<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2021 18:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2021 18:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศจย.เผยผลวิจัยล่าสุดบุหรี่ไฟฟ้าส่งต่อยีนผิดปกติถึงรุ่นหลาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2เม.ย.6-ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาการสุขภาพ มหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์เผยผลวิจัยล่าสุด&amp;ldquo;อันตรายของการใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์และนโยบายควบคุมการใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์&amp;rdquo; จากการทบทวนงานวรรณกรรมต่างประเทศ(วารสารวิชาการ ปี 2553 ถึงปัจจุบัน)ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง &amp;nbsp;7 ประเทศ กลุ่มประเทศรายได้สูง 3 ประเทศ และเอกสารของหน่วยงานด้านสุขภาพ เช่น องค์การอนามัยโลก ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยระบบสุขภาพและการแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)มีข้อสรุปที่น่าสนใจ 3 ประเด็น คือ ในระยะสั้นบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายมากกว่าบุหรี่มวน ใน 2 ภาวะ คือ เสี่ยงต่อการระเบิดของอุปกรณ์ ที่ใช้สูบ จนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ เพราะเก็บไว้กับตัว เช่น ที่กระเป๋ากางเกง และการเกิด ภาวะอิวาลีหรือ E-cigarette or Vaping Product Use-Associated LungInjury (EVALI) หรือปอดอักเสบเฉียบพลัน เป็นสาเหตุเสียชีวิตได้เช่นกัน ซึ่งร้อยละ 80 ของผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า ที่เกิดภาวะอิวาลี &amp;nbsp;มาจากการใส่สารสกัดกัญชาในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งในสหรัฐฯพบผู้ป่วยอิวาลีกว่า &amp;nbsp;5,000 &amp;nbsp;คนเพิ่มขึ้นจาก 2,600 คน ในปี 2561-2562 &amp;nbsp;ซึ่งบุหรี่ธรรมดาจะไม่เกิดภาวะเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เราพบข้อมูลว่าผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าบางคน อายุไม่เยอะ 10 กว่าปีถึง 20 ปี สูบครั้งแรกและสูบครั้งเดียวก็ สามารถป่วยเป็นภาวะอิวาลีและเสียชีวิตได้ หรือสูบเพียงไม่กี่ปีก็ป่วยและเสียชีวิตจากภาวะนี้ได้ &amp;nbsp;ประเด็นการใส่สารสกัดกัญชาในน้ำยา จะอันตรายมากขึ้นในประเทศไทย เมื่ออิงกับนโยบายกัญชา ที่อนุญาตให้ใช้ได้มากขึ้นก็อาจมีคนนำมาใช้แบบเดียวกันได้&amp;rdquo; หัวหน้าคณะวิจัยฯ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่าส่วนอันตรายระยะยาวของบุหรี่ไฟฟ้า ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันบ่งชี้ว่าสามารถทำให้เกิดโรคอย่างบุหรี่ธรรมดาหรือบุหรี่มวนได้ &amp;nbsp;เช่น โรคหัวใจ แม้ความ เสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคจะน้อยกว่า และยังพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าสามารถช่วยให้สูบบุหรี่มวนน้อยลงได้จริง แต่ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ จึงไม่มีความหมายอะไรในแง่การลดผลกระทบทางสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ &amp;nbsp;อันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้ายังปรากฏในงานวิชาการต่างประเทศยังมีอีกหลายแง่มุมทั้ งการส่งต่อความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เป็นผลมาจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็น กรณีแม่สูบบุหรี่ไฟฟ้าจนเกิดยีนที่ผิดปกติและส่งต่อยีนผิดปกตินั้นให้ทารกในครรภ์ ที่นักวิจัยจาก University of Sydney และ University of Technology Sydney ประเทศออสเตรเลียค้นคว้าไว้ ส่วนการทดลองในสัตว์พบการถ่ายทอดยีนผิดปกติจากบุหรี่ไฟฟ้าในหนูจากรุ่นแม่ไปจนถึงรุ่นหลาน ที่นักวิจัย จาก UFZ&amp;ndash;Helmholtz Centre for EnvironmentalResearch Leipzig-Halle ร่วมกับ German Cancer Research Centerประเทศเยอรมันเป็นผู้ค้นพบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;หลังจากวิเคราะห์ผลการสืบค้นเอกสารวิชาการเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า ทางทีมผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่าในแง่สุขภาพไม่ควรให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย และควรให้สถานะบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายทั้งการนำเข้า การขายและการสูบ &amp;nbsp; แต่หากไม่สามารถห้ามได้ ด้วยปัจจัยทางการเมืองหรือภาคธุรกิจ ก็ควรจัดให้ตัวอุปกรณ์ที่ใช้สูบและน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์และยาทางการแพทย์ ที่ต้องมีการขึ้นทะเบียน หรือให้ อย.เป็นผู้อนุมัติเพื่อปกป้องผู้บริโภคโดยเฉพาะ &amp;nbsp; ในส่วนของน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าต้องห้ามใส่สารสกัด กัญชาทั้งTHC CBD และวิตามิน Aที่ภายหลังพบว่าอาจมีส่วนทำให้เกิดภาวะอิวาลีได้ หรือแม้แต่การแต่งกลิ่นแต่งรสในลักษณะแฟชั่นเพื่อดึงดูดเยาวชนก็ควรห้ามเช่นกัน &amp;nbsp;และถ้าหากมีข้อบ่งชี้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าสามารถช่วยลดการสูบหรือช่วยเลิกบุหรี่ไฟฟ้าได้จริงการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อลดหรือเลิกบุหรี่ธรรมดาต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น อย่างไรก็ดีทางศจย.จะนำผลวิจัยที่ได้นี้เสนอต่อรัฐบาล เพื่อใช้วางทิศทางในการขับเคลื่อนนโยบายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างรัดกุม&amp;rdquo;ผอ.สถาบันวิจัยวิทยาการสุขภาพ กล่าว.
--------------------------------------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98134</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมบุหรี่ไฟฟ้า, ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210402/image_big_606703f21820e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับขายบุหรี่ไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิชาการแฉเล่ห์ธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า บุกตลาดในสื่อออนไลน์ บิดเบือนข้อมูลให้ประชาชนหลงเชื่อ ขณะที่เบียร์ไร้แอลกอฮอล์ งัดกลยุทธ์สร้างแบรนด์ดีเอ็นเอแฝงโฆษณา หวั่นเด็กเยาวชนตกเป็นเหยื่อ ปูทางสร้างนักดื่มนักสูบหน้าใหม่ จี้หน่วยงานรัฐต้องเท่าทัน สาธารณสุขจานรับคำสั่งนายกฯ ประสาน ตร.-สคบ.จับเพจดัง &amp;quot;สุดจัดปลัดบอก&amp;quot; ไลฟ์สดขายบุหรี่ไฟฟ้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 21 สิงหาคมนี้ ที่โรงแรมแมนดาริน ในเวทีเสวนา &amp;ldquo;จากบุหรี่ไฟฟ้าถึงเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ ทางเลือกเพื่อสุขภาพหรือการตลาดอาบยาพิษ&amp;rdquo; จัดโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ และเครือข่ายปกป้องเด็กและเยาวชน ลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคม โดย ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคติน ก่อให้เกิดการเสพติดเหมือนบุหรี่ ซึ่งมีผลวิจัยจากต่างประเทศตั้งแต่ปี 2493 พบว่านิโคตินมีคุณสมบัติก่อให้เกิดการเสพติดสูงกว่าเฮโรอีน แอลกอฮอล์ และกัญชา ซึ่งอุตสาหกรรมยาสูบทราบดี แต่ปิดบังความจริงนี้ไว้ ขณะที่ปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าบางยี่ห้อมีสารนิโคตินสูงเทียบเท่าบุหรี่แบบปกติ 20 มวน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถให้นิโคตินเร็วขึ้น 2.7เท่าเมื่อเทียบกับบุหรี่ไฟฟ้ายี่ห้ออื่นๆ เพื่อให้เกิดการเสพติดได้ง่ายขึ้น จึงไม่แปลกใจที่กลุ่มธุรกิจนี้หรือกลุ่มผู้สนับสนุน พยายามผลักดันให้ประเทศไทยสามารถเสพบุหรี่ไฟฟ้าได้ด้วยข้ออ้างสารพัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วศินกล่าวต่อว่า ในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย มีผลการศึกษาที่สอดคล้องว่าวัยรุ่นที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนและลองใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะริเริ่มสูบบุหรี่แบบปกติในเวลาต่อมา และพัฒนาไปสู่การเสพติดยาเสพติดประเภทอื่น นอกจากนี้ เกาหลีใต้มีงานวิจัยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากับภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น พบว่ากลุ่มวัยรุ่นที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะพยายามฆ่าตัวตายมากกว่าวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ธรรมดากว่า 6 เท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้าตามกฎหมายห้ามโฆษณาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจทำคือ ใช้ปรากฏในสื่อออนไลน์ เน้นให้ข้อมูลเชิงวิชาการผ่านบทความเชิงให้ความรู้ โดยแฝงว่าจะช่วยลดการสูบบุหรี่ได้ และบุหรี่ไฟฟ้ามีโทษน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา ซึ่งธุรกิจใช้เทคนิคการเขียนแบบเนียนๆ แล้วเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ ผ่านโซเชียลมีเดีย จนทำให้เกิดกระแส แต่จริงๆ แล้วเป็นกลยุทธ์แฝงโฆษณา ทำให้คนส่วนหนึ่งแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอาจเชื่อได้ว่าเป็นเรื่องจริง อยากฝากเจ้าหน้าที่ให้ควบคุมเข้มงวด ห้ามนำเข้า ใช้ข้อบังคับตามกฎหมายห้ามโฆษณาเด็ดขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว นักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยระบบสุขภาพและการแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า ศวส. สำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เคยดื่มเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ 4,000 คนจากทั่วประเทศ ระหว่างเดือน มิ.ย.-ส.ค. พบว่า 69% ที่เคยดื่มเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ยังคงดื่มเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ตามปกติเท่าเดิม ส่วนคนที่ดื่มเบียร์ไร้แอลกอฮอล์แทนเบียร์ปกติ มีเพียง 4% กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือประมาณ 3 ใน 4 เมื่อได้เห็นแพ็กเกจเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ ทำให้นึกถึงเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ยี่ห้อของบริษัทเดียวกัน อีกทั้ง 40% ระบุว่า เมื่อเห็นโฆษณาเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ ยิ่งทำให้อยากซื้อเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ยี่ห้อเดียวกัน และอีก 36% บอกว่าอยากดื่มเบียร์ยี่ห้อนั้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างกว่า 70% เห็นด้วยกับการห้ามโฆษณา จำกัดเวลา สถานที่ขาย และไม่เห็นด้วยที่จะให้เยาวชนดื่ม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องควบคุมเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ เพราะเป็นกลยุทธ์การตลาดที่หาช่องโหว่ทางกฎหมาย แฝงโฆษณา ใช้สัญลักษณ์ แพ็กเกจ ที่เหมือนหรือคล้ายกับเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ เพื่อหวังขยายฐานลูกค้า ทำกำไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ชยนันท์ สิทธิบุศย์ ผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ตนและทีมนิติกร ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และตำรวจ จับกุมเพจชื่อดัง &amp;ldquo;สุดจัดปลัดบอก&amp;rdquo; ขณะถ่ายทอดสดไลฟ์ขายบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยาเติมบุหรี่ ภายในบ้านเช่าย่านรามคำแหง จากการขยายผลพบว่า เพจและช่องยูทูบ &amp;ldquo;สุดจัดปลัดบอก&amp;rdquo; เป็นผู้ค้ารายใหญ่ที่นักสูบบุหรี่ไฟฟ้าและวัยรุ่นติดตามผ่านสื่อออนไลน์เป็นจำนวนมาก จึงได้ตรวจยึดของกลางบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยาเติมบุหรี่ไฟฟ้าที่เตรียมการจัดส่งให้กับลูกค้า จากนั้นนำตัวผู้กระทำผิดไปยัง สน.หัวหมาก เพื่อสอบปากคำ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการลงพื้นที่ปฏิบัติการครั้งนี้สอดรับกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ให้มีการเร่งกวดขันการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งการห้ามนำเข้า ห้ามขาย และห้ามครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งบทกำหนดโทษสำหรับผู้ประกอบธุรกิจทั่วไป จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้ที่กระทำผิดเป็นผู้ประกอบธุรกิจในฐานะผู้ผลิต ผู้สั่ง หรือผู้ที่นำเข้ามาเพื่อขาย ต้องรับโทษเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะที่กำหนดให้เป็นเขตปลอดบุหรี่ เช่น ในโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43976</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ, นพ.ชยนันท์ สิทธิบุศย์, ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5d43c008abb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้ำผลวิจัย&quot;ดื่มในระดับที่ปลอดภัย..ไม่มีจริง&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การอนามัยโลกศึกษาพบว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดโรคมากกว่า 200 โรค ทำให้มีผู้เสียชีวิตปีละกว่า 3 ล้านคนทั่วโลก ในส่วนประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตกว่า 26,000 คนต่อปี ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานตระหนักถึงภัยดังกล่าว และได้ออกมารณรงค์ให้คนไทยหันมาลด ละ เลิกอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ร่วมกับศูนย์ศึกษาปัญหาสุรา (ศวส.) เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา และเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ ได้จัดเวทีเพื่อพูดคุยในหัวข้อ &amp;ldquo;ดื่มในระดับที่ปลอดภัย...มีจริงหรือ&amp;rdquo; เพื่อเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียง ส่งผ่านให้สังคมได้รับทราบว่าการดื่มน้ำเมา หรือความเชื่อว่าดื่มนิดๆ หน่อยๆ แท้จริงแล้วไม่มีระดับไหนที่ปลอดภัยต่อร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว นักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา และ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยระบบสุขภาพและการแพทย์ (CE-HSMR) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยงานวิจัยเรื่องภาระโรคจากการดื่มสุรา ปี 1990-2016 ของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ในปี 2016 สุราถือเป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพลำดับ 7 ที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตและทุพพลภาพ และในปี 2016 ประชากรโลกเสียชีวิตจากสุราถึง 2.8 ล้านคน โดยงานวิจัยเตือนว่า การดื่มสุราเพียงเล็กน้อยแม้อาจลดความเสี่ยงของโรคหัวใจชนิดเส้นเลือดอุดตัน แต่จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคอื่นๆ กว่า 200 โรคที่มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์ เช่น กลุ่มโรคมะเร็ง (ตับ เต้านม ช่องปาก หลอดอาหาร กล่องเสียง ลำไส้ใหญ่) วัณโรค เส้นเลือดในสมองแตก หัวใจวายจากความดันโลหิตสูง เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขอยกตัวอย่าง เช่น หากดื่มสุราในปริมาณ 1 ดริงก์ (10 กรัม) แม้อาจลดความเสี่ยงจากการเกิดเส้นเลือดหัวใจอุดตันได้เพียงน้อยนิด แต่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นๆ ตามที่กล่าวมา ทำให้ในภาพรวมการดื่มสุราจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในทุกปริมาณการดื่ม ในทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะในเพศชาย เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดภาระโรคในระดับที่สูงกว่าเพศหญิง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองแตก ฯลฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์กล่าวว่า จากงานวิจัยดังกล่าวความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเริ่มตั้งแต่การดื่มเพียง 1 ดริงก์ต่อวันขึ้นไป (จากเดิมที่เคยเชื่อว่าการดื่ม 1-2 ดริงก์อาจลดอัตราการเสียชีวิตได้) จึงถือว่าไม่มีระดับที่ปลอดภัยในการดื่ม สอดคล้องกับคำแนะนำจาก UK Chief Medical Officers&amp;rsquo; Low Risk Drinking Guidelines ที่ออกในปี 2016 ที่ระบุว่า ไม่มีระดับการดื่มที่ไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง จึงควรจะดื่มให้น้อยที่สุดหรือไม่ดื่มเลย รวมถึงคำแนะนำจาก World Cancer Research Fund ร่วมกับ American Institute for Cancer Research ปี 2018 ที่ระบุว่า &amp;ldquo;เพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง การไม่ดื่มเลยจะดีที่สุด&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อก่อนอาจมีความเชื่อว่าดื่มเหล้า-เบียร์เล็กน้อยไม่เป็นไร คุณอาจคิดผิด ผลวิจัยงานวิจัยที่ใช้ข้อมูลจากทั่วโลกชิ้นนี้ยืนยันชัดเจนว่า ไม่ว่าดื่มปริมาณเท่าใดก็ส่งผลต่อสุขภาพ ดื่มแล้วเกิดผลกระทบมากมาย ไม่มีระดับไหนที่ดื่มแล้วปลอดภัย การดื่มแม้ดื่มเพียงแค่ 1 ดริงก์ต่อวัน (เทียบเท่าเบียร์ 1 กระป๋อง) จะเพิ่มการตาย 4 คนในประชากร 1 แสนคน และท้ายนี้ขอฝากไปยังธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำการตลาดทางสื่อโซเชียลต่างๆ ขอให้อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ทำการค้าอย่างมีจริยธรรม หยุดทำให้คนเข้าใจผิดด้วยการ ปล่อยบทความผลดีของการดื่มเหล้า ดื่มแล้วดีต่อหัวใจ ดื่มแล้วสุขภาพจิตดีขึ้น แล้วแชร์ตามเพจต่างๆ ควรหยุดการกระทำที่ทำให้คนสับสนเข้าใจผิด&amp;rdquo; นักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรากล่าวทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ เนียมมณี แกนนำผู้ชายเลิกเหล้า กทม. ระบุว่า ก่อนผันตัวเองมาเป็นแกนนำผู้ชายเลิกเหล้าได้ ก็เคยดื่มเหล้าหนักมาก่อน เริ่มดื่มตั้งแต่อายุ 13 ปี ตอนนั้นทำงานในโรงงาน ตกเย็นเลิกงานก็สังสรรค์ เพราะเชื่อมาตลอดว่าดื่มพอเป็นกระสาย ดื่มเหล้าแล้วทำให้กินข้าวอร่อย ดื่มแล้วทำให้นอนหลับสบาย กระทั่งดื่มทุกวันจนติด จากเหล้าแบน เปลี่ยนเป็นขวด และเมื่อร่างกายเริ่มแย่ตรวจพบว่าเป็นไตอักเสบ แต่ก็ยังดื่มหนักจนเกิดปัญหาครอบครัว หนี้สินค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อยากฝากเตือนถึงผู้ที่จะลองดื่มเหล้าว่า อย่าพยายามที่จะดื่ม อย่ามีครั้งแรก เพราะการดื่มแบบปลอดภัยไม่มีอยู่จริง มันเป็นอุปาทาน อ้างดื่มนิดหน่อยไม่เป็นไร แต่คำว่านิดหน่อยนี่แหละที่มันนำไปสู่การติดเหล้า และสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมา ซึ่งอยากให้เอาเรื่องของตนเป็นอุทาหรณ์ และตอนนี้ตัดสินใจเลิกดื่มเหล้าเด็กขาดมาได้ 7 เดือนแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากลูกสาวที่เป็นแรงบันดาลใจทำให้หยุดดื่ม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายถาวร เบ็ญพาด อดีตผู้ที่เคยดื่มเหล้าจนติดและสามารถเลิกดื่มได้ กล่าวว่า ดื่มเหล้ามานานกว่า 20 ปี ช่วงนั้นดื่มหนักดื่มทุกวัน เพราะอยากสังสรรค์กับเพื่อนฝูง เกิดปัญหาทะเลาะวิวาทบ่อยครั้ง จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุเมาแล้วขับ รักษาตัวในโรงพยาบาลนาน ช่วงนั้นความสัมพันธ์กับภรรยาเริ่มจืดจาง มีเพียงลูกที่คอยดู และทำให้คิดได้ว่าช่วงรักษาตัวในโรงพยาบาลก็หยุดดื่มได้ ไม่ดื่มก็ไม่เป็นไร จนทำให้เลิกดื่มได้ และในช่วงปี 59 เจ็บแน่นหน้าอก หมอระบุว่าเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น จนต้องทำบอลลูน อาการหนักมาก ผ่าตัดถึง 3 ครั้ง เกือบเอาชีวิตไม่รอด หมอระบุเกิดจากการสะสมของการดื่มเหล้าเป็นเวลานาน และค่าใช้จ่ายในการรักษาเกือบ 5 แสนบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดื่มแล้วจะหยุดไม่ได้ แต่จะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ไม่เมาไม่เลิก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่แตะต้องสุรา อยากฝากถึงคนที่ดื่มอยู่ให้กลับตัวเลิกดื่ม ส่วนคนที่กำลังจะดื่มก็ขอให้หยุดคิด เพราะผลที่ตามมาจากโรคต่างๆ จะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต&amp;rdquo; นายถาวรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เคยเชื่อว่าดื่มพอประมาณ ดื่มนิดหน่อยให้เจริญอาหาร ไม่รู้คำพูดเหล่านี้มีที่มายังไง แต่แล้วก็หยุดไม่ได้ มันจะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ อยากฝากถึงคนที่ดื่มอยู่ให้กลับตัวเลิกดื่ม ส่วนคนที่กำลังจะดื่ม ขอให้คิดถึงผลที่ตามมาจากโรคต่างๆ จะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต และในวันที่ต้องรักษาตัวมีแต่ครอบครัวลูกเมีย ส่วนเพื่อนฝูง แม้กระทั่งคนขายเหล้า ร้านเหล้า เขาไม่มารับผิดชอบอะไรด้วย&amp;rdquo; นายถาวรกล่าวทิ้งท้าย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นงานวิจัยและประสบการณ์ของผู้ติดสุรา ทำให้มั่นใจว่าการดื่มเพียงเล็กน้อยทำให้เกิดประโยชน์นั้นไม่มีอยู่จริง ยังแถมปัญหาตามมาอีกมากด้วย. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18131</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถาวร เบ็ญพาด, ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไพบูลย์ เนียมมณี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180921/image_big_5ba4cbd027174.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
