<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>47924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2019 08:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2019 08:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;มูลนิธิพัฒนาเครื่องมือแพทย์ไทย&quot; ฯมูลนิธิสุดท้ายของ&quot;ในหลวงรัชกาลที่ 9&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูลนิธิพัฒนาเครื่องมือแพทย์ไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นมูลนิธิสุดท้ายที่อยู่ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มาของมูลนิธิฯก่อกำเนิดจาก ความห่วงใยในสุขภาพของพสกนิกรของในหลวงรัชกาลที่ 9 นับตั้งแต่พระองค์ขึ้นครองราชย์ ในปี2493 ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อสร้างอาคารมหิดลวงศานุสรณ์ สำหรับใช้ในกิจการทางด้านวิทยาศาสตร์และผลิตวัคซีน บี.ซี.จี. ขึ้นใช้เองแทนการสั่งซื้อจากต่างประเทศพระราชทานทุน &amp;nbsp;ปี2495 ประเดิมสำหรับจัดตั้งทุน &amp;ldquo;โปลิโอ สงเคราะห์&amp;rdquo; ขึ้น พระราชทานแก่ รพ.พระมงกุฎเกล้า และมหาวิทยาลัยมหิดล (รพ.ศิริราช) เพื่อนำไปสร้างตึกและจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องเวชภัณฑ์สำหรับใช้ในการบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาต พอมาถึงปี 2501 เกิดอหิวาตกโรคระบาดอย่างรุนแรง พระองค์ได้พระราชทานทุนประเดิมก่อตั้งทุนปราบอหิวาตกโรค โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ให้แก่สภากาชาดไทยเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับผลิตวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรงเห็นปัญหาการเข้าถึงการรักษาทางทันตกรรมของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่สูญเสียฟัน จนเมื่อเดือนตุลาคม &amp;nbsp;2546 ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งถึงปัญหาการสูญเสียฟันในผู้สูงอายุว่า &amp;ldquo;เวลาไม่มีฟัน กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นที่มา ทำให้เกิดโครงการฟันเทียมพระราชทาน โดยสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้ให้บริการทำฟันเทียมแก่ผู้สูงอายุ จำนวนกว่า 10,000 &amp;nbsp;ราย ตั้งแต่ปี 2548 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การใส่ฟันเทียมทั้งปาก ผู้สูงอายุบางราย มีปัญหาฟันเทียมชิ้นล่างหลุดหลวมง่าย เนื่องจากบริเวณสันกระดูกขากรรไกร มีการละลายยุบตัวลง &amp;nbsp;ปัญหานี้แก้ไขได้โดยการใส่รากฟันเทียม จำนวน 2 ราก ที่บริเวณสันกระดูกขากรรไกรล่าง&amp;nbsp; ซึ่งทำได้ไม่ยากและมีความเสี่ยงน้อยเหมาะกับผู้สูงอายุ นอกจากนี้การฝังรากฟันเทียมยังช่วยชะลอ ทำให้การละลายตัวของกระดูกลดลง &amp;nbsp;มีผลดีฟันเทียมไม่ขยับเวลาเคี้ยวอาหาร ทั้งนี้ การฝังรากฟันเทียมเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อทรงทราบปัญหา &amp;nbsp;ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ &amp;nbsp;โดยทรงมีพระราชดำรัสแก่คณะทันตแพทย์ ที่ถวายการรักษารากฟันเทียมว่า &amp;ldquo;สามสิบบาท รักษาได้หรือไม่&amp;rdquo;คณะทันตแพทย์ที่ถวายการรักษา จึงได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระองค์ท่านมาเป็นแนวทางในการพัฒนา &amp;ldquo;รากฟันเทียม&amp;rdquo; ที่ได้มาตรฐานสากลขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และรากฟันเทียมที่พัฒนาขึ้นได้นำมาใช้ในโครงการเฉลิมพระเกียรติ 2 โครงการ คือ โครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 &amp;nbsp;พรรษา 5 ธันวาคม &amp;nbsp;2550 และโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรงติดตามความก้าวหน้าในการผลิตและการใช้รากฟันเทียมมาโดยตลอด และได้พระราชทานชื่อรากฟันเทียมที่ใช้ใน โครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 นี้ว่า &amp;ldquo;ฟันยิ้ม&amp;rdquo; ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2554 พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อรากฟันเทียมดังกล่าวว่า &amp;ldquo;ข้าวอร่อย&amp;rdquo; พระองค์ทรงชื่นชมและพอพระทัยที่ประเทศไทยสามารถผลิตวัสดุอุปกรณ์ขึ้นใช้เองภายในประเทศตามที่พระองค์ทรงสอนและ ทรงแนะนำทันตแพทย์เสมอ ให้รู้จักพึ่งพาตนเอง อย่าสนใจแต่การรักษาเพียงอย่างเดียว &amp;nbsp;ต้องสนใจการศึกษาวิจัย ประดิษฐ์วัสดุอุปกรณ์ขึ้นใช้เอง ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดังพระราชกระแสรับสั่งว่า &amp;ldquo;ให้ทำงานวิจัย ค้นคว้า พัฒนาวัสดุฝังในทางการแพทย์สำหรับใช้ในมนุษย์ และให้ทำวิจัยสำหรับใช้ในสัตว์ให้มาก ซึ่งท้ายที่สุดก็จะ เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นในปี 2557จึงมีการก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาเครื่องมือแพทย์ไทย &amp;nbsp;ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิจัย ค้นคว้า พัฒนา และผลิตเครื่องมือแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่เทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ที่เกิดจากการพัฒนาสู่บุคลากรทางการแพทย์ นำไปสู่การใช้งานในภาคบริการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณสุขอย่างทั่วถึง &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเครื่องมือแพทย์ไทย เพื่อใช้งานภายในประเทศ อันเป็นไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร. 9 อย่างแท้จริง เพื่อลดการนำเข้า และให้ประชาชนได้เข้าถึงการรักษาอย่างเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระยะ 5ปี หลังก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาเครื่องมือแพทย์ไทย ทางมูลนิธิฯมีผลงาน สนับสนุนการพัฒนาผลิตเครื่องไบโอพลาสมา( &amp;nbsp; bioplasma )สำหรับดูแลแผลเบาหวานและแผลเรื้อรัง เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ และ ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น ซึ่งผลิตโดยภูมิปัญญาของคนไทย ที่ผ่านมามีการบริจาคเครื่องดังกล่าวให้กับทางรพ.ศิริราชฯ ไว้ใช้งาน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครื่องไบโอพลาสมา ใช้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีแผลเรื้อรัง ผลงานประดิษฐ์ของคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครื่องไบโอพลาสมา ที่ผลิตในประเทศมีต้นทุนตกเครื่องละประมาณ 5แสนบาท ซึ่งมีประสิทธิภาพการใช้งานเทียบเท่ากับเครื่องที่นำเข้าจากต่างประเทศ ที่มีราคาตกเครื่องละ 2-3 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ทางมูลนิธิฯ ยังโครงการผลิต &amp;nbsp;แผ่นเหล็กดามกระดูก สำหรับสัตว์เล็กเช่นสุนัข แมว &amp;nbsp;เพื่อทำโครงการคุณทองแดงช่วยเพื่อน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันตแพทย์วิจิตร &amp;nbsp;ธรานนท์ กรรมการมูลนิธิพัฒนาเครื่องมือแพทย์ไทย ฯ กล่าวว่า &amp;nbsp;ทั้งสองโครงการข้างต้นทางมูลนิธิฯได้ถวายให้ในหลวง ร.9แล้ว ก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จสวรรคต เนื่องจาก มูลนิธิฯก่อกำตั้งขึ้นจากแนวพระราชดำริ และกระแสพระราชดำรัส &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ทางมูลนิธิฯพยายามสานต่อพระราชปณิธานฯ ด้วยการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ที่เป็นของคนไทยขึ้นมา โดยเฉพาะการผลิตเลนส์แก้วตาเทียม สำหรับผู้เป็นต้อกระจก &amp;nbsp;เนื่องจากผู้สูงอายุเกือบทุกคนจะต้องผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม &amp;nbsp;เพราะเลนส์ดวงตาเสื่อมสภาพจากปัญหาต้อกระจก ซึ่งปัจจุบันคนไทยต้องใช้เลนส์แก้วตาเทียมปีละประมาณ2-3แสนดวง เลนส์ที่ใช้เปลี่ยนเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าปีละ 900-1,000 ล้านบาท &amp;nbsp;ทำให้มูลนิธิฯ มีความตั้งใจที่จะผลิตเลนส์แก้วตาเทียมโดยคนไทยขึ้นมาเอง ซึ่งต้องใช้เงินทุนประมาณ 250-300 ล้านบาท &amp;nbsp;แต่โครงการก็ยังไม่ได้ขยับเขยื้อน เนื่องจาก ติดขัดปัญหาขาดแคลนเงินทุนดำเนินการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทันตแพทย์วิจิตร ธรานนท์ กรรมการมูลนิธิฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่สามารถผลิตเลนส์แก้วตาเทียมได้ แต่มูลนิธิฯ ก็พยายามสานต่อพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงห่วงใยสุขภาพคนไทย ด้วยการทำโครงการการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียมให้กับผู้สูงอายุด้อยโอกาส โดยร่วมมือกับมูลนิธิเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ให้บริการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม แก่กลุ่มผู้สูงอายุด้อยโอกาส จำนวน 200 ดวง โดยใช้เงินงบประมาณ 3-4ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราพบว่ามีผู้สูงอายุ ต้องเปลี่ยนเลนส์เพราะเป็นต้อกระจกประมาณปีละ 200,000 ดวง แต่ก็มีผู้สูงอายุอีกเป็นจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงบริการผ่าตัดต้อกระจก ทำให้ตาบอด เพราะอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ไม่สามารถเดินทางเข้ามารับบริการ แม้เขาจะมีสิทธิ์บัตรทอง 30บาทรักษาทุกโรค ทางมูลนิธิพัฒนาเครื่องมือแพทย์ไทย และทางมูลนิธิเมตตาประชารักษ์ วัดไร่ขิง จึงร่วมมือกัน จัดหน่วยผ่าตัดเคลื่อนที่ออกไปให้บริหารเปลี่ยนเลนส์แก้วตา ในถิ่นกันดาร เช่น โรงพยาบาลที่อยู่ติดชายแดน หรือโรงพยาบาลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ &amp;quot;ทันตแพทย์วิจิตรกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิธีลงนาม เซ็น MOU ระหว่างมูลนิธิพัฒนาเครื่องมือแพทย์ไทย กับ มูลนิธิเมตตาประชารักษ์ ทำโครงการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม สำหรับผู้สูงอายุ ที่ด้อยโอกาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทำนุ ธรรมมงคล ประธานมูลนิธิพัฒนาเครื่องมือแพทย์ไทย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาส &amp;nbsp; นับว่าเป็นการดำเนินโครงการตรงตามแนวพระราชดำริของในหลสงรัชกาลที่ 9 ที่ให้มูลนิธิฯมีส่วนช่วยเหลือปัญหาสาธารณสุขของประชาชน โดยเป็นการร่วมมือทั้งภาครัฐ และเอกชน หรือองค์กรต่างๆ พร้อมกับทรงมีพระราชดำรัส ให้มูลนิธิฯ มุ่งมั่นทำงานวิจัย ค้นคว้า พัฒนาวัสดุฝังในทางการแพทย์สำหรับใช้ในมนุษย์ และให้ทำวิจัยสำหรับใช้ในสัตว์ให้มาก และทรงรับสั่งว่าท้ายที่สุด ประโยชน์ก็จะเกิดต่อมนุษย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทางมูลนิธิฯ อยากให้ภาครัฐ เอกชน ประชาชน เข้ามาช่วยเหลือส่งเสริม และต่อยอดผลงานนวัตกรรมทางการแพทย์ ฝีมือคนไทย ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ &amp;nbsp;&amp;quot;ประธานมูลนิธิฯกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สนใจสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิพัฒนาเครื่องมือแพทย์ไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สามารถร่วมบริจาคสมทบทุนได้ที่บัญชีมูลนิธิพัฒนาเครื่องมือแพทย์ไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ธนาคารกรุงเทพ สาขาอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp;เลขที่080-011168-4 &amp;nbsp;ยอดเงินที่บริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียด โทร. &amp;nbsp;0-2564+6960-1&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47924</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำนุ ธรรมมงคล, ผศ.ทพ.วิจิตร ธรานนท์, มูลนิธิพัฒนาเครื่องมือแพทย์ไทย, มูลนิธิเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง), เครื่องไบโอพลาสมา, ในหลวงร.9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191013/image_big_5da276081e61f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5013</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2026 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออเจ้า..เคี้ยวหมากพลู วัฒนธรรมวิถีชีวิตคนรุ่นเก่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากกระแสของละครดัง ทำให้การ &amp;ldquo;กินหมากพลู&amp;rdquo; ของคนสูงอายุสมัยก่อน ถูกพูดถึงอีกครั้ง แม้ในปัจจุบันจะมีการยกเลิกการเคี้ยวหมาก ตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่คนในชนบทบางท้องถิ่นก็ยังคงนิยมเคี้ยวหมากกันอยู่บ้าง ถึงขึ้นบางรายกินข้าวไม่ลง ถ้าไม่ได้กินหมากก่อน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในอดีตวัฒนธรรมดังกล่าว เป็นทั้งสิ่งที่สร้างความสุขให้ผู้สูงวัย ขณะเดียวกันก็เป็นแฟชั่นอีกด้วย เพราะถ้าหากหนุ่มสาวคนไหนที่ฟันไม่ดำก็ถือว่าเชยเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;


แทงบอลออนไลน์ จึงทำให้วัยรุ่นและคนสูงอายุแข่งกันฟันดำ แม้ปัจจุบันการกินหมากพลูจะถูกยกเลิก หรือบริโภคกันในกลุ่มเล็กๆ แต่ถ้ามองในแง่ของเศรษฐกิจ ก็สามารถเพาะปลูกและส่งผลออก ใบพลู หมากสดหมากแห้ง เป็นสินค้าสร้างรายได้ให้กับประเทศอยู่ไม่น้อย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สำคัญมีข้อมูลระบุเกี่ยวกับประโยชน์ของการเคี้ยวหมาก เป็นต้นว่า &amp;ldquo;ใบพลูสด&amp;rdquo; นั้น แก้ปวดฟัน, แก้รำมะนาด, แก้กลิ่นปาก, ช่วยขับลมในลำไส้แก้ท้องอืด&amp;nbsp;


แทงสล็อต ทำให้กระปรี้กระเปร่า นอกจากนี้ &amp;ldquo;ปูนแดง&amp;rdquo; ก็สามารถช่วยแก้โรคบิด และอาการท้องเสียได้ ที่สำคัญในตัว &amp;ldquo;หมาก&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ใบพลู&amp;rdquo; ยังมีสารอัลคาร์ลอยด์ ที่เชื่อว่ามีส่วนช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่น และเพิ่มการเต้นของหัวใจ อีกทั้งยังเพิ่มอุณหภูมิของผิวหนังในร่างกาย...&amp;nbsp;


แทงหวยออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดี โบราณว่าเมื่อมีประโยชน์ ก็ย่อมต้องมีโทษในตัวเองได้เช่นกัน เนื่องจากมีการตั้งข้อสันนิฐานว่า การเคี้ยวหมากติดต่อกันเป็นเวลานานๆ อาจทำให้เป็นโรคมะเร็งในช่องปากได้เช่นกัน ผศ.ทพ.วิจิตร ธรานนท์ ผู้อำนวยการ (ADTEC) ศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูง ให้ข้อมูลไว้น่าสนใจ&amp;nbsp;


เครดิตฟรีทดลองเล่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ผศ.ทพ.วิจิตร ธรานนท์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผศ.ทพ.วิจิตร กล่าวว่า &amp;ldquo;จริงๆ แล้วการเคี้ยวหมากจะทำให้เหงือกอักเสบ และยังเป็นสาเหตุของโรครำมะนาดอีกด้วย และเป็นเคสที่หมอพบเป็นประจำ อันเนื่องมาจากการสีและขัดฟันบ่อยๆ ซึ่งนั่นจะทำให้ตัวฟันสะสมเชื้อแบคทีเรีย มีหินปูนเกาะ และเป็นผลให้เหงือกอักเสบ จากนั้นก็จะเกิดรำมะนาด ส่งผลให้ฟันโยกและหลุดไปในที่สุด นอกจากนี้ยังมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งช่องปากได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่เคี้ยวหมากเป็นเวลานานๆ และทำให้เกิดแผลลึกในช่องปาก ผสมกับการระคายเคืองจากเส้นใยที่ใช้การกินหมากรวมถึงปูนแดง โดยสรุปการกินหมากไม่สามารถป้องกันได้ทั้งโรครำมะนาด และลดกลิ่นปากแต่อย่างไร แต่การลดกลิ่นในช่องปากของผู้สูงอายุ สามารถทำได้โดยการหมั่นไปพบแพทย์ทุกๆ 6 เดือน เพื่อขูดหินปูน อีกทั้งต้องหมั่นแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน จึงจะสามารถป้องกันได้ เพราะจริงๆ แล้วการเคี้ยวหมากเป็นเพียงความสุขของผู้สูงอายุเท่านั้น ซึ่งถ้างดได้ก็ควรงดจะดีที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;(เมื่อมีแขกมาเยี่ยมเยือน คนไทยสมัยโบราณจะนิยมต้อนรับด้วยการกินหมาก เพื่อแสดงถึงความเต็มใจในการต้อนรับ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่กล่าวมาถือเป็นความรู้ดีๆ จากการเคี้ยวหมาก ที่อย่างไรเสียก็ถือเป็นวัฒนธรรมดีงาม ซึ่งควรบอกเล่าแก่ลูกหลาน ถึงรูปแบบของการต้อนรับขับสู้ ด้วยการยกเชี่ยนหมากออกมารอรับแขกเหรื่อที่มาเยี่ยมเรือนชาน ซึ่งแสดงออกถึงความมีมิตรจิตมิตรใจ ที่แม้ว่าเด็กยุคใหม่จะไม่นิยมรับประทานแล้วก็ตาม. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5013</URL_LINK>
                <HASHTAG>ADTEC, คนรุ่นเก่า, คุณภาพชีวิต, ปูนแดง, ผศ.ทพ.วิจิตร ธรานนท์, วัฒนธรรม, หมากพลู, ออเจ้า, โลกวัยเกษียณ, ใบพลูสด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180314/image_big_5aa9271b987ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
