<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68343</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 01:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจ้งจับพยาบาลเก๊ ลุงยันเรียนแค่ม.3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาการพยาบาลส่งฝ่ายกฎหมายเข้าแจ้งความตำรวจดำเนินคดีสาวแสบแต่งพยาบาลหลอกแต่งงานกับตำรวจจริง ก่อนที่จะมีคนขุดคุ้ยเบื้องหลังคือสาวเชียร์เบียร์ เผยมีโทษถึงจำคุก ด้านลุงยันหลานจบแค่ ม.3 พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เล็ก วอนยอมรับความจริงและขอโทษสังคม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนนี้ เพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;คณะกรรมการประชาสัมพันธ์ สภาการพยาบาล&amp;quot; โดยรองศาสตราจารย์ ดร.อรพรรณ โตสิงห์ ประชาสัมพันธ์สภาการพยาบาล ได้แจ้งถึงกรณีสตรีผู้หนึ่งปลอมตัวเป็นพยาบาล นำชุดเครื่องแบบพยาบาลมาสวมใส่ ระบุกับนายตำรวจท่านหนึ่งว่าตนเองเป็นพยาบาล ถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง เมื่อมีพยาบาลที่บังเอิญเห็นภาพในเฟซบุ๊ก และสงสัย จึงสืบค้น เมื่อมีหลักฐานว่าเธอไม่ใช่พยาบาล ก็ตักเตือนเธอ แต่เธอยังคงยืนยันว่าเธอเป็นพยาบาล สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนนทบุรี และพูดจาท้าทาย ใช้คำไม่สุภาพตอบโต้ทางสื่อออนไลน์ เธอระบุว่า เธอจะนำใบประกอบวิชาชีพมาแสดงให้ดูและฟ้องกลับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สภาการพยาบาล องค์กรวิชาชีพตามกฎหมาย ซึ่งมีหน้าที่ในการคุ้มครองประชาชนให้ได้รับการพยาบาลจากผู้ประกอบวิชาชีพอย่างมีคุณภาพ ผดุงเกียรติสมาชิกพยาบาล จำนวน 220,000 คนทั่วประเทศ ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสภาการพยาบาลไปดำเนินการแจ้งความที่ สภ.นนทบุรีแล้ว ตามมาตรา 27 พ.ร.บ.วิชาชีพฯ (รอผู้กำกับ สภ.นนทบุรี จ่ายสำนวนให้กับพนักงานสอบสวนว่าจะเป็นท่านใดรับผิดชอบสำนวน) โทษสูงสุด ปรับสองหมื่นบาท หรือจำคุกสองเดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเธอผู้นี้นำใบประกอบวิชาชีพปลอมมาแสดงตามคำพูดที่เธอท้าทาย เธอก็จะเจอข้อหาปลอมแปลงเอกสารทางราชการ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กแฟนเพจครูพยาบาล ได้โพสต์ตีแผ่เรื่องราวของสาวเชียร์เบียร์รายหนึ่งซึ่งสร้างเรื่องว่าตนเองเป็นพยาบาลไปหลอกคบตำรวจหนุ่มจนกระทั่งทั้งคู่แต่งงานกัน โดยเจ้าตัวโพสต์คลิปในแอปพลิเคชันชื่อดัง อ้างว่าจบจากวิทยาลัยพยาบาลแห่งหนึ่ง และทำงานที่โรงพยาบาลของรัฐใน จ.นนทบุรี ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทางเพจระบุว่า &amp;ldquo;พยาบาลปลอม Vs ตำรวจจริง เรื่องนี้น่าจับตามองตรงที่การแอบอ้างเป็นพยาบาล โดยเจ้าตัวโพสต์คลิปใน Tiktok และอ้างว่าจบจากวิทยาลัย...จ.นนทบุรี (อ่านชื่อสถาบันผิดได้อย่างไรนี่?) และทำงานที่โรงพยาบาล....จ.นนทบุรี (ใครอยู่แถวนั้นช่วยยืนยันหน่อยนะคะ) เรื่องนี้มีผู้ที่ถูกหลอกจึงมีการออกมาเปิดเผย โดยเพื่อนสมาชิกขอให้ช่วยกันตรวจสอบ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่เจ้าตัวได้ออกมาโพสต์คลิปตอบโต้ยืนยันว่า ตนเองชื่อ &amp;ldquo;การ์ตูน&amp;rdquo; อายุ 24 ปี เป็นชาวโคราช จบพยาบาลจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีจังหวัดนนทบุรี และทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี จริง ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและออกมาชี้แจงกับสังคมว่าไม่เป็นความจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.อังคณา สริยาภรณ์ เลขาธิการสภาการพยาบาล ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสว่า ขอเตือนว่าเครื่องแบบพยาบาลมีกำหนดไว้ในราชกิจจานุเบกษา ไม่สามารถนำไปแต่งเองได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวได้ตรวจสอบไปยังสถาบันการศึกษาที่มีการแอบอ้าง ก็ไม่พบว่าจบการศึกษาจากสถาบันดังกล่าว ขณะเดียวกันตรวจสอบกับระบบของสภาการพยาบาล ก็ไม่ปรากฏชื่อว่าจบการศึกษา และขึ้นทะเบียนเป็นพยาบาลจริง โดยสถาบันการศึกษาที่ถูกแอบอ้างก็เตรียมจะแจ้งความด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่บ้านหนองตะไก้ หมู่ 11 ต.มะค่า อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา นายประหยัด อายุ 51 ปี ซึ่งเป็นลุงของ &amp;ldquo;น้องการ์ตูน&amp;rdquo; อายุ 24 ปี ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพยาบาลลวงโลก เปิดเผยว่า หลานสาวเดิมชื่อเล่นว่าเบียร์ ก่อนจะมาเปลี่ยนชื่อเป็นการ์ตูน ได้ออกจากบ้านเพื่อไปหางานทำนานหลายปีแล้ว แต่ไม่ทราบว่าทำงานที่ใด รู้แต่ว่ารับจ้างเป็นสาวเชียร์เบียร์ตามต่างจังหวัด ส่วนการศึกษาก็จบแค่ ม.3 แล้วไม่เคยรู้มาก่อนว่าเรียนจบพยาบาลแต่อย่างใด และไม่เคยใส่ชุดพยาบาลมาให้เห็น ซึ่งนานๆ จะเจอกันที เพียงแต่ทราบข่าวว่ามีการไปแต่งงานกับทหารคนหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่าจังหวัดใด เพราะไม่ได้เชิญไปร่วมงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประหยัดกล่าวว่า ที่มีข่าวหลานสาวไปแต่งงานเพื่อหลอกเอาเงิน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือทหารนั้น ตนก็ไม่เคยทราบมาก่อน เพราะหลานคนนี้จะชอบเก็บตัวและไม่ค่อยพูดจากับญาติพี่น้องแต่อย่างใด ส่วนแม่ของน้องการ์ตูนได้เลิกรากับสามีชาวไทย ตั้งแต่น้องการ์ตูนยังเด็ก จากนั้นไปทำงานที่พัทยา จังหวัดชลบุรี แล้วได้สามีใหม่เป็นชาวต่างชาติ จึงอยากให้หลานออกมายอมรับความจริงและขอโทษกับสังคม เพราะทุกคนพร้อมที่จะให้อภัย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68343</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อรพรรณ โตสิงห์, ผศ.อังคณา สริยาภรณ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200610/image_big_5ee0d04002735.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18502</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้ายด่วนพยาบาล กระชากผู้ป่วยชรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รพ.พุทธชินราชแสดงความเสียใจ หลังโซเชียลแชร์กระหึ่ม พยาบาลกระทำรุนแรงต่อคนไข้วัย 90 ปีที่ป่วยถุงลมโป่งพองต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ล่าสุด ผอ.รพ.เสนอผู้ว่าฯ เซ็นย้ายไปประจำ สสจ.พร้อมตั้งกรรมการสอบวินัย ด้านหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤติรายงาน พยาบาลเห็นผู้ป่วยอยู่ขอบเตียงเกรงจะตก เลยออกแรงกระชาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โลกโซเชียลแชร์กันกระหึ่มอีกครั้ง หลังมีผู้โพสต์คลิปพยาบาลกระทำรุนแรงต่อผู้ป่วยติดเตียง เป็นชายชรา อายุ 90 ปี โดยในคลิปจะเห็นภาพพยาบาลคนหนึ่งเดินมาที่เตียง ขณะที่ผู้ป่วยมีสายท่อเครื่องช่วยหายใจต่อระโยงระยาง ไม่สามารถขยับตัวหรือช่วยเหลือตัวเองได้ จากนั้นพยาบาลได้จับร่างผู้ป่วยดึงขยับตัวอย่างแรง ก่อนโยนผ้าห่มใส่ไปที่ใบหน้า แล้วเอาไปรองที่ศีรษะ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอื้ออึง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังคลิปดังกล่าวแพร่ออกไปในช่วงเย็นวันอังคาร ค่ำวันเดียวกัน นพ.วิสิทธิ์ เสถียรวันทนีย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์อาวุโส รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก พร้อมด้วย นพ.อารีย์ เจษฎาญานเมธา รอง ผอ.ฝ่ายการแพทย์, นพ.โตมร ทองศรี รอง ผอ.ฝ่ายการแพทย์ และ น.ส.ศิริพร ศิริวัฒนไพศาล รักษาการหัวหน้าพยาบาล ได้เปิดแถลงข่าวที่ รพ.พุทธชินราช&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วิสิทธิ์กล่าวพร้อมยกมือไหว้ขอโทษว่า พวกเราในฐานะคณะผู้บริหาร รพ.พุทธชินราช ขอแสดงความเสียใจ ต้องขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ภาพที่ปรากฏ พวกตนในฐานะผู้บริหารก็รู้สึกเช่นเดียวกับประชาชนทุกคน คือทนไม่ได้ ต้องกราบขอโทษ และแสดงความเสียใจต่อญาติคนไข้ ขณะเดียวกันทาง รพ.ก็มิได้นิ่งนอนใจ ได้ย้ายพยาบาลคนดังกล่าวออกจากการดูแลคนไข้ให้ไปปฏิบัติการด้านอื่นก่อน รวมทั้งจะมีการสืบสวนข้อเท็จจริงและดำเนินการทางวินัยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ศิริพรกล่าวว่า ปกติพยาบาลคนนี้นิสัยดี แต่อาจจะมีความเครียดด้านอื่นๆ หลังจากทราบว่าเป็นข่าวเจ้าตัวก็เครียดมาก ที่ผ่านมาก็ได้ปรับปรุงพฤติกรรมผู้ให้บริการเป็นระยะอยู่แล้ว และมีการนิเทศวิธีปฏิบัติต่อคนไข้มาตลอดเวลา กรณีนี้อาจจะมีสิ่งผิดปกติกับตัวของน้องพยาบาล ต้องรอผลการสอบทางวินัย ในส่วนของผู้ป่วย เป็นผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง อายุ 90 ปี มานอนรักษาตัวด้วยอาการหอบหืด และใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ คนไข้ไม่ค่อยรู้สึกตัว ขณะนี้กำลังติดต่อกับญาติผู้ป่วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.สุชาติ พรเจริญพงษ์ ผอ.รพ.พุทธชินราช กล่าวเมื่อวันพุธว่า โรงพยาบาลต้องขอแสดงความเสียใจและกราบขอโทษสังคมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ตนไปร่วมงานศพที่จังหวัดนครสวรรค์ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ จึงมอบหมายให้รอง ผอ.แถลงข่าวชี้แจงเหตุการณ์ต่อสื่อมวลชน เมื่อตนกลับมาจากนครสวรรค์ในเวลาประมาณ 5 ทุ่มเศษ ก็ไปดูอาการคนไข้รายดังกล่าว ซึ่งถือว่าอาการทั่วไปยังปกติ ส่วนพยาบาลก็ค่อนข้างเครียด โดยทาง รพ.จะเร่งดำเนินการสอบวินัยต่อไป เบื้องต้นตนได้เสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกย้ายพยาบาลคนดังกล่าวออกนอกพื้นที่โรงพยาบาลก่อน ซึ่งน่าจะไปประจำอยู่ที่สำนักงานสาธารณสุข (สสจ.)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า &amp;nbsp;ผวจ.พิษณุโลกได้ลงนามคำสั่งย้ายด่วนพยาบาลรายนี้ออกนอกพื้นที่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.อังคณา สริยาภรณ์ เลขาธิการสภาการพยาบาล กล่าวว่า สภาการพยาบาลขอแสดงความเสียใจต่อญาติและสังคมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าเห็นจากคลิปวิดีโอแล้วรู้สึกตกใจมาก โดยทาง รพ.ต้นสังกัดอยู่ระหว่างการสอบสวน ส่วนสภาการพยาบาลเองก็จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบจริยธรรมภายในวันศุกร์ที่ 28 ก.ย.นี้ แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะต้องใช้เวลาสอบนานแค่ไหน ซึ่งการลงโทษมีตั้งแต่การว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตสูงสุดนาน 2 ปี และถ้ารุนแรงสุดคือการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม ยังบอกไม่ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเข้าข่ายเป็นความผิดแบบใด เพราะต้องพิจารณาข้อมูลอีกมากตามกระบวนการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากให้เห็นใจ เพราะมาตรฐานของการดูแลคนไข้ในหอผู้ป่วยวิกฤติ อยู่ที่พยาบาล 1 คนต่อคนไข้ 2 คน แต่เท่าที่ทราบหอผู้ป่วยวิกฤตินี้ พยาบาล 1 คนต้องดูแลคนไข้ 8 คน เราไม่ได้พูดเพื่อแก้ตัวแทนใคร แต่พูดถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.อังคณากล่าวว่า จากการสอบถามหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤติ บอกว่า พยาบาลคนนี้ทำงานดีมาตลอด รวดเร็ว ไม่มีกิริยารุนแรง ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทำแบบนี้ ช่วงขณะเกิดเหตุเป็นช่วงที่พยาบาลเห็นคนไข้อยู่ขอบเตียง เกรงว่าจะตกจึงใช้แรงกระชาก เพราะปกติการขยับคนไข้ต้องใช้พยาบาลช่วยกันถึง 2 คน และยังมีความเป็นห่วงจึงใช้หมอนรองศีรษะ อย่างไรก็ตาม ขอให้รอผลการตรวจสอบเพื่อหามูลเหตุที่แน่ชัด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18502</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วิสิทธิ์ เสถียรวันทนีย์, นพ.สุชาติ พรเจริญพงษ์, นพ.อารีย์ เจษฎาญานเมธา, ผศ.อังคณา สริยาภรณ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180926/image_big_5bab8ccba41eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2018 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2018 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาการพยาบาลเตรียมตั้งสอบวินัยพยาบาลกระชากคนไข้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย.61 - ผศ.อังคณา สริยาภรณ์ เลขาธิการสภาการพยาบาล กล่าวถึงกรณีพยาบาลรพ.พระพุทธชินราช จ.พิษณุโลก กระชากคนไข้สูงอายุด้วยความรุนแรง ว่า สภาการพยาบาลขอแสดงความเสียใจต่อญาติ และสังคมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าเห็นจากคลิปวิดีโอแล้วรู้สึกตกใจมาก โดยทางรพ.ต้นสังกัดอยู่ระหว่างการสอบสวน ส่วนสภาการพยาบาลเองก็จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบจริยธรรมภายในวันศุกร์ที่ 28 ก.ย.นี้แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะต้องใช้เวลาในการสอบจริยธรรมนานแค่ไหน ซึ่งการลงโทษมีตั้งแต่การว่ากล่าวตักเตือน ภาคฑัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตซึ่งสูงสุดนานถึง 2 ปี และถ้ารุนแรงสุดคือการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ อย่างไรก็ตามยังบอกไม่ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะเข้าข่ายเป็นความผิดแบบใดเพราะต้องพิจารณาข้อมูลอีกมากตามกระบวนการ ซีงการลงโทษมีผลต่อคนที่ถูกลงโทษทั้งสิ้นทั้งเรื่องเงินเดือน บำเหน็จบำนาญ และมีประวัติติดตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.อังคณา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้อยากให้เห็นใจ เพราะมาตรฐานของการดูแลคนไข้ในหอผู้ป่วยวิกฤต อยู่ที่พยาบาล 1 คน ต่อ คนไข้ 2 คน แต่เท่าที่ทราบหอผู้ป่วยวิกฤตนี้ พยาบาล 1 คนต้องดูแล คนไข้ 8 คน เราไม่ได้พูดเพื่อแก้ตัวแทนใคร แต่พูดถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น พยาบาลเราเคารพสิทธิคนไข้ ดูแลคนไข้ตามลักษณะมาตรฐานวิชาชีพ คือดูความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ดูแลเรื่องความสุขสบายตามมา และส่งเสริมการฟื้นหาย ซึ่งถ้าดูภาพในวิดีโอรู้สึกรุนแรง แต่ไม่ทราบเหตุของการกระทำ เป็นเรื่องที่ผู้บังคับบัญชาต้องสอบสวน ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการร้องเรียนแบบนี้ แต่เราไม่ทราบว่าทั่วประเทศมีตรงไหนอย่างไรบ้าง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการปรากฎต่อสื่อ เราเองก็ตกใจมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสภาการพยาบาล กล่าวต่อว่า เบื้องต้นจากการสอบถามหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤติบอกว่าพยาบาลคนนี้ทำงานดีมาตลอด รวดเร็ว ไม่มีกิริยารุนแรง ไม่เข้ใจว่าทำไมถึงทำแบบนี้ ช่วงขณะเกิดเหตุเป็นช่วงที่พยาบาลเห็นคนไข้ขอบเตียง เกรงว่าจะตกจึงใช้แรงกระชากเพราะปกติการขยับคนไข้ต้องใช้พยาบาลช่วยกันถึง 2 คน และยังมีความเป็นห่วงจึงใช้หมอนรองศีรษะ อย่างไรก็ตามเรืองนี้ขอให้รอผลการตรวจสอบเพื่อหามูลเหตุที่แน่ชัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน รศ.ดร.อรพรรณ โตสิงห์ ประชาสัมพันธ์ สภาการพยาบาล กล่าวว่า ตั้งแต่ที่มีการตั้งสภาการพยาบาลมา ก็มีการร้องเรียนการทำงานของพยาบาลเข้ามาบ้าง แต่ไม่ได้ร้องเรียนกรณีทำร้ายร่างกายผู้ป่วย สำหรับกรรีนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะลงโทษอย่างไร ไม่ได้จะปกปิด แต่ต้องสอบสวนตามขั้นตอนก่อน โดยจะคุยกับญาติ คุยเจ้าหน้าที่หอผู้ป่วย ขอให้แน่ใจว่าสภาไม่เพิกเฉย และยืนยันว่าขอให้ผู้ป่วยและญาติมั่นใจได้เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาก็จะได้รับการดูแลที่ดีจากพยาบาล เพราะสภาการฯ ไม่ได้แค่แถลงข่าว แต่จะลงพื้นที่ ประชาสัมพันธ์ให้ทั่วให้พยาบาลปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพและให้รูว่ากิริยาแบบนี้ไม่ได้เป็นการปฏิบัติตามมาตรฐาน เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องบุคคล ซึ่งปัจจุบันการเรียนพยาบาลเรามีการคัดคนตั้งแต่แรก มีการทดสอบสภาพจิตใจ อารมณ์ ก่อนเข้าเรียน และระหว่างเรียนด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18487</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.อังคณา สริยาภรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180926/image_big_5bab57085754c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16902</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2018 17:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2018 17:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาการพยาบาลยันควรให้พยาบาลเป็นอาชีพที่ 4 จ่ายยาได้ ไม่ใช่เพื่อไปขายยา แต่รองรับการทำงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5ก.ย.61-ขณะที่ กระแสการต่อต้านร่างพ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ ลดโทนร้อนแรงลง เนื่องจาก ผลหารือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กับกลุ่มสภาวิชาชีพเภสัชกร ตกลงกันได้ ว่าจะไม่มีการเพิ่มวิชาชีพอื่นในการจ่ายยา และมีเพียง3วิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ เภสัช และสัตว์แพทย์ที่จ่ายยาได้ &amp;nbsp;ซึ่งข้อสรุปดังกล่าวได้รับความเห็นขอบจาก ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สธ.แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;แต่สำหรับกลุ่มสภาการพยาบาลมีปฎิกริยา กับเรื่องดังกล่าว โดยความคิดเห็นจากหลายภผศ.อังคณา สริยาภรณ์ เลขาธิการสภาการพยาบาล กล่าวว่า สภาการพยาบาลยังยืนยันสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ยา พ.ศ. ... ที่ผ่านการประชาพิจารณ์เมื่อ ก.ค. 2561 เพราะผ่านการแสดงความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นการให้พยาบาลจ่ายยาได้นั้นต้องกำหนดลงในร่าง พ.ร.บ. ยาฉบับใหม่ เนื่องจากตาม พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ก็กำหนดบทบาทหน้าที่พยาบาลไว้อย่างชัดเจน ในการดูแลรักษาบำบัดอาการเบื้องต้นให้แก่คนไข้และจ่ายยาให้แก่คนไข้ของตนเอง ซึ่งก็มีการกำหนดไว้อยู่แล้วว่ายาอะไรที่จ่ายได้บ้าง เหตุใดจึงต้องกีดกันไม่ให้มีกฎหมายออกมารองรับตรงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผศ.อังคณา กล่าวว่า ข้อเสนอที่จะให้กลับไปใช้มาตรา 13 พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 ที่กำหนดให้แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ จ่ายยาคนไข้ตนเองได้นั้น หากจะมีการใช้จริงในการปรับแก้ร่าง พ.ร.บ. ยาฉบับใหม่ ขอเสนอให้เพิ่มในส่วนของวิชาชีพพยาบาลเข้าไปด้วย ซึ่งหากระบุเป็นวิชาชีพที่ 4 ก็ยินดี เพราะเราก็ทำหน้าที่ในการดูแลรักษาสุขภาพเบื้องต้นให้ประชาชนมาตลอด ส่วนเรื่องคุณภาพมาตรฐานในการจ่ายยานั้นสามารถสร้างคุณภาพขึ้นมาได้ เพราะมีข้อกำหนดอยู่แล้วว่าอะไรจ่ายได้ไม่ได้ อย่างร้านยายังทำเรื่องร้านยาคุณภาพได้ ก็สามารถทำเรื่องคุณภาพการจ่ายยาของพยาบาลได้เช่นกัน และยืนยันว่า เราไม่ได้ต้องการไปขายยาเพียงต้องการให้ร่าง พ.ร.บ. ยาฉบับใหม่ รองรับการทำงานของพยาบาลด้วยเท่านั้น เพราะร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ก็ระบุชัดเจนว่า คนขายยาได้คือ เภสัชกรเท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16902</URL_LINK>
                <HASHTAG>คัดค้านพรบ.ยาฉบับใหม่, ผศ.อังคณา สริยาภรณ์, สภาการพยาบาล, เปิดทางให้อาชีพอื่นจ่ายยาได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180905/image_big_5b8fb6afd7dfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16901</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาการพยาบาลยันควรให้พยาบาลเป็นอาชีพที่ 4 จ่ายยาได้ ไม่ใช่เพื่อไปขายยา แต่รองรับการทำงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5ก.ย.61-ขณะที่ กระแสการต่อต้านร่างพ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ ลดโทนร้อนแรงลง เนื่องจาก ผลหารือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กับกลุ่มสภาวิชาชีพเภสัชกร ตกลงกันได้ ว่าจะไม่มีการเพิ่มวิชาชีพอื่นในการจ่ายยา และมีเพียง3วิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ เภสัช และสัตว์แพทย์ที่จ่ายยาได้ &amp;nbsp;ซึ่งข้อสรุปดังกล่าวได้รับความเห็นขอบจาก ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สธ.แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;แต่สำหรับกลุ่มสภาการพยาบาลมีปฎิกริยา กับเรื่องดังกล่าว โดยความคิดเห็นจากหลายภผศ.อังคณา สริยาภรณ์ เลขาธิการสภาการพยาบาล กล่าวว่า สภาการพยาบาลยังยืนยันสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ยา พ.ศ. ... ที่ผ่านการประชาพิจารณ์เมื่อ ก.ค. 2561 เพราะผ่านการแสดงความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นการให้พยาบาลจ่ายยาได้นั้นต้องกำหนดลงในร่าง พ.ร.บ. ยาฉบับใหม่ เนื่องจากตาม พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ก็กำหนดบทบาทหน้าที่พยาบาลไว้อย่างชัดเจน ในการดูแลรักษาบำบัดอาการเบื้องต้นให้แก่คนไข้และจ่ายยาให้แก่คนไข้ของตนเอง ซึ่งก็มีการกำหนดไว้อยู่แล้วว่ายาอะไรที่จ่ายได้บ้าง เหตุใดจึงต้องกีดกันไม่ให้มีกฎหมายออกมารองรับตรงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผศ.อังคณา กล่าวว่า ข้อเสนอที่จะให้กลับไปใช้มาตรา 13 พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 ที่กำหนดให้แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ จ่ายยาคนไข้ตนเองได้นั้น หากจะมีการใช้จริงในการปรับแก้ร่าง พ.ร.บ. ยาฉบับใหม่ ขอเสนอให้เพิ่มในส่วนของวิชาชีพพยาบาลเข้าไปด้วย ซึ่งหากระบุเป็นวิชาชีพที่ 4 ก็ยินดี เพราะเราก็ทำหน้าที่ในการดูแลรักษาสุขภาพเบื้องต้นให้ประชาชนมาตลอด ส่วนเรื่องคุณภาพมาตรฐานในการจ่ายยานั้นสามารถสร้างคุณภาพขึ้นมาได้ เพราะมีข้อกำหนดอยู่แล้วว่าอะไรจ่ายได้ไม่ได้ อย่างร้านยายังทำเรื่องร้านยาคุณภาพได้ ก็สามารถทำเรื่องคุณภาพการจ่ายยาของพยาบาลได้เช่นกัน และยืนยันว่า เราไม่ได้ต้องการไปขายยาเพียงต้องการให้ร่าง พ.ร.บ. ยาฉบับใหม่ รองรับการทำงานของพยาบาลด้วยเท่านั้น เพราะร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ก็ระบุชัดเจนว่า คนขายยาได้คือ เภสัชกรเท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16901</URL_LINK>
                <HASHTAG>คัดค้านพรบ.ยาฉบับใหม่, ผศ.อังคณา สริยาภรณ์, สภาการพยาบาล, เปิดทางให้อาชีพอื่นจ่ายยาได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180905/image_big_5b8fb6afd7dfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
