<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119930</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2021 20:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2021 20:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอโรคอุบัติใหม่ รพ.จุฬาฯ ชี้เปิดประเทศปลอดภัย ต้องฉีดวัคซีนผู้สูงอายุ-กลุ่มโรคให้ได้สูงเกินเป้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ต.ค.64 - ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า การฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมประชากรสูงอายุและกลุ่มที่มีโรคประจำตัวให้สูงน่าจะช่วยทำให้เปิดประเทศได้ปลอดภัย เนื่องจากวัคซีนทุกชนิดไม่ได้ช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้ดี แต่ลดความรุนแรงได้ดีถ้าระดับภูมิยังสูงพอ คนที่ฉีดมีโอกาสยังติดเชื้อและอาจจะมีอาการน้อยหรือไม่มีอาการเลยแต่จะเอาเชื้อไปแพร่ให้คนใกล้ชิดที่ยังไม่ได้ฉีด ซึ่งถ้าเป็นกลุ่มคนที่อายุมากหรือมีโรคประจำตัวก็จะมีอาการรุนแรง มีโอกาสสูงที่จะเสียชีวิต ดังนั้นคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนอยู่เฉยๆเชื้อก็จะมาหาเองแม้ว่าไม่ได้ออกไปไหน แต่จากได้โรคมาจากคนใกล้ชิดที่ติดเชื้อแบบไม่มีอาการและไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างของประเทศที่ดำเนินการแบบนี้คือเดนมาร์กที่ฉีดวัคซีนในประชากรกลุ่มเสี่ยงไปแล้วสูงถึง 97% จึงได้ประกาศลดการควบคุมมาตรการต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเห็นส่วนตัวคือ หลังผ่อนคลายมาตรการอาจจะเห็นผู้ที่ติดเชื้อมากขึ้น แต่ตัวเลขที่น่าจะต้องโฟกัสก็ควรเป็นจำนวนเปอร์เซนต์ของผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ยังไม่ได้รับวัคซีน จำนวนผู้ป่วยหนักที่นอนไอซียู น่าจะสำคัญมากกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน มีหลายประเทศในยุโรปที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังสูงขึ้นๆลงๆแต่จำนวนผู้เสียชีวิตต่อวันน้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าสัดส่วนของการได้รับวัคซีนยังไม่สูงพอ การลดระดับมาตราการก็อาจจะส่งผลทำให้จำนวนผู้ป่วยหนักเพิ่มขึ้น มีผลกระทบกับการให้บริการทางการแพทย์ เช่นเตียงไอซียู อุปกรณ์ดูแลคนไข้หนักที่มีค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้การที่มีคนไข้โควิดที่มีอาการหนักจำนวนเพิ่มขึ้นก็จะมีผลกระทบต่อการให้บริการคนไข้ในกลุ่มโรคอื่นๆ ตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ต้องทำคือรีบปิด gap ให้จำนวนผู้สูงอายุได้รับวัคซีนสูงตามเป้าหรือมากกว่าเป้า (เข้าใจว่าช่วงนี้เป็นช่วงท้าทายเพราะเป็นกลุ่มประชากรที่เข้าถึงยาก)และการเตรียมความพร้อมรับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก เตียงไอซียูยังต้องพร้อมตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119930</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ, วัคซีนโควิด, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211016/image_big_616ad3925c856.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119019</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 08:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอโรคอุบัติใหม่ฯ รพ.จุฬา เผยผู้ป่วยโควิดอาการหนัก-เสียชีวิตไม่ได้ฉีดวัคซีนเหตุฟังข้อมูลมาผิดๆ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.64 - ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า เดือนนี้เคสลดลง งานของฝั่งรักษาเบาลง แต่ยังมีเคสที่รุนแรงให้เห็น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีน เสียดายที่บางคนปฏิเสธการฉีดวัคซีน (ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยง) ทำให้คนเหล่านี้อาการหนัก นอนไอซียู บางคนเสียชีวิต บางคนหายแล้วแต่ปอดเป็นพังผืด ต้องใช้ออกซิเจนไปตลอด อยากย้อนเวลากลับไปให้คนเหล่านี้เปลี่ยนใจมาก บางคนรอวัคซีนที่จองไว้ บางคนรอดูคนอื่นฉีด บางคนฟังข้อมูลมาผิดข้อห้ามฉีดวัคซีนเต็มไปหมด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119019</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ, วัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615e4646ef2c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอแนะ&#039;ยาแอนติบอดี ค็อกเทล&#039; ทางออกเลี่ยงอาการหนัก ใช้ตั้งแต่ระยะเริ่มติดเชื้อ เห็นตรงกันเปิดประเทศ  ระลอก 5 มาแน่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.64 - ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ แถลงข่าว การรับมือต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กับแผนการใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ เพื่อรักษาผู้ป่วยในไทย โดย ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า ราชวิทยาลัยฯ &amp;nbsp;จะเป็นส่วนหนึ่งในการจัดหาและกระจาย ยารักษาโควิด โดยช่วงแรกที่เกิดการระบาดโควิด19 ก็ได้มีการจัดหายาเพื่อใช้ในการรักษาคือ &amp;nbsp;ยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งมีทั้งแบบยาเม็ด และยาน้ำสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถกลืนยาเม็ดได้ ต่อมาก็ได้จัดหายาโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal Antibody) โดยในประเทศไทยมีการใช้ 2 ชนิด จึงเรียกว่าแอนติบอดีค็อกเทล (Antibody Cocktail) ซึ่งเป็นยาตัวแรกที่ทาง อย.ไทยได้ให้การรับรองใช้ในภาวะฉุกเฉิน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการสังเคราะห์โปรตีนขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเข้าไปจับไวรัสทำให้ไม่สามารถเข้าไปในเซลล์ร่างกายมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้นหากมียาชนิดนี้รักษาในระยะต้น &amp;nbsp;เมื่อเริ่มมีอาการจะทำให้คนผู้ติดเชื้อหายได้เร็วขึ้น ไม่มีอาการรุนแรง ลดการเสียชีวิต ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีการติดเชื้อโควิดก็จะช่วยให้การดูแลรักษาง่ายขึ้น ไม่เกินศักยภาพต่อระบบสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.นิธิ กล่าวต่อว่า โดยยาแอนติบอดีค็อกเทลมีข้อบ่งชี้การใช้ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มโรคเรื้อรัง หรือโรคอ้วน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผู้ที่ตรวจพบการติดเชื้อ และมีอาการน้อย-ปานกลาง เมื่อแพทย์ประเมินแล้วมีความเสี่ยงอาการหนักหรืออาจะเสียชีวิต ก็จะให้ยาแอนติบอดีค็อกเทล โดยขณะนี้มีกระจายไปให้รพ.ต่างๆประมาณ 50% โดยแพทย์ที่ดูแลผู้ติดเชื้อโควิด จะมีการจัดยาให้ตามข้อบ่งชี้ของยา เนื่องจากยามีอย่างจำกัด และยาชนิดนี้ไม่ได้อยู่ในการรักษาหลัก ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน จึงมีค่าใช้จ่ายในการรับยา ซึ่งทางราชวิทยาลัยฯได้มีการจำกัดราคาของรพ.ในการนำยาไปรักษาประชาชน แต่ทั้งนี้ ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ทางรพ.อาจจะคิดร่วมด้วย เช่น ชุด PEE &amp;nbsp;เป็นต้น นอกจากนี้ไทยก็ได้มีการทำยาวิจัยยาแอนตี้ไวรัสตัวใหม่ๆที่อาจจะได้เห็นผลสำเร็จเร็วๆนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนมาตรการผ่อนคลายต่างๆ เช่น การฉีดวัคซีนในเด็ก เพื่อเปิดการเรียนการสอน หรือมาตรการเปิดประเทศ ซึ่งในอนาคตเราอาจจะมีวัคซีน มียา ที่ดีเพียงพอ และการตรวจโรคที่รวดเร็ว แต่ก่อนจะถึงจุดนั้นสิ่งสำคัญคือการจัดระบบในการอยู่ร่วมกับโควิดให้ได้ และมีความรู้เข้าใจเบื้องต้นในการรักษาหากได้รับเชื้อ อย่างการดูแลรักษาในระบบ HI/CI ได้อย่างถูกต้อง พร้อมกับอยู่ในการติดตามรักษาของแพทย์&amp;rdquo; ศ.นพ.นิธิ &amp;nbsp;กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย อธิบายถึงยารักษาโควิด19ว่า เมื่อผู้ป่วยโควิด ติดเชื้อรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในไอซียู บทบาทหลักสำคัญคือ เวชบำบัดวิกฤตและการดูแลระบบทางเดินหายใจ เพราะในขณะที่เชื้อลงปอด เชื้อไวรัสเริ่มน้อยลง แต่สิ่งที่เป็นความรุนแรงคือ ปฏิกิริยาของร่างกายที่พยายามจะกำจัดเชื้อไวรัส หรือเรียกว่า ช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายพยายามที่จะกำจัดเชื้อ และสร้างเชื้อขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบในปอด &amp;nbsp;ทำให้บทบาทของยาต้านไวรัสลดน้อยลงด้วย ไม่ว่าจะเป็นยาชนิดไหนก็ตาม จึงต้องมีการให้ยาลดการอักเสบ เช่น กลุ่มยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ซึ่งเป็นยาชนิดเดียวที่มีการศึกษาวิจัยและพิสูจน์หลายชิ้นให้ผลตรงกันว่า ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ นอกจากนี้ยังมียาที่ไปขัดขวางการทำงานของระบบภูมิต้านทานที่ทำงานมากเกินไป เช่น ยาโทซิลิซูแมบ (Tocilizumab) ยาชาลิซูแมบ ยามาซิทินิป&amp;nbsp; ที่ใช้รักษาในโรครูมาตอยด์ จะมีประโยชน์ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการหนักปานกลางไปจนถึงหนัก แต่ถ้าหากผู้ป่วยอาการหนักมากถึงขั้นสุดแล้ว ยาเหล่านี้ก็อาจะไม่ช่วยเท่าไหร่ จึงจะเห็นความจำกัดในเรื่องการใช้ยารักษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.นพ.กำธร เพิ่มเติมอีกว่า ยารักษาโควิด19 ที่ทางสมาคมโรคติดเชื้ออเมริกา สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (สหรัฐอเมริกา) (NIH) ที่ได้แนะนำยาในการรักษาในทางเวชปฏิบัติ คือยาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) โทซิลิซูแมบ ยาคอร์ติโค สเตียรอยด์ และโมโนโคลนอลแอนติบอดี &amp;nbsp;โดยยาที่ไทยใช้อยู่รักษาผู้ป่วยโควิดอยู่คือ &amp;nbsp;ยาฟาวิพิราเวียร์, ฟ้าทะลายโจร ซึ่งยาทั้ง 2 ตัวนี้ ก็ยังเป็นที่ถกเถียงว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาดีจริงหรือไม่ เพราะในบางประเทศก็ไม่มีการนำยาฟาวิพิราเวียร์มาใช้รักษาโควิด &amp;nbsp;ส่วนยาที่ได้นำเข้าอย่าง แอนติบอดีค็อกเทล ที่มีคุณสมบัติช่วยบล็อกไม่ให้เชื้อไวรัสนี้เข้าเซลล์ ที่จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยโควิดในกลุ่มความเสี่ยงสูงได้ดีพอสมควร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.นพ.กำธร กล่าวอีกว่า ในส่วนการเปิดประเทศ จากการประมาณการณ์ในช่วงหลังจากเดือนต.ค.เป็นต้นไป อาจจะเห็นจำนวนคนติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น แต่อาจจะไม่เยอะเท่ากับครั้งที่มียอดผู้ติดเชื้อสูงสุดเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเตรียมประเมินสัดส่วนการติดเชื้อ และการรักษามาตรการการป้องกันตัวเองเช่นเดิม ดังนั้นเมื่อไม่สามารถปิดประเทศได้ตลอด ก็ต้องเปิดประเทศและอยู่ร่วมกับโควิด หากมีการติดเชื้อก็ทำการรักษาควบคู่กันไปได้ ซึ่งจะต้องอาศัยหลักบันได 3 ขั้นในการรองรับการแพร่ระบาดของโควิด19 คือ &amp;nbsp;ขั้นที่ 1 รับมือไม่ให้ติดเชื้อด้วยวิธีการป้องการตัวเอง ใส่หน้ากากอนามัย รักษาระยะห่าง ฉีดวัคซีนครบโดส ขั้นที่ 2 เมื่อป่วย ประเมินตนเองร่วมกับแพทย์ว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมากหรือน้อย เพื่อเข้าสู่การรักษา หากเสี่ยงมากก็จะได้รับยาแอนติบอดีค็อกเทล ขั้นที่ 3 เตรียมการรองรับผู้ป่วยรักษาในไอซียู ซึ่งขั้นที่ 1-2 นับว่าสำคัญมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความก้าวหน้าด้านการรักษาโควิด19 ในต่างประเทศ ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า &amp;nbsp; ในต่างประเทศมีการพัฒนายาในการรักษาและป้องกันความก้าวหน้าของโรคโควิด19 โดยยาที่มีผลการศึกษายอมรับว่ามีประสิทธฺภาพ คือยากลุ่มแอนติบอดีค็อกเทล ซึ่งจะมีหลายตัวที่ต้องใช้ตามข้อบ่งชี้คือ อยู่ในช่วงระยะแรกของการติดเชื้อ &amp;nbsp;อาการไม่เยอะมาก แต่มีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง อาทิ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มโรคเรื้อรัง โรคอ้วน หรือในผู้ที่ติดเชื้อโควิดหลังได้รับวัคซีนแล้ว เนื่องจากภูมิยังขึ้นไม่ดีมีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง เป็นต้น ในอนาคตคาดว่าจะมีการขยายข้อบงชี้ไปยังกลุ่มโรคประสาท หญิงตั้งครรภ์ ในเด็ก เป็นต้น ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ใช้ยาหลังได้รับเชื้อไปแล้ว 10 วัน- 2 สัปดาห์ เพราะยาอาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพมากพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.นพ.โอภาส &amp;nbsp;กล่าวถึงกรณีที่ในต่างประเทศที่มีการแนะนำให้ใช้ยาแอนติบอดีค็อกเทล ในข้อบ่งชี้เพื่อป้องกันสำหรับผู้ที่สัมผัสโรคโควิด19 ว่า มีการขึ้นทะเบียนให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน เช่น สถานเลี้ยงดูคนชรา หรือในชุมชนที่อยู่แออัด ซึ่งเหมือนกับการใช้ยารักษาโรค HIV ที่ไม่ได้ใช้เพื่อรักษาแต่ใช้เพื่อป้องกันหลังจากที่มีการไปสัมผัส &amp;nbsp;ส่วนในประเทศไทยยังไม่ได้มีการขอขึ้นทะเบียนข้อบ่งชี้ดังกล่าว แต่คาดว่าในอนาคตหากมีจำนวนยาที่นำเข้ามากขึ้น ก็จะมีการขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ในการป้องกัน สำหรับการคาดการณ์หากมีการระบาดในระลอกที่ 5 ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นแน่นอน &amp;nbsp;เพราะไม่สามารถหนีการระบาดได้จากการเปิดประเทศเพราะมีการเคลื่อนที่ของคน ซึ่งคิดว่าจะเป็นระลอกเล็กๆ และอาจจะมีผู้ติดเชื้อมาก แต่ต้องให้ผู้เสียชีวิตน้อยที่สุด ดังนั้นภูมิคุ้มกันของคนไทยจึงต้องสูงมากพอ มีความพร้อมในการรักษาทั้งเตียง ยา และเครื่องมือทางแพทย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในช่วงต้นปี 2563 ที่มีการระบาดโควิด19 จำนวนผู้ป่วยยังไม่มากเท่ากับในเดือนมิ.ย.64 ที่มีการระบาดของเชื้อโควิด19 สายพันธุ์เดลตา ทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมาก และมีอาการรุนแรงโดยเฉพาะผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรงกว่า 5% แต่ในระยะ2 เดือนที่ผ่านมานับว่าสถานการณ์ดูแลผู้ป่วยวิกฤตลดจำนวนลง ถ้าในผู้ป่วยที่อายุไม่มาก หรือไม่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ระยะเวลาเฉลี่ยในการรักษาในไอซียูประมาณ 7-10 วัน แต่หากเป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังการรักษาจะนานขึ้นประมาณ 10-20 วัน &amp;nbsp;จึงมีการรลดศักยภาพเตียงผู้ป่วยที่ขยายไว้รองรับจำนวนมาก &amp;nbsp;แต่หากมีการระบาดเพิ่มขึ้นในระลอกที่ 5 ก็เตรียมพร้อมเพิ่มศักยภาพเตียงและการรักษา สิ่งที่สำคัญการจับตาดูการกลายพันธุ์ของไวรัสเพราะวัคซีนที่ใช้อยู่อาจจะไม่ได้ผล และนโยบายที่ต้องควบคุมไม่ให้จำนวนผู้ป่วยมากขึ้นเกินกว่าศักยภาพทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117402</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิดระลอก 5, การเปิดประเทศ, นพ.นิธิ มหานนท์, นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล, ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ, ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล, ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_614993fec00b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103750</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 22:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 22:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอโอภาส&#039; ชี้ยังไม่มีข้อสรุปความรุนแรง &#039;โควิดอินเดีย&#039; ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่ฉีดวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค.64 - ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า สายพันธุ์อินเดีย B.1.617 (ความเห็นส่วนตัว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ไวรัสสายพันธุ์อินเดียที่ตรวจได้โดยศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในคนที่เดินทางจากกลับจากปากีสถานเป็นสายพันธุ์อินเดีย B.1.617.1 ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์กับสายพันธุ์ที่เป็นข่าวคือ B.1.617.2 ดังนั้นจึงไม่มีความเชื่อมโยงกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ขณะนี้สายพันธุ์อินเดียมีสายพันธุ์ย่อยมีอย่างน้อย 3 สายพันธุ์คือ B.1.617.1 B.1.617.2 และ B.1.617.3 ทั้งหมดการระบาดหลักอยู่ที่อินเดีย เริ่มกระจายออกไปยังประเทศต่างๆหลายประเทศจากการเดินทางของคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ไวรัสอินเดียแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะการกลายพันธุ์ที่แตกต่างกัน การกระจายเชื้อ ความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนอาจแตกต่างกัน อาจจะต้องดูว่าที่กำลังพูดถึงเป็นสายพันธุ์ย่อยอะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ในอังกฤษพบการระบาดของสายพันธุ์ B.1.617.2 และจำนวนผู้ที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นรวดเร็วในเมือง Bolton คาดการณ์ว่าการแพร่กระจายของไวรัสนี้ อาจจะติดได้ง่ายมากกว่าหรือเท่ากับสายพันธุ์ &amp;nbsp;B.1.1.7(UK) ส่วนความรุนแรงของสายพันธุ์นี้ยังไม่มีข้อสรุป ข้อสังเกตคือส่วนใหญ่ผู้ที่ติดเชื้อเป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือมีสิทธิ์แต่ไม่ไปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ขณะนี้ข้อมูลเรื่องของประสิทธิภาพของวัคซีนต่อสายพันธุ์ B.1.617.2 จาก NHS คาดว่ายังตอบสนองต่อวัคซีน (รอการศึกษาของมหาวิทยาลัย Oxford) แต่ในอังกฤษส่วนใหญ่ใช้วัคซีน Astra Zeneca และ mRNA vaccine ตรงนี้ยังต้องติดตามรายละเอียดและข้อมูลวัคซีนอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.แม้ว่าไวรัสมีการกลายพันธุ์แต่การตรวจในปัจจุบันเทคนิค PCR ได้ออกแบบให้ตรวจหาหลายๆตำแหน่งของไวรัสพร้อมๆกัน ยังไม่มีรายงานว่าการตรวจโดยเทคนิคนี้จะเป็นประเด็นเรื่องทำให้วินิจฉัยไม่ได้ เพราะการตรวจในต่างประเทศก็ยังใช้เทคนิคนี้จากการทำ swab&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.มาตรการควบคุมการระบาดและอัตราการฉีดวัคซีนต้องเร่งให้ทันเพื่อแข่งกับการแพร่กระจายของไวรัสบวกกับการกลายพันธุ์ เราจะเหนื่อยเพิ่มขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103750</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ, โควิด19, โควิดสายพันธุ์อินเดีย, โควิดอินเดีย, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210215/image_big_602a6dca38ffd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 19:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอโอภาส&#039; เผยเชื้อโควิดดุกว่าเดิม สัปดาห์นี้จะเห็นคนป่วยหนักในไอซียูมากขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย.64 - ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ระลอกนี้เชื้อดุกว่าเดิม จากเคส 200 กว่ารายของระลอกนี้ที่โรงพยาบาล 1.ปกติโดยทั่วไปถ้าเป็นเชื้อระลอกแรก 7 วันไปแล้ว เชื้อจะน้อยลงแม้ว่าตรวจ PCR บวกแต่จะเพาะเชื้อไม่ขึ้น แต่เชื้อของระลอกนี้ 10 วันแล้วยังเพาะเชื้อขึ้นอยู่ แสดงว่าเชื้ออยู่ในร่างกายได้นานขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. รอบก่อนๆ ไม่ค่อยเห็นวัยรุ่นที่สุขภาพแข็งแรงเกิดปอดอักเสบ แต่รอบนี้พบมากขึ้นกว่าเดิม&amp;nbsp;3. หลังจากที่ติดเชื้อไปแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ คนที่มีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงจะเริ่มมีอาการให้เห็น แต่รอบนี้เร็วกว่าเดิม ไม่ถึงสัปดาห์ก็เริ่มมีอาการมากขึ้น การอักเสบเกิดขึ้นเร็ว การให้ยาต้านไวรัสกับยาสเตียรอยด์ต้องพร้อม การวินิจฉัยปอดอักเสบต้องทำได้เร็ว&amp;nbsp;4. ปริมาณเชื้อในโพรงจมูกและเสมหะมีมากกว่าเดิม เชื้อกระจายได้ง่าย&amp;nbsp;5. สัปดาห์นี้เป็นต้นไป เราจะเห็นเคสหนักในไอซียูมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากที่เห็นก็น่าจะสอดคล้องกับข้อมูลในประเทศอังกฤษ ที่มีสายพันธุ์ B117 ระบาด พบว่าควรมีวิธีเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต ได้แก่ การป้องกันการแพร่เชื้อในชุมชน ด้วยมาตรการต่างๆรวมถึงการกระจายวัคซีนที่เป็นสิ่งที่สำคัญในการลดความรุนแรงของโรค&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100001</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ, รพ.จุฬาฯ, โควิด19, โควิดสายพันธุ์อังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210215/image_big_602a6dca38ffd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 21:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 21:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอโอภาส&#039; เตือนอันตรายไวรัสกลายพันธุ์ B117 ระบาดรอบนี้หนักกว่าเดิม อาการป่วยชัด-อัตราตายเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 เม.ย.64 - ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า เตรียมรับมือไวรัสกลายพันธุ์ B117 ระบาดอย่างเป็นทางการ 1. ติดง่ายขึ้นกว่าเดิม มาตรการใส่หน้ากาก รักษาระยะห่าง ยังใช้ได้ แต่ต้องเคร่งครัดมากขึ้น 2. จำนวนคนติดเชื้อจะสูงขึ้น ผู้ป่วยอาการหนักอาจจะมากขึ้นตามไปด้วย จำนวนเตียงต้องพร้อม รอบนี้อาจจะหนักว่าเดิม 3. รอบนี้ผู้ติดเชื้อมักจะมีอาการมากกว่ารอบก่อนที่คนส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่รอบนี้จะมีไข้ น้ำมูก ชัดเจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การฉีดวัคซีนต้องตามให้ทัน อย่างน้อยป้องกันไม่ให้คนติดมีอาการรุนแรงและอาจป้องกันการแพร่กระจายด้วย 5. โอกาสติดในโรงพยาบาลง่ายมากกว่าเดิม ถ้าไม่ระวัง มีการระบาดในโรงพยาบาลจะโกลาหล 6. ข้อมูลจากอังกฤษพบว่าสายพันธุ์ B117 (UK) มีอัตราป่วยเสียชีวิตมากขึ้น 7. ถ้าคุมได้ไม่ดีมีการกระจายต่อเนื่อง อาจมีการกลายพันธุ์ขึ้นเองในประเทศ เป็นสายพันธุ์ประจำถิ่นและอาจหลบภูมิคุ้มกันจากวัคซีน หรือติดเชื้อซ้ำอีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98704</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ, สภากาชาดไทย, โควิด19, ไวรัสกลายพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210215/image_big_602a6dca38ffd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93222</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2021 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2021 16:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยตรวจพบโควิด สายพันธุ์แอฟริกาใต้เพิ่มอีก 2 ราย รวมเป็น 3ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16ก.พ.64- ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวเสวนาในหัวข้อ &amp;nbsp; โควิด-19 กลายพันธุ์มีความน่ากังวลแค่ไหน (SARS-CoV-2 Variants of Concern (VOC): What is the concern? ) ที่จัดขึ้นโดย &amp;nbsp;โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ ว่า ในปัจจุบันโควิด-19 มีการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ ด้วยปัจจัย เช่น ตัวไวรัส สิ่งมีชีวิต และการรักษา มีผลทำให้เกิดการติดเชื้อและการแพร่กระจายที่เร็วขึ้น &amp;nbsp;และบางสายพันธุ์อาจจะลดประสิทธิภาพการใช้วัคซีนลง เช่น สายพันธุ์ B.1.351 เจอในแอฟริกาใต้ ที่มีการกลายพันธุ์ด้านนอกไวรัส แต่มีการเพิ่มตำแหน่งกลายพันธุ์ที่สำคัญคือ E484K ที่อาจจะทำให้ไวรัสมีการหนีภูมิคุ้มกันที่อาจจะเกิดจากวัคซีน เพราะฉะนั้นคนที่ได้รับวัคซีนในพื้นที่ที่มีการระบาดของไวรัสนี้อยู่อาจจะลดประสิทธิภาพการตอบสนองต่อวัคซีนในหลายตัว อย่างวัคซีนของ J&amp;amp;J, NANOVAX และ AstraZeneca/Oxford หรือ การป้องกันความรุนแรงของโรค &amp;nbsp;ในส่วนสายพันธุ์ B.1.1.7 ที่พบในอังกฤษ ที่สามารถเกาะกับเซลล์ของมนุษย์ได้ดี ข้อมูลในห้องทดลองพบว่าจะสามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ปกติถึง 40-70% มีส่วนในการเพิ่มอัตราการเสียชีวิต และในสายพันธุ์ P.1 ที่พบในบราซิล ที่กำลังได้รับความสนใจไปทั่วโลก เพราะมีผลต่อการควบคุมและการตอบสนองต่อวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.โอภาส กล่าวต่อว่าล่าสุดเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา พบคนที่ผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์ B.1.351 จำนวน 3 ราย แบ่งเป็น 1 ราย เดินทางมาจากประเทศแทนซาเนีย และในวันนี้จะมีการรายงานพบอีก 2 ราย เป็นไวรัสโควิดสายพันธุ์แอฟริกาใต้ &amp;nbsp;ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ อยู่ระหว่างการรายงานเข้าในระบบ รวมแล้วพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์แอฟริกาใต้แล้ว 3 คน ดังนั้นต้องมีมาตรการควบคุมอบย่างเข้มงวดไม่ให้สายพันธุ์นี้กระจาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากข้อมูลทางวิชาการจากต่างประเทศ พบว่า ขณะนี้สายพันธุ์ B.1.1.7 จากอังกฤษ ที่มีความสามารถในการแพร่กระจายได้ง่าย ล่าสุดพบกลายพันธุ์อีกรอบ โดยพบความคล้ายคลึงกับสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ที่เจอในแอฟริกาใต้&amp;nbsp; ดังนั้นการป้องกันไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ในไทย คือ การตรวจคนเข้ามาในประเทศอย่างเข้มงวด การส่วมใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม ลดการระบาดในคน และการได้รับวัคซีน ที่อาจจะช่วยตัดวงจรไวรัสกลายพันธุ์ได้&amp;rdquo;นพ.โอภาส ทิ้งท้าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93222</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ, ไวรัสสายพันธุ์แอฟริกาใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210216/image_big_602b8bba5672e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
