<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>32821</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อาหารฟังก์ชัน&quot;เลี้ยงสมอง ช่วยสูงวัยอย่างมีคุณภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกคนคงเคยเกิดอาการเหล่านี้! ตื่นนอนแล้วรู้สึกไม่สดชื่น สมองไม่โปร่ง มึนๆ ตื้อๆ คิดอะไรไม่ออก ทำให้ออกสตาร์ทเริ่มต้นวันได้ไม่ดี ทำอะไรก็ไม่ได้เต็มที่ บางครั้งก็มีอาการลืมง่าย จำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ค่อยได้ เช่น บางครั้งลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน ลืมกระเป๋าเงิน เอ...จำไม่ได้ว่าเมื่อวานใช้เงินซื้ออะไรไปบ้าง หรือว่าล็อกประตูก่อนออกจากบ้านรึยัง อาการเหล่านี้เป็นเครื่องบ่งบอกว่าสมองของเรากำลังต้องการดูแล ซึ่งไม่ใช่เป็นแต่เฉพาะช่วงสูงวัยเท่านั้น ดังนั้นการรู้จักดูแลสมองตั้งแต่วันนี้ก็จะช่วยให้เราไม่มีปัญหาด้านสมองเมื่ออายุมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล กล่าวว่า &amp;ldquo;หลายๆ คนยังมีความเข้าใจผิดว่าสมองของคนเราจะพัฒนาเฉพาะในช่วงวัยเด็กเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วสมองของคนเราสามารถพัฒนาและเรียนรู้ได้ตลอดเวลาอย่างไร้ขีดจำกัด เพราะเส้นใยของสมองนั้นสร้างใหม่ได้ในทุกๆ วันทั้งนี้ศักยภาพของสมองประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความจำ ด้านสมาธิในการจดจ่อ ด้านภาษา ด้านการวิเคราะห์สิ่งที่เห็น และด้านการตัดสินใจ ดังนั้นการส่งเสริมศักยภาพสมองจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนยุคดิจิตอลนี้ และอาหารฟังก์ชัน คือเทรนด์และคำตอบที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สมาคมนักกำหนดอาหารของสหรัฐอเมริกา (ADA) นิยามไว้ว่า อาหารฟังก์ชัน คืออาหารที่คงไว้ซึ่งส่วนประกอบตามเดิมตามธรรมชาติ หรืออาหารที่มีการเติมแต่งสารอาหารให้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมสุขภาพ สำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงสมองเพิ่มขึ้นให้พร้อมรับมือได้กับทุกกิจกรรม อาหารฟังก์ชั่นที่ส่งเสริมสุขภาพสมอง จึงเป็นทางเลือกที่ง่ายและสดวกตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ โดยข้อมูลจากทั้งงานวิจัยและการค้นคว้าใหม่ๆ พบว่าอาหารฟังก์ชันกลุ่มน้ำมันปลา ซุปไก่สกัด โสมเกาหลี และข้าวกล้องงอก ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาหารฟังก์ชันบำรุงสมองแต่ละชนิดมีดีอย่างไร เริ่มจากน้ำมันปลา ที่มี DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อร่างกาย อยู่ในกลุ่มของโอเมก้า 3 ช่วย เสริมการทำงานของเซลล์สมอง การรับประทานน้ำมันปลาอย่างต่อเนื่องจึงมีส่วนช่วยป้องกันสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ได้ เพราะ DHA จะช่วยเพิ่มสารที่เป็นตัวช่วยลดการเกิดการสร้างพลักซ์ (plaques) ซึ่งเป็นตัวการที่ทำลายใยประสาทส่วนความจำ นอกจากนี้ยังมี EPA สูง มีประโยชน์ต่อระบบหัวใจและสมอง โดยมีส่วนช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดไขมันในเลือด จึงช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจและสมองอีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซุปไก่สกัด อาหารฟังก์ชันที่ได้รับความนิยมมายาวนาน โดยเฉพาะในแถมเอเชีย มีผลการวิจัยจาก ศ.นพ.โคกะ โยชิฮิโกะ จากภาควิชาประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคียวริน ประเทศญี่ปุ่น เกี่ยวกับสารอาหารที่สำคัญต่อสุขภาพสมอง โดยระบุว่าสารสำคัญในซุปไก่สกัดคือไบโอเปปไทด์อะมิโน คอมเพล็กซ์ ที่พร้อมให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้เร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลจากการวิจัยพบว่าซุปไก่สกัดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมอง โดยช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นสมองส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความจำการคิดตัดสินใจได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าในซุปไก่สกัดยังมีคาร์โนซีน เป็นหนึ่งในสารอาหารช่วยชะลอวัย และบำรุงสมองโดยช่วยเพิ่มคลื่นสมองแบบอัลฟา ลดความเครียดและความเหนื่อยล้าของสมอง เพิ่มสมาธิ รวมทั้งความสามารถในการเรียนรู้และการจดจำให้ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โสม มีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ สารจินเซนโนไซด์ช่วยเสริมการทำงานของสารสื่อประสาท ให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาทของระบบประสาทให้ทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ปรับกระบวนการคิดและวิเคราะห์ข้อมูลให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นช่วย ทำให้ระบบประสาทส่วนกลางตื่นตัวทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะโสมอเมริกา ซึ่งศาสตร์แผนตะวันออกจัดเป็นยาเย็น หรือยาที่ช่วยเสริมธาตุ &amp;ldquo;หยิน&amp;rdquo; ส่งผลให้ร่างกายอยู่ในภาวะสงบและมีสมาธิ ช่วยให้สมองมีการจดจำได้ดีขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้าวกล้องงอก มีสารอาหารที่สำคัญคือ กาบา (GABA) ช่วยเพิ่มคลื่นสมองแบบอัลฟา ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดและความวิตกกังวล และเพิ่มภูมิคุ้มกันอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นเรื่องจริงที่ศักยภาพของสมอง และความสามารถบางอย่างสามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรม แต่เราทุกคนสามารถเตรียมตัวเองให้พร้อม เสริมความสามารถของสมองให้เพิ่มขึ้นได้ ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ควบคู่กับกับอาหารฟังก์ชันที่ให้ประโยชน์เสริมในการดูแลสมองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เชื่อว่าจะทำให้สมองของเราโฟลว์ ไหลลื่น จำได้เป๊ะ พร้อมรับกับทุกกิจกรรมแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32821</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190402/image_big_5ca35f30d4b2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2018 19:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โภชนาบำบัด&#039; เทรนด์ดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังวัยเก๋า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ช่วยบำรุงสายตาและป้องกันโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้ดี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ &amp;ldquo;เอ็น ซี ดี&amp;rdquo; (NCDs) พบได้บ่อยในคนยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ ที่คุ้นเคยกันดีในคนอายุ 60 ปีขึ้นไป โรคเบาหวาน และโรคกระดูกพรุน ฯลฯ ทั้งนี้ จึงมีการนำ &amp;ldquo;โภชนาการบำบัด&amp;rdquo; มาใช้ หรือกินอาหารเพื่อช่วยรักษาโรค ทั้งนี้ เพื่อลดการจ่ายยาให้กับคนไข้ ซึ่งการรักษาโรคดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ที่กำลังจะมาในอนาคต ในงาน &amp;ldquo;เคล็ดลับชะลอวัย...ให้สดใสไปอีกนาน&amp;rdquo; ที่จัดโดย บริษัท อินเตอร์ฟาร์มา กรุ๊ป จำกัด ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ อ.ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล ให้ความรู้เกี่ยวกับการบำบัดโรค ด้วยศาสตร์ดังกล่าวไว้น่าสนใจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผศ.ดร.เอกราช กล่าวว่า &amp;ldquo;สำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อันดับแรกที่พบ ได้แก่ &amp;ldquo;โรคอัลไซเมอร์&amp;rdquo; ที่เกิดจากการบริโภคอาหารกลุ่ม &amp;ldquo;แป้ง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;น้ำตาล&amp;rdquo; ในปริมาณที่เกินความพอดีกับร่างกาย เนื่องจากอาหารทั้ง 2 ประเภทจะส่งผลต่อคลื่นสมอง ทำให้เกิดการอักเสบและเสื่อมลงในที่สุด และปัจจุบันยังมีการศึกษาพบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลสูงถึง 29 ช้อนชาต่อวัน ทั้งที่ความจริงไม่ควรกินหวานเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน สำหรับอาหารที่ป้องกันภาวะสมองเสื่อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้แก่ กลุ่ม &amp;ldquo;สารสกัดจากใบแปะก๋วย&amp;rdquo; ซึ่งจะช่วยทำให้ระบบโลหิตไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ดี (ไม่แนะนำให้นำใบแปะก๋วยมาตำให้ละเอียดก่อนรับประทาน เนื่องจากสารอาหารต้องสกัดออกมาผ่านทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น) หรือเป็นอาหารในกลุ่มของ &amp;ldquo;ตระกูลเบอร์รี่&amp;rdquo; ที่ช่วยบำรุงสมองและสายตา เช่น มะเม่า, มะหลอด, มะเกี่ยง สำหรับหลายคนที่กลัวการบริโภคไข่ สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ สามารถกินไข่ได้วันละ 1-2 ฟอง โดยเฉพาะ &amp;ldquo;ไข่แดง&amp;rdquo; ที่มีสารสื่อประสาทที่ช่วยบำรุงสมอง รวมถึงการบริโภค &amp;ldquo;วิตามิน B รวม&amp;rdquo; B 1, B 6, B 12 ที่มีสารสื่อประสาทและบำรุงสมอง ก็สามารถลดปัจจัยโรคอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน ที่สำคัญไม่ควรรับประทานอาหารจังก์ฟูดส์, น้ำตาล และอย่าคิดในแง่ลบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;น้ำมันรำข้าว&amp;rdquo; ตัวช่วยป้องกันผู้สูงอายุป่วยโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไล่มาถึง &amp;ldquo;โรคหัวใจและหลอดเลือด&amp;rdquo; ที่สามารถป้องกันได้โดยการบริโภค &amp;ldquo;แอสต้าแซนทิน&amp;rdquo; ที่มีอยู่ใน &amp;ldquo;สาหร่ายสีแดง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในกลุ่มของ &amp;ldquo;แคโรทีนอยด์&amp;rdquo; ซึ่งช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ หรือเลือกปรุงอาหารที่ใช้ &amp;ldquo;น้ำมันรำข้าว&amp;rdquo; ที่มีกรดไขมันชนิดดีอย่าง &amp;ldquo;HDL&amp;rdquo; เพื่อไปไล่ไขมันไม่ดี หรือ &amp;ldquo;LDL&amp;rdquo; ที่เป็นสาเหตุของหลอดเลือดอุดตัน และทำให้เกิดโรคหัวใจในที่สุด นอกจากนี้ก็ควรบริโภค &amp;ldquo;แมกนีเซียม&amp;rdquo; ที่ทางการแพทย์ระบุว่า เป็นแร่ธาตุที่ดีต่อหัวใจ เพื่อช่วยลดทั้งไขมันและน้ำตาลในเลือดได้ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้สูงอายุนอนหลับสบายอีกด้วย ซึ่งพบได้ในถั่วและผักใบเขียว ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;วิตามิน E&amp;rdquo; ที่ช่วยต้านการแข็งตัวของลิ่มเลือด อีกทั้งช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ &amp;ldquo;โรคเบาหวาน&amp;rdquo; ที่มีการวิจัยออกมาระบุว่า &amp;ldquo;ขมิ้นชัน&amp;rdquo; สามารถลดการเกิดโรคเบาหวานได้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวานแฝง หรือค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลอยู่ที่ 100-125 ขึ้นไป และการทดสอบให้ผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อโรค โดยการรับประทานขมิ้นชันเป็นเวลา 9 เดือน ผลปรากฏว่าไม่เป็นโรคเบาหวาน รวมถึง &amp;ldquo;อบเชย&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;สารสกัดจากเมล็ดองุ่น&amp;rdquo; ที่สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ รวมถึงแร่ธาตุอย่าง &amp;ldquo;แมกนีเซียม&amp;rdquo; ที่ช่วยลดภาวะปลายประสาทอักเสบ จากภาวะโรคเบาหวานได้ ข้อควรปฏิบัติที่สำคัญ แนะนำว่าหลังรับประทานอาหารให้ผู้สูงอายุควรหมั่นเดินไปมาเป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที ทั้งนี้ เพื่อให้น้ำตาลที่ได้จากอาหารไหลเวียนออกจากระบบเลือด เพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยไม่ให้ตกค้างในหลอดเลือด ซึ่งนับเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปิดท้ายกันที่โภชนะบำบัด ที่ป้องกัน &amp;ldquo;โรคกระดูก&amp;rdquo; ในผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้กระดูกบางลง ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์ การพักผ่อนไม่เพียงพอ และการขาดวิตามิน D โดยเฉพาะช่วงวัยหนุ่มสาวที่ไม่ค่อยชอบออกแดด ดังนั้นการสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกนั้น ได้แก่ การบริโภค &amp;ldquo;วิตามิน C&amp;rdquo; ซึ่งมีความสำคัญมากในการสร้างคอลลาเจนให้กับมวลกระดูก ทำให้แข็งแรง หรือแม้แต่การรับประทาน &amp;ldquo;กระดูกอ่อนฉลาม&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;กระดูกอ่อนหมู&amp;rdquo; ที่สำคัญควรหมั่นออกไปสัมผัสแสงแดดสม่ำเสมอ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9823</URL_LINK>
                <HASHTAG>NCDs, กระดูกพรุน, คุณภาพชีวิต, น้ำตาล, น้ำมันรำข้าว, ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์, เอ็น ซี ดี, แป้ง, โภชนาการบำบัด, โรคกระดูก, โรคอัลไซเมอร์, ใบแปะก๋วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180523/image_big_5b05605d6631f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
