<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101524</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2021 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2021 17:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปริญญา&#039;ร่ายยาวโต้&#039;รมว.อว.&#039;ไม่มีอำนาจสอบอาจารย์ประกันตัวนศ.คดี112</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ค.64-ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก Prinya Thaewanarumitkul เรื่อง โต้แย้งรัฐมนตรี การเป็น#นายประกันให้ผู้ต้องหาในคดีอาญาไม่มีความผิด ทั้งทางกฎหมายและทางวินัย เพราะ ผู้ต้องหาและจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ระบุว่า ตามที่เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้ทำหนังสือถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหิดล แจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. &amp;ldquo;ได้มีบัญชาให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลชี้แจง&amp;rdquo; เรื่องการ &amp;ldquo;สอบจรรยาบรรณ&amp;rdquo; คณาจารย์ 8 คนที่เป็นนายประกันให้นักศึกษาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ตามที่ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ยื่นร้องเรียน (ตามภาพประกอบ) โดยนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า &amp;ldquo;เป็นการตรวจสอบตามขั้นตอนปกติ ซึ่งหากใครไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ก็ไม่ต้องไปกลัว ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน เมื่อมีคนร้องเข้ามาตนก็สอบถามมหาวิทยาลัยไปตามขั้นตอนเท่านั้น&amp;rdquo; (จากข่าวที่เผยแพร่ทางสื่อมวลชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมในฐานะอาจารย์สอนกฏหมาย เห็นว่าหนังสือจากเลขานุการท่านรัฐมนตรีกระทรวง อว. และคำให้สัมภาษณ์ของท่านรัฐมนตรีกระทรวง อว. น่าจะมีความผิดเพี้ยนไปจากรัฐธรรมนูญและกฎหมายในหลายประการ จึงใคร่ขอเสนอความเห็นในทางกฎหมาย เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะในการทำความเข้าใจในเรื่องนี้ ดังต่อไปนี้
1.รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า &amp;ldquo;ในคดีอาญา #ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด&amp;rdquo; หลักนี้เรียกว่า #หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ หรือ presumption of innocence ทั้งนี้เป็นไปตาม #หลักการแบ่งแยกอำนาจ เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนจากการกล่าวหาฟ้องร้องของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย โดยให้เฉพาะแต่ฝ่ายตุลาการหรือศาลเท่านั้นที่จะพิพากษาว่า ประชาชนคนใดทำผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2492 เป็นต้นมา ล้วนแต่บัญญัติหลักนี้ไว้โดยถ้อยคำเดียวกันนี้ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ทั้งนี้ มาตรา 29 วรรคสอง ได้บัญญัติแนวทางปฏิบัติของหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ไว้ในประโยคที่สองว่า &amp;ldquo;#ก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด อันแสดงว่าบุคคลใดกระทำความผิด #จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นั่นคือเมื่อผู้ใดยังไม่ถูกศาลพิพากษาว่าผิด ผู้นั้นจะถูกปฏิบัติแบบที่ถูกพิพากษาแล้วว่าผิดไม่ได้ แล้วศาลก็ไม่อาจมีคำพิพากษาได้ถ้าไม่ได้มีการพิจารณาคดีโดยรับฟังพยานหลักฐานและการแก้ข้อกล่าวหาของโจทก์จำเลยจนครบถ้วนกระบวนความเสียก่อน&amp;nbsp; ว่าง่ายๆ คือตามรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรคสอง ก่อนที่ศาลจะพิพากษาไม่ว่าใครก็ไม่อาจที่จะปฏิบัติกับผู้ต้องหาหรือจำเลยเสมือนเป็นผู้กระทำผิด หรือพิพากษาล่วงหน้าได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวศาลเอง หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใด หรือประชาชนกลุ่มไหน ซึ่งเป็นหลักการที่คุ้มครองผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา #ทุกคดี และคุ้มครอง #ทุกคน รวมถึงท่านรัฐมนตรีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์นี้ การได้รับการประกันตัว หรือที่ #ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ใช้คำว่า &amp;ldquo;ปล่อยชั่วคราว&amp;rdquo; จึงเป็นเรื่องหลัก #การไม่ให้ประกันตัวจึงเป็นเรื่องยกเว้น โดยตามรัฐธรรมนูญมีเหตุที่จะไม่ให้ประกันตัวเพียงเหตุเดียวคือ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการหลบหนีเท่านั้น ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 29 วรรคสามว่า &amp;ldquo;การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยให้กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการหลบหนี&amp;rdquo;&amp;nbsp; ดังนั้น การได้รับการประกันตัวจึงเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้ต้องหาและจำเลย ซึ่งตามมาตรา 29 วรรคสามนี้ ถ้าไม่มีเหตุว่าจะหลบหนีก็ต้องให้ประกันตัว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจึงบัญญัติเป็นหลักไว้ในมาตรา 107 ว่า &amp;ldquo;ผู้ต้องหาหรือจำเลย #ทุกคน พึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว&amp;rdquo; นั่นคือไม่มีใครควรจะต้องติดคุกก่อนศาลพิพากษา และทุกคนต้องสามารถสู้คดีนอกคุกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ในเมื่อรัฐธรรมนูญอันมีฐานะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ (มาตรา 5) รับรองว่าผู้ต้องหาและจำเลยยังไม่ใช่ผู้กระทำความผิดจนกว่าศาลจะพิพากษา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็กำหนดให้ผู้ต้องหาและจำเลยทุกคน ไม่ว่าจะต้องข้อหาใด พึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ดังนั้น #การเป็นนายประกันไม่ว่าจะเป็นคดีใด เช่นเดียวกับการเป็นทนายความให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา ก็ย่อมที่จะ #ไม่มีความผิดแต่ประการใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในทางอาญาหรือในทางวินัย&amp;nbsp; การที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ให้เลขานุการของท่านทำหนังสือ #บัญชาให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลชี้แจงเรื่องการสอบจรรยาบรรณอาจารย์ที่เป็นนายประกันนักศึกษา จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง สิ่งที่กระทรวง อว.พึงกระทำมากกว่าคือ ทำหนังสือตอบผู้ร้องเรียนท่านรัฐมนตรีว่า การเป็นนายประกันให้นักศึกษาในคดีอาญานั้น ไม่มีความผิดใดทั้งทางอาญาและทางวินัย เพราะนักศึกษาที่เป็นผู้ต้องหายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ตามรัฐธรรมนูญและมีสิทธิที่จะได้รับการประกันตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.นอกจากนี้แล้ว ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2558 มาตรา 5 วรรคสอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &amp;ldquo;#มีฐานะเป็นหน่วยงานในกํากับของรัฐ&amp;rdquo; เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ.2550 มาตรา 5 วรรคสอง ที่บัญญัติให้มหาวิทยาลัยมหิดล &amp;ldquo;#มีฐานะเป็นหน่วยงานในกํากับของรัฐ&amp;rdquo;
รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. #จึงไม่มีอำนาจบังคับบัญชา มหาวิทยาลัยทั้งสองแห่ง เช่นเดียวกับไม่มีอำนาจบังคับบัญชามหาวิทยาลัยในกำกับอื่นๆ ทั้งหมดด้วย โดยตามพระราชบัญญัติอุดมศึกษา พ.ศ.2562 รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. มีอำนาจเพียงแค่ &amp;ldquo;#ควบคุมกำกับ&amp;rdquo; คือกำกับดูแลหรือควบคุมมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเพียงให้เป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#โดยสรุป ผมขอเรียนท่านอธิการบดีทั้งสองมหาวิทยาลัยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.ไม่มีอำนาจบัญชาในเรื่องการสอบจรรยาบรรณของอาจารย์ที่เป็นนายประกันให้นักศึกษา เพราะนักศึกษายังเป็นผู้บริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ และมีสิทธิได้รับการประกันตัวตามกฎหมาย อาจารย์ที่ไปประกันตัวจึงไม่มีความผิดให้ต้อง &amp;ldquo;สอบจรรยาบรรณ&amp;rdquo; แต่อย่างใด หนังสือจากเลขานุการรัฐมนตรีฉบับนี้จึงเป็นการใช้อำนาจที่เกินเลยไปจากรัฐธรรมนูญและกฎหมาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหิดลจึงควรที่จะทำหนังสือให้กระทรวง อว.ต้องชี้แจงว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.มีอำนาจอะไรจึงมี &amp;ldquo;บัญชา&amp;rdquo; เช่นนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อปกป้องอาจารย์ที่เป็นนายประกันให้นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการ #ปกป้องสถานะการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ว่าไม่ใช่หน่วยงานใต้บังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ดังที่ท่านรัฐมนตรีเข้าใจครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101524</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกันตัว, ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, ม.112, รมว.อว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210220/image_big_6030831ad35af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสนอให้เพิ่มโทษ&#039;ชนแล้วหนี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้จัดการ ศวปถ.เสนอจัดระบบตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างตำรวจ อัยการ ศาล ในการดำเนินคดีเมาแล้วขับ ด้านอาจารย์ปริญญาเรียกร้องเพิ่มโทษชนแล้วหนี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมนี้ ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต ร่วมกับเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) จัดเสวนาหัวข้อ &amp;ldquo;ดื่มแล้วขับ&amp;rdquo; ผลกระทบทางสังคม กับกระบวนการยุติธรรมไทย เพื่อถอดบทเรียนผลกระทบทางสังคมจากคดีเมาแล้วขับ พร้อมเสนอให้มีการแก้ปัญหาดื่มแล้วขับอย่างเร่งด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า สถิติการดำเนินคดีขับรถในขณะเมาสุราปี 2562 ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2562 เฉพาะเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์มี 33,339 คดี เทียบกับปี 2561 มี 57,048 คดี ลดลงไป 23,709 คดี ขณะที่ปี 2563 สถานการณ์ผู้ขับขี่ดื่มแล้วขับที่บาดเจ็บและเสียชีวิตในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. พบว่ามีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปี 2562 โดยมีสาเหตุจากมาตรการล็อกดาวน์ช่วงระบาดโควิด-19 แต่หลังจากมีมาตรการผ่อนปรนหลังวันที่ 3 พ.ค. ตัวเลขอุบัติเหตุเริ่มมีแนวโน้มกลับมาสูงขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้สถานการณ์อุบัติเหตุบ้านเราจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่คดีเมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายและเสียชีวิต หลายคดียังมีช่องว่างทางกฎหมาย ผู้ก่อเหตุไม่ได้รับโทษอย่างที่ควรจะเป็นจึงขอสนับสนุนให้กำหนดมาตรฐานวิชาชีพในคดีจราจร โดยเฉพาะการใช้หลักฐานวิทยาศาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือกว่าพยานบุคคลมาหักล้างคำกล่าวอ้าง และควรจัดให้มีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลในกระบวนการยุติธรรม ระหว่างตำรวจ อัยการ และศาล สร้างความเชื่อมั่นทางคดีตั้งแต่กระบวนการต้นทาง และควรกำหนดเป้าการสุ่มตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ให้มากขึ้น&amp;rdquo; นพ.ธนะพงศ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สมัยก่อนการดื่มแล้วขับเป็นเรื่องปกติของคนในสังคม หลังมีกฎหมายออกมาบังคับร่วมกับการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ทำให้สังคมเกิดการรับรู้และตื่นตัวมากขึ้น เห็นได้จากวัฒนธรรมใหม่ในวงเหล้าที่ต้องมีคนไม่ดื่มหนึ่งคน คอยอาสาขับรถพาเพื่อนกลับบ้าน รวมถึงบริการหาคนขับรถแทน ส่งผลให้ปัจจุบันสถิติการบาดเจ็บและชีวิตของผู้ที่ดื่มแล้วขับลดลง ขณะเดียวกันคดีเมาแล้วขับหลายคดียังมีช่องโหว่ทางกฎหมายที่ทำให้ผู้ก่อเหตุหลุดรอด เป็นโจทย์ที่กระบวนการยุติธรรมต้องนำกลับไปแก้ไขหรือทำคดีตัวอย่างเพื่อสร้างบรรทัดฐานให้สังคม ป้องกันพฤติกรรมการลอกเลียนแบบ อาทิ หลีกเลี่ยงการตรวจวัดแอลกอฮอล์ รวมถึงการชนแล้วหนี เพื่อถ่วงเวลาให้ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์ปริญญากล่าวว่า เพื่อให้การทำงานที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า เราต้องออกมาต่อสู้ผลักดันให้ออกกฎหมายเพิ่มโทษ &amp;ldquo;ชนแล้วหนี&amp;rdquo; ดื่มขับต้องโดนจับ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สร้างความเข้าใจในเรื่องของการเยียวยาเหยื่อที่ไม่ใช้แค่เงิน พร้อมสร้างความตระหนักรู้ในกติกาสังคมควบคู่กับการสร้างบรรทัดฐานให้เกิดขึ้น ดังนั้นทุกกภาคส่วนต้องร่วมหารือและแนวทางใหม่ให้เกิดการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พระสุราษฏร์ เตชวโร ผู้เคยก่อเหตุเมาแล้วขับชนนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังเสียชีวิต 2 ราย กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุเมาเหล้าและขับรถชนคนเสียชีวิต ซึ่งในช่วงแรกๆ หลังเกิดเหตุตนยังคิดที่จะสู้ มีคนแนะนำมากมายว่าสู้ได้ แต่ในเวลาต่อมาตนได้ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ จนตัดสินใจที่จะยอมรับผลทุกอย่าง ยอมเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย โดยตั้งใจเยียวยาให้รายละ 1 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตนทราบดีว่าการชดเชยดังกล่าวเทียบไม่ได้กับการทำให้คนต้องจบชีวิตลงก่อนวัยอันควร และด้วยความรู้สึกทุกข์ใจบวกกับความรู้สึกผิด จึงตั้งใจบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับเยาวชนทั้งสอง และขอใช้โอกาสนี้ผันตัวในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ เผยแพร่เรื่องราวดังกล่าวให้เป็นอุทาหรณ์สอนใจคนในสังคม ช่วงที่ผ่านมาก็ได้ไปบรรยายเล่าเรื่องของตนให้กับนักเรียน นักศึกษา เยาวชนกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อาตมายังคงรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงอยากฝากไปถึงนักดื่มทุกคน ว่าน้ำเมามีแต่โทษจริงๆ ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน หากกระทำผิดต่อผู้อื่นยังเป็นกรรมติดตัวไปตลอดชีวิต และทิ้งบาดแผลในใจให้กับคนรอบข้างอีกมากมาย&amp;rdquo; พระสุราษฏร์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74351</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์, ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, พระสุราษฏร์ เตชวโร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200813/image_big_5f3530f414816.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67592</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2020 07:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2020 07:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยืมใช้คงรูป!&#039;ปริญญา&#039;ถามป.ป.ช.จากนี้ไปเราจะ ป้องกันการให้สินบนเป็นสิ่งของได้อย่างไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
2 มิ.ย.63- ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ และรองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Prinya Thaewanarumitkul คดีนาฬิกาเพื่อน ระบุข้อความดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ยืมใช้คงรูป กับคำถามต่อ ปปช. จากนี้ไปเราจะ #ป้องกันการให้สินบนเป็นส่ิงของได้อย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเสาร์ที่ผ่านมามีข่าวเรื่องผลการพิจารณาของ ปปช. (หนังสือ ปปช. ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2563) ที่มีการขอให้ชี้มูลความผิดของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้แจ้งนาฬิกาจำนวนหลายสิบเรือนซึ่งราคารวมนับสิบล้านบาทลงในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดย ปปช. สรุปว่า การยืมนาฬิกาของพลเอกประวิตรเป็นการ &amp;ldquo;ยืมใช้คงรูป&amp;rdquo; แม้ว่าจะเป็นหนี้ เพราะผู้ยืมมีหน้าที่ต้องคืน แต่มิใช่หนี้สินที่ ปปช. กำหนดให้ต้องแจ้งในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะรายการหนี้สินที่ต้องแจ้งในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน &amp;ldquo;หมายถึงหนี้สินที่ต้องเป็นเงินตราเท่านั้น&amp;rdquo; ดังนั้น พลเอกประวิตร &amp;ldquo;จึงไม่มีหน้าที่ที่ต้องแจ้งรายการยืมนาฬิกาดังกล่าวเป็นหนี้สินในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน&amp;rdquo; ซึ่งทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากพอสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเห็นว่า #ประเด็นหลักของเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นข้อกฎหมาย ว่าการยืม หรือที่ ปปช.ใช้ถ้อยคำทางกฎหมายว่า &amp;ldquo;ยืมใช้คงรูป&amp;rdquo; จะต้องแจ้งในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือไม่ แต่ #ประเด็นหลักเป็นปัญหาข้อเท็จจริงครับ คือนาฬิการาคาแพงจำนวนหลายสิบเรือนที่พลเอกประวิตรเคยใส่ แล้วปรากฏเป็นภาพข่าวต่างกรรมต่างวาระกันนั้น #เป็นนาฬิกาเพื่อนจริงหรือไม่ ซึ่ง ปปช.ไม่ได้พูดถึงประเด็นข้อเท็จจริงตรงนี้เลย คือเหมือนกับเชื่อไปเลยว่า พลเอกประวิตรยืมเพื่อนมาจริง แล้วก็ข้ามประเด็นข้อเท็จจริงนี้ ไปประเด็นข้อกฎหมายเลย ว่าของที่ยืมมาไม่ต้องลงในบัญชีทรัพย์สินและหนึ้สิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องการทุจริตเป็นเรื่องข้อเท็จจริงครับ ซึ่งควรต้องทำให้ยุติก่อนให้ได้ว่านาฬิกาเป็นของใคร ซึ่งถ้า ปปช. มีข้อเท็จจริงที่ทำให้ ปปช. เชื่อว่า พลเอกประวิตร ยืมนาฬิกาเพื่อนมาจริง ปปช.ก็ควรแสดงหลักฐานให้ปรากฏต่อสาธารณะให้คนสิ้นสงสัย เพราะนาฬิการาคาแพงล้วนแต่มีหลักฐานการซื้อขายและมีใบรับรองทั้งนั้น ทำไมถึงไม่ให้เจ้าของนาฬิกา หรือทายาทเอาหลักฐานการเป็นเจ้าของออกมาแสดงเลย เพียงแค่นั้นก็จบแล้วครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่อ ปปช.ไม่ดำเนินการในเรื่องข้อเท็จจริงตรงนี้ แล้วใช้แต่ข้อกฎหมายเช่นนึ้ ก็ไม่มีทางแก้ข้อสงสัยได้ และคนก็จะสงสัยตลอดไปอยู่อย่างนั้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อพลเอกประวิตรเลยหากเป็นนาฬิกาที่เพื่อนให้ยืมมาใส่จริงๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิงเมื่อพลเอกประวิตรจะเล่นการเมืองเต็มตัวแล้วตามข่าวที่ปรากฏออกมาครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ จากนี้ไป ปปช. จะป้องกันผู้ทุจริตที่เอาเงินที่ได้มาโดยมิชอบไปซื้อของแพงๆ เช่น นาฬิกา หรือแหวนเพชรราคาหลายล้านบาท แล้วก็ไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินโดยอ้างว่ายืมเพื่อนมาได้อย่างไร? เมื่อ ปปช. ไม่หาข้อยุติในเรื่องข้อเท็จจริงก่อนว่าสิ่งของนั้นเป็นของคนอื่นจริงหรือไม่เช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปปช. #จะป้องกันการให้สินบนในรูปแบบของสิ่งของได้อย่างไร เช่น การให้สินบน ค่าอำนวยความสะดวก หรือ ส่วย ด้วยการให้นาฬิการาคาแพง หรือการให้ของมีค่าอย่างอื่น เพราะเป็นวิธีการหนึ่งที่นิยมทำกันมากอยู่แล้ว และจากนี้ไปก็อาจจะยิ่งทำกันได้มากขึ้น เพราะทุกคนจะอ้างได้หมดแล้วว่ายืมเพื่อนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยความเคารพ นี่เป็นคำถามที่คนอยากได้ยินคำตอบจาก ปปช. ครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67592</URL_LINK>
                <HASHTAG>นาฬิกาเพื่อน, ป.ป.๙., ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, ยืมใช้คงรูป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200602/image_big_5ed5a0b7c498a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมศักดิ์สั่งด่วนยธ. ช่วยเหยื่อแพรวา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สมศักดิ์&amp;rdquo; สั่งด่วนถึงยุติธรรม เร่งช่วยเหลือเหยื่อแพรวา 9 ศพ ล่าสุดกองทุนยุติธรรม-บังคับคดี พร้อมอำนวยความสะดวก รองปลัด ยธ.แนะจำเลยเข้าไกล่เกลี่ยหนี้ เพิกเฉยโดนบังคับคดี ขายทอดตลาดทรัพย์ชำระหนี้ ไม่พอจ่ายโดนฟ้องล้มละลาย แม่ ดร.เป็ด เผยทุกวันนี้ยังต้องร้อยมาลัยเลี้ยงชีพ วอนผู้ก่อเหตุเห็นใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมและโฆษกกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงยุติธรรมเข้าช่วยเหลือและอำนายความสะดวกในการเข้าถึงความยุติธรรมแก่ผู้เสียหายกรณี &amp;ldquo;แพรวา 9 ศพ&amp;rdquo; หรือคดีอุบัติเหตุรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค เฉี่ยวชนกับรถตู้โดยสารบนโทลล์เวย์จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ในส่วนของผู้เสียหายที่มีฐานะยากจน กระทรวงยุติธรรมจะให้กองทุนยุติธรรมเข้าไปช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเป็นค่าทนายความและการสืบทรัพย์ ขณะที่กรมบังคับคดีพร้อมอำนวยความสะดวกในขั้นตอนการบังคับคดีเช่นกัน โดยผู้เสียหายหรือฝ่ายโจทก์ต้องไปยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี แล้วนำหมายบังคับคดีไปตั้งเรื่องที่กรมบังคับคดี เพื่อให้มีอำนาจเข้าไปสืบทรัพย์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธวัชชัยกล่าวว่า เมื่อเริ่มต้นขั้นตอนการบังคับคดีแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจะสั่งอายัดทรัพย์ที่สืบพบแล้วนำออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาเฉลี่ยคืนตามความเสียหาย หากทรัพย์ที่นำออกขายทอดตลาดไม่เพียงพอต่อการชดใช้ค่าเสียหาย หรือมีมูลหนี้มากกว่า 1 ล้านบาท จะยื่นฟ้องขอให้ศาลสั่งให้จำเลยตกเป็นบุคคลล้มละลาย ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศหรือทำธุรกรรมทางการเงินได้เป็นเวลา 3 ปี แม้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายไปแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเลยจะสบาย หรือ &amp;quot;ลั้ลลา&amp;quot; เพราะภาระความรับผิดก็ยังไม่หมดลง มูลหนี้ยังคงมีอยู่ จำเลยยังต้องทำงานชดใช้ค่าเสียหายจนกว่าจะครบตามคำพิพากษา หรือจนกว่าคดีจะขาดอายุความในการสืบทรัพย์เป็นระยะเวลา 10 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผู้เสียหายหรือโจทก์มีอาการมึนงง เดินไม่เป็น กรณีลูกหนี้ซึ่งไม่ยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษา ทั้งนี้ เมื่อครบเวลา 30 วันหลังศาลมีคำพิพากษา หากลูกหนี้หรือจำเลยทำไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทำหน้ามึน ผู้เสียหายจะต้องไปยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี เมื่อได้หมายบังคับคดีมาแล้ว จึงจะมีอำนาจเข้าไปสืบทรัพย์ว่าจำเลยมีทรัพย์สินอะไรบ้าง ซึ่งในชั้นนี้ยากที่สุด เพราะศักยภาพบุคคลทั่วไปนั้นยากต่อการเข้าถึงข้อมูล ต้องจ้างทนายความ คนจน คนด้อยโอกาสสามารถขอเงินค่าจ้างทนายความสืบทรัพย์ได้จากกองทุนยุติธรรมได้&amp;rdquo; รองปลัดกระทรวงยุติธรรมระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธวัชชัยกล่าวอีกว่า ขอแนะนำให้จำเลยควรเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยจะดีที่สุด &amp;nbsp;ส่วนผู้เสียหายหรือฝ่ายโจทก์ สามารถขอคำแนะนำช่วยเหลือได้ที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดทุกจังหวัด หรือศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว รายงานความคืบหน้าคดี &amp;quot;แพรวาชน 9 ศพ&amp;quot; ว่า ศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำหน้าที่เป็นทนายทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งจนคดีถึงที่สุด สำหรับท่านที่สนใจและติดตามคดีที่ใช้เวลาถึง 9 ปี โดยสรุปคือศาลฎีกาพิพากษาในคดีอาญาว่าผู้ขับขี่รถฮอนด้า ซีวิค มีความผิดฐานขับรถโดยประมาททำให้มีผู้เสียชีวิต และพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่เรื่องนี้กลับมาสู่ความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง เนื่องจากทางฝ่ายจำเลยยังไม่มีการชดใช้เยียวยาความเสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะได้ช่วยเหลือติดตามในเรื่องนี้ต่อไปครับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของคดีอาญา ผศ.ดร.ปริญญาระบุว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทำให้ทรัพย์สินเสียหาย เป็นเวลา 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ประกอบกับความประพฤติทั่วไปของจำเลยยังไม่มีข้อเสียหาย เป็นการกระทำผิดครั้งแรก รู้สำนึกในการกระทำความผิด และได้บรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายบางส่วนแล้ว จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นคนดีสักครั้ง ให้รอลงโทษเป็นเวลา 3 ปี คุมประพฤติจำเลยเป็นเวลา 3 ปี กำหนดเงื่อนไขให้รายงานตัวทุกๆ 3 เดือน ให้ทำงานบริการสังคมดูแลผู้ป่วยจากอุบัติเหตุเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ภายใน 2 ปี และห้ามขับรถยนต์จนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ส่วนข้อหาอื่นศาลพิพากษายกฟ้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลัง ทาง &amp;quot;แพรวา&amp;quot; ได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้ ให้รอลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 4 ปี กับให้ทำงานบริการสังคมดูแลผู้ป่วยจากอุบัติเหตุปีละ 48 ชั่วโมง ส่วนโทษอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในด้านคดีแพ่ง &amp;nbsp;บัดนี้ คดีได้ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 297-308/2562 โดยศาลฎีกาได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในแต่ละคดี ซึ่งรวมค่าสินไหมทดแทนที่ศาลฎีกากำหนดให้ทุกคดีแล้วรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 25,261,164 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ซึ่งศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วเมื่อวันที่ 8 พ.ค.2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางถวิล เช้าเที่ยง อายุ 71 ปี มารดา ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง หรือ ดร.เป็ด นักวิทยาศาสตร์ประจำสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หนึ่งในผู้เสียชีวิต 9 ศพ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุ คู่กรณีแค่มาร่วมงานศพเพียงวันเดียว หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการติดต่ออะไรอีกเลย แม้ว่าศาลจะตัดสินแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการติดต่อมา ตอนนี้รู้สึกอึดอัดมากเพราะอายุก็มากแล้ว ทางคู่กรณีจะเอายังไงก็ได้ ขอให้มาพูดคุยกัน ไม่ได้ไปเรียกร้องเขามากมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางถวิลกล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเรื่อง ทางญาติๆ ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดได้รวมกลุ่มกัน และตอนนี้ก็รอให้ทางคู่กรณีติดต่อมา และรอทางทนายด้วย&amp;nbsp;ซึ่งก็ได้มีการพูดคุยกับทางทนายแล้วว่าถ้าไม่มาเยียวยาก็ต้องให้มีการบังคับคดี เพื่อดูว่าเขามีทรัพย์สินอะไรบ้าง โดยทำตามขั้นตอนของศาล ซึ่งยังไม่รู้ว่านานแค่ไหน และไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ถึงตอนนั้นหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในช่วงที่ลูกเรียนจบมา (จบปริญญาเอกจากอังกฤษ) ก็อยากให้แม่เลิกร้อยพวงมาลัยขาย แต่แม่ยังทำไหวก็ขอทำไปก่อน ถ้าเลิกร้อยพวงมาลัยในวันที่ลูกขอให้เลิก วันนี้คงลำบากกว่านี้ เพราะวันนี้ไม่มีลูกมาคอยเลี้ยงดูแล้ว และพี่น้องก็ตายหมดแล้ว เหลือเพียงแค่หลานสาวคนเดียวที่มาช่วยกันร้อยพวงมาลัยขาย แบ่งข้าวกินกันไป ก็อยากให้แพรวาได้เห็นใจบ้าง เพราะเวลาก็เนิ่นนานมาแล้ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ภายหลังเกิดเหตุชน 9 ศพ นางสาวแพรวาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ จากแพรวา เป็นอรชร บัวบูชา และรวินภิรมย์ และล่าสุด น.ส.แพรวาได้แต่งงานกับอดีตอนุกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก ในฐานะสมาชิกตระกูล เทพหัสดิน ณ อยุธยา กล่าวว่า ต้นตระกูลเป็นนามสกุลพระราชทาน ที่ผ่านมาบรรพบุรุษหลายคนได้ทำคุณงามความดีรับใช้ให้ชาติบ้านเมืองมามากมาย กรณีคนในสกุลเทพหัสดิน ณ อยุธยา ก่อเหตุดังกล่าว เป็นการกระทำส่วนตัว โดยไม่เกี่ยวกับนามสกุล การที่นำเหตุที่เกิดขึ้นของคนคนเดียวในตระกูลไปย่ำยีให้เกี่ยวข้องกับนามสกุลนั้นไม่ยุติธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยคนคนเดียว แต่เอานามสกุลไปวิพากษ์วิจารณ์ และโยงไปถึงต้นตระกูล อีกทั้งมีการพาดพิงไปถึง พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตรอง ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นบิดาของผม ท่านประกอบคุณงามความดี เป็นทหารรับใช้แผ่นดินไทยมากมาย อย่านำไปโยงเกี่ยว หากใคร สื่อ หรือโซเชียลมีเดียกล่าวพาดพิงเรื่องนามสกุลจนทำให้เสียหาย จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ โดยจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดในทุกกรณี&amp;rdquo; พล.อ.วิชญ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41235</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง, ถวิล เช้าเที่ยง, ธวัชชัย ไทยเขียว, ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แพรวา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2f1d358e44f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
