<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2020 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2020 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;ชี้คลายล็อคเฟส3เชื่อ&#039;ตลาดเงิน-ธุรกิจอุตสาหกรรม&#039;ฟื้นตัว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มิ.ย.63-ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวภายหลังผ่อนปรนหรือคลายล็อกดาวน์เฟสสามว่า จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดือนมิ.ย.-ก.ค.ขยายตัวเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเกิดการฟื้นตัวของตลาดการเงินในไทยแบบ V-shape โดยเฉพาะตลาดหุ้นมีแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติติดต่อกันหลายวันทำการ มูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์บางวันทะลุสูงกว่าแสนล้านบาท แต่การปรับขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจหรือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนมากนัก เป็นผลจากการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้นเก็งกำไรจากต่างชาติเป็นหลัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นสามารถขึ้นไปทะลุระดับ 1,480 ได้ไม่ยากด้วยกระแสเงินทุนดังกล่าว แต่ราคาหุ้นจะแพงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานมากและมีความเสี่ยงในการลงทุนสูงที่จะมีการเทขายทำกำไรก่อนผลประกอบการไตรมาสสองจะมีการทะยอยประกาศในช่วงไตรมาสสาม ภายใน 1 สัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายนหลังการคลายล็อก ดัชนีตลาดหุ้นปรับขึ้นมาแล้ว 6.91% ขณะนี้ดัชนีเทียบกับต้นปีแล้วยังติดลบอยู่ประมาณ -9.1% &amp;nbsp;
การเกิด V-shape ในตลาดหุ้นไทยระยะหนึ่งแล้วตลาดจะปรับฐานลดลงจากแรงส่งของเม็ดเงินที่อัดฉีดเข้ามาในระบบการเงินโลกชะลอตัวลง แต่จะไม่มี V-shape ของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีคนว่างงานจำนวนมากและเราปล่อยให้ธุรกิจเอสเอ็มอีและขนาดย่อมปิดกิจการ เราช่วยเหลือช้าไป เมื่อกิจการถูกปล่อยให้ล้มแล้วฟื้นขึ้นมาต้องใช้เวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กระแสเม็ดเงินระยะสั้นไหลเข้าทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นซ้ำเติมภาคส่งออกที่อยู่ในภาวะซบเซาอยู่แล้ว ทำให้สถานการณ์การว่างงานและการเลิกจ้างในภาคการผลิตยังไม่ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น คาดการณ์ว่าจะทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 29.50-30.50 บาทต่อดอลลาร์ได้ในช่วงไตรมาสสาม ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองอาจจะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังแต่จะยังไม่มีนัยยสำคัญอะไรต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวมหรือตลาดการเงิน หากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองยังอยู่ภายใต้ครรลองของระบอบประชาธิปไตย ธุรกิจโดยภาพรวมมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากมาตรการความปลอดภัยจาก Covid-19 (Covid-19 Safety measures) ซึ่งมาตรการของไทยบางอย่างเข้มเกินความจำเป็นจนทำให้มาตรการความปลอดภัยจาก Covid-19 ก่อให้เกิดต้นทุนต่อภาคธุรกิจสูงกว่าหลายประเทศ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มาตรการเข้มเหล่านี้ทำให้ ไทย เป็นประเทศหนึ่งที่น่าจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อระลอกสองในระดับต่ำและไม่รุนแรง ขณะเดียวกับ ธุรกิจและกิจการต่างๆยังมีต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนแรงงานและต้น ทุนพลังงานที่ลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีที่แล้วแต่มีปัญหาด้านยอดขายและกำลังซื้อ ต้นทุนจากมาตรการความปลอดภัยจาก Covid-19 เป็น New Normal ที่ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันของธุรกิจอย่างมีนัยยสำคัญหากมีวิธีการจัดการที่มีประสิทธิภาพมากพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างธุรกิจหรือกิจการ 11 กลุ่ม ที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นชัดเจนหลังคลายล็อกดาวน์ในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ 1. ส่งออกอาหารและอาหารแปรรูป 2. กิจการส่งออกอุปกรณ์ทางการแพทย์โดยเฉพาะถุงมือยาง หน้ากากอนามัย 3. กิจการที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างกับรัฐบาลและธุรกิจสัมปทานจากรัฐ 4. ธุรกิจการเงินการธนาคารโดยเฉพาะธุรกิจซื้อขายตราสารทางการเงินและสินเชื่อ 5. ธุรกิจพลังงาน 6. ธุรกิจปิโตรเคมี 7. ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขนาดเล็กและตกแต่งภายใน 8. ขนส่งทางบก 9. กิจการโรงพยาบาล 10. กิจการโรงรับจำนำ 11. กิจการร้านอาหาร 12. กิจการค้าปลีกซูเปอร์มาเก็ต 13. กิจการ ICT คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ใช้ในการประชุมและสัมมนาออนไลน์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่าง 8 ธุรกิจหรือกิจการที่ยังฟื้นตัวช้าและขยายตัวต่ำแม้นคลายล็อกดาวน์แล้ว ได้แก่ 1. ธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ 2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นโครงการคอนโดในเมืองท่องเที่ยวและในกรุงเทพปริมณฑล 3. ธุรกิจท่องเที่ยว 4. ธุรกิจสายการบิน 5. กิจการอุดมศึกษาเอกชนและโรงเรียนนานาชาติ 6. กิจการขายสินค้าหรูเบรนด์เนมที่ไม่ใช่สินค้าจำเป็นในชีวิต 7. สถานที่ท่องเที่ยวแหล่งธรรมชาติ 8.กิจการนวดและสปา เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่าง 7 กลุ่มธุรกิจซบเซาต่อเนื่องหรือกิจการที่เจ้าของและแรงงานควรหันไปทำกิจการอื่นก่อนในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า บางส่วนเป็นธุรกิจสีเทาจำนวนหนึ่งเป็นกิจการผิดกฎหมายผิดศีลธรรมและอยู่ภายใต้การคุ้มครองของคนมีสี ได้แก่ 1. ธุรกิจสนามมวย สนามม้า สนามชนไก่ ที่แฝงการพนันหรือบ่อนการพนัน 2. กิจการอาบอบนวดและค้าประเวณี 3. กิจการผับบาร์ ธุรกิจสถานบันเทิงกลางคืนที่การแสดงโชว์ในพื้นที่อับแคบ 4. ธุรกิจโรงมหรสพ โรงละคร โรงภาพยนตร์ 5. ธุรกิจจัดงานคอนเสริต์และงานนิทรรศการแสดงสินค้า รวมทั้งงานอีเวนท์ต่างๆ 6. ธุรกิจสวนน้ำสวนสนุก 7. กิจการธุรกิจทัวร์ต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศกลุ่มเสี่ยงสูง เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องรีบเร่งในการทำแผนงานและโครงการในการใช้งบประมาณ 4 แสนล้านบาทกระตุ้นเศรษฐกิจ และมุ่งเป้าไปยังกิจการหรือธุรกิจที่มีปัญหาการฟื้นตัวหลังคลายล็อกดาวน์ ส่วนกิจการหรือธุรกิจที่คงไม่มีโอกาสฟื้นตัวในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ขอให้ช่วยเหลือจัดให้แรงงานไปทำกิจการอย่างอื่น หรือ ให้มีการฝึกอบรม upskill และ reskill ให้ไปประกอบอาชีพอื่นแทน หรือ บางธุรกิจเลิกไปเลยก็ดีเพราะผิดกฎหมายและไม่ได้ส่งเสริมให้สังคมมีศีลธรรมอันดี หากจะยังยอมรับให้มีอยู่ก็ทำให้มันถูกกฎหมายและเสียภาษีให้เรียบร้อย ไม่ใช่ลักลอบทำกันแบบจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐแบบนี้ และเป็นแหล่งของการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ได้ง่ายที่สุด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เศรษฐกิจไตรมาสสองจะหดตัวและติดลบเป็นตัวเลขสองหลัก มีคนว่างงานและขาดรายได้อย่างฉับพลันจำนวนมากหลายล้านคน อย่าตื่นตระหนก ให้เร่งรีบวางกรอบและยุทธศาสตร์ในการใช้งบให้ดี เปิดให้รัฐสภาตรวจสอบ จะได้โปร่งใสเพื่อให้เม็ดเงินไปสู่ผู้เดือดร้อนจริงๆและไม่เป็นภาระต่อประชาชนผู้เสียภาษีในอนาคต เงินสี่แสนล้านบาทจากเงินกู้ที่นำมากระตุ้นเศรษฐกิจมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจไทย ประมาณ 2% กว่าๆเมื่อเทียบกับจีดีพีของประเทศ แต่ก็ช่วยประคับประคองสถานการณ์ได้หากไม่แย่งกันบริหารงบแบบขาดความมีเอกภาพ หรืออย่างไร้ยุทธศาสตร์หรือใช้เงินโดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผล แต่ขอให้ได้ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างจะได้ถอนทุนกันได้ เคราะห์กรรมและความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะหนี้สาธารณะจะตกกับประชาชนอย่างที่เราเห็นกันในประเทศละตินอเมริกาขณะนี้&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68047</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อกดาวน์เฟสสาม, ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55566</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประเมินกระทบศก.แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจฯ&amp;quot; ประเมินไวรัสโคโรนากระทบ ศก.แล้ว 80,000-120,000 ล้านบาท ชี้หากคุมแพร่ระบาดภายในต้น มี.ค.ไม่ได้ไทย-เอเชียกระทบหนักแน่ &amp;quot;ปธ.สภาอุตฯ ท่องเที่ยว&amp;quot; เล็งเสนอภาครัฐช่วยเหลือผู้ประกอบการ หลังกรุ๊ปทัวร์จีนยกเลิกเดินทาง &amp;quot;ททท.&amp;quot; นัดแอตต้าประชุมปรับแผนรับมือ 28 ม.ค.นี้ &amp;quot;พท.&amp;quot; จี้ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; รีบแก้ไข หยันถ้าทำไม่ได้พร้อมแนะนำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงผลกระทบของการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ไวรัสโคโรนาว่า จะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจเอเชียปีนี้อาจไม่กระเตื้องขึ้นอย่างที่คาด โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนอาจต่ำกว่า 5.8% ในปีนี้ และอาจทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียแปซิฟิกในปีนี้ไม่ถึง 6%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า ในส่วนผลกระทบที่มีต่อภาคการท่องเที่ยวไทยและเศรษฐกิจไทย จะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส แต่ผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิตและอัตราการเสียชีวิตอาจไม่รุนแรงเท่าโรคไข้หวัดซาร์ส และการแพร่ระบาดไม่น่าจะยืดเยื้อเท่ากรณีโรคซาร์ส เนื่องจากมีการใช้มาตรการเฉียบขาดทางด้านสาธารณสุขในการควบคุมโรค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ กล่าวว่า สาเหตุของผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจรุนแรงฉับพลันในระยะสั้นมากกว่าโรคซาร์ส เป็นผลมาจากการควบคุมการเดินทางอย่างเข้มงวด การปิดเมืองห้ามเข้า-ออกไปยังเมืองอู่ฮั่น เมืองจือเจียง เมืองซื่อปี้ เมืองหวางกาง รวมทั้งการสั่งห้ามจัดกิจกรรมทัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศของทางการจีน แม้ทางองค์การอนามัยโลกจะยังไม่ประกาศกรณีการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่เป็นภาวะฉุกเฉินระดับโลก แต่ต้องคอยติดตามสถานการณ์ว่าการปิดเมืองและการห้ามการเดินทางเข้า-ออกในหลายพื้นที่จะสามารถหยุดภาวะการแพร่ระบาดได้แค่ไหน มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสสองอาจจะขยายตัวได้เพียง 1.8-2.4%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เบื้องต้นคาดผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 80,000-120,000 ล้านบาท หากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในต้นเดือนมีนาคม หากไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยและเอเชียได้ขณะนี้ ในเบื้องต้นจะทำให้นักท่องเที่ยวจีนในปีนี้ลดลงประมาณ 1-2 ล้านคน และนักท่องเที่ยวจากต่างชาติลดลงไม่ต่ำกว่า 2% ของเป้าหมาย&amp;quot; ผอ.ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มเป็น 41.8 ล้านคนในปีนี้ และสร้างรายได้เพิ่มเป็น 2.2 ล้านล้านบาท ติดอันดับ 1 ใน 6 ของประเทศที่สร้างรายได้ท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก เศรษฐกิจไทยจึงเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคบริการและภาคการท่องเที่ยวมากขึ้นตามลำดับ ผลกระทบจากโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่จึงกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับที่รุนแรงกว่าการแพร่ระบาดของโรคซาร์สเมื่อ 17 ปีที่แล้ว องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ระบุว่ารายได้ของภาคท่องเที่ยวในเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตไม่เกิน 7% เมื่อเจอกับการระบาดของไข้หวัดโคโรนาในจีน ย่อมทำให้การเติบโตลดลง อาจไม่ถึง 5% ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้การท่องเที่ยวและกิจกรรมท่องเที่ยวหรือธุรกิจเชื่อมโยงกัน ทำให้อัตราการเติบโตของรายได้รวมท่องเที่ยวไทยลดลงในปีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปี 2563 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยจะหดตัวในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ทางการไทยควรปรับกลยุทธ์ในการเพิ่มรายได้ต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยการกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายต่อหัวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นมากกว่าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และไม่ควรนำเอามาตรการชิมช้อปใช้อินเตอร์ หรือแจกเงินฟรีให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว เนื่องจากผิดหลักการของการดำเนินนโยบาย เพราะเงินที่เอามาแจกนั้นเป็นเงินของประชาชนผู้เสียภาษีชาวไทย หากจะกระตุ้นการท่องเที่ยว &amp;nbsp;ควรบริหารจัดการค่าเงินบาทให้อ่อนค่า ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคร้ายให้ได้ แก้ปัญหาฝุ่นควันพิษ มลพิษทางการอากาศ PM 2.5 เร่งรัดให้สามารถนำงบลงทุนจากงบปี 2563 มาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว จะแก้ปัญหาการท่องเที่ยวได้ดีกว่าเอาเงินภาษีประชาชนมาแจกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาก&amp;quot; ผศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสในจีนจนส่งผลกระทบให้จีนประกาศยกเลิกกรุ๊ปทัวร์ และผู้ให้บริการออนไลน์หยุดขายตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และกรุ๊ปทัวร์ทั้งในและนอกประเทศ เพื่อลดการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ &amp;nbsp;ตั้งแต่ 27 ม.ค.63 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับธุรกิจการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งประมาณการตัวเลขแล้วขณะนี้น่าจะเป็นกว่า 10,000 ล้านบาท ในยอดของนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 5,000,000 คน ส่งผลกระทบโดยตรงทั้งผู้ประกอบการธุรกิจในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ผู้ประกอบการโรงแรม มัคคุเทศก์ และกิจการร้านค้า ฯลฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในวันที่ 27 ม.ค. จะมีการประชุมหลายระดับ ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ในช่วงบ่ายจะเป็นการประชุมหารือระหว่างภาครัฐกับผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวภาคเอกชน ซึ่งผมจะได้นำความเห็นและความเดือดร้อนของผู้ประกอบการนำเสนอภาครัฐในรายละเอียด เช่น การคืนเงินจอง แต่คาดว่ายังคงมีนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาเองโดยไม่พึ่งกรุ๊ปทัวร์ ซึ่งน่าจะมีประมาณไม่เกินร้อยละ 10 เท่านั้น&amp;quot; นายชัยรัตน์กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ กล่าวว่า เบื้องต้นหากสถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี มีการคิดค้นวัคซีนป้องกันโรค หรือหาทางยุติการแพร่ระบาดได้ภายใน 3 เดือน ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวไทยจีนก็จะกระเตื้องขึ้นและฟื้นตัวได้อีกครั้งหนึ่ง แต่หากระยะเวลาการแพร่ระบาด รวมทั้งสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ลากยาวเกิน 3 เดือน คาดว่าความเสียหายทางด้านนี้จะคงอยู่ยาวนานและกระทบผู้ประกอบการหนักหน่วง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านการสื่อสาร การตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงทางการจีนประกาศสั่งให้บริษัททัวร์ทั่วประเทศจีนหยุดขายตั๋วเครื่องบิน ตั๋วโรงแรม และกลุ่มทัวร์ทั้งในและนอกประเทศ ว่าประกาศนี้ไม่ได้ครอบคลุมกลุ่มการเดินทางแบบปกติ (FIT) ซึ่งมีสัดส่วนการท่องเที่ยวอยู่ที่ร้อยละ 40 ขณะที่บริษัททัวร์มีสัดส่วนการท่องเที่ยวอยู่ที่ร้อยละ 60 แต่ ททท.ก็ยังเตรียมแผนโดยเน้นการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวให้ครอบคลุม แต่จะไม่ใช้วิธีการโฆษณาแบบอะเมซิ่งไทยแลนด์ จึงเตรียมเรียกผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ประชุมหารือ 28 ม.ค.นี้ เพื่อหาทางออกในการออกมาตรการด้านการตลาด ซึ่งอาจจะมีแนวโน้มออกมาตราด้านนี้เพื่อกระตุ้นความมั่นใจในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย แต่การออกมาตรการก็จะต้องประเมินสถานการณ์วิกฤตินี้อีกครั้งด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช คณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศปลายทางที่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนี้มากที่สุด รองลงจากประเทศต้นทางคือประเทศจีน โดยพบผู้ป่วย 5 ราย จากจำนวนผู้ป่วยทั้งสิ้น 1,700 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น 41 ราย ในขณะนี้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้มีคำสั่งทัวร์จีนห้ามเที่ยวทั่วโลกประมาณ 2 เดือน ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนหายไปจากประเทศไทย 1.3 ล้านคน รายได้จากการท่องเที่ยวจะหายไปประมาณ 50,000 ล้านบาท และหากตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยยังคงเพิ่มขึ้นอีก ก็จะทำให้นักท่องเที่ยวจากต่างชาติไม่กล้ามาประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ขาดรายได้จากการท่องเที่ยวไปอีกเป็นแสนล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญของรายได้หลักของประเทศไทยมาจากการท่องเที่ยว ดังนั้นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ควรเร่งหามาตรการในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ถ้าหากไม่สามารถหาแนวทางในการแก้ไขได้ ทางพรรคเพื่อไทยยินดีให้คำแนะนำ เพื่อแก้ไขให้ทุกอย่างกลับมาสู่สภาวะที่ประเทศปลอดจากเชื้อดังกล่าว เพราะพรรคเพื่อไทยเล็งเห็นผลประโยชน์ของประเทศชาติและสุขภาพของคนไทยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด&amp;quot; คกก.กิจการพิเศษ พรรค พท.กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ภูเก็ต&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกิตติกร คิ้วคชา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ภูเก็ตแฟนตาซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภูเก็ตแฟนตาซี เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของภูเก็ต ซึ่งการเกิดปัญหาจากโรคระบาดของจีนในช่วงสั้นมีผลกระทบการท่องเที่ยวของภูเก็ตแฟนตาซี กรณีนี้เกิดขึ้นกะทันหันต้องดูสถานการณ์และปรับตัววันต่อวัน และอาจมีข่าวดีได้ว่าจะมีการควบคุมได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การท่องเที่ยวเป็นเหมือนอุตสาหกรรมทั่วไป มีปัญหาและมีขึ้นมีลง ตอนนี้ดูสถานการณ์ก่อนจะปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อแก้ปัญหา ส่วนภาพรวมคนมาเที่ยวภูเก็ตแฟนตาซีดีขึ้นระดับหนึ่ง ต่างจากปีที่แล้วที่ซบเซา แต่ปีนี้ถือว่าดีขึ้น ตลาดของเรามีทุกกลุ่มทุกสัญชาติ&amp;quot; ผจก.ภูเก็ตแฟนตาซีกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55566</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติกร คิ้วคชา, ชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร, ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ, ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200126/image_big_5e2d940b5f99c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53874</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สนธิรัตน์&#039;เรียกประชุมด่วน รับมือวิกฤติ&#039;สหรัฐ-อิหร่าน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สนธิรัตน์&amp;quot; เรียกประชุมหน่วยงานเกี่ยวข้องรับมือวิกฤติความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน ยันยังไม่กระทบราคาน้ำมันมากนัก ขณะที่ ผอ.สนค.ยอมรับระยะสั้นราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และมีแนวโน้มว่าปรับตัวขึ้นอีกหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 มกราคม นายสนธิรัตน์ สนธิจรวงศ์ รมว.พลังงาน กล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริกาเปิดโจมตีอิหร่าน และคาดว่าสถานการณ์จะบานปลาย ซึ่งอาจจะส่งผลต่อสถานการณ์น้ำมันโลกว่า นี่เป็นเรื่องล่าสุดที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นข้อขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะกระทบต่อราคาน้ำมัน โดยในวันที่เกิดเหตุส่งผลให้ราคาน้ำมันขึ้นไปร้อยละ 4 เรื่องนี้ตนกำลังติดตามอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะถ้าหากเรื่องนี้ลุกลามต่อไป ก็มีแนวโน้มที่จะกระทบต่อราคาน้ำมัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ขอติดตามและจะเรียกประชุมหน่วยงานเกี่ยวข้องในวันที่ 6 ม.ค.นี้ เพื่อดูสถานการณ์ แล้วจะแจ้งให้ประชาชนอีกครั้งว่าสถานการณ์จะไปในทิศทางใด แต่ในขณะนี้ยังเป็นสถานการณ์เบื้องต้น ที่ยังไม่สามารถเห็นภาพชัดได้นัก คงต้องติดตามต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนราคาน้ำมันแต่อย่างใด จะมีการประเมินต่อไป ซึ่งถ้าหากกระทบ ร้อยละ &amp;nbsp;4 หรือไม่เกิน 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก็ยังไม่กระทบอะไรมาก เพราะเรายังมีความสามารถภายในของเราในการที่จะสร้างเสถียรภาพราคาน้ำมันของเราอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกล่าสุดเกิดจากความขัดแย้งทางการทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน และการขยายวงของวิกฤตการณ์สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้ราคาน้ำมันและพลังงานเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี โดยราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้นไปแล้วกว่า 4% แตะระดับสูงสุดนับแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว หากอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน หรือโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้มีผลกระทบต่ออุปทานของน้ำมันดิบในเอเชีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจาก 80% ผ่านช่องทางนี้เพื่อขนส่งมายังเอเชีย มีน้ำมันดิบประมาณ 22.5 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบนี้ ทางด้านผู้นำสหรัฐประกาศพร้อมโจมตีตอบโต้ 52 เป้าหมายสำคัญในอิหร่าน ปัจจัยดังกล่าวย่อมส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 20% จากระดับราคาปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อของประเทศต่างๆ จะสูงกว่าที่คาดการณ์โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความจำเป็นในการต้องดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินและทางการคลังเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงกรณีสหรัฐอเมริกาเปิดโจมตีอิหร่าน ว่าทางการสหรัฐให้เหตุผลการโจมตีดังกล่าวว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อปิดความเสี่ยงและรักษาความปลอดภัย ภายหลังมีรายงานความเคลื่อนไหวที่อาจเป็นภัยต่อทูตและพลเมืองอเมริกันในพื้นที่ ขณะที่อิหร่านประกาศพร้อมออกมาตรการตอบโต้สหรัฐ ซึ่งขณะนี้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค และสร้างความผันผวนแก่ตลาดเงินและตลาดทุน โดยประเมินว่าในระยะสั้น ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และมีแนวโน้มว่าปรับตัวขึ้นอีกหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวจะกระตุ้นให้นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ และสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับสูงขึ้น ซึ่งในระยะกลาง-ยาว สนค.ประเมินว่าเหตุการณ์ดังกล่าวกระทบความเชื่อมั่นและบรรยากาศการลงทุน และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเล็กน้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมน่าจะดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว โดยมีปัจจัยบวกด้านอื่นๆ ที่ช่วยบรรเทาผลกระทบ เช่น ความคืบหน้าการทำข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน และมาตรการและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศ ขณะที่หากเกิดการตอบโต้ระหว่างกันและมีการปิดเส้นทางเดินเรือ ราคาน้ำมันจะมีแนวโน้มสูงขึ้นไปอีก เพราะน้ำมันจากตะวันออกกลางส่วนใหญ่ผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านเป็นประเทศที่มีบทบาทหลักในการควบคุมเส้นทางดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การขนส่งสินค้าก็มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยการเดินเรือกว่า 20% ของโลกใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากมีการปิดเส้นทาง เรือบรรทุกน้ำมัน และสินค้า จะไม่สามารถใช้ช่องแคบเพื่อเข้าสู่มหาสมุทรอินเดียได้ ในประเด็นด้านการค้าและการส่งออกของไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวพิมพ์ชนกกล่าวว่า สินค้าส่งออกที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน (เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันดิบ ก๊าชธรรมชาติ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว) มูลค่า 22,873.66 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 11% ของการส่งออกรวม 11 เดือนแรก ปี 62 อาจได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่สงบจะเพิ่มความท้าทายในการฟื้นฟูตลาดส่งออกในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิรักและอิหร่าน และตลาดแอฟริกาที่มีประเทศในตะวันออกกลางเป็นช่องทางการค้า ให้สินค้าไทยแต่เชื่อว่ายังอยู่ในวิสัยที่สามารถหาแนวทางขยายการค้าได้ โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมนำทัพภาคเอกชนเดินทางไปรุกตลาดอย่างน้อย 16 ประเทศ ซึ่งรวมถึงตะวันออกกลางในปี 63 นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไทยจะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง นอกจากเรื่องตลาดทุนตลาดเงินและราคาน้ำมันที่มีความผันผวนสูง แต่ สนค.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อเฝ้าระวังและเตรียมแนวทางรับมือในระยะต่อไป โดยเฉพาะหากมีการตอบโต้กันในวงกว้างขึ้น ในระยะ 11 เดือนแรกปี 62 การค้าระหว่างไทยและตะวันออกกลาง มีมูลค่ารวม 25,683 ล้านเหรียญสหรัฐ (5.8% ของการค้ารวม) โดยเป็นการส่งออกมูลค่า 7,649 ล้านเหรียญสหรัฐ และการนำเข้า 18,034 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การค้าระหว่างไทยและแอฟริกา มูลค่ารวม 9,373 ล้านเหรียญสหรัฐ (2.1% ของการค้ารวม) โดยเป็นการส่งออกมูลค่า 6,288 ล้านเหรียญสหรัฐ และการนำเข้า 3,085 ล้านเหรียญสหรัฐ
&amp;nbsp; ปตท.และบางจากปรับราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซิน รวมถึงแก๊สโซฮอล์ และดีเซลทุกชนิดขึ้น 0.50 บาทต่อลิตร ยกเว้น E85 ปรับขึ้น 0.30 บาทต่อลิตร โดยมีผล 6 ม.ค.2563 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับราคาขายปลีกปรับขึ้นเช้าวันอาทิตย์ &amp;nbsp;ไฮพรีเมียม ดีเซล S ราคา 31.26 บาทต่อลิตร, ไฮดีเซล S ราคา 27.39 บาทต่อลิตร, ไฮดีเซล S B10 ราคา 25.39 บาทต่อลิตร, ไฮดีเซล B20 S ราคา 24.39 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ E85 S ราคา 19.04 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ E20 S ราคา 23.44 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 S ราคา 26.18 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 26.45 บาทต่อลิตร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53874</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, พิมพ์ชนก วอนขอพร, สนธิรัตน์ สนธิจรวงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200105/image_big_5e11f371de74d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51536</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้ำมติ&#039;27พ.ย.&#039; เรื่องแบน3สาร มีผลบังคับใช้!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้ทรงคุณวุฒิ คกก.วัตถุอันตราย&amp;quot; ยันมติเอกฉันท์เลื่อนแบน 2 สารพิษ และจำกัดการใช้ 1 สารเคมี ดำเนินการถูกต้องตาม กม. ระบุกรรมการทุกคนแสดงความคิดเห็น ก่อนส่วนใหญ่เห็นชอบ ขอทุกฝ่ายฟังข้อมูลให้รอบคอบ &amp;quot;โฆษก ภท.&amp;quot; ลั่นพรรคไม่มีผลประโยชน์แบน-ไม่แบน แค่คำนึงถึงสุขภาพ ปชช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. นายภักดี โพธิศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตราย (คกก.วัตถุอันตราย) กล่าวถึงกรณี คกก.วัตถุอันตราย ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน แถลงผลการประชุมวันที่ 27 พ.ย. มีมติเอกฉันท์เลื่อนแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2 สาร และจำกัดการใช้ 1 สาร ว่าในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิฯ เห็นด้วยกับที่ประชุม โดยการประชุมดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมาย อยากให้ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายรับฟังข้อมูลทุกฝ่ายให้รอบคอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภักดีกล่าวว่า เดิมปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเสนอความคืบหน้าออกประกาศกำหนดให้สารทั้ง 3 ตัวเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2562 ตามมติ คกก.วัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ว่าได้ไปจัดเตรียมการสำหรับการแบนตามกำหนดแล้ว แต่พบปัญหาอุปสรรคไม่สามารถดำเนินการได้ทันเวลา เนื่องจากการยกเลิกสารทั้ง 3 ตัวมีผลกระทบต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างมาก ทำให้รัฐต้องใช้เงินเป็นจํานวนมากในการแก้ปัญหาทั้งระบบ จึงเสนอในที่ประชุมขอใช้มาตรการจํากัดการใช้ทั้ง 3 สารเช่นเดิม แต่ขอลดระยะเวลาการจำกัดการใช้จากเดิมที่กําหนดไว้ 2 ปี เป็น 1 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประธานได้เปิดโอกาสให้กรรมการทุกท่านแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ และกรรมการส่วนใหญ่เสนอให้ออกประกาศโดยปรับพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 แต่ให้มีขยายเวลาในการยกเลิกไปอีก 6 เดือน ซึ่งน่าจะเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้กรมวิชาการเกษตรไปเร่งรัดการเตรียมความพร้อมในเรื่องของสารทดแทนหรือวิธีการอื่นๆ ที่เหมาะสม และมาตรการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น&amp;quot; นายภักดีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ทรงคุณวุฒิใน คกก.วัตถุอันตรายกล่าวว่า สำหรับไกลโฟเซต ที่ประชุมเห็นว่ายังไม่สมควรประกาศเป็นชนิดที่ 4 และขอให้ใช้มาตรการจํากัดการใช้ไปก่อน เนื่องจากสารดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรต้องมีการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และนำมารายงานคณะกรรมการฯ ทุก 3 เดือน โดยเฉพาะข้อมูลวิชาการเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงของไกลโฟเซตในสหรัฐอเมริกา โดย EPA มีค่า LD50 oral มากกว่า 5,๐๐๐ mg/kg และจัดเป็นสารก่อมะเร็ง ประเภท 2A คือยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และสหรัฐอเมริกายังคงอนุญาตให้ใช้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ช่วงท้ายการประชุม ฝ่ายเลขานุการได้พิมพ์ร่างมติเพื่อให้ที่ประชุมพิจารณา ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาปรับแก้ร่างมติจนเป็นที่พอใจในระดับหนึ่ง และประธานได้สอบถามกรรมการว่าเห็นด้วยหรือไม่ กรรมการส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่มีกรรมการบางท่านแจ้งว่าไม่เห็นด้วยสำหรับมติที่จะกำหนดให้แบนสาร 2 ตัว ภายใน 6 เดือน เนื่องจากเห็นว่าระยะเวลาที่จะกำหนดควรต้องให้กรมวิชาการเกษตรไปศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนก่อน จึงค่อยนำมาพิจารณากำหนด และมีกรรมการบางท่านขอตั้งเป็นข้อสังเกต ซึ่งฝ่ายเลขาฯ ขอให้ที่ประชุมรับรองมติด้วย&amp;quot; ผู้ทรงคุณวุฒิใน คกก.วัตถุอันตรายผู้นี้กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวพรรค ภท. โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข มีนโยบายชัดเจน คือเราเห็นสุขภาพประชาชนสำคัญที่สุด จึงมีนโยบายที่จะต้องเลิกใช้ 3 สารเคมีดังกล่าว ซึ่งพรรคไม่ได้มีผลประโยชน์อื่นใดในทางมิชอบอย่างแน่นอน มีผลประโยชน์อย่างเดียวที่จะได้คือ สุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน และพี่น้องเกษตรกร ที่หากเลิกใช้สารเคมีดังกล่าวก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายอนุทินรวมถึงรัฐมนตรีมนัญญา ไทยเศรษฐ์ ในฐานะ รมช.เกษตรฯ ที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตรก็ได้ทำเต็มที่ ช่วยกันผลักดัน เรียกว่าสุดซอยแล้ว เพื่อปกป้องสุขภาพ รักษาชีวิตพี่น้องประชาชน แต่ทั้งหมดมีกระบวนการที่เป็นไปตามกฎหมายอยู่ ก็ไม่เป็นไร หลังจากนี้นายอนุทินก็จะได้เดินหน้าเพื่อรักษาป้องกันสุขภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีเหล่านี้ต่อไป&amp;rdquo; โฆษกพรรค ภท.กล่าวว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงปัญหาเรื่องแบนหรือไม่แบนสารพิษว่า ความไม่ชัดเจนในกระบวนการตัดสินใจในการแบนหรือไม่แบนสารเคมี 3 ชนิด และการขาดการเตรียมการรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและเกษตรกร ซึ่งจะซ้ำเติมความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ผู้ผลิตที่ใช้สารเคมีและประชาชนก็ไม่มีหลักประกันในเรื่องสุขภาพและคุณภาพชีวิต การตัดสินใจควรอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และยึดถือประโยชน์และคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การตัดสินใจไม่แบนสารไกลโฟเซต คกก.วัตถุอันตรายและรัฐบาลต้องตอบคำถามต่อประชาชนชาวไทยว่าทำไมจึงมีผู้ป่วยมะเร็งในสหรัฐยื่นฟ้องร้องบริษัท มอนซานโต้ฯ ผู้ผลิตสารไกลโฟเซตมากถึง 11,200 คดี ขณะเดียวกันขอให้คณะกรรมการฯ และรัฐบาลลองไปศึกษาดูว่าทำไมศรีลังกาประกาศยกเลิกการใช้สารไกลโฟเซตไปเมื่อปี พ.ศ.2558 จึงได้ทบทวนกลับมาใช้อีกในปีพ.ศ.2561 มีปัจจัยอะไรที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจกลับไปกลับมาดังกล่าว และช่วยชี้แจงต่อสาธารณชนให้รับทราบ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัยและเศรษฐกิจของประเทศ&amp;quot; ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูปฯกล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51536</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, ภักดี โพธิศิริ, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191201/image_big_5de3c2529a266.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46842</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาคีแนวร่วมนอกสภาฯ  รอเคลื่อน ดันแก้ รธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ขอให้เสียสละแบบเสรีไทยเสียงจากกลุ่มหนุนแก้ รธน. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะช่วงนี้ ก็คือการเคลื่อนไหวเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พบว่าช่วงปิดสมัยประชุมสภา บางพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทยและอนาคตใหม่ได้มีการเคลื่อนไหวรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเพื่อสร้างแนวร่วมให้สนับสนุนการแก้ไข รธน. เพราะเป็นที่แน่ชัดว่าหลังเปิดประชุมสภาในช่วงต้นเดือน พ.ย. ญัตติที่หลายพรรคการเมืองทั้งพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาลจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกผลักดันให้สภาเห็นชอบเป็นเรื่องแรกๆ หลังเปิดสภา ซึ่ง กมธ.ดังกล่าวหากมีการตั้งเกิดขึ้นก็จะเป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่การแก้ไข รธน.ต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวนอกรัฐสภาก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะในเดือนตุลาคมนี้จะมีการเปิดตัวเครือข่ายภาคประชาสังคมที่เป็นการรวมกลุ่มกันของเครือข่ายองค์กรต่างๆ ที่จะจับมือกันรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหวในสภา เช่น กลุ่มภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย (Associate for Democratic Constitution) ที่ทางกลุ่มมีการหารือกันหลายรอบ โดยมีแนวร่วมหลายฝ่าย เช่น อดีต กกต., อดีตนักวิชาการที่เคยปรากฏเป็นข่าว เช่น สมชัย ศรีสุทธิยากร, โคทม อารียา สองอดีต กกต. เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เรื่องดังกล่าว ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานสถาบันปรีดี พนมยงค์ ในฐานะประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย (Associate for Democratic Constitution) ซึ่งจะเป็นเครือข่ายขององค์กรต่างๆ ที่จะรวมตัวกันเป็นลักษณะกลุ่มภาคีเพื่อการรณรงค์และเคลื่อนไหวการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดเผยที่มาที่ไปของการเคลื่อนไหวครั้งนี้และทิศทางของการรวมกลุ่มดังกล่าว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อนุสรณ์ เกริ่นที่มาของการพยายามจัดตั้งภาคีดังกล่าวว่า กลุ่มที่ขับเคลื่อนหลายคนเป็นเครือข่ายกลุ่มคนที่เคยทำงานร่วมกันตอนที่เคยรณรงค์ไม่รับร่าง รธน.ฉบับปัจจุบันตอนทำประชามติเมื่อช่วงสิงหาคม 2559 ซึ่งช่วงนั้นคนในเครือข่ายต้องไปประชุมกันบ้านทูตอียู เพราะตอนนั้นยังมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ที่สะท้อนให้เห็นว่า ต่างประเทศให้ความสำคัญกับประเทศไทยและอยากเห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...สำหรับการขับเคลื่อนเวลานี้ เขาก็ตั้งผมเป็นคณะทำงานวางกรอบการรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป้าหมายคือให้เป็นองค์กรประสานงาน เนื่องจากภาคีเครือข่าย องค์กรต่างๆ พรรคการเมืองต่างๆ ก็มีการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างๆ อยู่แล้ว และทางสภาก็เตรียมจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในการเปิดประชุมสภาสมัยหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีการเคลื่อนไหว รณรงค์จากนอกสภาด้วย เพื่อให้เกิดกระแสแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะ รธน.ฉบับนี้เขียนออกมาโดยที่การแก้ไขเพิ่มเติมทำได้ไม่ง่าย และการดำเนินการเพื่อผลักดันให้มีการแก้ไข ก็ต้องได้รับการยอมรับจาก ส.ว.ด้วยอย่างน้อย 1 ใน 3 หรือร่วม 84 เสียง และพรรคร่วมรัฐบาลด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดังนั้น การรณรงค์ของเครือข่ายที่จะตั้งขึ้นจึงต้องแสวงหาความร่วมมือ การแก้ไข รธน.จะต้องมุ่งไปที่มาตรา 256 ที่เกี่ยวกับการแก้ไข รธน.เพื่อให้แก้ไข รธน.ได้ง่ายขึ้น จากนั้นก็ค่อยไปดูรายละเอียดว่า มาตราไหนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นมาตราที่จะสร้างปัญหา เช่น ระบบเลือกตั้ง เพื่อให้แก้ไขแล้วแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง ปราบโกงได้จริงๆ ไม่ใช่เป็นการปราบโกงในลักษณะที่ยังให้ตั้งรัฐมนตรีที่มีคดีติดตัว หรือมีปัญหาด้านจริยธรรมมาบริหารประเทศ แบบนี้แสดงว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา เราก็อยากให้ รธน.เป็น รธน.ที่ทำให้ระบบนิติรัฐ นิติธรรม เข้มแข็ง เป็น รธน.ที่แก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำได้ เพราะว่าหากประเทศไทยยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ก็จะทำให้ประชาธิปไตยของเราไม่มีคุณภาพ แล้วจะนำมาสู่ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ประเทศก็จะไม่มีอนาคต ประชาชนก็จะไม่สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;quot;การเปิดตัวเราต้องการให้มีการคิกออฟแรงๆ เพื่อทำให้เกิดกระแส เหมือนที่สังคมไทยเราเคยร่วมรณรงค์ตอนที่เราสร้างกระแสธงเขียว ตอนช่วงโหวตผ่านรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เราต้องการให้เกิดเช่นนั้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อนุสรณ์ เปิดเผยว่า ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยได้จัดประชุมเป็นระยะๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการและพลังขับเคลื่อนเพื่ออนาคตของประเทศที่ดีกว่าด้วยการทำให้เกิดรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญของประชาชน นอกจากได้หารือกับเครือข่ายองค์กรประชาธิปไตยต่างๆ แล้ว ขณะที่พยายามประสานเพื่อขอคำแนะนำและหารือกับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทุกขั้วทุกกลุ่ม และต้องประสานกลุ่ม elite และบรรดาผู้นำทางความคิด อาจต้องประสานมากกว่าสิบทิศเพื่อให้งานสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยบรรลุเป้าหมาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...กระบวนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเป็นโอกาสของการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ เสริมสร้างประชาธิปไตยพื้นฐานให้เข้มแข็งมั่นคง หากเราทุกภาคส่วนช่วยกันทำให้เกิดประชาธิปไตยแบบถกแถลง (Deliberative Democracy) เป้าหมายสุดท้ายของการรณรงค์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่การแก้รัฐธรรมนูญ แต่เป้าหมายสุดท้ายเป้าหมายที่แท้จริงคือ ชีวิตที่ดีกว่าของประชาชนภายใต้สังคมสันติธรรมและประชาธิปไตย ความเจริญก้าวหน้าของประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เราต้องฟันฝ่ากับดัก ขวากหนามต่างๆ ที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อการสืบทอดอำนาจของ คสช.ด้วยความอดทน การรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำให้เกิดประชาธิปไตยที่ต้องอาศัยการถกแถลงระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่แสวงหาความเห็นพ้องมากกว่าจะมุ่งตัดสินด้วยเสียงข้างมากที่มีการยกเหตุผลมาสนับสนุนหรือหักล้างข้อเสนอหรือญัตติ ทางภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ร่วมกับเครือข่ายองค์กรประชาธิปไตยต่างๆ ต้องการออกแบบกระบวนการแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้มีลักษณะรวมทุกฝ่าย (Inclusive) แทนที่จะเป็นฝักเป็นฝ่าย (Partisan) ให้เป็นการถกแถลงโดยใช้เหตุผล ใช้ข้อมูลโดยประชาชนได้เข้าร่วมอย่างกว้างขวาง ให้มีการใช้เวลาทำความเข้าใจอย่างรอบคอบ มากกว่าที่จะเร่งรัดให้เกิดข้อสรุปใดๆ โดยไม่ผ่านกระบวนการปรึกษาหารือและเห็นชอบร่วมกัน การดำเนินการของเราจะแตกต่างอย่างชัดเจนจากสิ่งที่เกิดขึ้นตอนที่มีการร่างและการลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ความเห็นต่างถูกปิดกั้น นอกจากนี้ผู้เห็นต่างยังถูกดำเนินคดีอีกต่างหาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อนุสรณ์ เปิดเผยท่าทีของภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยว่าเบื้องต้นทางภาคีมีความเห็นว่า 1.ขอสนับสนุนการจัดตั้ง กมธ.ศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรัฐสภาที่ประกอบไปด้วย ส.ส. ทั้งพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภา ภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และภาคส่วนต่างๆ และเครือข่ายภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญพร้อมเป็นเวทีกลางหลอมรวมพลังทุกฝ่ายเพื่อผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน&amp;nbsp; 2.เห็นด้วยกับการเริ่มต้นแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการแก้ไขมาตราที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน เพื่อปลดล็อกให้สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ง่ายขึ้น โดยให้เป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยเสนอให้มีการจัดลงประชามติ 3.ในส่วนของกระบวนการแก้ไขเนื้อหาและมาตราต่างๆ นั้น ขอให้เปิดการมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือมีความเชื่อมโยงกับประชาชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;4.เนื้อหาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญย่อมมีความแตกต่างหลากหลาย จึงเห็นว่าควรมุ่งไปที่การแก้ไขมาตราที่ไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยก่อน แก้ไขเพื่อให้ระบบการเมืองและระบบเลือกตั้งสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนโดยไม่บิดเบือน ส่งเสริมระบบนิติรัฐนิติธรรมให้เข้มแข็งขึ้น ส่งเสริมการกระจายอำนาจ และไม่เป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาของประชาชน รวมทั้งสร้างระบบที่ออกแบบให้รัฐบาลมีเสถียรภาพโดยไม่ต้องอาศัยเสียงจาก ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. 5.ควรใช้โอกาสในการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ เสริมสร้างบรรยาการเจรจาหารือเพื่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์และการปฏิรูปประเทศให้ดีขึ้น 6.นำเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้เพื่อสำรวจความคิดเห็นต่างๆ ของประชาชนได้อย่างเต็มที่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ทางภาคีเครือข่ายเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ขอคัดค้านการกระทำใดๆ ของผู้มีอำนาจในการปิดกั้นการแสดงความเห็นเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือทำลายบรรยากาศการมีส่วนร่วมในการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย แม้นว่าพวกเราจะอยู่ภายใต้ระบอบกึ่งประชาธิปไตย แต่พวกเราก็หวังว่าสถานการณ์เรื่องสิทธิเสรีภาพและการใช้อำนาจอย่างเป็นธรรมต้องปรับตัวในทิศทางดีขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ถามถึงว่า เครือข่ายดังกล่าวจะมีคนที่เคยร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มต่างๆ เช่น&amp;nbsp; คนเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือ กปปส. มาร่วมด้วยใช่หรือไม่ อนุสรณ์-ประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ให้คำตอบว่า เราต้องการแบบนั้น ประเด็นก็คือ สิ่งที่เราคิดและเสนอ เราก็ต้องไปถามองค์กรสมาชิกด้วยว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ เพราะเราต้องการคนจากทุกภาคส่วน ทุกขั้วความคิดมาร่วมผนึกกำลังกันเพื่อผลักดันให้มีการแก้ไข รธน.ให้เป็นประชาธิปไตย หากจะมีตัวแทนจากพรรคการเมืองมาร่วมด้วยเราก็เปิดกว้าง แต่ตัวแทนจากพรรคการเมือง ตัวเขาเองก็ต้องจัดวางบทบาทของเขาให้เหมาะสม โดยที่บทบาทนำน่าจะเป็นจากภาคประชาสังคม ภาควิชาการ โดยฝ่ายการเมือง ก็มาสนับสนุน เพราะหากให้ฝ่ายการเมืองเป็นฝ่ายนำ ฝ่ายการเมืองก็จะมีวาระการเมืองของตัวเอง ซึ่งจะทำให้ขบวนของการเคลื่อน มันจะไม่มีพลังพอ เพราะหากเกิดไปเถียงบางเรื่องรายละเอียดที่มันมีโอกาสที่จะเห็นต่าง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อนุสรณ์ กล่าวต่อไปว่าการเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้มีการแก้ไข รธน.ดังกล่าว ปัจจัยที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จหรือไม่ ก็อยู่ที่การสนับสนุนจากประชาชนที่ต้องตื่นตัวและสนับสนุน ดังนั้นการดึงการมีส่วนร่วมจากประชาชนจึงต้องเคลื่อนไหวเหมือนตอนช่วงรณรงค์ให้มีการผ่าน รธน.ปี 2540 โดยให้ทุกภาคส่วน ทุกองคาพยพของสังคมต้องรณรงค์ให้มีส่วนร่วมจนกระทั่งคนที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รธน.ก็ต้องยอมรับโดยปริยาย เหมือนตอนที่ร่าง รธน.ปี 2540 เข้าสภาฯ ตอนนั้นก็มีนักการเมืองบางกลุ่มทำท่าจะไม่โหวตรับ แต่สุดท้ายก็ต้องโหวตรับ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การจะทำตรงนี้ได้ การกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการเคลื่อนไหวรณรงค์จึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยไม่ต้องถือเขาถือเรา ต้องเอาทุกคนที่เป็นคนที่คนศรัทธา เป็นคนมีบารมี มีเจตนาที่ดีต่อประชาชนต่อประเทศ และมีจุดยืนประชาธิปไตยที่เข้มแข็งมาเป็นแกนนำในการสร้างเครือข่ายภาคีดังกล่าวนี้ทั้งหมด ต้องเอามาให้หมดและต้องเป็นคนที่มีน้ำหนักในสังคม คือพูดแล้วคนต้องฟัง ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการประสานงาน ที่มีเข้ามาเรื่อยๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-แต่ตอนนี้ประเทศก็มีปัญหาหลายเรื่องให้แก้ไข หากจะมาเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าประชาชนถามว่าทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญจะตอบยังไง? &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ถ้าไม่แก้ไข เราก็จะอยู่ภายใต้ระบอบกึ่งประชาธิปไตย ภายใต้ระบอบกึ่ง คสช. ระบอบที่ คสช.สืบทอดอำนาจไปอีกไม่ต่ำกว่า 8 ปี แล้วถ้าเราคิดว่าเรายอมรับสภาพนั้นได้ เศรษฐกิจดี เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ การคอร์รัปชันไม่มี ถ้าเราเชื่อแบบนั้น 8 ปีข้างหน้าเราก็ไม่ต้องทำอะไร ก็อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องมายุ่งการเมือง ปล่อยให้เขาบริหารประเทศไป เราก็ไม่เหนื่อยด้วย ก็ไปทำมาหากินตามปกติ แต่ถ้าเราไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจมันจะดี ปากท้องมันจะดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจะได้รับการแก้ไข เราก็ต้องเคลื่อนไหวรณรงค์เปลี่ยนแปลง เพราะประเทศเป็นประเทศของเรา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...หากทุกคนเอาแต่คิดว่าธุระไม่ใช่ ทุกคนเพลย์เซฟ กลัวจะถูกเพ่งเล็งจากผู้มีอำนาจรัฐ กลัวถูกกลั่นแกล้ง เราก็เห็นแก่ตัวเกินไป เพราะวันนี้ถึงจุดสำคัญที่คนที่แมีน้ำหนักในสังคมต้องช่วยกัน แล้วที่เราทำ ก็ไม่ได้ทำแล้วจะเกิดความขัดแย้งเกิดปัญหา แต่เรารณรงค์เคลื่อนไหวโดยแนวทางสันติวิธี โดยใช้เหตุผลในการบอกกล่าวกับคนส่วนใหญ่ให้เขาเห็นดีเห็นงามด้วย จนผลักดันให้เกิดกระแส จนสมาชิกรัฐสภาเขาตระหนักแล้วเขาเสนอให้แก้ไข เราไม่ได้ไปทำอะไรให้เกิดปัญหา เราไม่ได้มีวาระพวกนั้นเลย ดังนั้นก็ต้องทำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;วันนี้ทุกคนต้องเสียสละ เหมือนขบวนการเสรีไทย หากทุกคนวางเฉย ไม่ยอมเสียสละเลย แล้วการเสียสละครั้งนี้มันไม่ได้มีอะไรมากมายเท่าขบวนการเสรีไทย ตอนขบวนการเสรีไทย หากคุณพลาดคือคุณต้องติดคุก ถูกยิงเป้า อาจเสียชีวิต เพราะตอนนั้นคือสถานการณ์สงคราม แต่พวกเขาก็ยินดีเสียสละ สำหรับวีรชนเหล่านั้นที่เขายอมเสียสละ เพราะหากเขาไม่ทำ แล้วประเทศไทยแพ้สงคราม ประเทศไทยอาจไม่ได้มีเอกภาพแบบนี้ อาจถูกแบ่งประเทศไป เราไม่ได้อยู่ในฐานะผู้แพ้สงคราม เพราะเรามีขบวนการเสรีไทย เรามีบรรพบุรุษที่เสียสละ เช่นเดียวกันกับสถานการณ์วันนี้ที่มันถึงจุดที่คนไทยทั้งหมดต้องมาร่วมกันว่าเราจะทำอย่างไรที่จะทำให้ประเทศนี้ดีขึ้น ก้าวหน้าขึ้น เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มีระบบเศรษฐกิจที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่คนหนึ่งเปอร์เซ็นต์หรือคนสิบเปอร์เซ็นต์ ได้ผลประโยชน์ไปเกือบทั้งหมด เราต้องทำให้รัฐธรรมนูญเป็นแบบนั้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...แต่รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่ต้องทำให้มันเป็นกลไกสำคัญ ยกตัวอย่าง หากสมาชิกรัฐสภาเป็นตัวแทนของคนกลุ่มผลประโยชน์หนึ่งเปอร์เซ็นต์ หรือคนสิบเปอร์เซ็นต์ ถามว่ามันจะมีกฎหมายหรือนโยบายดีๆ อย่างแท้จริงหรือไม่ ที่มันจะเป็นประโยชน์กับคนเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ หรือคนเก้าสิบเปอร์เซ็นต์หรือไม่ มันไม่มีทางที่เราจะได้นโยบายหรือกฎหมายแบบนั้นเลย ฉะนั้นเราต้องทำให้รัฐธรรมนูญ ทำให้คนเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ หรือเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เข้ามานั่งอยู่ในกลไกอำนาจ เขาจะต้องมีตัวแทนเข้ามาอยู่ในกลไกอำนาจเพื่อจะได้ออกกฎหมายหรือนโยบายที่เอื้อกับคนส่วนใหญ่จริงๆ แต่ไม่ได้ไปเอื้อหรือไปสร้างความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ ที่เป็นความสัมพันธ์ซึ่งไม่เท่ากัน ถ้าตราบใดยังมีการผูกขาดอำนาจทางการเมืองอยู่ มันจะนำมาสู่การผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจ แล้วในที่สุดมันไม่มีทางที่ประชาชนส่วนใหญ่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผมมองว่า รธน.ฉบับปัจจุบันก่อให้เกิดการผูกขาดอำนาจทางการเมือง แล้วเป็นการผูกขาดอำนาจทางการเมืองที่ดูเหมือนเป็นประชาธิปไตยบ้าง แต่เนื้อในมันไม่ใช่ ดังนั้นต้องแก้ตรงนี้ ต้องทำให้เป็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ เป็นประชาธิปไตยที่เนื้อหา ไม่ใช่แค่มีเลือกตั้งแล้วบอกว่าเป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;การเลือกตั้งที่ผ่านมา เป็นเพียงพิธีกรรมที่ทำให้เห็นว่าเริ่มเป็นประชาธิปไตยแล้วบ้าง ซึ่งก็ใช่ ก็ดีกว่าสมัยระบอบ คสช. แต่ว่ามันยังไม่ใช่ เพราะการเลือกตั้งมันไม่ได้สะท้อนเสียงประชาชน หรือเจตนารมณ์ของคนจริงๆ จนนักวิชาการ สื่อต่างประเทศ เขามองว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ได้มาตรฐาน คือมันอาจไม่ได้แย่เหมือนเขมร แต่ก็ใกล้เหมือนเขมร ใกล้พม่า ของเราจริงๆ ต้องระดับเดียวกับมาเลเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้แบบนั้น เพราะที่ผ่านมาเราเคยเป็นประเทศแถวหน้าของประชาธิปไตยในอาเซียน แต่ที่ผ่านมาเราเหมือนเขมรกับพม่ามากกว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อนุสรณ์ ให้ความมั่นใจว่า การเคลื่อนไหวเพื่อนำไปสู่การแก้ไข รธน.จะไม่เป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ เพราะภาคีเครือข่ายที่จะเคลื่อนไหวรณรงค์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีท่าที ซึ่งต้องการดึงการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย เราจะนำคนจากทุกขั้วให้มาร่วมเจรจาหารือกัน มันก็จะไม่สร้างบรรยากาศความขัดแย้งที่จะนำไปสู่วิกฤติ ซึ่งรูปแบบการเคลื่อนไหวก็จะทำแบบคู่ขนานในรูปแบบภาคประชาสังคมไปกับทางสภาที่จะตั้ง กมธ.วิสามัญหลังเปิดสภาสมัยหน้า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แก้ปัญหาปากท้องกับแก้ รธน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อะไรสำคัญกว่ากัน?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-แต่บางฝ่ายเช่นคนในรัฐบาลหรือบางพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรครัฐบาลก็มองว่า&amp;nbsp; ตอนนี้ประเทศมีปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข อย่างเรื่องปากท้องประชาชน ทำไมต้องมาเร่งเคลื่อนไหวแก้ รธน.?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การแก้ไข รธน.เป็นนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา รัฐบาลให้สัญญากับประชาชน ดังนั้นรัฐบาลก็ต้องรักษาสัญญาประชาคม เพราะว่ารัฐบาลบอกเองว่าเป็นนโยบายเร่งด่วน&amp;nbsp; และการแก้ไข รธน.ให้เป็นประชาธิปไตยสามารถทำพร้อมกับการแก้ปัญหาเรื่องอื่นๆ ได้ และมันต้องทำไปพร้อมๆ กันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ยกตัวอย่างเราต้องการทำให้เราร่างกายแข็งแรง เราก็ต้องทานอาหารที่มีคุณภาพและต้องออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ คือต้องทำมิติหลายอย่างพร้อมกัน ไม่ใช่ว่าทำอย่างหนึ่งแล้วไม่ทำอย่างอื่น ไม่ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุดที่วางกรอบในเรื่องความสัมพันธ์ทางอำนาจ และเป็นกติกากฎหมายที่ประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเป็นสิ่งที่กำหนดภาระหน้าที่ของพลเมืองไว้ ดังนั้นมันก็เป็นสิ่งสำคัญ กลไกสำคัญในการแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องก็เป็นส่วนหนึ่ง&amp;nbsp; แต่ยังมีปัญหาอย่างอื่นของประเทศมากมายที่ต้องแก้ไข ซึ่งการมี รธน.มีกติกาที่ดีก็จะทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ทำได้ดีขึ้น แล้วผลก็คือก็จะดีต่อประชาชน เราต้องพยายามที่จะทำให้ประเทศนี้เป็นของประชาชน แล้วประชาชนมีส่วนร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;การผ่านประชามติ รธน.ฉบับปัจจุบัน แม้จะมีการลงมติประชามติ แต่เป็นการลงประชามติภายใต้บรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มันเลยทำให้การมีส่วนร่วมมีข้อจำกัด กติกาสูงสุดควรเป็นเรื่องประชาชนต้องตกลงร่วมกัน ซึ่งมันไม่ได้เป็นแบบนั้น 87 ปีของระบอบประชาธิปไตย เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอที่ประชาธิปไตยไทยควรต้องยกระดับแล้ว ไม่ใช่มานั่งวนแก้ปัญหาแบบร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็มาฉีก รธน. แล้วร่างกันใหม่ แล้วพอเกิดวิกฤติการเมือง ทหารก็มายึดอำนาจ แล้วมาร่าง รธน.ใหม่ที่มีเนื้อหาสืบทอดอำนาจ มีการเลือกตั้ง แล้วก็เกิดวิกฤติการเมืองอีก มันก็จะวนแบบนี้ ซึ่งมันไม่ควร จึงควรมาช่วยกันทำให้เกิดรัฐธรรมนูญที่ประชาชนทั้งสังคมยอมรับด้วยกัน และอยู่กันได้ด้วยกติกาตรงนี้&amp;nbsp; และต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากรัฐประหาร แต่มาจากการผลักดันการมีส่วนร่วมของประชาชนร่วมกัน ต้องทำให้เกิดแบบนั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เมื่อถามความเห็นเพื่อต้องการรู้แนวคิดว่า เพราะเหตุใดจึงต้องการเคลื่อนไหวแก้รัฐธรรมนูญ โดยขอให้ยกตัวอย่าง จุดอ่อน-ปัญหา ของรัฐธรรมนูญมาประกอบ อนุสรณ์-ประธานคณะทำงานจัดตั้ง ภาคีเครือข่ายเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย บอกว่ามีหลายเรื่อง แต่ปัญหาหลักๆ ก็เช่น ระบบเลือกตั้งมันไม่สะท้อนความต้องการและเจตนารมณ์ของประชาชน มันบิดเบี้ยว บิดเบือนเสียงประชาชน ทำให้เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วประชาชนที่มาออกเสียงเขาเลือกใครกันแน่จากระบบบัตรเลือกตั้งใบเดียว แล้วมีระบบคะแนนแบบสัดส่วนและการคิดคะแนนแบบสัดส่วน ก็มีการตั้งคำถามกันมากเรื่องการคิด ทำให้ระบบการเลือกตั้งมีปัญหา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...และที่บอกว่าเป็น รธน.ปราบโกง แต่การทุจริตคอร์รัปชันก็พบว่าไม่ได้น้อยไปกว่าเดิม ไม่สามารถคัดสรรคนที่เป็นคนดี คนมีความรู้ความสามารถเข้าสู่ระบบการเมืองได้เหมือนที่คุยเอาไว้ ไม่สามารถได้ ครม.ที่มีคุณสมบัติที่เห็นชื่อ เห็นประวัติการทำงานแล้วเรายอมรับได้ว่าเป็น ครม.ที่ดีที่สุด&amp;nbsp; เพราะหากบอกว่าเป็น รธน.ที่ดีก็ต้องสร้างสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น คือเนื้อหาใน รธน.เองไม่ได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเลย แต่ไปสร้างความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ที่เห็นชัดเจนคือความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ เช่นประชาชนทั้งประเทศมีสิทธิ์เลือก ส.ส. ในขณะที่คนไม่กี่คนสามารถเลือก ส.ว.ได้ 250 คน ซึ่งก็คือหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกรัฐสภา แล้วการเลือกก็เกิดประเด็นอีกว่ากระบวนการสรรหาไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าคัดคนที่มีภูมิหลัง ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ ได้จริง ส่วนมากก็เลือกจากพวกเครือข่าย เลือกพรรคพวกมาเป็น ก็เป็นสภาอุปถัมภ์ ไม่ใช่สภาผู้ทรงคุณวุฒิ หากเราคิดว่าวุฒิสภาคือสภาของผู้ทรงคุณวุฒิ มันก็ต้องได้คนอีกแบบ ในขณะเดียวกันในคนที่เป็น ส.ว.ด้วยกันเองก็มีเหลื่อมล้ำกันอีก เพราะมีตัวแทนจากการที่เป็นข้าราชการประจำ คือผู้นำเหล่าทัพมาเป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง แต่ข้าราชการคนอื่นไม่ได้เป็น ในระบบราชการเองก็ยังเหลื่อมล้ำกันเองเลย มันคือความเหลื่อมล้ำทางอำนาจซึ่งเป็นเรื่องไม่สมควร หากจะบอกว่าไม่เชื่อระบบเลือกตั้งทั้งหมด ก็ต้องมีระบบสรรหาที่จะหาผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาชีพต่างๆ มาเป็น ส.ว. แต่ถ้ายึดหลักประชาธิปไตยเลยก็ไม่ควรมีเลย แต่ให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด โดยเมื่อไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เขาก็ไม่ควรมามีอำนาจเหมือนกับคนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้รัฐธรรมนูญก็ยังมีปัญหาในเรื่องสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบนโยบายหรือโครงการต่างๆ ของภาครัฐก็ด้อยลงเมื่อเทียบกับ รธน.ปี 2540 และ 2550 องค์กรอิสระก็ไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชน แต่โครงสร้างที่มาไปเชื่อมโยงกับฝ่าย คสช.เดิมทั้งสิ้น อย่างนี้ไม่ตอบโจทย์เรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลจากองค์กรอิสระ ระยะยาวประเทศมันไปไม่ได้ ต้องแก้ไข ต้องปรับให้ระบบดีกว่านี้เพราะจะนำมาสู่วิกฤตการณ์การเมืองได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แล้วข้อดีของรัฐธรรมนูญไม่มีเลยหรือ เราตั้งคำถาม ซึ่ง อนุสรณ์ แสดงท่าทีคิดอยู่นานก่อนตอบว่า ผมยังไม่เห็นจุดเด่นที่เป็นข้อดีที่ชัดเจน เมื่อเทียบกับ รธน.ปี 2540 และ 2550 มันอาจมีเรื่องเช่น ระบบไพรมารีโหวตที่พยายามจะทำให้พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองที่มีฐานจากประชาชนมากขึ้น แต่มันก็ไม่ตอบโจทย์อยู่ดีเพราะตอนร่าง รธน.เขาดึงการมีส่วนร่วมน้อยเกินไปจากกลุ่มคนนักการเมือง เพราะไปตั้งเงื่อนไขว่าไม่อยากให้คนเหลานี้เข้ามา แต่จริงๆ เขาคือกลุ่มคนที่อยู่ในการเมืองก็ควรฟังเขาบ้าง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับมติของที่ประชุมสภาที่มีมติเอกฉันท์เห็นด้วย ให้มีการเลื่อนญัตติเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มี ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลร่วมกันเสนอเข้าสภาร่วม 4 ญัตติ โดยมีของ ส.ส.พลังประชารัฐด้วยขึ้นเป็นญัตติอันดับต้นๆ ในการพิจารณาของสภาสมัยหน้า เรื่องนี้ อนุสรณ์ วิเคราะห์ท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ ไว้ว่า เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าทุกคนก็เห็นปัญหาอยู่และอยากให้มีการแก้ไข ส่วนที่พลังประชารัฐก็เอาด้วยในการเสนอญัตติ ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเพราะ รธน.เองก็ออกแบบมาให้รัฐบาลไม่เข้มแข็ง คนร่าง รธน.เองก็ยังตก &amp;quot;กับดัก&amp;quot; ที่ตัวเองวางไว้ เลยทำให้ได้เสียงปริ่มน้ำ&amp;nbsp; การออกแบบระบบต่างๆ เช่นระบบเลือกตั้งทำให้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยเยอะ จนนำมาสู่รัฐบาลผสมที่ไม่มีเสถียรภาพ สำหรับความคาดหวังต่อสภาในการตั้งกรรมาธิการ จนนำไปสู่การแก้ไข รธน.มองว่าถ้าเป็น ส.ส.ส่วนใหญ่น่าจะเอาด้วยให้ตั้ง กมธ. แต่สำหรับสมาชิกวุฒิสภาจะเอาด้วยหรือไม่ เราไม่แน่ใจ&amp;nbsp; ต้องทำให้กระแสสังคมเรียกร้องไปยัง ส.ว.ให้ดังพอ เขาถึงจะหันมาฟัง ไม่เช่นนั้นเขาก็จะรับใบสั่งอย่างเดียว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ซึ่งก็มองว่าหากกรรมาธิการที่สภาตั้งขึ้นมีผลการศึกษาและมีข้อเสนออกมาให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญก็จะเป็นเรื่องดีเลย เพราะจะทำให้กระบวนการยกร่าง รธน.ฉบับใหม่เกิดขึ้นทันที แต่เราต้องดูรูปแบบของสภาร่าง รธน.ที่จะเสนอด้วย อย่างผมเสนอว่าเสนอให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง บวกกับผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหนึ่ง แล้วมีการวางกรอบเวลาให้ชัดเจนว่าให้ยกร่าง รธน.แล้วเสร็จเมื่อใด แล้วจากนั้นก็ให้นำร่าง รธน.ดังกล่าวไปลงประชามติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ส่วนข้อถามที่ว่าแต่กระบวนการแก้ไข รธน.สุดท้ายอาจยื้อได้ เช่น กมธ.ที่สภาตั้งขึ้นมีข้อเสนอออกมาแล้วฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นด้วย เช่นจะให้ตั้งสภาร่าง รธน.มายกร่าง รธน.ใหม่ทั้งฉบับ พรรคร่วมรัฐบาลก็อาจใช้วิธีใช้เสียงข้างมากโหวตไม่รับรองรายงานของ กมธ. อนุสรณ์ ยอมรับว่าการยื้อแก้ไข รธน.ก็มีความเป็นไปได้ เพราะว่าสิ่งนี้มันก็เกิดขึ้นตอนรัฐบาลสมัย คสช.ที่ก็มีการเลื่อนการเลือกตั้งหลายครั้ง&amp;nbsp; เรื่องแบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการซื้อเวลายื้อไปเรื่อยๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...สำหรับพรรคร่วมรัฐบาล ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เขาอยากแก้ไข รธน.เพราะเขาก็มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาบางส่วนใน รธน.ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ขณะที่พลเอกประยุทธ์กับพลังประชารัฐก็คงยื้อให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญถูกออกแบบมาเพื่อพรรคพลังประชารัฐอยู่แล้ว เขาก็ต้องยื้อให้นานที่สุดเพราะมันเป็นประโยชน์กับฝ่ายเขา แต่แก้ รธน.แล้วจะเป็นประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ เป็นประโยชน์กับประเทศ เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วจะทำให้ประชาธิปไตยมีคุณภาพดีขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ประธานคณะทำงานจัดตั้งภาคีเครือข่ายเพื่อรัฐธรรมนูญฯ มองด้วยว่า ส่วนการที่ ส.ส.พลังประชารัฐเข้าชื่อกันเสนอญัตติให้มีการตั้ง กมธ.ศึกษาการแก้ไข รธน.ประกบเข้าไปด้วยในช่วงก่อนปิดประชุมสภาไม่กี่วัน เพราะพรรคพลังประชารัฐคงเห็นกระแสสังคมว่าต้องการให้แก้ไข รธน. เลยรีบเสนอ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;การแก้ไข รธน.จะได้หรือไม่ได้จึงอยู่ที่กระแสสังคม ดังนั้นการเคลื่อนไหวนอกรัฐสภาจึงมีความสำคัญพอๆ กับการทำงานในรัฐสภา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...การที่พลังประชารัฐยอมให้เป็นนโยบายเร่งด่วน ก็เกิดจากข้อต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาล แล้วข้อต่อรองดังกล่าวก็เกิดจากกระแสสังคม ที่ตอนนั้นพรรคร่วมรัฐบาลไปหาเสียงกับประชาชนแล้วบอกว่าต้องการให้ประเทศมีประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะหากเขาไม่ทำเช่นนั้นก็ไม่ตอบสนองต่อประชาชน&amp;nbsp; พรรคการเมืองจำนวนหนึ่งก็หาเสียงว่าไม่เอาสืบทอดอำนาจ เพราะเขารู้ว่าประชาชนต้องการแบบนั้น&amp;nbsp; แต่พอผลเลือกตั้งออกมามันมีการบิดเบี้ยวที่เกิดจากมี ส.ว. 250 คน ก็เลยทำให้พรรคการเมืองที่เป็นพรรคที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตยเลยอยู่ในฐานะเสียเปรียบ เพราะพอมี ส.ว. 250 เสียง ก็เป็นสภาวะที่ทำให้พรรคการเมืองฝ่ายสืบทอดอำนาจได้เปรียบ จึงเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพราะฝ่ายหนึ่งเริ่มสตาร์ทที่ 250 เมตรไปก่อน แต่อีกฝ่ายอยู่ที่ศูนย์ ก็เป็นระบบที่ไม่เป็นธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ใช้กระแสสังคมกดดัน ส.ว.เอาด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม อนุสรณ์ ยอมรับว่าการที่จะไปตั้งธงนำไว้ก่อนว่าจะแก้ไข ยกเลิกรัฐธรรมนูญเรื่องไหน เช่นจะไปแตะเรื่องอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา ก็อาจทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 อาจไม่ได้รับความร่วมมือจาก ส.ว. เพราะว่าคนจำนวนหนึ่งก็อาจห่วงสถานภาพของตัวเอง กลัวหลุดจากตำแหน่งเช่นไปโละ ส.ว. เรื่องเนื้อหาต่างๆ ใน รธน.ที่จะแก้ไขต้องมาหารือกันอีกรอบ หลังมีการแก้ไขมาตรา 256 แล้วเสร็จ เพราะเมื่อไปถึงขั้นตอนการแก้ไขเนื้อหาจะมีความเห็นแตกต่างกันเยอะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;เสียงสนับสนุนจาก ส.ว. ผมก็มองว่า ส.ว.บางส่วนที่เขามีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม โดยไม่ได้คิดเพื่อตัวเองมาก แล้วเขาฟังกระแสสังคม เขาก็อาจจะเอาด้วย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะธรรมชาติของมนุษย์ไม่ได้เป็นอย่างนั้น การไปโหวตอะไรให้ตัวเองต้องเสียประโยชน์ จิตสำนึกต้องสูงพอ ต้องนึกถึงส่วนรวมมากพอ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อนุสรณ์ มองด้วยว่าสำหรับกรอบเวลาในการพิจารณาศึกษาแก้ไข รธน.จนนำไปสู่การแก้ไขให้เกิดขึ้นจริง เบื้องต้นเรายังไม่ควรกำหนดกรอบเวลาเพราะเราต้องการให้ได้ รธน.ที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ควรชักช้านักเพราะประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาสิบกว่าฉบับแล้ว ที่เราทำเราไม่ได้ทำอยู่บนสุญญากาศ แต่มีสิ่งที่เป็นต้นแบบอยู่แล้ว ผมก็เสนอให้นำ รธน.ในอดีตสามฉบับคือ ฉบับปี พ.ศ.2540 พ.ศ.2517 และ พ.ศ.2489 มาเป็นต้นแบบ เพราะ รธน.ทั้งสามฉบับมีความเป็นประชาธิปไตยและเกิดในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน เพราะก็จะมีกรอบมีโครงอยู่ เราก็นำกรอบมาพิจารณาร่วมกับปัญหาในปัจจุบัน&amp;nbsp; และปัญหาในอนาคตว่าควรเพิ่มเติมตรงไหน ดังนั้นการดำเนินการไม่ควรชักช้า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...สิ่งที่เราต้องการคือ ต้องการเห็นการมีส่วนร่วมของประชาชน เราถึงเสนอให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ส.ส.ร.หากทำแบบนี้กระบวนการมันอาจช้า แต่มันจะดีเพราะเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน แล้วจะแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในอนาคตได้ดี เพราะมันจะเกิดความรู้สึกร่วมกันว่านี้คือรัฐธรรมนูญที่ทุกคนร่วมกันสร้างกันมา จะเกิดสภาวะแบบนี้ว่านี้คือ รธน.ที่เราสร้างร่วมกันมา&amp;nbsp; ดังนั้นเราจะไม่ทำลายแล้ว จะไม่มีการฉีก จะไม่มีการยึดอำนาจ จะไม่มีการรัฐประหารอีกแล้ว มันควรจะอย่างนั้น และหากใครจะทำแบบนั้นมันจะมีการต่อต้านทันที เพราะมันมีความผูกพันความเป็นเจ้าของอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;...เราจะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วเราจะไม่กลับไปสู่วงจรอุบาทว์อีกเลย แล้วเราจะได้มีความหวังว่าลูกหลานเราจะอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว&amp;nbsp; ลูกหลานเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าคนรุ่นเรามาก เราต้องสร้างตรงนี้ ซึ่งถ้าคนรุ่นนี้ไม่คิดจะทำอะไร ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจยิ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ถามถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ยื่นญัตติเสนอแก้ไข รธน.นำร่องไปก่อน จากนั้นพรรคพลังประชารัฐถึงค่อยมายื่นประกบหลังสภาปิด เป็นเรื่องทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลในการต่อรองอะไรกันหรือไม่ ประธานคณะทำงานจัดตั้งเภาคีเครือข่ายฯ บอกว่า ผมมีจุดยืนที่ชัดเจนและมั่นคงต่อหลักการประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ผมจึงไม่ได้สนใจว่าขั้วการเมืองไหนจะเล่นเกมอะไร แต่ธงของเราคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์กับประชาชนจริงๆ เช่นการลดความเหลื่อมล้ำได้จริง ทำให้เกิดธรรมาภิบาลได้จริง เราต้องการแบบนั้น ส่วนใครจะมีเกมการเมืองอย่างไร เราไม่สนใจ เรามุ่งสู่เป้าหมายนี้อย่างเดียว เพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่าทุกคนต่างก็มีผลประโยชน์ มีวาระของตัวเองทั้งสิ้น ดังนั้นหากเรามาวิตกกังวลเรื่องนี้ก็เดินหน้าไปไม่ได้ เราก็ต้องเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย แต่หากใครจะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ แต่สิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์จากส่วนรวม เราไม่ได้สนใจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ส่วนที่แกนนำพรรคฝ่ายค้านอย่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ออกมาเสนอให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเรื่องของแนวคิด เขาก็อาจมองว่าองค์กรอิสระที่ถูกออกแบบมาโดย รธน.ปี.2560 มันเป็นองค์กรอิสระที่ไม่มีอิสระ รับใบสั่งจากผู้มีอำนาจรัฐ ดังนั้นในฐานะพรรคการเมือง เขาก็ย่อมมีสิทธิ์ตั้งคำถาม เมื่อเขาเป็นขั้วที่อยู่ตรงข้ามกับผู้มีอำนาจรัฐเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในสวนของคนที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก็ต้องดูว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นอย่างไร ยังไงเราก็ต้องฟังประชาชน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็อยากได้ระบบยุติธรรมที่มันยุติธรรมจริง ไม่ใช่ยุติธรรมแค่สำหรับคนบางกลุ่ม ถ้าเป็นเช่นนั้นประเทศก็ไม่สามารถมีความสมานฉันท์ปรองดองได้ในระยะยาว และจะไม่มีสันติสุข แต่ถ้าเราทำให้ประเทศมีความยุติธรรมจริงๆ กฎหมายเป็นกฎหมาย ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ไม่เลือกปฏิบัติ ก็จะดีต่อประเทศ เราต้องสร้างระบบนี้ขึ้นมา โครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เขียนไว้ใน รธน.ที่เป็นกติกาสูงสุด ต้องสร้างระบบพวกนี้ หากไม่สร้างระบบพวกนี้แล้วเปิดช่องโหว่ให้มีใครไปบิดเบือนเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง แบบนี้จะสร้างปัญหาระยะยาว แล้วนำมาสู่วิกฤตการณ์ไม่รู้จบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;หากเรามองโลกในแง่ร้ายว่ามีคนจำนวนหนึ่ง มีความคิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย&amp;nbsp; เขาก็ต้องออกแบบระบบ กติกาสูงสุด ให้ระบอบประชาธิปไตย หรือระบอบที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนดูอ่อนแอ ไม่สามารถทำงานได้ ก็จะเป็นการสร้างความชอบธรรมที่จะยึดอำนาจอีกรอบ แล้วคราวนี้ก็จะอยู่ยาวเลย ถ้าสมมุติมันเป็นแบบนั้นซึ่งเราก็ไม่ปรารถนาให้มันเป็น แต่เราก็ต้องไม่ประมาท&amp;nbsp; โดยการทำให้ประชาชนเข้มแข็ง ทำให้องค์กรประชาชนเข้มแข็ง ถ้าไม่เกิดตรงนี้เขาจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งมันไม่ใช่. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:252.0pt&quot;&gt;โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;................................................&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46842</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, ภาคีแนวร่วมนอกสภาฯ  รอเคลื่อน ดันแก้ รธน., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แทบลอยด์, แทบลอยด์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190928/image_big_5d8f6472dedf1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43310</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุมสินค้าเข้าไทยรับมือเทรดวอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมอ.จับตาสถานการณ์เทรดวอร์อย่างใกล้ชิด หวั่นกระทบการค้าไทย เตรียมมาตรการรับมือสินค้าไม่ได้มาตรฐานทะลักเข้าไทย &amp;quot;อนุสรณ์&amp;quot; เตือนทบทวนการลงทุนและการใช้จ่ายเกินตัวของภาครัฐ รับมือสงครามเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;สมอ.เตรียมมาตรการรับมือผลกระทบจากสงครามการค้า (เทรดวอร์) ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ที่คาดว่าจะยืดเยื้อยาวนานและจะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนรวมถึงไทยที่จะได้รับผลกระทบจากการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน เช่น สินค้ากลุ่มเหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า และของเล่น ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้ามาตรฐานบังคับที่ สมอ.ควบคุม และอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมอ.ในฐานะหน่วยงานมาตรฐานแห่งชาติได้เตรียมรับมือต่อผลกระทบดังกล่าวไว้แล้ว โดยเฝ้าจับตาการนำเข้าสินค้าดังกล่าวอย่างใกล้ชิดผ่านระบบ National Single Window (NSW) หากพบสินค้าชนิดใดมีการนำเข้าในปริมาณมากผิดปกติจะทำการตรวจสอบอย่างเข้มงวดทันที และในกรณีสินค้านั้นยังไม่ได้มีการกำหนดให้เป็นสินค้าบังคับ หากประเมินแล้วว่าจะสร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจของประเทศ ก็จะใช้กลไกของ พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ได้มีการแก้ไขใหม่แล้ว ประกาศให้สินค้านั้นเป็นสินค้ามาตรฐานบังคับที่ต้องถูกควบคุมทันที นอกจากนี้จะเร่งกำหนดมาตรฐานกับสินค้าที่ยังไม่มีการกำหนดเป็นมาตรฐาน โดยหากมีความจำเป็น สมอ.อาจใช้ข้อกำหนดหรือใช้มาตรฐานที่สากลมีอยู่แล้วมาประกาศใช้เป็นมาตรฐานได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการ สมอ.กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สมอ.จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและรับรองสินค้าที่มีผลกระทบดังกล่าว โดยจะทำการตรวจโรงงานที่เป็นแหล่งผลิตถี่มากยิ่งขึ้นและเข้มงวดขึ้น รวมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวของนักลงทุนจากจีนที่มาลงทุนทำสินค้าในประเทศเพื่อนบ้านแถบอาเซียน และติดตามความเคลื่อนไหวของสินค้านั้นอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็จะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยจะเชิญชวนนักลงทุนจากจีนให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น สำหรับในเวทีอาเซียนในฐานะที่ปีนี้ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน และ สมอ.เป็นผู้แทนประเทศไทยในคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านมาตรฐานและคุณภาพของอาเซียน (ASEAN Consultative Committee for Standards and Quality - ACCSQ) ก็จะหยิบยกผลกระทบดังกล่าวหารือในการประชุม ACCSQ ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สุดท้ายเป็นภารกิจที่สำคัญของ สมอ.คือการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศ สมอ.จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตระหนักและรับรู้เกี่ยวกับมาตรฐาน โดยเฉพาะมาตรฐานของกลุ่มสินค้าที่มีผลกระทบดังกล่าว &amp;nbsp; เพื่อให้ประชาชนได้ใช้สินค้าได้อย่างปลอดภัย&amp;quot; นายวันชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยต้องชะลอการเพิ่มกำลังการผลิตส่วนเกิน ทบทวนการลงทุนและการใช้จ่ายเกินตัวของภาครัฐ โดยเฉพาะการจัดซื้อที่ไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วน การลงทุนหรือผลิตเกินความต้องการภายในประเทศและอุปสงค์ของตลาดโลกจะสร้างปัญหาฟองสบู่ในอนาคตจากการลงทุน ต้องปรับการลงทุนหรือการผลิตอย่างเหมาะสม เพื่อปรับสมดุลให้สอดคล้องกับอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน การขาดความสมดุลจะนำมาสู่ความยุ่งยากทางเศรษฐกิจ และความซับซ้อนต่อการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต การส่งสัญญาณทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ถูกต้องเหมาะสมจะช่วยบรรเทาผลกระทบของปัญหาความถดถอยทางเศรษฐกิจในอนาคตได้ระดับหนึ่ง การกระตุ้นการบริโภค การเพิ่มและการกระจายรายได้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในช่วงนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเสนอให้มียุทธศาสตร์การค้าเพิ่มเติม ที่จะสามารถรับมือความท้าทายสงครามการค้าและสงครามค่าเงิน เริ่มต้นด้วยยุทธศาสตร์การค้าที่ต้องผลิตสินค้าให้ตรงกับอุปสงค์ที่เปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมส่งออกใหม่ ยุทธศาสตร์การผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานและผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพ ยุทธศาสตร์การพัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการทางออนไลน์ด้วย &amp;nbsp;Platform ของตัวเอง และการสร้าง Brand ในระดับประเทศที่ SME สามารถใช้ประโยชน์ได้ ยุทธศาสตร์การปรับปรุงกฎระเบียบของภาครัฐให้เอื้อต่อการประกอบธุรกรรมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ &amp;nbsp;รวมทั้งปรับจำนวนพิกัดอัตราภาษีศุลกากรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางการค้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อนุสรณ์กล่าวทิ้งท้ายว่า การลงทุนจากกลุ่มทุนจีนมายังอาเซียนและไทยเพื่อเลี่ยงผลกระทบสงครามการค้าจีนกับสหรัฐฯ เพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งกำเนิดสินค้าและกติกาด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีที่เข้มงวดน้อยกว่า จำเป็นที่ประเทศผู้รับการลงทุนอย่างไทยต้องคัดเลือกโครงการด้วยความละเอียดรอบคอบและละเอียดอ่อน เพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหาการกีดกันทางการค้าต่อประเทศไทยในอนาคต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43310</URL_LINK>
                <HASHTAG>National Single Window (NSW), ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, วันชัย พนมชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190812/image_big_5d51816587232.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7170</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2018 22:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039;โอ่ภารกิจสำเร็จ ไทยตื่นเกาะสถานการณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทรัมป์&amp;quot; เลียนอย่าง &amp;quot;จอร์จ ดับเบิลยู. บุช&amp;quot; ประกาศภารกิจสำเร็จแล้ว ภายหลังสหรัฐร่วมมือกับอังกฤษและฝรั่งเศสรุมถล่มซีเรีย แต่รัฐบาลอัลอัสซาดไม่สะทกสะท้อน ยึดดินแดนคืนจากกบฏ ผู้ตรวจสอบจากโอพีซีดับเบิลยูถึงซีเรียแล้ว &amp;ldquo;สมช.&amp;rdquo; เผย &amp;ldquo;บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม&amp;rdquo; สั่งจับตาใกล้ชิด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน 2561 กล่าวว่า คณะผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีจากองค์การห้ามอาวุธเคมี (โอพีซีดับเบิลยู) จากกรุงเฮก เดินทางถึงกรุงดามัสกัสของซีเรียเพียงไม่กี่ชั่วโมงให้หลังปฏิบัติการถล่มทางอากาศของสหรัฐ, อังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งเป้าหมายการโจมตีของมิสไซล์กว่า 130 ลูกเมื่อเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นแหล่งที่ตั้งเกี่ยวกับอาวุธเคมีของซีเรียในกรุงดามัสกัสและที่เมืองฮอมส์ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์วิจัยและฐานทัพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การโจมตีครั้งนี้ทำให้รัสเซียเดือดดาล และเรียกประชุมฉุกเฉินคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อขอให้ประณาม แต่กลับทำไม่สำเร็จ ทำให้เมื่อวันอาทิตย์ ประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด ของซีเรีย กล่าวประณาม &amp;quot;การรณรงค์หลอกลวงและโกหกในคณะมนตรีความมั่นคง&amp;quot; และว่า ซีเรียและรัสเซียกำลังทำศึกที่ไม่ใช่แค่การต่อสู้กับพวกผู้ก่อการร้าย แต่ยังรวมถึงต้องปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนฐานของความเคารพสิทธิอธิปไตยของประเทศต่างๆ และเจตจำนงของประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังปฏิบัติการซึ่งเพนตากอนระบุว่า เป็นการโจมตีครั้งเดียวจบ ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐได้ประกาศยกย่องการโจมตีว่า &amp;quot;ปฏิบัติการได้อย่างสมบูรณ์แบบ&amp;quot; และทวีตด้วยว่า &amp;quot;ภารกิจสำเร็จ&amp;quot; &amp;nbsp;โดยวลีนี้เป็นวลีเดียวกับที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เคยใช้กับสงครามอิรักเมื่อปี 2556 ซึ่งตามหลอกหลอนเขาตลอดช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวว่า ตามข้อมูลที่เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผย ปฏิบัติการครั้งนี้สหรัฐใช้เรือพิฆาต 3 ลำ, ฝรั่งเศสใช้เรือฟริเกต 1 ลำ และเรือดำน้ำของสหรัฐ 1 ลำ ที่ทะเลแดง, อ่าวและเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนอากาศยานนั้น อังกฤษใช้เครื่องบินทอร์นาโดและไต้ฝุ่นหลายลำ, สหรัฐใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด บี-1 และฝรั่งเศสใช้เครื่องบินราฟาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพนตากอนยืนยันว่า ยังไม่มีแผนปฏิบัติการเพิ่มเติมอีก แต่นิกกี เฮลีย์ ทูตสหรัฐประจำยูเอ็น ขู่ว่าสหรัฐพร้อมลั่นไกทุกเมื่อหากซีเรียใช้อาวุธเคมีโจมตีอีกครั้ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายหลัก 3 แห่งที่สหรัฐและพันธมิตรโจมตีนั้นเป็นสถานที่ว่างเปล่า โดยซีเรียอพยพผู้คนออกก่อนแล้ว และดูเหมือนว่าซีเรียจะไม่ยี่หระกับความเสียหายครั้งนี้ สื่อฝ่ายนิยมรัฐบาลเช่นหนังสือพิมพ์อัลวาตันพากันรายงานถึงความเสียหายที่จำกัด แต่ขณะเดียวกันพวกเขากลับประโคมชัยชนะที่รัฐบาลมีเหนือพวกกบฏในเขตกูตาตะวันออกซึ่งมีดูมาเป็นเมืองหลัก หลังจากปฏิบัติการยาวนาน 2 เดือนสามารถยึดพื้นที่แห่งสุดท้ายของพวกกบฏได้แล้วเมื่อวันเสาร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐและพันธมิตรอีก 2 ชาติ กล่าวหากองกำลังฝ่ายอัสซาดว่าใช้ก๊าซพิษซารินและคลอรีนโจมตีเมืองดูมาเมื่อวันที่ 7 เมษายน คร่าชีวิตผู้คนหลายสิบคน ภายหลังการโจมตีทางอากาศเมื่อวันเสาร์ สามชาติพันธมิตรได้ยื่นร่างข้อมติเข้าคณะมนตรีเพื่อเรียกร้องให้ซีเรียเปิดให้มีการตรวจสอบและยอมให้การบรรเทาทุกข์เข้าพื้นที่โดยไม่มีอุปสรรค, หยุดยิงและเข้าสู่การเจรจาสันติภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลซีเรียและรัสเซียยืนกรานปฏิเสธเรื่องการใช้อาวุธเคมีครั้งล่าสุดนี้ เชื้อเชิญให้ผู้เชี่ยวชาญจากโอพีซีดับเบิลยูเข้าไปพิสูจน์ โดยคณะนี้มีแผนลงพื้นที่ในเมืองดูมาวันอาทิตย์ อย่างไรก็ดี การทำงานของโอพีซีดับเบิลยูน่าจะยากลำบาก เมื่อทุกฝ่ายต่างยืนกรานผลการสอบของตนไว้ก่อนแล้ว รวมถึงมหาอำนาจตะวันตกที่อ้างว่ามีหลักฐานพิสูจน์จนนำไปสู่การเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของยูเอ็น
สำหรับความเคลื่อนไหวของไทยนั้น กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกประกาศเตือน คนไทยในอิสราเอล โดยเฉพาะในเขตโกลานและบริเวณใกล้เคียง ให้ติดตามข่าวสารเหตุการณ์ซีเรียอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ หากได้ยินเสียไซเรนเตือนภัยขอให้ระวัง และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ทั้งนี้ หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่เฟซบุ๊กของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ หรือกรมการกงสุล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งการให้ฝ่ายความมั่นคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประเมินเป็นระยะๆ แต่ไม่ได้สั่งการอะไรพิเศษ เช่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่ไม่ได้กำชับอะไร ซึ่งการโจมตีของสหรัฐมุ่งโจมตีสถานีผลิตศูนย์วิจัยอาวุธเคมี น่าจะไม่มีการขยายวงกว้างมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผลกระทบในภาพรวมแน่นอนย่อมเกิดทั้งในภูมิภาคและทั่วโลก เศรษฐกิจก็ต้องกระทบบ้าง เพราะประเทศซีเรียก็ถือว่าเป็นประเทศผลิตน้ำมันรายใหญ่ ตลาดหุ้นคงตกใจบ้าง&amp;rdquo; พล.อ.วัลลภระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเคยได้รับทุนรัฐบาลไทย (ทุน ก.พ.) ไปศึกษากฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศส กล่าวถึงกรณีฝรั่งเศสเข้าร่วมโจมตีซีเรียว่า ตามรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส มาตรา 35 วรรคสอง บัญญัติให้รัฐบาลต้องแจ้งให้รัฐสภาทราบถึงการตัดสินใจใช้กำลังทหารในต่างประเทศ อย่างช้าที่สุดภายใน 3 วันนับแต่เริ่มต้นการปฏิบัติการ ซึ่งประธานาธิบดีเอ็มมานูแอล มาครง ตัดสินใจใช้กำลังทางทหารโจมตีซีเรีย โดยยังไม่ได้แจ้งให้รัฐสภาฝรั่งเศสทราบ แต่ประธานาธิบดีมาครงยังมีเวลาในการปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยหากนับจากวันที่ 14 เม.ย. เวลา 3 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาที่ฝรั่งเศสเริ่มโจมตีซีเรียแล้ว ประธานาธิบดีมาครงจะมีเวลาถึงวันที่ 17 เม.ย. ก่อนเวลา 3 นาฬิกาที่จะแจ้งให้รัฐสภาฝรั่งเศส&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำนักข่าว Franceinfo ของฝรั่งเศสรายงานข่าวว่า ขณะนี้ก็มีนักการเมืองหลายกลุ่ม เช่น วาเลรี ราโบลท์ หัวหน้ากลุ่มซ้ายใหม่ในสภาผู้แทนราษฎร, ฌอง-ลุค เมลองชง, วาเลรี โบเย เรียกร้องให้ประธานาธิบดีมาครงปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญโดยให้รีบแจ้งให้รัฐสภาทราบโดยเร็ว&amp;rdquo; นายธนกฤตกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประเมินว่า การโจมตีซีเรียอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 80-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ และอาจเป็นจุดสิ้นสุดของยุคราคาน้ำมันถูก รวมทั้งราคาทองคำปรับที่จะปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินดอลลาร์ที่จะแข็งขึ้น 10-15% &amp;nbsp;
&amp;ldquo;มีความเสี่ยงที่สงครามซีเรียจะลุกลามยืดเยื้อนำไปสู่การเผชิญหน้าของรัสเซียและชาติตะวันตก หรือเกิดภาวะสงครามเย็นรอบใหม่ได้ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกและของไทยชะลอตัวลงในช่วงไตรมาสสอง ตลาดการเงินทั่วโลกน่าจะมีความผันผวนมากในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า&amp;rdquo; ดร.อนุสรณ์กล่าว และว่า หากสถานการณ์ในซีเรียไม่ขยายวงหรือบานปลาย จะกระทบต่อราคาน้ำมันไม่มาก เพราะซีเรียผลิตน้ำมันดิบคิดเป็น 0.4% ของการผลิตทั่วโลก.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7170</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม&quot;, กรุงเทลอาวีฟ, กรุงเฮก, จอร์จ ดับเบิลยู. บุช, ซีเรีย, ทรัมป์, ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, ฝรั่งเศส, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ, สมช., สหรัฐ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อังกฤษ, โอพีซีดับเบิลยู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180415/image_big_5ad3548bd4b9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
