<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชช.บี้‘รัฐบาล’ เร่งแก้ปากท้อง ปลื้มคนละครึ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โพลกระตุกรัฐบาลเยียวยาปากท้องท่ามกลางวิกฤตโควิด-น้ำท่วม ขณะที่บิ๊กตู่ปลื้มไทยพาวิลเลียน โชว์สายตาโลก รัฐจับตาเที่ยวด้วยกันเฟส 3 เจ้าของธุรกิจฉวยโอกาสเจอแบล็กลิสต์ยาว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง ตามดูปัญหาปากท้องประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,100 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 5-9 ต.ค.64 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 73% กังวลมากถึงมากที่สุดเรื่องปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ หลังจากเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ
เมื่อถามถึงความต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือมากที่สุด พบว่า 49.5% ระบุด้านค่าครองชีพ ของกินของใช้ และสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ในขณะที่ 48.2% ระบุด้านแหล่งเงินทุนและช่วยภาคธุรกิจ ในค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และการส่งออก เป็นต้น ที่น่าพิจารณาคือจากปัญหาน้ำท่วมประชาชนต้องการให้รัฐบาลช่วยด้านต่างๆ มากที่สุด ได้แก่ &amp;nbsp;45.6% ระบุช่วยเรื่องรายได้ที่กระทบจากปัญหาน้ำท่วม
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความพอใจต่อนโยบายของรัฐบาล เรื่องแก้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพใน 3 อันดับแรก พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 84.2% พอใจโครงการ คนละครึ่ง, 83.6% พอใจโครงการช่วยเหลือเยียวยาทุกกลุ่ม ผ่าน อบต.และการปกครองท้องถิ่นอื่นๆ และ 65.4% พอใจโครงการเราเที่ยวไปด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ความต้องการของประชาชนให้รัฐบาลช่วยหลังสถานการณ์โควิด-19 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.6 ระบุการพักชำระหนี้กับสถาบันการเงินและธนาคาร, ร้อยละ 91.3 ระบุช่วยลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และอื่นๆ ไปถึงสิ้นปี&amp;nbsp;
วันเดียวกัน นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีต่อกระแสตอบรับอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ใน World Expo 2020 Dubai ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมจำนวนมาก เป็นการสะท้อนความนิยมในวัฒนธรรมความเป็นไทย และนวัตกรรมของไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก ซึ่งนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าเมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ไทยจะเดินหน้าฟื้นฟูทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระแสตอบรับมีนักท่องเที่ยวสนใจเข้าชมวันละกว่า 8,000 คน และอาหารไทยเป็นที่นิยมจนต้องเข้าคิว &amp;nbsp;มาสคอตที่มีชื่อว่า น้องรักและน้องมะลิ ซึ่งเป็นชื่อมาจากดอกไม้ทั้งสองชนิดก็เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว
ขณะที่ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้เริ่มโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 โดยเปิดให้ประชาชนผู้ร่วมโครงการใช้สิทธิ์จองที่พักตามโครงการตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค.เป็นต้นมา ได้พบการร้องเรียนจากประชาชนมายังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นจำนวนมากถึงปัญหาที่โรงแรมที่พักซึ่งเข้าร่วมโครงการปรับขึ้นราคาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่พักในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต พัทยา หัวหิน เชียงใหม่ เขาใหญ่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอระบุว่า ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการทุกราย ให้คงกำหนดราคาที่พักในราคาปกติและเป็นธรรม อย่าฉวยโอกาสที่มีโครงการสนับสนุนจากรัฐบาลในการปรับขึ้นราคา ทางการโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการมีระบบการติดตามข้อมูลการร้องเรียนจากประชาชน ซึ่งหากตรวจสอบพบว่าการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาที่พักหรือให้บริการจริง นอกจากจะถูกลงโทษตัดสิทธิ์จากโครงการในรอบนี้แล้ว และส่งผลถึงการพิจารณาเข้าร่วมโครงการอื่นๆ ที่รัฐบาลจัดขึ้นในระยะต่อๆ ไปด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119351</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา, ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โพลกระตุกรัฐบาลเยียวยาปากท้องท่ามกลางวิกฤตโควิด-น้ำท่วม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210403/image_big_6067f1fc6ea54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2021 08:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 08:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนยี้&#039;สืบทอดอำนาจ&#039;เอื้อครอบครัว-พวกพ้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 เม.ย. 64 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง สืบทอดอำนาจในความคิดของประชาขน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,322 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่าง 6 &amp;ndash; 10 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึง การสืบทอดอำนาจที่ประชาชนไม่ต้องการ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.0 ไม่ต้องการการสืบทอดอำนาจจากคนโกงไปให้ครอบครัว เครือญาติและพวกพ้อง รองลงมาคือร้อยละ 87.4 ไม่ต้องการ การสืบทอดอำนาจ ครอบงำสังคมปล่อยต่างชาติทำคนไทยในชาติแตกแยก ร้อยละ 86.5 ไม่ต้องการการสืบทอดอำนาจ ครอบงำการเมืองและราชการ แต่งตั้งโยกย้ายเครือญาติคุมผลประโยชน์ ร้อยละ 86.4 ไม่ต้องการการสืบทอดอำนาจ ครอบงำเศรษฐกิจ กินรวบผูกขาดธุรกิจ เอื้อประโยชน์นายทุนและร้อยละ 86.4 เช่นกันไม่ต้องการการสืบทอดอำนาจ เผด็จการรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึง การสืบทอดอำนาจที่ประชาชนต้องการ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.0 ต้องการการสืบทอดอำนาจแล้ว บ้านเมืองสงบสุขไม่วุ่นวาย ร้อยละ 90.3 ต้องการการสืบทอดอำนาจแล้ว เงินในกระเป๋าของประชาชนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 90.0 ต้องการการสืบทอดอำนาจแล้ว เป็นประชาธิปไตย ร้อยละ 89.0 ต้องการการสืบทอดอำนาจแล้ว เศรษฐกิจดี ร้อยละ 88.2 ต้องการการสืบทอดอำนาจแล้วประชาชนอยู่ดีมีสุข ร้อยละ 86.9 ต้องการการสืบทอดอำนาจแล้ว ลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยเหลือคนรากหญ้า ร้อยละ 86.9 เช่นกัน ต้องการสืบทอดอำนาจแล้ว บ้านเมืองเจริญ เส้นทางคมนาคมดีขึ้น และร้อยละ 86.1 ต้องการการสืบทอดอำนาจแล้ว ประชาชนไม่ตกงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลชี้ชัดว่า ประชาชนมองการสืบทอดอำนาจในมุมมองที่หลากหลายแตกต่างในมิติต่างๆ ทั้งการสืบทอดอำนาจทางการเมือง การเศรษฐกิจ และด้านสังคม โดยเฉพาะด้านการเมือง ที่ต่างเห็นการผูกขาดสืบทอดอำนาจกลุ่มตระกูลการเมืองและเครือญาติ ที่พยายามดึงอำนาจและผลประโยชน์ไว้กับครอบครัวและพวกพ้อง ด้วยการแทรกแทรงวางตัวข้าราชการ องค์กรกลางหรือแม้กระทั่งกระบวนการยุติธรรม และที่สำคัญคือพยายามกีดกันกลุ่มการเมืองใหม่ไม่ให้เกิด
ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า เสียงของประชาชนยังสะท้อนและให้น้ำหนักกับการสืบทอดอำนาจของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่สานใกล้ชิดกันกับกลุ่มการเมืองทุกขั้ว ซึ่งมีผลต่อทิศทางนโยบายของทุกรัฐบาลที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนใหญ่ ผูกขาดและทำลายโครงสร้างการแข่งขันทางเศรษฐกิจและโอกาสทางธุรกิจระดับกลางและระดับล่าง ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตยากและอยู่ภายใต้การครอบงำของกลุ่มทุนขนาดใหญ่จนคล้ายกับสภาพ &amp;ldquo;ปลาใหญ่กินปลาเล็ก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังเห็นได้ชัดถึงความพยายามสืบทอดอำนาจทางสังคมของกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลทางความคิด โดยร่วมมือกับต่างประเทศนำพาชักศึกเข้าบ้าน เข้าไปมีอิทธิพลชี้นำสังคมผ่านชุดความรู้ ในสถาบันการศึกษา บทความผ่านสื่อ การปลุกระดมเคลื่อนไหวชุมนุมผ่านม็อบต่างๆ รวมทั้งเคลื่อนไหวชี้นำสังคมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นการทำลายรากเหง้าวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไทยและการขัดแย้งทางความคิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การสืบทอดอำนาจดังกล่าวนี้จึงเป็นอันตรายต่อระบบสังคมยิ่ง นำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตและคดโกงที่ถูกเบี่ยงเบนและกลบเกลื่อนมาโดยตลอด&amp;nbsp; ซึ่งจำเป็นที่เราทุกคนต้องมองให้ทะลุเพื่อร่วมกันแก้ปัญหารากเหง้าที่นำมาซึ่งความเสื่อมถอยของสังคมไทยอย่างแท้จริง&amp;rdquo; ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99233</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา, สืบทอดอำนาจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_6073a1399d4f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2021 23:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพล97%เชื่อรื้อ&#039;ม.112&#039; หวังรุนแรงเซาะ&#039;สถาบัน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่วมท้น! โพลชี้ประชาชนส่วนใหญ่มองการเสนอแก้ไข มาตรา 112 หวังให้เกิดความรุนแรง พุ่งเป้าเป็นอันตรายต่อสถาบัน ข้องใจภาครัฐทำไมไม่จัดการพวกเสี้ยม ไอ้โม่งเบื้องหลัง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ก.พ. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง ความกังวล แก้ ม.112 กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ &amp;nbsp;จำนวน 1,376 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 11-13 ก.พ. พบว่าส่วนใหญ่หรือ 98.3% เชื่อว่าขบวนการมุ่งแก้กฎหมาย มาตรา 112 ลดโทษอันตรายต่อสถาบันหลักของชาติมากยิ่งขึ้นไปอีก ที่ร้ายแรงยิ่งกว่า &amp;nbsp; ในขณะที่ 1.7% ไม่เชื่อ และที่น่าห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือ 97.1% กังวลขบวนการแก้กฎหมาย มาตรา 112 ต้องการให้เกิดความรุนแรง ในขณะที่ 2.9% ไม่กังวล&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.นพดลระบุอีกว่า ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือ 98.6% เชื่อว่าขบวนการแก้กฎหมายมาตรา 112 ใช้ความกลัวของประชาชนเป็นจุดกระตุ้นให้ประชาชนเคลื่อนไหว ในขณะที่ 1.4% ไม่เชื่อ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือ 99.6% ระบุหยุดการเคลื่อนไหวชุมนุมทุกรูปแบบช่วงโควิด-19 ทั้งเรื่องการเมืองเมียนมาและแก้มาตรา 112 เพราะเป็นแหล่งแพร่เชื้อโควิด กลุ่มผู้ชุมนุมกำลังทำร้ายสร้างความไม่ปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ 99.1% ระบุปัญหาการเมืองของเมียนมาเป็นเรื่องของเมียนมา คนไทยมาช่วยกันแก้วิกฤติชาติและความทุกข์ยากของประชาชนจะดีกว่า, 98.6% เห็นด้วยกับการปฏิบัติการของตำรวจต่อกลุ่มผู้ชุมนุม, 97.3% ระบุต่อต้านการชุมนุมทุกเหตุผล ทั้งการเมืองในเมียนมา และการแก้กฎหมายมาตรา 112 และ 94.8% ระบุควรจัดการกับต่างชาติกับคนไทยบางคน เช่น องค์กรต่างชาติท่อน้ำเลี้ยง นักการเมือง นักลงทุน นักวิชาการ และ ส.ส. ที่อยู่เบื้องหลังปลุกปั่นทำบ้านเมืองวุ่นวาย คนในชาติแตกแยก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า แก้ทำไม ถ้าไม่คิดร้ายผู้อื่น ดังนั้นหยุดม็อบ แตะ ม.112 คือทางรอดของประเทศและประชาชน ไม่ตกเป็นเหยื่อของการปลุกปั่นสร้างความแตกแยกของคนในชาติ ผู้ใดมีเจตนาดี ไม่คุกคามผู้อื่น ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น ย่อมไม่เดือดร้อนจากกฎหมายมาตรา 112 แต่ผู้ที่มีเจตนาไม่ดีแอบแฝง มีจิตที่มุ่งคุกคามผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ย่อมจะต้องการแก้กฎหมายมาตรา 112 และถ้าขบวนการและกลุ่มผู้สนับสนุนเหล่านี้ชนะแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ได้ พวกเขาคงจะมีเป้าหมายที่น่ากลัวมากขึ้นไปอีก ถึงขั้นจะเอาผิดอะไรต่างๆ ตามมาอีกมากมายอย่างน่าสะพรึงกลัวในการทำลายสถาบันหลักของชาติ และทำร้ายจิตศรัทธาผู้อื่น เป็นเรื่องที่น่าพิจารณา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวต่อว่า ผลโพลนี้ยังชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปฏิบัติการของตำรวจในการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไทยทำได้ดีกว่าหลายประเทศที่ประเทศเหล่านั้นใช้กระสุนจริงจัดการม็อบรุนแรงกว่าประเทศไทยมาก การปฏิบัติการของตำรวจทำได้สูงกว่ามาตรฐานสากล แต่ทำไมหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจึงไม่ทำงานโดดเด่นจัดการขบวนการเบื้องหลังทั้งองค์กรต่างชาติท่อน้ำเลี้ยงและนักการเมือง นักลงทุน นักวิชาการ ส.ส.ที่ออกมาใช้ตำแหน่งประกันผู้ทำความผิดต่างๆ เหล่านี้ ถูกต้องหรือไม่ ทำไมจึงเงียบกริบ ไม่ทำหน้าที่กันเป็นทีม รออะไร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93036</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210214/image_big_602930c81931e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2020 10:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2020 10:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ซูเปอร์โพล&#039; เผยประชาชนกังวลต่างชาติหนุนหลัง &#039;ไอลอว์&#039; แก้ รธน. ทำคนไทยแตกแยก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
22 พ.ย.63 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ฝรั่ง ท่อน้ำเลี้ยง ไอลอว์ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,824 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 19 - 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการรับรู้ข่าว นาย จอร์จ โซรอส โจมตีค่าเงินบาท เกิดวิกฤตเศรษฐกิจไทย และเข้าครอบครองผลประโยชน์ชาติของประเทศไทย พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 70.2 ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยทราบข่าว ในขณะที่ ร้อยละ 29.8 เคยได้ยิน เคยทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึง ความเชื่อและความเห็นเกี่ยวกับ ฝรั่ง หนุนหลังม็อบและไอลอว์ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.3 ระบุรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ เอาข้อมูลความจริง แสดงเส้นทางการเงินจาก ฝรั่ง ถึง ไอลอว์และเครือข่ายให้คนทั้งประเทศรู้ รองลงมาคือ ร้อยละ 94.8 เชื่อว่ามีขบวนการชักศึกเข้าบ้าน เคลื่อนไหวปั่นกระแส ทำคนไทยแตกแยก ในขณะที่ ร้อยละ 94.7 ระบุ ไม่สบายใจต่อข่าว ไอลอว์ รับเงินจาก ฝรั่ง เคลื่อนไหวแก้รัฐธรรมนูญแตะต้องสถาบันหลักของชาติ ในขณะที่ ร้อยละ 93.5 ระบุ กลุ่มทุนฝรั่ง จ้องจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ชาติ หลังคนไทยแตกแยกและสูญเสีย และร้อยละ 91.5 ระบุ เชื่อว่ามี กลุ่มทุนฝรั่ง สนับสนุนไอลอว์ แก้รัฐธรรมนูญ แตะต้องสถาบันหลักของชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.3 ระบุ ทุกจังหวัดควรรณรงค์ทำกิจกรรมต่อเนื่องชูประเด็น รู้ รัก สามัคคี ปลุกจิตสำนึกรู้คุณแผ่นดิน ปกป้องสถาบันหลักของชาติ รองลงมาคือ ร้อยละ 97.3 ระบุ เอาผิดตามกฎหมาย จัดการขบวนการรับเงิน ฝรั่ง ปลุกปั่นคนไทยแตกแยก ร้อยละ 96.5 ระบุ กังวล รัฐบาลปล่อยปละละเลยความแตกแยกของคนในชาติกระจายไปพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศจนยากจะควบคุม ในขณะที่ ร้อยละ 96.1 ระบุ รัฐบาลและหน่วยงานรัฐควรใส่ใจตอบสนองความต้องการที่ดีของกลุ่มย่อย ๆ ในม็อบอย่างเร่งด่วน และร้อยละ 93.0 ระบุ สื่อมวลชนควรช่วยกันเสริมสร้างความสงบสุขในบ้านเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า คนส่วนใหญ่ไม่สบายใจต่อข่าว ฝรั่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ ไอลอว์ เคลื่อนไหวแก้รัฐธรรมนูญที่อาจจะนำไปสู่ความแตกแยกของคนในชาติและเกิดการสูญเสียเพราะมีขบวนการจะแก้ในหมวดเกี่ยวกับสถาบันหลักของชาติในรัฐธรรมนูญ ที่น่าเป็นห่วงคือ หลังความแตกแยกลุกลามปานปลายและการสูญเสีย กลุ่มทุนต่างชาติจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ชาติไปในห้วงเวลาที่คนไทยทั้งชาติอ่อนแอ ดังนั้นสื่อมวลชนควรช่วยกันเสริมสร้างความสงบสุขในบ้านเมืองมากกว่ากลายเป็นตัวเร่ง เสี้ยมหรือยุยงให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ อย่างเช่นประชาชนในบางประเทศไม่ให้พูดเรื่องการเมืองและเรื่องละเอียดอ่อนที่จะทำให้คนในชาติของเขาแตกแยกและพวกเขาก็อยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุขเป็นแม้จะเห็นต่างกัน&lt;/p&gt;


	ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม &amp;#39;อานนท์&amp;#39; คาดการเปลี่ยนแปลงอาจมาเร็วกว่าที่คิด
	&amp;#39;โบว์&amp;#39; โชว์ยอดเงินบริจาคทะลุ 1.5 แสนช่วย &amp;#39;พระลี้ภัย&amp;#39;&amp;nbsp;
	&amp;#39;ดี้ นิติพงษ์&amp;#39; เคลื่อนไหวแล้วหลังถูกชาวทวิตเตอร์รุมแบนผลงาน ปมแจ้งความ ม.112
	อดีตรองอธิการฯมธ.ชำแหละ&amp;#39;ก้าวหน้า-ก้าวไกล-เพื่อไทย&amp;#39;
	ทนายฯ ยอมรับแกนนำคณะราษฎร บางคนอาจติดคุก

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84637</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา, ไอลอว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201122/image_big_5fb9d78db140e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76008</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่คะแนนนำ&#039;พ่อฟ้า&#039; เหตุข้องใจ&#039;หุ้น-บริจาค&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลโพลสะท้อนหนุนบิ๊กตู่นำลิ่วธนาธร ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์จับต้องได้ ชี้ 2 ปมตกม้าตายความน่าเชื่อถือ บริจาคโควิด-บอกศาลโอนหุ้น ไม่ทราบ จำไม่ได้ พร้อมปลุกปั่นกระแสการเมืองเรื่องโดนใจคนรุ่นใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง ประชาชนหนุนใคร กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ &amp;nbsp;จำนวน 1,645 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม ที่ผ่านมา พบว่าการรับรู้ของประชาชนที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้แก่ เมื่อปีที่แล้วนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บอกศาลรัฐธรรมนูญว่าไม่ทราบ จำไม่ได้ เรื่องโอนหุ้น 90.6% มีผลต่อความน่าเชื่อถือของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในขณะที่ 9.4% ไม่มีผล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เมื่อปีนี้ ช่วงวิกฤติโควิด-19 กลุ่มนายธนาธรระดมเงินบริจาคแจกประชาชน แต่ไม่ได้แจกเงินทุนที่ได้มาให้หมดแก่ประชาชน 90.3% มีผลต่อความน่าเชื่อถือของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในขณะที่ 9.7% ไม่มีผล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่ผลประมวลการรับรู้ของประชาชนที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า เมื่อประชาชนไม่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ทำให้มีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ช่วยเหลือเด็กนักเรียน เยาวชนที่ยากจนพิเศษได้ทุนเรียนฟรี พ่อแม่ผู้ปกครองได้รับพัฒนาทักษะมีงานทำ กำลังขยายถึงปริญญาตรี &amp;nbsp;69.7% มีผลในขณะที่ 30.3% ไม่มีผล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เมื่อไม่รู้ว่ารัฐบาลทำให้ประชาชนปลูกไม้มีค่าขายได้ คนอยู่กับป่าได้ตามที่กฎหมายกำหนด และในเมืองมีระบบขนส่งรถไฟฟ้า ความเจริญด้านเทคโนโลยี เกิดขึ้นหลายแห่ง 68.9% มีผล ในขณะที่ 31.1% ไม่มีผล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อไม่รู้ว่าโครงการชิมช้อปใช้ ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ 69.4% มีผลต่อความน่าเชื่อถือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะที่ 30.6% ไม่มีผล นอกจากนี้ เมื่อประชาชนไม่รู้ว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใช้ซื้อสินค้าจำเป็นได้ ซื้ออุปกรณ์การเรียนได้ ซื้อวัสดุการเกษตรได้ ซื้อตั๋วรถโดยสารตั๋วรถไฟได้ 69.8% มีผลต่อความน่าเชื่อถือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะที่ 30.2% ไม่มีผล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามว่าคนที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ที่จับต้องได้ ประชาชนได้ประโยชน์มากกว่ากันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 76.6% ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะที่ 17.1% ระบุ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ 6.3% ระบุอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือเมื่อถามว่า คนที่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี มากกว่ากันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 70.8% สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะที่ 19.2% สนับสนุนนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ 10% ระบุอื่นๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.นพดลระบุว่า ถ้าประชาชนจำผลงานที่จับต้องได้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นผลดีส่งผลทำให้ประชาชนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มากกว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ปีที่แล้วมีเรื่องไม่ทราบ จำไม่ได้ เรื่องการโอนหุ้น กับปีนี้มีเรื่องเงินบริจาคช่วงโควิด-19 ที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของประชาชนต่อนายธนาธร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่การยุยงปลุกปั่นกระแสการเมืองที่แรงๆ ใช้การสื่อสารข้อความการเมืองสั้นๆ โดนใจคนรุ่นใหม่สามารถปั่นเบี่ยงเบนกลบกระแสแย่ๆ ของฝ่ายการเมืองได้ และถูกผสมโรงรุมถล่มประเทศไทยจากฝ่ายการเมืองระหว่างประเทศที่กำลังรวมตัวกันสั่นคลอนเสาหลักของชาติในเวลานี้ ดังนั้น ถ้าคนไทยทั้งประเทศรู้เท่าทันไม่ทำตามการออกแบบชักจูงของต่างชาติ บ้านเมืองก็จะไม่วิกฤติแย่ลงไปมากกว่านี้อีก&amp;quot; ผศ.ดร.นพดลระบุ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76008</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200830/image_big_5f4bb1704c73f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2020 08:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2020 08:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิระคนเก่งอย่ากร่างมั่ว! ผอ.ซูเปอร์โพลเดือดแจงยาว ขู่ฟ้องหมิ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย. 63 - - ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ได้ออกแถลงการณ์ ในหัวข้อ &amp;quot;จดหมายถึงประชาชน&amp;nbsp; เปิดใจนพดล อย่ากร่างมั่วเลยครับ สิระ คนเก่ง&amp;quot; โดยระบุว่า &amp;quot;มีความเป็นไปได้ที่ผมจะขอพึ่งกระบวนการยุติธรรมจัดการกับนายสิระ เจนจาคะ ที่ไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนพูดอะไรออกมาจนอาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า ซูเปอร์โพลไม่ดี และเชื่อมโยงถึงนามสกุลของผมที่นายสิระ ปั้นความเท็จอย่างฉะฉานบอกว่า ผมมีนามสกุลเดียวกับโฆษกกระทรวงพลังงาน ซึ่งไม่เป็นความจริงที่นายสิระต้องรับผิดชอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะนี้กำลังให้ฝ่ายกฎหมายดูอยู่ ผมจึงขอให้ทุกสื่อที่เผยแพร่ออกไปให้ความเป็นธรรมกับซูเปอร์โพลและผมเรื่องนามสกุลของผมด้วย ผมตัดสินใจเขียนจดหมายถึงประชาชน เปิดใจนพดล เพื่อเล่าอะไรให้ฟังและชี้แจงให้นายสิระฯ ผ่านสื่อมวลชนทั้งหลายทราบไปพร้อม ๆ กัน แต่ผมอาจจะให้อภัยแก่นายสิระ เพราะมีเหตุผลบางอย่างที่เขียนอยู่ในหน้าสุดท้ายของจดหมายถึงประชาชนฉบับนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวานเย็น ขณะที่ผมกำลังเขียนผลวิจัยโควิด-19 เกี่ยวกับวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ของคนไทยก็ได้มีโทรศัพท์จากนักข่าวมาเล่าว่า นายสิระ อัดซูเปอร์โพลที่ซูเปอร์โพลบอกว่าข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีจะก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชนต่อความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล แสวงหาผลประโยชน์จากเงินกู้ เข้ากระเป๋านักการเมือง....ซึ่งประเด็นนี้กระมังที่นายสิระ บอกว่าซูเปอร์โพลไม่น่าเชื่อถือ ผมจึงคิดว่าน่าจะต้องชี้แจงให้ทราบทั่วกันว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซูเปอร์โพลเป็นนิติบุคคลที่สะสมความรู้ความเชี่ยวชาญมานานและคงไม่ต้องบอกหรอกว่าเก่งแค่ไหน เพราะตัวผมทำมาร่วม 30 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีที่ทำมาโดยตลอดนี้ ไม่จำเป็นต้องแลกด้วยภาพลวงตาทางการเมือง และผมก็พิสูจน์ได้ด้วยว่าซูเปอร์โพลมีทุนสนับสนุนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ได้มาด้วยความรู้ด้านระเบียบวิธีวิทยาการที่ผมสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย มิชิแกน สหรัฐอเมริกา และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย คอร์แนล และจบด้านการบริหารจัดการนโยบายสาธารณะเน้นยุทธศาสตร์ เรียนร่วมหลักสูตรเดียวกับคณะนายทหารในองค์คณะระดับผู้นำ (Joint Chiefs of Staff) กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยจอร์ชทาวน์ วอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา จึงใช้ความเชี่ยวชาญวิเคราะห์วิจัยข้อมูลเกี่ยวกับชาติบ้านเมืองล้วน ๆ เพราะผมถูกฝึกมาให้เป็น &amp;ldquo;ผู้สร้างตนเอง&amp;rdquo; ไม่ใช่เป็น &amp;ldquo;ผู้พึ่งพิงอิงแอบ&amp;rdquo; กลุ่มก๊วนคนมีอำนาจคับบ้านคับเมืองในการแสวงหาผลประโยชน์ ดูประวัติผมของจริงได้ที่ www.superpoll.co.th&amp;nbsp; และนายสิระ จะมาว่าซูเปอร์โพลไม่น่าเชื่อถือ ไร้ราคาได้อย่างไรในหลายประเด็นต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ 1 นายสิระ คนเก่ง บอกว่า ผลโพลไม่มีความน่าเชื่อถือเพราะสวนความรู้สึกของประชาชน ผมขอให้ สิระ คนเก่ง กลับไปอ่านผลโพลให้ดีถี่ถ้วนก่อนเพราะผลโพลพบว่า หลังอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงินผ่านสภาฯ ฝ่ายการเมืองก็กดดันให้นายอุตตมลาออก จึงทำให้ประชาชนเขาเกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อความชอบธรรมของรัฐบาล ประชาชนเขากลัวว่ารัฐบาลจะเอานักการเมืองยี้เข้ามาหาผลประโยชน์บนหนี้สินที่รัฐบาลก่อขึ้นให้กับทุกคนในชาติ.....ผลโพลนี้มันสวนความรู้สึกของประชาชนตรงไหน... สิระ คนเก่ง ช่วยตอบผมที&amp;nbsp;
แต่ถ้าจะถามเรื่องนี้และ สิระ คนเก่งอยากให้ผลโพลออกมาว่า ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาต่อรัฐบาลที่จะเอาคนดีมือสะอาดไม่มีประวัติด่างพร้อย ไม่มีแผล ไม่มีชนักติดหลัง ไม่เคลือบแคลงสงสัยนักการเมืองที่พัวพันโครงการผักสวนครัวรั้วกินได้ คดีเยียวยาเสื้อแดง โยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม และคดีถือหุ้นสื่อ ผมเสนอว่า สิระ คนเก่งคงต้องทำโพลถามประชาชนรอบๆ ตัวของ สิระ คนเก่ง เอาเองล่ะกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ซูเปอร์โพลไม่ทำแบบนั้นเพราะ ซูเปอร์โพลทำตามระเบียบวิธีวิทยาการด้านการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยไม่โกหกบิดเบือนเพื่อให้ตนเองอยู่รอดแต่ประเทศชาติและประชาชนเสียหาย แต่ซูเปอร์โพลทำงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติและประชาชนมาโดยตลอด ตรงไหนที่ดี เราสนับสนุนเต็มที่ เราเป็นคนเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้ความไม่ดีจะโดยพลั้งเผลอหรืออะไรก็ตามไปก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน เพราะฉะนั้นซูเปอร์โพลมีความชัดเจนว่า ซูเปอร์โพลทำไปไม่ใช่เพื่อมุ่งหวังอำนาจหรืออามิสสินจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ 2 คือ สิระ คนเก่ง พูดย้อนแย้งกันชอบกล เพราะผมอ่านข่าวแล้วผมเข้าใจถูกหรือเปล่าว่า นายสิระ ไม่พอใจซูเปอร์โพลที่ออกผลโพลไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลเรื่องปรับคณะรัฐมนตรี แต่ในข่าวเดียวกันคล้าย ๆ กับว่า นายสิระ อยากจะให้ซูเปอร์โพลออกโพลถล่มเรื่องการลดค่าไฟล่าช้า ความผิดพลาดของบิลค่าไฟ และอื่นๆ จนผมนี่รู้สึกเป็นห่วงนายสิระ ระวังจะถ่มน้ำลายขึ้นที่สูงที่มันอาจจะตกลงมาโดนหน้าตนเอง เพราะการลดค่าไฟฟ้า มันเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง เช่น การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่อยู่กับกระทรวงมหาดไทย... อ้าว ๆ ๆ สิระ ไม่รู้เหรอว่าใครคุมกระทรวงมหาดไทย ผมเป็นห่วงทั้งสิระ และการตัดสินใจของผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองจริง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การที่ซูเปอร์โพลออกมาเตือนรัฐบาลว่ามีจุดที่ต้องปรับปรุงนั้นเป็นไปเพื่อรัฐบาลที่นำโดย นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐนาวาที่พาประเทศไปให้ได้ถึงฝั่งดังที่รัฐบาลประยุทธ์ 1 เคยทำมา แต่นี่ถ้าจะให้ซูเปอร์โพลไปทำโพลให้ออกมาว่ากระทรวงพลังงานไม่มีผลงานนั้น ซูเปอร์โพลไม่มีความจำเป็นต้องทำอะไรออกมาว่ากระทรวงพลังงานดีหรือไม่ดีอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ชมรัฐบาลในเรื่องข่าวปรับคณะรัฐมนตรีและมาอัดรัฐบาลเรื่องค่าไฟฟ้า คนอัดนี่มีสติอยู่กับตัวหรือเปล่า มันช่างย้อนแย้งกันเหลือเกิน เพราะฉะนั้นกระทรวงพลังงานทำอะไรที่ดีเราก็บอกว่าดีและชาวบ้านได้ประโยชน์นี่แหละที่รัฐบาลประยุทธ์ 1 เคยทำและต้องทำต่อไป เช่น โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานสะอาด และโรงไฟฟ้าชุมชน แต่อะไรไม่ดีซูเปอร์โพลก็บอกไม่ดีเพื่อให้ป้องกันปัญหาไม่ใช่มาตามแก้ปัญหาไม่จบไม่สิ้น โดยซูเปอร์โพลไม่เคยพึ่งพิงอิงแอบอำนาจของนายกรัฐมนตรีเพื่อได้ผลประโยชน์ใด ๆ ตอบแทนทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ 3 คือ จากข้อ 1 และ 2 ข้างต้น ซูเปอร์โพลทำมาไม่ได้บิดเบือนผลโพลรวมทั้งเรื่องของกระทรวงพลังงานและข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี ดังนั้นจึงเป็นที่ประจักษ์และเป็นที่เชื่อมั่นของภาคีเครือข่ายที่ซูเปอร์โพลเคยทำงานด้วยว่าของจริงและข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำอยู่ที่ซูเปอร์โพล สิ่งที่ซูเปอร์โพลทำนั้นไม่มีอามิสสินจ้างใด ๆ ทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติได้ที่ปรากฏในตัวยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ด้วยคำว่า &amp;ldquo;กรุณาอนุมัติตามเสนอในข้อ ๔&amp;rdquo; ของยุทธศาสตร์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ต่อต้านการค้างาช้าง ต่อต้านการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม และต่อต้านแรงงานเด็กแรงงานบังคับที่ผมเชื่อมั่นว่า บุคคลที่เห็นข้อความที่ว่า &amp;ldquo;กรุณาอนุมัติตามเสนอในข้อ ๔&amp;rdquo; นี้คงจำได้ว่าผู้เป็นเจ้าของซูเปอร์โพลคนนี้เคยร่วมรบกันเหนื่อยยากกันมาขนาดไหนจนประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤต.... ดังนั้น ซูเปอร์โพลจึงไม่จำเป็นต้องทำโพลเอาใจใคร...ในห้วงเวลาแรกๆ ที่ร่วมรบกันมา ลุงตู่คงทราบดีว่า ใครอยู่ข้างแกเสมอ ลุงตู่คงรู้ดีว่า &amp;ldquo;ตราบเท่าที่ลุงตู่อยู่ข้างประชาชนรักประชาชน คนคนนี้อยู่ข้างลุงตู่เสมอ&amp;rdquo; ....แต่น่าเสียดายที่ สิระ คนเก่งคงไม่รู้เรื่องเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ 4 นี่น่าจะถือว่า ผิดพลาดอย่างแรงที่คนจะทำงานใหญ่ให้บ้านเมืองไม่น่าจะพลาดเรื่องข้อมูลพื้นฐานแค่ชื่อ นามสกุลของคน สิระ คนเก่งยังพลาดเลย เพราะ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เขาชื่อว่า นายนพดล กรรณิกา ไม่มี ร.เรือการันต์ ส่วนโฆษกกระทรวงพลังงาน เขาชื่อว่า นายวัชระ กรรณิการ์ มี ร.เรือการันต์ ที่สิระ คนเก่งอ่านแล้วขอให้อ่านอีกสักสิบรอบจะได้บรรลุความจริง อย่าปรุงแต่งจิตอคติกับคนไปทั่ว เพราะทำแบบนั้นมันจะดีเหรอ มันคือปั้นความเท็จบอกประชาชนเลยนะ คนเก่งๆ จึงต้องระวังอย่า &amp;ldquo;มั่วอย่างฉะฉาน&amp;rdquo; #สิระคนเก่ง #มั่วอย่างฉะฉาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ 5 คือ กร่างมั่วเรื่องความน่าเชื่อถือของซูเปอร์โพล ที่ขอแนะนำให้ สิระ คนเก่ง ค้นข้อมูลในอินเตอร์เนตดู ลองพิมพ์คำว่า ซูเปอร์โพล และ ประชามติ เข้าไป ก็จะพบว่า ซูเปอร์โพลสำรวจพบก่อนล่วงหน้า 2 สัปดาห์ว่า คนจะเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 61.5% และ กกต. ประกาศ คนเห็นชอบจริง 61.4% ทำให้ ซูเปอร์โพลได้รับเชิญไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน มีนักวิชาการทั่วโลกมาฟังซูเปอร์โพลที่บอกว่า สำนักโพลคนไทยทำได้ไงคลาดเคลื่อนน้อยกว่าร้อยละ 1 สิระ คนเก่ง ควรอ่านเยอะๆ หาข้อมูลให้แม่นๆ ก่อนพูด
ดังนั้น ตอนแรกผมคิดว่าจะอาศัยกระบวนการยุติธรรมช่วยเหลือปกป้อง ซูเปอร์โพล ในฐานะนิติบุคคล และตัวผมที่เป็นปัจเจกบุคคลที่สิระ คนเก่งมาปั้นความเท็จว่าผมมีนามสกุลเดียวกับโฆษกกระทรวงพลังงาน แต่ยังไม่ทำหรอกเพราะตั้งใจไว้ว่าจะไม่ก่อกรรมทำเวรต่อเพื่อนมนุษย์ไม่ว่ามิตรหรือศัตรู ตรงกันข้ามผมขอใช้หนี้แผ่นดินให้หมดสิ้นในภพภูมินี้ นี่แหละคือเหตุปัจจัยที่ทำให้ผมมีจิตอาสาด้วยหัวใจคนไทยเข้าไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทำงานยุทธศาสตร์ปกป้องผลประโยชน์ชาติกับผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่น่าจะคุ้นเคยกับคำว่า &amp;ldquo;กรุณาอนุมัติตามเสนอในข้อ ๔&amp;rdquo; ของยุทธศาสตร์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ต่อต้านค้างาช้าง ต่อต้านการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุมและต่อต้านแรงงานเด็กแรงงานบังคับ จนรัฐบาลประยุทธ์ทำได้สำเร็จทุกตัว ผมจึงคิดว่าน่าจะใช้หนี้แผ่นดินได้หมดสิ้นแล้ว เพราะกลัวเหลือเกินว่าจะเกิดมาอีกกี่ร้อยชาติก็จะเจอนักการเมืองยี้ ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองยังไม่ล้างการเมืองน้ำเน่าไทย ไม่ปกป้องคนดี ไม่เหนี่ยวรั้งคนดี ๆ ไว้ปกครองบ้านเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้าย...ใครอยากดูหลักฐานที่ผมเก็บไว้เตรียมเล่าให้ลูกหลานฟังมาดูได้ว่าผมเคยรับใช้ชาติในฐานะพลเรือนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่เคยกร่างกับใครเพราะ ลุงตู่ เคยสอนเตือนสติว่า ยิ่งมีอำนาจยิ่งต้องทำตัวเล็ก ผมก็น้อมรับมาปฏิบัติตอนอยู่กระทรวงแรงงานใครมาห้อมล้อมผม จะกดลิฟท์ให้ผม จะเปิดประตูรถให้ ผมขอให้กลับไปทำงานหมด ไม่ต้องเรียกผมว่า &amp;ldquo;ท่าน&amp;rdquo; เรียกผม &amp;ldquo;อาจารย์&amp;rdquo; ก็ถือว่าให้เกียรติผมมากที่สุดแล้ว โดยผมจะเปิดหลักฐานให้ลูกหลานเห็นลายเซ็นต์ &amp;ldquo;นายกฯลุงตู่&amp;rdquo; ว่า ลุงตู่เขียนอะไรที่อ่านยากชะมัดแต่ข้อสั่งการทุกข้อแหลมคมสุดยอด เป๊ะมาก ปกป้องผลประโยชน์ชาติได้อยู่หมัดตามยุทธศาสตร์ที่ทีมยุทธศาสตร์เคยออกแบบไว้ทุกตัวโดยผมจะสอนเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ว่า ความสำเร็จในการปกป้องผลประโยชน์ชาติบ้านเมืองให้สำเร็จได้แท้จริงอยู่ที่การฝึกให้เด็กและเยวชนมีคุณลักษณะ 5 ประการคือ สำนึกรู้คุณแผ่นดินและสถาบันหลักของชาติ มีทัศนคติที่ดี มีวินัย มีงานทำ และเป็นพลเมืองที่ดี ที่สิระ คนเก่ง ควรรู้เรื่องเหล่านี้ไว้บ้างนะ ถ้า สิระ คนเก่ง คิดจะทำงานใหญ่ให้บ้านเมืองอย่างแท้จริง&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68097</URL_LINK>
                <HASHTAG>กร่างมั่ว, ซูเปอร์โพล, ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา, พลังงาน, สิระ เจนจาคะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200608/image_big_5edd908d9198d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66827</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลยี้เรียนออนไลน์/ปลื้มแจกเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นิด้าโพลเผยประชาชนหนุนเปิดเทอม 1 ก.ค. ไม่เห็นด้วย &amp;quot;เรียนออนไลน์&amp;quot; ชี้เด็กมีความพร้อมไม่เท่ากัน สวนดุสิตโพลเปิด 10 พฤติกรรมคนไทยปรับเปลี่ยนยุค &amp;quot;New Normal&amp;quot; ซูเปอร์โพลพบส่วนใหญ่พอใจมาตรการแจกเงิน ห่วงการเมืองขัดแย้งหนักหลังโควิด รัฐบาลสอบตกเรื่องปรองดอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;เรียนออนไลน์&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-21 พ.ค.2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษาและอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,256 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเรียนการสอนออนไลน์สำหรับการศึกษาระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา โดยเมื่อถามถึงการมีบุตรหรือเป็นผู้ปกครองนักเรียนที่กำลังเรียนหนังสือในระดับอนุบาล ประถมศึกษา หรือมัธยมศึกษาในประเทศไทย พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 52.87 ระบุว่ามีบุตรหรือเป็นผู้ปกครองนักเรียนที่กำลังเรียนหนังสือ ขณะที่ร้อยละ 47.13 ระบุว่าไม่มีบุตรหรือเป็นผู้ปกครองนักเรียนที่กำลังเรียนหนังสือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งผู้ที่ระบุว่ามีบุตรหรือเป็นผู้ปกครองนักเรียนที่กำลังเรียนหนังสือในระดับอนุบาล ประถมศึกษา หรือมัธยมศึกษา ในประเทศไทย พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 53.61 ระบุว่ามีบุตรหรือเป็นผู้ปกครองนักเรียนที่กำลังเรียนหนังสือในระดับประถมศึกษา รองลงมา ร้อยละ 29.37 ระบุว่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ร้อยละ 27.26 ระบุว่าระดับอนุบาล และร้อยละ 14.91 ระบุว่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อถามผู้ที่มีบุตรหรือเป็นผู้ปกครองนักเรียนที่กำลังเรียนหนังสือในระดับอนุบาล ประถมศึกษา หรือมัธยมศึกษา ในประเทศไทย ถึงบุตรหลานศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนหรือของรัฐบาล พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 81.48 ระบุว่าเป็นสถานศึกษาของรัฐบาล ขณะที่ร้อยละ 23.19 ระบุว่าเป็นสถานศึกษาของเอกชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อคำสั่งให้เปิดเทอมสำหรับการศึกษาระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ในวันที่ 1 ก.ค.2563 พบว่า ร้อยละ 51.51 ระบุว่าเห็นด้วยมาก เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 คงหมดแล้ว และโรงเรียนควรมีมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด เด็กๆ ควรจะสวมหน้ากากอนามัยไปเรียนทุกครั้ง, ร้อยละ 28.27 ระบุว่าค่อนข้างเห็นด้วย เพราะช่วงระยะเวลาที่จะเปิดเรียนน่าจะปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 แล้ว และอยากให้เปิดทีละชั้นเรียนหรือผลัดกันเปิดของแต่ละชั้นเรียน เพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็ก, ร้อยละ 9.87 ระบุว่าไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะอยากให้เปิดเร็วขึ้นกว่านี้ เนื่องจากการปิดเทอมนานทำให้พัฒนาการเด็กช้าลง และจะทำให้ไม่อยากไปโรงเรียน, ร้อยละ 8.28 ระบุว่าไม่เห็นด้วยเลย เพราะอยากให้เปิดเรียนเป็นวันที่ 16 มิ.ย.2563 เนื่องจากวันที่ 1 ก.ค.2563 นานเกินไป และบางพื้นที่ก็ปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 แล้ว และร้อยละ 2.07 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการเรียนการสอนออนไลน์สำหรับการศึกษาระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 46.90 ระบุว่าไม่เห็นด้วยในทุกระดับ เพราะเด็กมีความพร้อมด้านอุปกรณ์การเรียนออนไลน์ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัด และบางครอบครัวผู้ปกครองไม่มีเวลาคอยดูแลหรือให้คำแนะนำระหว่างเรียนออนไลน์ รองลงมา ร้อยละ 29.86 ระบุว่าเห็นด้วยในบางระดับ, ร้อยละ 22.05 ระบุว่าเห็นด้วยในทุกระดับ เพราะเด็กจะได้พัฒนาความรู้ระหว่างรอเปิดเทอม ได้ทบทวนเนื้อหาวิชาที่เรียน และทำให้ปลอดภัยจากการแพร่ระบาดโควิด-19 และร้อยละ 1.19 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งผู้ที่ระบุว่าเห็นด้วยในการสอนออนไลน์บางระดับ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 63.47 ระบุว่าควรสอนออนไลน์ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพราะมีวุฒิภาวะที่สามารถควบคุมตัวเองให้อยู่ในการเรียนได้ และมีความรับผิดชอบและความสามารถในการใช้อุปกรณ์สื่อสาร สื่อออนไลน์ได้ดี รองลงมา ร้อยละ 60.80 ระบุว่า ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เพราะเด็กมีความรับผิดชอบ มีสมาธิ ในการเรียนด้วยตัวเองได้ดี และสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว, ร้อยละ 21.33 ระบุว่าเป็นระดับประถมศึกษา เพราะควรจัดให้มีการเรียนการสอนออนไลน์ตั้งแต่ประถมศึกษาเป็นต้นไป เนื่องจากเด็กจะมีความเข้าใจมากกว่าระดับอนุบาล และร้อยละ 10.40 ระบุว่าเป็นระดับอนุบาล เพราะช่วงเวลานี้เด็กอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองสามารถเรียนออนไลน์ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สวนดุสิตโพล&amp;rdquo; มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ กรณี &amp;ldquo;New Normal ของคนไทยจากสถานการณ์โควิด-19&amp;rdquo; จำนวนทั้งสิ้น 1,064 คน ระหว่างวันที่ 18-22 พ.ค.2563 สรุปผลได้ ดังนี้ &amp;ldquo;10 พฤติกรรม New Normal&amp;rdquo; ของประชาชนที่ต้องปรับเปลี่ยนเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อันดับ 1 ร้อยละ 71.05 การท่องเที่ยว โดยเลือกเที่ยวเฉพาะสถานที่ที่มั่นใจว่าปลอดภัยจากเชื้อโรค การเลือกพาหนะเดินทาง ฯลฯ, อันดับ 2 ร้อยะ 61.18 ช็อปปิ้ง เดินห้างสรรพสินค้า โดยต้องระมัดระวังตัว ไปเมื่อจำเป็น ลดจำนวนครั้งที่ไป มีสิ่งป้องกัน พกเจลล้างมือ ฯลฯ, อันดับ 3 &amp;nbsp;ร้อยละ 59.68 การเดินทาง โดยป้องกันตัวเองเมื่อใช้รถสาธารณะ ตื่นเช้ากว่าเดิม พกเจลแอลกอฮอล์ เดินทางเมื่อจำเป็น ฯลฯ, อันดับ 4 ร้อยละ 59.40 ปาร์ตี้ สังสรรค์ โดยลดการปาร์ตี้ สังสรรค์ ไปเฉพาะเท่าที่จำเป็น ระมัดระวังตัวมากขึ้น ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับ 5 ร้อยละ 56.39 การดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโควิด-19 โดยใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ไม่ไปในที่แออัด สุ่มเสี่ยง ฯลฯ, อันดับ 6 ร้อยละ 47.27 การซื้อของกินของใช้ โดยเน้นเรื่องความสะอาด ปลอดภัย เลือกของที่มีประโยชน์ ราคาไม่แพง ฯลฯ, &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับ 7 &amp;nbsp;ร้อยละ 46.43 การทำบุญ บริจาค โดยเลือกสถานที่ที่สะอาด ไม่แออัด ไปในวาระสำคัญหรือโอกาสพิเศษเท่านั้น ใช้วิธีการโอนเงิน ฯลฯ, อันดับ 8 ร้อยละ 45.3 การดูแลสุขภาพตัวเอง โดยเอาใจใส่สุขภาพ ออกกำลังกาย กินอาหารเสริม วิตามิน ปรึกษาแพทย์ ฯลฯ, อันดับ 9 &amp;nbsp;ร้อยละ 45.11 โดยการเลือกอาหารการกิน เลือกอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ มีประโยชน์ต่อร่างกาย &amp;nbsp;ภาชนะปิดมิดชิด ทำทานเอง ฯลฯ, อันดับ 10 ร้อยละ 42.39 การประกอบอาชีพ/การหารายได้ สู้งาน โดยขยัน อดทน ไม่เลือกงาน เน้นความปลอดภัย ไม่เสี่ยงโรค ฯลฯ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง สามัคคีปรองดอง จำนวน 1,097 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่าง 18-23 พ.ค.2563 โดยเมื่อถามถึงมาตรการรัฐบาลช่วงโควิด-19 ที่ประชาชนพอใจ พบ 5 อันดับแรก ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.5 ระบุมาตรการแจกเงิน รองลงมาร้อยละ 80.9 ระบุลดค่าไฟ, ร้อยละ 63.1 ระบุลดราคาน้ำมัน, ร้อยละ 34.9 ระบุลดราคาสินค้า และร้อยละ 33.9 ระบุลดค่าน้ำประปา ตามลำดับ แต่เมื่อถามถึงความต้องการต่อมาตรการให้รัฐบาลขยายเวลาช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมอีก พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.9 ระบุลดค่าไฟ รองลงมาร้อยละ 72.2 ระบุ แจกเงิน, ร้อยละ 66.5 ระบุลดราคาน้ำมัน, ร้อยละ 40.7 ระบุลดราคาสินค้า และร้อยละ 38.2 ระบุลดค่าน้ำประปา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงความพอใจของประชาชนต่อมาตรการต่างๆ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.3 ระบุเป็นผลงานของทีมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขณะที่เพียงร้อยละ 6.7 ระบุเป็นผลงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นอกจากนี้ เมื่อถามถึงการตัดสินใจของประชาชน ถ้าสมมติประชาชนเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า จะรักษาทีม ครม.นี้ไว้หรือไม่ หลังโควิด-19 พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.8 จะรักษาทีม ครม.นี้ไว้ ในขณะที่ร้อยละ 5.2 จะไม่รักษาทีม ครม.นี้ไว้ ที่น่าเป็นห่วงคือระดับความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองหลังโควิด-19 พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.5 ระบุค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 25.5 ระบุค่อนข้างน้อยถึงไม่รุนแรงเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.8 ระบุ รัฐบาลไม่สำเร็จเรื่องความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ แย่งตำแหน่งรัฐมนตรีช่วงเวลาชาวบ้านกำลังทุกข์ คนในรัฐบาลเป็นต้นเหตุความขัดแย้งเสียเอง เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 40.2 ระบุสำเร็จ เพราะรัฐบาลทำงานมาต่อเนื่อง สำเร็จแต่เป็นเพราะลักษณะปกติของคนไทยที่มีจิตใจรักสงบรักสามัคคีกันมากกว่าเป็นผลงานของรัฐบาล เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66827</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200524/image_big_5eca6ce62a6d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
