<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>35635</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2019 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2019 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลิก6พฤติกรรม &quot;ติดเค็ม&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12พ.ค.62-&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์สาขาวิชาโรคไต คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เผยว่าคนไทยกินเค็มกว่าความต้องการของร่างกายถึง 2 เท่า โดยกินเค็ม (โซเดียม) ประมาณ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ความต้องการของโซเดียมในร่างกายของคนเราที่ได้รับและไม่ทำให้เกิดอันตราย คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ส่งผลทำให้คนไทยโดยส่วนใหญ่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ&amp;nbsp;NCDS&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;โรคความดัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไต&amp;nbsp;&amp;nbsp;หัวใจและอัมพาต โดยเราพบว่าคนไทยที่เป็นวัยรุ่น และมีภาวะความดันโลหิตสูงมีเพิ่มจำนวนมากขึ้นและอายุน้อยลงเรื่อย ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยปัจจุบันเราพบผู้ป่วยเบาหวานและความดัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;อายุเพียง 20 กว่าปี เพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;พอเริ่มทำงานอายุประมาณ 30 กว่าปี เริ่มป่วยเป็นโรคไต ทั้งนี้เกิดจากการบริโภคอาหารไม่ถูกต้อง และจากการสำรวจล่าสุดพบว่าเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี มีการบริโภคเค็ม เกินปริมาณ&amp;nbsp;2-5&amp;nbsp;เท่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนั้นจึงมีวิธีการลดเค็มง่าย ๆ ด้วยการหยุด&amp;nbsp;!&amp;nbsp;&amp;nbsp;6&amp;nbsp;พฤติกรรมติดเค็ม ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ปรุงรสชาติอาหารโดยไม่ชิม&amp;nbsp;&amp;nbsp;อาหารส่วนใหญ่ที่ปรุงมานั้นมีรสชาติความเค็มอยู่แล้ว หรือมีโซเดียมสูงอยู่แล้ว แต่พอไม่ชิมแล้วปรุงเพิ่มไปอีก ก็ยิ่งทำให้ได้รับโซเดียมเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ติดการกินอาหารแปรรูป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อาหารแปรรูปนั้นมีโซเดียมในตัวอยู่แล้ว จากการถนอมอาหารและมีโซเดียมแฝงเข้ามาอีกจากการเติมสารปรุงแต่งต่าง ๆ จึงทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมคูณสองเข้าไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.จับน้ำจิ้ม แบบไม่บันยะบันยัง&amp;nbsp;&amp;nbsp;อีกหนึ่งนิสัยของคนไทยคือ ชอบราดน้ำจิ้มแบบเยอะ ๆ ซึ่งตัวอาหารบางอย่างก็มีโซเดียมอยู่แล้ว พอจิ้มน้ำจิ้มเพิ่มเข้าไปก็ยิ่งได้รับโซเดียมเพิ่มเข้าไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ซดน้ำซุปแทบหมดชาม&amp;nbsp;&amp;nbsp;อาหารกลุ่มก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ สุกี้ต่าง ๆ ที่มีความเข้มข้นมาก เพราะมีการเติมซอสปรุงรส ซุปก้อน ผงปรุงรสต่าง ๆ ลงไป ซึ่งถือว่ามีโซเดียมปริมาณสูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.เสพติดน้ำยำ ส้มตำต่าง ๆ ในน้ำยำ&amp;nbsp;&amp;nbsp;น้ำส้มตำเหล่านี้มีการเติมผงปรุงรสที่มีโซเดียมสูง โดยสารปรุงรสเหล่านี้มักไม่ค่อยเค็ม จึงต้องมีการเติมลงไปมาก ๆ เพื่อให้ได้รสชาติที่ต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.กินอาหารที่มีไตปลา ปลาร้า พริกแกงและกะปิ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เนื่องจากวิธีการทำอาหารทั้ง 4 อย่างนี้ โดยธรรมชาตินั้น มีโซเดียมผสมอยู่แล้วและหากมีการปรุงรสเพิ่มเข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้ผู้ทานได้โซเดียมจากสารปรุงรสเข้าไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อ่านท่านใดหากเกิดปัญหาในเรื่องของการลดการบริโภคเค็ม หรือต้องการช่วยรณรงค์การลดบริโภคเค็มเพื่อช่วยเหลือหรือแนะนำตัวเอง เพื่อน หรือผู้ใกล้ชิด&amp;nbsp;&amp;nbsp;สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เพจเว็บไซต์&amp;nbsp;www.lowsaltthai.com&amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;@&amp;nbsp;ไลน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ได้ที่&amp;nbsp;@lowsaltthailand&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35635</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ, เลิก6พฤติกรรมลดเค็ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190512/image_big_5cd7d63edc9ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28846</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เก็บภาษี...ความเค็ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มันก็แปลกดีนะ เมื่อได้ยินเรื่องการเก็บภาษีความเค็ม แต่พอฟังคุณหมออธิบายแล้ว...ต้องบอกว่า น่าคิดแฮะ!!!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหมอบอกว่า ความเค็ม หรือ&amp;quot; โซเดียม&amp;rdquo; เป็นภัยเงียบใกล้ตัว เปรียบได้เหมือนการสะสมความตายแบบผ่อนส่ง นอกจากอาการป่วยที่จะสร้างความลำบากในการใช้ชีวิตแล้ว ยังเป็นภาระทางการเงินระยะยาวที่ต้องแบกรับ ซึ่งประเทศไทยมีสถิติผู้ป่วยที่ต้องล้างไตเพิ่มขึ้นทุกปี คนไทยกินเกลือ (โซเดียม) สูงถึง 4,351 มิลลิกรัมต่อวัน หรือมากกว่า 2 เท่าของความต้องการของร่างกาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ อาจารย์สาขาวิชาโรคไต คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังสูงถึง 7,600,000 คน เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจวายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดปีละเกือบ 40,000 คน หรือวันละ 108 คน เป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาตมากกว่า 500,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมาประเทศไทยมีมาตรการในการรณรงค์ให้คนไทยลดการบริโภคเค็ม อย่างเช่น การมีฉลากโภชนาการ บอกค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม แต่ก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงขอเสนอนโยบายเก็บภาษีความเค็ม โดยเริ่มต้นจากสินค้าประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊ก ขนมกรุบกรอบทุกประเภท เป็นอันดับแรก เนื่องจากมีปริมาณโซเดียมสูงมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การใช้นโยบายเก็บภาษีหวาน-เค็ม ในต่างประเทศ ประเทศฮังการีเริ่มประกาศใช้ในปี พ.ศ.2554 เก็บภาษีหวาน-เค็ม เช่น เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุงรส จากการประเมินผลในปี พ.ศ.2556 รัฐเก็บภาษีได้ 2,300 ล้านบาท/ปี ผลที่เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.เพิ่มการรับรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ประชาชนลดการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีผลเสียต่อสุขภาพ 20-35% โดยให้เหตุผลว่า ราคาสูง (80%) และห่วงสุขภาพ (20%)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ยอดขายในผลิตภัณฑ์ที่ถูกเก็บภาษีลดลง 27%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ภาคอุตสาหกรรมมีการปรับสูตรอาหารเพื่อลดภาษี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ผลของภาษีมีผลต่อการบริโภคน้ำตาลและเกลือของประชาชน โดยเฉพาะคนที่บริโภคปริมาณสูงอยู่ก่อน ประเทศโปรตุเกส รัฐบาลร่างแผนภาษีในปี พ.ศ.2561 เพื่อนำภาษีที่ได้ไปใช้ในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าเกลือ &amp;gt; 1% (หรือโซเดียมมากกว่า 400 มิลลิกรัม/100 กรัม) เก็บภาษี 0.8 euro/kg (27 บาทต่อกิโลกรัม)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าเกลือ &amp;lt; 1% (หรือโซเดียมน้อยกว่า 400 มิลลิกรัม /100 กรัม) ไม่เสียภาษี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นการเก็บภาษีความเค็มในสินค้า ก็ยึดรูปแบบกับการเก็บภาษีความหวาน โดยจะมีเวลาให้ผู้ประกอบการปรับตัว เช่น ให้เวลา 3 ปี ซึ่งหากผู้ประกอบการไม่สามารถลดได้ก็จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีในทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สงสัยว่า พวกเค็ม เหนียวหนืด เงินสักบาทก็ไม่ค่อยกระเด็น น่าจะรวมอยู่ในกลุ่มต้องเสียภาษีเยอะด้วยไหม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ป้าเอง&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28846</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป้าเอง, ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ, มองมุมสูง, โซเดียม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37680816e92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19880</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2018 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2018 16:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถอดบทเรียนอุบัติเหตุ10ปี หวัง“รถรับส่งนร.”ปลอดภัย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากย้อนดูสถานการณ์การเสียชีวิตของคนไทยในรอบ 10 ปีมากที่สุด ต้องยกให้อุบัติเหตุบนท้องถนนมาเป็นอันดับแรก โดยมีอัตราเฉลี่ย 60 รายต่อวันเป็นตัวเลขที่สูงเข้าขั้นวิกฤติ โดยส่วนมากเกิดจากรถบริการสาธารณะต่างๆ รถสองแถว รถรับ-ส่งนักเรียน เป็นต้น ถือเป็นประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในงานเวทีสมัชชาบทบาทองค์กรผู้บริโภคกับรถโดยสารสาธารณะปลอดภัยว่า จากสถานการณ์ผู้บริโภคและรายงานรับเรื่องร้องเรียนประจำปี 2560 โดยเครือข่ายผู้บริโภค 7 ภาค และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พบปัญหาการบริการสาธารณะได้รับการร้องเรียนสูงเป็นอันดับ 5 มีเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 424 เรื่อง จากทั้งหมด 3,615 เรื่อง โดยรถตู้โดยสารสาธารณะมากที่สุด 116 เรื่อง รองลงมาคือ รถสองแถว 73 เรื่อง รถรับส่งนักเรียน 42 เรื่อง และรถทัวร์โดยสาร 35 เรื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สสส.และภาคีเครือข่ายให้ความสำคัญและได้เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนนมาตลอดกว่า 10 ปี โดยเฉพาะปัญหารถโดยสารสาธารณะที่เกิดอุบัติเหตุและสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล และเมื่อเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งจะพบผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากซึ่งถือเป็นอุบัติเหตุขนาดใหญ่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กลไกสำคัญในการแก้ปัญหานอกจากการพัฒนากฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ การพัฒนามาตรฐานและการให้บริการรถโดยสารที่ช่วยลดอุบัติเหตุลงได้แล้ว การพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายภาคประชาชนในการเฝ้าระวัง และเยียวยากรณีเกิดความเสียหาย รับเรื่องร้องเรียน คดีฟ้องร้องต่างๆ ถือว่ามีบทบาทช่วยสร้างความเป็นธรรมกับผู้บริโภคและประชาชนได้มาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ประสานงานโครงการรถโดยสารปลอดภัย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวถึงมติจากเวทีสมัชชาบทบาทองค์กรผู้บริโภคกับรถโดยสารสาธารณะปลอดภัยว่า ทุกภาคส่วนมีข้อเสนอให้กำหนดประเด็นรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยเข้าสู่วาระหรือนโยบาย ตั้งแต่ระดับโรงเรียน ท้องถิ่น จังหวัด และประเทศ โดยเสนอให้มีหน่วยงานเจ้าภาพหลักบริหารจัดการรถโรงเรียน ทำให้รถทุกคันเข้าสู่ระบบ มีกระบวนการติดตามคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันได้เสนอแนะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บูรณาการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และกรมการขนส่งทางบก ส่วนการพัฒนาในระดับบุคคลนั้น เสนอให้มีการสนับสนุนให้มีการสร้างจิตสำนึกด้วยการพัฒนาศักยภาพ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ให้มีความรู้ความเข้าใจในการใช้อุปกรณ์นิรภัยและเรียนรู้การแก้ไขสถานการณ์ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนนและรถโดยสารสาธารณะ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายนิกร จำนง ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย กล่าวว่า อัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยเฉลี่ย 60 รายต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูง ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องร่วมมือลดอัตราการเสียชีวิตอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่กำลังจะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ โดยขอเสนอให้กวดขันรถโรงเรียนและรถรับ-ส่งนักเรียนเป็นไปตามกฎหมาย การปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับตัวรถโรงเรียนและรถรับ-ส่งนักเรียน ตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสถานศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากทุกฝ่ายจับมือกันและแก้ไขปัญหาอย่างถูกจุด เชื่อว่าอุบัติเหตุทางถนนของไทยจะลดลงได้อย่างแน่นอน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กินเจ ได้บุญ ได้สุขภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าว &amp;ldquo;เจนี้ ลดเค็ม ได้บุญ ได้สุขภาพ&amp;rdquo;&amp;nbsp;
โดย ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต โรงพยาบาลรามาธิบดีและประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงเทศกาลกินเจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยในปี 2561 พบว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มวัยทำงานเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะกินเจ ทำให้พฤติกรรมการบริโภคอาหารเจมาจากการซื้อจากร้านอาหารเพื่อความสะดวก โดยการตัดสินใจเลือกซื้ออาหารเจจะพิจารณาจากรสชาติและภาพลักษณ์ของอาหารเป็นอันดับแรก
ผศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าวว่า เครือข่ายลดบริโภคเค็มจึงทำการสุ่มตัวอย่างอาหารเจ 13 เมนูยอดนิยมบนถนนสายเศรษฐกิจ 3 แหล่งใน กทม. ได้แก่ เยาวราช อตก. และตลาดยิ่งเจริญ โดยใช้เครื่องวัดความเค็ม ตรวจสอบปริมาณโซเดียมในอาหาร ประกอบด้วย แกงเขียวหวาน แกงกะทิ จับฉ่าย พะโล้ ผัดกะเพรา แกงส้ม ผัดผัก ต้มจืด ต้มกะหล่ำปลี ขนมจีนน้ำยากะทิ ลาบเห็ด กระเพาะปลา และผัดขิง พบว่าทุกเมนูมีปริมาณโซเดียมเกินความจำเป็นที่ร่างกายควรได้รับ โดยในแต่ละมื้อไม่ควรบริโภคโซเดียมเกิน 600 มิลลิกรัม ซึ่งเมนูที่มีโซเดียมสูงสุดคือ พะโล้ มีปริมาณโซเดียมเฉลี่ย 1,092.44 มิลลิกรัม/200 กรัม ซึ่งมากกว่าปริมาณที่ควรบริโภคต่อมื้อเกือบ 2 เท่า ตามด้วยอันดับ 2 ต้มจับฉ่าย (1,055.11 มิลลิกรัม/200 กรัม) และอันดับ 3 ขนมจีนน้ำยากะทิ (1,037.33 มิลลิกรัม/200 กรัม) นอกจากนี้ยังพบอาหารเจจำพวกผักดอง เกี้ยมไฉ่ กานาฉ่าย จับฉ่าย เป็นอาหารที่ใช้เกลือมาก ซึ่งผักที่เคี้ยวหรือดองเป็นเวลานานจะได้คุณค่าทางอาหารที่น้อยลง รวมถึงอาหารแปรรูป เช่น โปรตีนเกษตร เนื้อสัตว์เจจะมีการเติมรสเค็มเพื่อทำให้รสชาติใกล้เคียงของจริงมากที่สุด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัจจุบันคนไทยกินเค็มเกินปริมาณที่ร่างกายควรได้รับถึง 2 เท่า โดยพบว่าปริมาณโซเดียมที่คนไทยกินเฉลี่ย 4,351.69 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่ปริมาณโซเดียมไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน ในแต่ละปีจึงมีผู้ป่วยถึง 2 ล้านคนที่เกิดจากพฤติกรรมกินเค็ม เครือข่ายลดบริโภคเค็มและสสส.จึงอยากชวนคนไทยในช่วงเทศกาลกินเจนอกจากถือศีลละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์แล้ว อยากชวนให้ร่างกายได้พักไตด้วยการลดเค็มในเมนูเจ ซึ่งมี 3 วิธีในการกินเจให้ได้สุขภาพดีคือ 1.เลือกทานผักสด ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า โดยต้องล้างผักให้สะอาด 2.ลดเค็ม เลี่ยงอาหารแปรรูปหรือการทานน้ำซุปเพราะมีเกลือสูง 3.หลีกเลี่ยงของมันของทอดและลดแป้ง หลายคนกินเจแล้วน้ำหนักเพิ่ม เพราะในเมนูเจมีแป้งสูง จึงควรชดเชยด้วยน้ำเต้าหู้หรือธัญพืช ซึ่งจะช่วยต้านอนุมูลอิสระมากกว่าการเติมแป้ง ส่วนผู้ป่วยเบาหวานควรลดปริมาณข้าวให้น้อยลง&amp;rdquo; ผศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในงานแถลงข่าว นายยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ประธานสถานศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีธุรกิจการอาหารไทยและนานาชาติ ได้สาธิตการทำอาหารเจ อร่อยได้ ไม่ต้องเค็ม ในเมนู &amp;ldquo;หูฉลามเจ&amp;rdquo; พร้อมกับข้อแนะนำการปรุงอาหารเจให้อร่อยและดีต่อสุขภาพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19880</URL_LINK>
                <HASHTAG>คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ, นิกร จำนง, ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ, รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181014/image_big_5bc307ab48acc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
