<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115468</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> วัคซีนใบยาคืบหน้าพร้อมทดสอบในมนุษย์เฟส 1 สิ้นก.ย.นี้ ไทยมีศักยภาพที่ดีเติบโตได้ในอนาคต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย.64-สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดรายการพูดคุยผ่านช่องทางออนไลน์ ถึงการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยรับมือกับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพื่อมองหาและสร้างโอกาสให้กับประเทศผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ตรง ในรายการ Future Talk by NXPO ครั้งที่ 4 พูดคุยในประเด็น &amp;ldquo;ความก้าวหน้าการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทยด้วยกลไกการบ่มเพาะจากสถาบันอุดมศึกษา&amp;rdquo; ได้รับเกียรติจาก ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Co-founder และ CEO บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด และ รศ.ดร.วรัญญู พูลเจริญ Co-founder และ Chief Technology Officer (CTO) บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด มาร่วมพูดคุย ดำเนินรายการโดย ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.วรัญญู เล่าถึงแนวทางการผลิตวัคซีนของบริษัท ใบยาฯ ด้วยการใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ จากการผลิตเฉพาะโปรตีน หรือชิ้นส่วนของไวรัสที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ ที่เรียกว่าซับยูนิตวัคซีนหรือโปรตีนวัคซีน โดยบริษัทฯ ใช้พืชทั้งต้นจากต้นยาสูบ พันธุ์ที่มีปริมาณนิโคตินต่ำในการผลิต ด้วยการปลูกพืชขึ้นมาและทำการส่งถ่ายยีนส์เฉพาะชิ้นส่วนที่สามารถนำไปเป็นโปรตีนของไวรัสที่ต้องการได้ ซึ่งจุดเริ่มต้นของการตั้งบริษัท เกิดจากการที่เรียนจบด้านวิทยาศาสตร์ และได้มาเป็นอาจารย์ที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เริ่มมองเห็นว่าเด็กที่จบในสายนี้ไปไม่มีใครทำงานในด้านการพัฒนายา จึงคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีหากสามารถเริ่มพัฒนาวัคซีนหรือยาใหม่ๆ ได้เองในประเทศตั้งแต่ต้นน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกับ ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา ที่เรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เกี่ยวกับนโยบายประกันสุขภาพ และการเข้าถึงยา ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงยาที่มีราคาแพงได้ ดังนั้นหากสามารถผลิตยาได้เอง ก็น่าจะเป็นการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้ประเทศ ทำให้ประเทศมีเงินเยอะขึ้น และทำให้คนไทยเข้าถึงยาได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความจริงแล้วประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผลิตวัคซีนได้เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีค่อนข้างสูงในเวลาต่อมา ทำให้มีระยะหนึ่งที่เราอาจจะตามประเทศอื่นไม่ทัน แต่โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในประเทศไทยยังคงมีอยู่ และยังมีศักยภาพจากการลงทุนในการวิจัยและการพัฒนาที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานในประเทศ ซึ่งบริษัทฯ ก็ได้ใช้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นในการช่วยพัฒนาวัคซีน และเตรียมพร้อมรับการระบาดในครั้งถัดไป โดยวัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตขึ้นกำลังจะนำเข้าทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 ในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ ซึ่งในปัจจุบันเรามีโรงงานผลิตวัคซีนและยาชีววัตถุด้วยพืชที่ได้มาตรฐานแล้วที่จะใช้ผลิตสำหรับมนุษย์เป็นแห่งแรกในเอเชีย ในขณะเดียวกันก็ได้มีการเตรียมวัคซีนรุ่นที่ 2 ที่มีการปรับสูตร ที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น ซึ่งต้องรอดูผลการศึกษาในเฟส 1 เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงต่อไป โดยคาดหวังว่าประมาณไตรมาส 3 ปี 2565 จะมีวัคซีนฉีดให้คนไทยได้ ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยาและวิทยาศาสตร์ของไทย&amp;rdquo; ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความท้าทายในการเริ่มจัดตั้งบริษัทฯ และเริ่มดำเนินการผลิตวัคซีนจริง ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา กล่าวว่า การผลิตวัคซีนขึ้นมาแต่ละตัวต้องอาศัยการทำงานแบบสหวิชาชีพ ถึงแม้จะมีนักวิทยาศาสตร์ในทีมแล้ว ขณะเดียวกันก็ยังต้องการองค์ความรู้ในการผลิตระดับอุตสาหกรรม ความรู้เรื่องเภสัชกรรม การผลิต การประกันคุณภาพ รวมถึงการออกแบบการศึกษาในสัตว์ทดลอง เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายในการขึ้นทะเบียนวัคซีนเพื่อการนำไปใช้จริง ในการทำงานจึงต้องมีคนจากหลากหลายสาขาเข้ามาทำงานร่วมกัน ขณะที่ รศ.ดร.วรัญญู เผยว่า การได้เริ่มตั้งบริษัทฯ ผลิตวัคซีนขึ้นเอง ทำให้มองระบบการทำงานต่างไปจากเดิม หันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมการทำวิจัยก่อนการผลิตจริง ทำให้เริ่มทำการวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำได้ดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ใบยาฯ ทั้ง 2 ท่าน ยังคงทำหน้าที่เป็นอาจารย์ควบคู่ไปกับการทำบริษัทสตาร์ทอัพ โดยต้องใช้การผสมผสานการทำงานเข้าด้วยกัน ด้วยการให้นิสิตที่สอนได้เข้ามาทดลองในห้องปฏิบัติการ พัฒนายาและวัคซีนในบริษัทฯ นำโปรเจกต์มาเสนอกับบริษัทฯ ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้เด็กได้ลองทำจริง และอาจารย์เองได้นำไปประยุกต์ใช้ในการสอน ทำให้วันนี้นิสิต นักศึกษาเริ่มเห็นเส้นทางอาชีพในสายไบโอเทคสตาร์ทอัพมากขึ้น เมื่อจบไปอาจไปทำให้เกิดสตาร์ทอัพอื่นๆ ในประเทศได้มากขึ้น จากประสบการณ์จริงที่เด็กได้รับระหว่างเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในด้านการระดมทุนของบริษัท ใบยาฯ ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา กล่าวว่า แนวคิดการระดมทุนเป็นวิธีการเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่เราต้องการ โดยเงินก้อนแรกมาจากเงินทุนส่วนตัวของเรา 2 คนที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งตั้งแต่เริ่มตั้งบริษัท และมีการสนับสนุนห้องปฏิบัติการจากมหาวิทยาลัย ต่อมาเมื่อมีผลงานที่คนเริ่มให้ความสนใจก็ได้มีการระดมทุนในหลากหลายรูปแบบทั้งจากภาคเอกชนและภาคประชาชน เพราะการผลิตยาตัวนึงใช้เงินค่อนข้างมาก ซึ่งวิธีการระดมทุนเป็นวิธีเพื่อให้สามารถทำงานวิจัยในช่วงที่เร่งด่วนได้อย่างรวดเร็วอย่างในสถานการณการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีการทำ Crowdfunding ผ่านมูลนิธิของมหาวิทยาลัย หรือ CU Enterprise รวมถึงได้ทุนสนับสนุนจากภาครัฐในการทำ Critical Try ในแง่การทดลองเฟส 1 และคาดว่าจะได้รับทุนต่อเนื่องในเฟสที่ 2-3 ต่อไปด้วย เพื่อให้บริษัทฯ มีการเติบโตได้อย่างมั่นคงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมองถึงการเติบโตในอนาคต รศ.ดร.วรัญญู กล่าวว่า บริษัทฯ ยังมีผลิตภัณฑ์ตัวยาและวัคซีนอีกหลายอย่างที่อยากทำ และถ้าเราเริ่มทำตัวแรกได้ ก็จะพัฒนายาหรือวัคซีนตัวอื่นได้ต่อไป เพื่อมารองรับการรักษาโรคอีกมากมายที่บริษัทใหญ่ยังไม่ได้ผลิตขึ้น แต่เราต้องผลิตได้เองตั้งแต่ต้นน้ำ และเมื่อทำไปอย่างต่อเนื่อง มั่นคง มีประสบการณ์มากขึ้น ถ้าเกิดโรคระบาดขึ้นอีกในอนาคต เราก็จะสามารถผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิภาพได้ดี รวดเร็วและมีปริมาณมากขึ้น หากเราสามารถนำเข้าควบคู่ไปกับการผลิตเองด้วย คนไทยก็จะเข้าถึงยาหรือวัคซีนที่มีประสิทธิภาพได้มากขึ้น คิดว่าระบบที่สร้างขึ้นนี้ จะช่วยสร้างความมั่นคงทางสุขภาพในประเทศเราและประเทศในภูมิภาคของเราให้ดีขึ้นได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าบริษัท ใบยาฯ มีความฝันว่าจะพัฒนาไปให้เทียบเท่ากับบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างไฟเซอร์ หรือบริษัทยาชั้นนำอื่นๆ หรือไม่ ดร.สุธีรา กล่าวว่า ทุกครั้งที่ทำงานมีการตั้งเป้าหมายที่สูงไว้เพื่อไปให้ถึง อย่างน้อยก็ได้เริ่มทำโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เห็นว่าคนไทยทำได้ และประเทศไทยยังมีความหวัง เหมือนโครงสร้างของคนรุ่นก่อนที่ทำมาเพื่อเป็นพื้นฐานที่ดีให้กับเราในปัจจุบัน ถ้าเราสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ก็จะทำให้ลูกหลานของเราในรุ่นต่อไปพัฒนาสร้างความมั่นคงให้กับประเทศไปได้ไกลกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. กิติพงค์ ได้กล่าวปิดท้ายถึงการทำงานของ สอวช. ที่ได้มีส่วนในการอำนวยความสะดวก สร้างให้เกิดระบบนิเวศที่ดีในการดำเนินการเหล่านี้ โดยเฉพาะการผลักดันแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ เช่น แนวทางส่งเสริมการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน, การส่งเสริมการจัดตั้ง Holiding Company ในมหาวิทยาลัย รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. &amp;hellip;. นอกจากนี้ ยังร่วมกันกับ Innovation Club ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยขับเคลื่อนเรื่องสตาร์ทอัพ หาแนวทางแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สามารถทำงานและระดมทุนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งการพูดคุยในครั้งนี้ สอวช. จะเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้ เพื่อมองหาโอกาสสำหรับประเทศไทย ในการต่อยอดในเชิงนโยบาย เพื่อสร้างให้เกิดโอกาสกับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในสายวิทยาศาสตร์ ให้มีเส้นทางเดินต่อในสายอาชีพในอนาคต
⁠&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115468</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์, ดร.วรัญญู พูลเจริญ, ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุมิ, วัคซีนใบยา, สอวช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_613187f504e2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2020 16:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2020 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุฬาฯ เปิดโครงการวัคซีนเพื่อคนไทย ระดมเงินบริจาคคนละ 500 บาท ร่วมสนับสนุนผลิตวัคซีนจากใบยาสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ธ.ค.63- ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Chula QEnterprise มีการแถลงข่าว เปิดตัวโครงการ &amp;quot;วัดชีนเพื่อคนไทย&amp;quot; สนับสนุนนักวิจัยไทยค้นคว้าวัคชีนโควิด-19 &amp;nbsp;และแนะนำบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ที่เป็นบริษัทวิจัยวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ที่ทำจากใบยาสูบ และวิจัยโดยทีมวิจัยจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจะมีการลงนามความร่วมมืในการวิจัย พัฒนาและผลิตวัคซีนโควิด -19 ในนาท&amp;quot;ทีมไทยแลนด์ &amp;quot; ระหว่างบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด &amp;nbsp;องค์การเภสัชกรรม(อภ.) และ บริษัท คินเจน ไบโอเทค จำกัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกุล &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่การกระทรวงสาธารสุข(สธ.)นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม &amp;nbsp;นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประธาน เปิดงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.ดร.บัณฑิต กล่าวว่า วัตถุประสงค์การเปิดโครงการก็เพื่อเชิญชวนให้คนไทยร่วมกันบริจาคเงินคนละ 500 บาท เพื่อสนับสนุนโครงการวิจัยวัคซีนดังกล่าว ซึ่งทางโครงการตั้งเป้าระดมเงินให้ได้ &amp;nbsp;500 ล้านบาท กำหนดจำนวนผู้บริจาคไว้ที่ 1 ล้านคน เท่านั้น โดยจะเริ่มการบริจาคได้ในวันที่ 18 ธันวาคม 2563 เวลา 9.00 น.เป็นต้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนผู้ที่ร่วมบริจาค ผ่านทาง www.CUEnterprise.co.th ได้ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2563 เวลา 9.00 น.เป็นต้นไป สำหรับผู้บริจาคในโครงการ จะมีการตอบแทนน้ำใจผู้บริจาคดังนี้&amp;nbsp;
1. สิทธิส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยประเภทบุคคล เช่น สุขภาพ รถยนต์ อัคคีภัย ฯลฯ สำหรับกรมธรรม์ฉบับใหม่จากบริษัทประกันที่เข้าร่วมโครงการ เช่น บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ด้วยส่วนลด 12% - 23%** &amp;nbsp;&amp;nbsp;
2. &amp;nbsp; ในกรณีผลิตวัคซีนสำเร็จและพร้อมให้บริการแก่บุคคลทั่วไป ผู้บริจาคจะมีสิทธิจองซื้อวัคซีนได้ก่อนบุคคลทั่วไป แต่จะได้สิทธิ &amp;ldquo;หลังจาก&amp;rdquo; การให้ การจำหน่าย หรือการใช้วัคซีนให้แก่บุคคลอื่นใด ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายหรือรัฐบาลกำหนด (หากมี
&amp;nbsp;
นายอนุทินกล่าวว่า ารแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ถือเป็นวิกฤติที่ส่งผลกระทบในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคงและความปลอดภัยด้านสุขภาพ ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ได้มีมาตรการป้องกันควบคุมโรคที่รัดกุมในระดับสูงสุด ทำให้ประเทศไทยสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้สิ่งที่ดำเนินการควบคู่กันคือการเร่งจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพมาตรฐานมาฉีดให้กับคนไทย ขณะนี้ได้จองซื้อวัคซีนจาก บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด ไว้แล้วจำนวน 26 ล้านโดส สำหรับคนไทยกลุ่มแรก &amp;nbsp;13 ล้านคน และยังได้วางแผนจัดหาวัคซีนจากแหล่งอื่น และให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาวัคซีนในประเทศ โดยได้ผนึกกำลังเป็น &amp;ldquo;ทีมไทยแลนด์&amp;rdquo; ถือเป็นความหวัง ความภูมิใจ และเป็นขีดความสามารถใหม่ของประเทศไทยที่จะผลิตวัคซีนได้เองตั้งแต่ต้นน้ำ ลดการพึ่งพาต่างชาติ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ผ่านสถาบันวัคซีนแห่งชาติ องค์การเภสัชกรรม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการวัคซีนเพื่อคนไทยสำเร็จลุล่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สธ. จะสนับสนุนโครงการวัคซีนจากใบยาสูบ ผ่านสถาบันวัคซีนแห่งชาติ วงเงิน 150 ล้านบาท &amp;nbsp;แม้ว่าวัคซีนจะประสบความสำเร็จหรือไม่อย่างไร แต่เราก็ได้ประสบการณ์ เทคโนโลยี &amp;nbsp; แต่ผมเชื่อว่าเราจะไม่ล้มเหลว ซึ่งในอนาคตเราจะมีพื้นฐานองค์ความรู้เทคโนโลยีวัคซีนของเราเอง &amp;nbsp;และจะต่อยอดไปสู่การผลิตวัคซีนและยาชนิดอื่นต่อไป &amp;quot;นายอนุทินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุมิ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ใบยาโฟโตฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า &amp;nbsp;การระดมเงิน 500 ล้านบาท ก็เพื่อนำไปก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีน &amp;nbsp;ซึ่งขั้นตอนการวิจัยระยะที่ 1และ2 จะเริ่มประมาณกลางปีหน้า และสิ้นสุดการทดลองระยะที่ 3 ราวสิ้นปี2564 ซึ่งจะเป็นการทดลองในกลุ่มอาสาสมัครที่หลากหลายขึ้น และอาจจะเป็นการทดลองในต่างประเทศ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การะบาดโควิด -19 ในบ้านเราว่าเป็นอย่างไร ซึ่งขณะนี้ ทางแคนาดา ก็กำลังทดลองด้วยเทคนิคใบยา เช่นเดียวกันโดยอยู่ในการทดลองระยะที่ 3&amp;nbsp; ถ้าการทดลองประสบความสำเร็จ ก็คาดว่าจะผลิตวัคซีนได้ปีละประมาณ 1 ล้านโด๊ส ส่วนราคาขายของวัคซีนจากใบยาสูบ จะอยู่ที่ประมาณ โด๊สละ 500 บาท ซึ่งจะต้องฉีดคนละ 2โด๊ส และมีขนาดโดีศละ 15--20 ไมโครกรัม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าเราสามารถผลิตได้มาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ๆ ราคาวัคซีนก็จะถูกมากกว่านี้ แต่ของเราก็ถูกกว่าของไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา ที่มีราคาประมาณโด๊สละ 900-1,000บาท &amp;nbsp;จึงอยากเชิญชวนให้คนไทยมาร่วมกันบริจาค คนละ 500 บาท ห้ามเกินมากกว่านี้ และเราจำกัดแค่ 1คน 1 สิทธิ์ และไม่เกิน&amp;nbsp; 1 ล้านคน เพื่อให้วัคซีนนี้ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทุกคน&amp;quot; ผศ.ภญ.ดร.สุธีรากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; ด้านนพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.อภ. &amp;nbsp;กล่าวว่า อภ. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 &amp;nbsp; เพื่อให้คนไทยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอย่างเร็วที่สุด ครั้งนี้เป็นการผลิตวัคซีนโดยคนไทยเพื่อคนไทยอย่างแท้จริง โดยใช้ความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงาน โดยได้ร่วมมือจากบริษัทวิจัยในประเทศไทย คือ บริษัท ใบยาไฟโตฟาร์ม เป็นผู้ค้นคว้า วิจัยและพัฒนา ผลิตวัคซีนตั้งต้น บริษัท คินเจน ไบโอเทค เป็นผู้ทำวัคซีนให้บริสุทธิ์ และอภ จะทำหน้าที่ตั้งตำรับและบรรจุวัคซีนสำเร็จรูป สำหรับการทดสอบทางคลินิกเฟส 1-2 ในมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ อภ &amp;nbsp;พัฒนาและจัดหาวัคซีน 4 แนวทาง ได้แก่ 1) การวิจัยและพัฒนาจากต้นน้ำ ใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่จากไข่ไก่ฟัก ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง และจะศึกษาประสิทธิภาพในมนุษย์ต่อไป 2) โครงการนำเข้าวัคซีนมาแบ่งบรรจุ โดยได้ร่วมมือกับบริษัท Sinopharm ขณะนี้อยู่ระหว่างการลงนามความร่วมมือ และเตรียมความพร้อมการผลิตในระดับอุตสาหกรรม 3)ให้ทุนกับมหาวิทยาลัยในการวิจัยพัฒนาวัคซีนต้นแบบป้องกันโรคโควิด 19 อาทิ วัคซีน Subunit จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp;วัคซีน Virus-like particle จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 4)ร่วมมือกับบริษัทวิจัยในประเทศไทย ในการวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนโควิด&amp;nbsp;
นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว.กล่าวว่า อยากเรียกโครงการนี้ว่าไม่ใช่วัคซีนเพื่อคนไทย แต่เป็นวัคซีนโดยคนไทย ซึ่งเป็นผลงานของคนไทยที่ยิ่งใหญ่มาก แม้ว่าก่อนหน้านี้ การวัคซีนเองเรายังเป็นที่ชาดแคลน แต่การที่เรามีการผลิตวัคซีนเอง จะทำให้ประเทศไทยอยู่ใน World map Vaccine ของโลก ซึ่งจะทำให้เรามีความหวัง มีศิลปวิทยากร ที่พึ่งพาตัวเองได้ในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สนใจร่วมบริจาคสนับสนุนวัคซีนเพื่อคนไทย ได้ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. แสกน QR CODE เพื่อลงทะเบียนและรับสิทธิในการบริจาคที่ www.CUEnterprise.co.th ได้ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2563 เวลา 9.00 น.
2. สามารถเลือกช่องทางการบริจาคได้ 2 ช่องทาง ได้แก่&amp;nbsp;
2.1 ใช้ Mobile Banking Application ของธนาคารใดก็ได้แสกน QR CODE เพื่อบริจาคโดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี มูลนิธิซียูเอ็นเทอร์ไพรส์ เมื่อเสร็จสิ้นการทำรายการจะได้รับ Bill Payment เป็นหลักฐาน
2.2 ทำรายการที่หน้าเคาเตอร์ธนาคารกรุงไทยได้ทุกสาขาทั่วประเทศ เพียงยื่นบัตรประชาชนและแจ้งว่าบริจาคให้โครงการ &amp;ldquo;วัคซีนเพื่อคนไทย&amp;rdquo; จะได้ Pay-in Slip เป็นหลักฐาน &amp;nbsp;
โดยรับบริจาคท่านละ 500 บาท จำนวน 1 ล้านสิทธิ (จำกัด 1 คนต่อ 1 สิทธิ)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86831</URL_LINK>
                <HASHTAG>#จุฬาฯ, #วัคซีน, #โควิด-19, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุมิ, วัคซีนจากใบยาสูบ, อภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201214/image_big_5fd729bed1788.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
