีก่อน หรือมีรายได้รวมที่ 3.1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.1 ล้านล้านบาท และรายได้จากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ หรือตลาดไทยเที่ยวไทยอีก 1 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกับต้องเผชิญความท้าทายเป็นอย่างมาก ทั้งการแข่งขันจากประเทศรอบๆ ข้างที่ดึงกลยุทธ์ต่างๆ ออกมาดึงดูดนักท่องเที่ยว ยังไม่รวมถึงอุบัติเหตุต่างๆ ที่ส่งผลกระทบกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่อันดับ 1 ซึ่งหลังจากเกิดเหตุเรือล่มที่ภูเก็ต และการทำร้ายนักท่องเที่ยวจันที่สนามบิน ทำให้ความเชื่อมั่นหายไป โดยจากรายงานของสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) พบว่าในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน) ปีนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านสมาคมแอตต้าจำนวน 2.54 ล้านคน ลดลงเฉลี่ย 26.55%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่า นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะระบุว่าการท่องเที่ยวของต่างชาติในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.60) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 26,100,782 คน ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และก่อให้เกิดรายได้รวม 1,330,058.98 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.91% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 2,555,689 คน ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.75% จากเดือน ก.ย.59 และก่อให้เกิดรายได้รวม 133,491.24 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 12.01% จากเดือน ก.ย.59 โดยนักท่องเที่ยวขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกภูมิภาค ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกมากสุด 1,841,506 คน รองลงมาคือนักท่องเที่ยวภูมิภาคยุโรป เอเชียใต้ อเมริกา โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ตามลำดับ โดยนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ จีน มาเลเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น ลาว อินเดีย สิงคโปร์ กัมพูชา ออสเตรเลีย และฮ่องกง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวดังกล่าวก่อให้เกิดรายได้ 133,491.24 ล้านบาท ขยายตัว 12.01% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สำหรับนักท่องเที่ยวที่สร้างรายได้สูงสุด 10 อันดับแรก ประกอบด้วย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย สหราชอาณาจักร สหรัฐ รัสเซีย และลาว ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในด้านผู้ประกอบการอย่าง นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก &amp;nbsp;ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) &amp;nbsp;ได้คาดการณ์ว่าในปี 2561 นี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 37.19 ล้านคน ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.08% เมื่อเทียบกับปี 2560 จากเดิมที่คาดว่าน่าจะมีจำนวนราว 39 ล้านคน และสร้างรายได้รวมที่มูลค่า 1.97 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 8.16% เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่จำนวน 2.1 ล้านล้านบาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนักท่องเที่ยวจีนในช่วงไตรมาส 3/2561 จะมีจำนวนที่ราว 2.21 ล้านคน ลดลง 17.61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 และคาดว่าในช่วงไตรมาส 4/2561 นี้จะมีนักท่องเที่ยวจีนรวม 1.85 ล้านคน ลดลงราว 25.64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้คาดว่าในปี 2561 นี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่ประมาณ 9.9 ล้านคน ใกล้เคียงกับปี 2560 ที่มีทั้งหมด 9.8 ล้านคน.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รุ่งนภา&amp;nbsp;สารพิน รายงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21401</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญ่ปุ่น, ท่องเที่ยว, นักท่องเที่ยวจีน, ผลไม้, ระยอง, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, อีอีซี, เกาหลี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181105/image_big_5be045576a834.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2018 14:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2018 14:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สรท.คงเป้าส่งออกเติบโตทั้งปี 9% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรท.เผยสถานการณ์ส่งออก เดือน ส.ค.ขยายตัวต่อเนื่องในระดับสูงเป็นเดือนที่ 18 ส่งผลให้การส่งออก 8 เดือน มีมูลค่ารวม 169,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 10.% พร้อมคงเป้าส่งออกทั้งปีอยู่ที่ 9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;04 ต.ค. 61 นางสาว กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงภาพรวมการส่งออกในเดือนสิงหาคม 2561 ที่ผ่านมามีมูลค่า 22,794 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่องในระดับสูงเป็นเดือนที่ 18 ที่ 6.7% การส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 755,232 ล้านบาท ขยายตัว 6.1%ในขณะที่ การนำเข้ามีมูลค่า 23,383 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 22.8% และการนำเข้าในรูปของเงินบาทมีมูลค่า 784,848 ล้านบาท ขยายตัว 22.2% ส่วนการส่งออกในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ส.ค.) มีการส่งออกรวมมูลค่า 169,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 10.0%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
โดยกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวที่ 4.1% โดย ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป, ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง, เครื่องดื่ม และข้าวที่มีการขยายตัวในหลายตลาด แต่กลุ่มสินค้าที่มีการหดตัวคือ ยางพารา และน้ำตาลทราย ขณะที่ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ยังคงขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ที่ 5.8% กลุ่มสินค้าที่มีการขยายตัวในระดับสูง ได้แก่ สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน, รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และกลุ่มสินค้าที่มีการหดตัวได้แก่ ทองคำ และกลุ่มอุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์ ไดโอด
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามการส่งออกของไทยในเดือนส.ค. ยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดอาเซียนและ CLMV รวมถึงการส่งออกไปอินเดียและเอเชียใต้ยังขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วนการส่งออกไปจีนชะลอลงเล็กน้อยที่ 2.3% ขณะที่การส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่น สหรัฐและสหภาพยุโรป ยังคงขยายตัว 3.2% โดยการส่งออกไปญี่ปุ่นขยายตัวเร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้าและสหรัฐฯ กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อน อย่างไรก็ตาม สรท.ยังคงคาดการณ์เติบโตทั้งปี 9%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19094</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์, ผลไม้, ผัก, สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย, สรท., สินค้าเกษตร, ส่งออก, แปรรูป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181004/image_big_5bb5c34bed91f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
