<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53244</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2019 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2019 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวง พม.มอบของขวัญปีใหม่จากใจรัฐบาล  พอช.มอบ ‘บ้านพอเพียงชนบท’   ซ่อมสร้างบ้าน 11,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์ รมว.พม. มอบของขวัญปีใหม่บ้านพอเพียงชนบทจาก พอช.ให้แก่ผู้แทนชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ มอบ &amp;lsquo;ของขวัญปีใหม่จากใจรัฐบาล&amp;rsquo; &amp;nbsp;ให้หน่วยงานต่างๆ ในสังกัดมอบของขวัญปีใหม่ 2563 ให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ มอบ &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; ให้ครัวเรือนที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; บ้านเรือนชำรุดทรุดโทรม&amp;nbsp; ได้ซ่อมสร้างบ้านใหม่ให้มั่นคงแข็งแรง จำนวน 11,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ขณะที่การเคหะฯ มอบบ้านเช่าราคาพิเศษ 10,000 หน่วย&amp;nbsp; กรมกิจการเด็กและเยาวชนมอบเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดเดือนละ 600 บาทจนถึง 6 ขวบ&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (25 ธันวาคม) ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กรุงเทพฯ&amp;nbsp; มีการจัดงานแถลงข่าว &amp;ldquo;ของขวัญปีใหม่จากใจรัฐบาล โดย พม.&amp;rdquo;&amp;nbsp; เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวง พม.มอบของขวัญปีใหม่ พ.ศ.2563 &amp;nbsp;ให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;โดยมีนายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รมว.พม.&amp;nbsp; ร่วมแถลงข่าว&amp;nbsp; นายปรเมธี&amp;nbsp; วิมลศิริ&amp;nbsp; ปลัดกระทรวง พม. เป็นประธานในการแถลง&amp;nbsp; มีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด&amp;nbsp; และตัวแทนชาวชุมชนที่เข้าร่วมโครงการบ้านพอเพียงชนบทเข้าร่วมงานประมาณ 100 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์ &amp;nbsp;รมว.พม.&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; กระทรวง พม.มีของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนหลายโครงการ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เด็กคลอดใหม่ &amp;lsquo;คลอดปั๊บ&amp;rsquo;&amp;nbsp; รับ 600 บาทต่อเดือนจนถึงอายุครบ 6 ขวบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเคหะแห่งชาติจัดหาบ้านเช่าเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; ค่าเช่าตั้งแต่&amp;nbsp; 999-2,500 บาท&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 10,000 หน่วยทั่วประเทศ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ซ่อมสร้างบ้านประชาชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; 11,500 หลังทั่วประเทศ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รมว.พม. (ที่ 6 จากซ้าย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ มีแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) มีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยทั่วประเทศ&amp;nbsp; จำนวน 3 ล้านครัวเรือน &amp;nbsp;โดยมอบหมายให้การเคหะแห่งชาติรับผิดชอบจำนวน&amp;nbsp; 2 ล้านครัวเรือน &amp;nbsp;และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จำนวน 1,050,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; ในลักษณะสนับสนุนให้ชุมชนที่เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยรวมตัวกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; คลองเปรมประชากร&amp;nbsp; และโครงการบ้านพอเพียงชนบท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;โครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; &amp;nbsp;เป็นโครงการที่ พอช.สนับสนุนให้ครัวเรือนที่มีฐานะยากจนในชนบท&amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; ไม่มั่นคงแข็งแรง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หลังคารั่ว&amp;nbsp; พื้นบ้าน&amp;nbsp; ฝาบ้าน&amp;nbsp; ห้องน้ำ&amp;nbsp; ห้องครัว&amp;nbsp; เสาเรือนผุพัง ฯลฯ&amp;nbsp; ได้ซ่อมแซมบ้านเรือนให้มีความแข็งแรง&amp;nbsp; มั่นคง มีความปลอดภัย เหมาะสมแก่การอยู่อาศัย โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับตำบล&amp;nbsp; ระดับชุมชนขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันสำรวจข้อมูลชุมชนและครัวเรือนที่มีความเดือดร้อน&amp;nbsp; โดยมีกระบวนการตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ของชาวชุมชน&amp;nbsp; เพื่อให้ผู้เดือดร้อนและมีฐานะยากจนจริงได้รับการช่วยเหลือ&amp;nbsp; โดยมีทีมช่างชุมชนช่วยประเมินราคาวัสดุที่จะซ่อมสร้างบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านพอเพียงที่มีสภาพทรุดโทรมไม่สามารถซ่อมได้จึงต้องรื้อและสร้างใหม่โดยการลงแรงและชาวชุมชนช่วยกันสมทบเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการช่วยเหลือนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอช.จะสนับสนุนงบประมาณการซ่อมสร้างบ้านไม่เกินครัวเรือนละ 19,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจัดสรรงบประมาณลงไปยังเครือข่ายองค์กรชุมชนในระดับตำบล เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล สภาองค์กรชุมชนตำบล ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อให้องค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการดำเนินการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้หน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; และภาคเอกชนในท้องถิ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังร่วมสนับสนุนในด้านต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สนับสนุนด้านวัสดุ&amp;nbsp; อุปกรณ์&amp;nbsp; ใช้แรงงานจากช่างชุมชนและจิตอาสาร่วมกันซ่อมสร้างบ้าน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้ซ่อมสร้างได้เร็วและประหยัดค่าแรงงาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เนื่องในวาระปีใหม่ พ.ศ.2563 นี้&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จึงขอมอบของขวัญปีใหม่&amp;nbsp; ให้แก่พี่น้องประชาชนที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; ได้ซ่อมแซมบ้านใหม่&amp;nbsp; ให้มีความมั่นคงแข็งแรง&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีสภาพความเป็นอยู่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; จำนวน 11,500&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสมชาติ ผอ.พอช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเป้าหมายในการมอบบ้านพอเพียงชนบททั่วประเทศในปี 2563 แยกเป็น&amp;nbsp; ภาคเหนือ&amp;nbsp; จำนวน 2,200 ครัวเรือน&amp;nbsp; ภาคอีสาน&amp;nbsp; 2,700 ครัวเรือน&amp;nbsp; ภาคกลางและตะวันตก 2,200 ครัวเรือน&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; ปริมณฑลและตะวันออก&amp;nbsp; 2,200 ครัวเรือน&amp;nbsp; และภาคใต้&amp;nbsp; 2,200 ครัวเรือน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 11,500 ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณไม่เกินครัวเรือนละ 19,000 บาท&amp;nbsp; รวมงบประมาณทั้งสิ้น&amp;nbsp; 218,500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560&amp;nbsp; ปัจจุบัน (ธันวาคม 2562)&amp;nbsp; ดำเนินการซ่อมสร้างแล้วเสร็จ&amp;nbsp; รวม 39,194 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในพื้นที่&amp;nbsp; 2,391&amp;nbsp; ตำบล &amp;nbsp;ใช้งบประมาณ 713 ล้านบาทเศษ &amp;nbsp;และจะดำเนินการในปี 2563 &amp;nbsp;จำนวน 11,500 ครัวเรือน&amp;nbsp; โดยจะเริ่มประเดิมซ่อมสร้างบ้านเรือนให้แก่ครัวเรือนที่มีฐานะยากจนที่ตำบลหนองบัว&amp;nbsp; อ.บ้านค่าย&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จ.ระยอง&amp;nbsp; ในช่วงปลายเดือนมกราคมนี้&amp;nbsp; หลังจากนั้นชุมชนที่มีความพร้อมในภูมิภาคต่างๆ&amp;nbsp; จะทยอยซ่อมสร้างบ้านให้แล้วเสร็จโดยเร็ว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ของกระทรวง พม. ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช. มีเป้าหมายทั้งหมดประมาณ 1,050,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ แยกเป็น 1. บ้านมั่นคงทั่วประเทศ จำนวน 690,000 ครัวเรือน &amp;nbsp;2. ชุมชนริมคลอง กรุงเทพฯ จำนวน 11,004 ครัวเรือน &amp;nbsp;3.คนไร้บ้าน รวม 698 ครัวเรือน&amp;nbsp; และ 4.บ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; รวม 352,000 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการมอบของขวัญบ้านพอเพียงชนบทโดย พอช.แล้ว&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวง พม.ยังได้มอบของขวัญต่างๆ ให้แก่ประชาชนกลุ่มต่างๆ ด้วย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเคหะแห่งชาติมอบของขวัญ&amp;nbsp; โดยจัดให้มีบ้านเช่าราคาพิเศษ&amp;nbsp; เริ่มต้นที่&amp;nbsp; 999 บาทต่อเดือนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; 6,500 หน่วย&amp;nbsp; และภูมิภาค 3,500 หน่วย&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 10,000&amp;nbsp; หน่วย&amp;nbsp; ลดราคาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; 35 โครงการทั่วประเทศ&amp;nbsp; ราคาเริ่มต้นหน่วยละ 250,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมกิจการผู้สูงอายุ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรับปรุงซ่อมแซมห้องน้ำผู้สูงอายุและคนพิการที่มีฐานะยากจนให้มีความแข็งแรง&amp;nbsp; ปลอดภัย&amp;nbsp; จำนวน 10,000 แห่งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กรมกิจการเด็กและเยาวชนมอบเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดเดือนละ 600 บาทจนถึง 6 ขวบ &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยเด็กแรกเกิดต้องมีสัญชาติไทย&amp;nbsp; เกิดตั้งแต่ &amp;nbsp;1 ตุลาคม 2558&amp;nbsp; เป็นต้นไป&amp;nbsp; จนมีอายุครบ&amp;nbsp; 6 ปี&amp;nbsp; อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน&amp;nbsp; ต่อปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สถานธนานุเคราะห์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลดอัตราดอกเบี้ยรับจำนำ&amp;nbsp; เงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท&amp;nbsp; ดอกเบี้ยร้อยละ 25&amp;nbsp;&amp;nbsp; สตางค์ต่อเดือน&amp;nbsp; เงินต้น 20,001-100,000 บาท&amp;nbsp; ดอกเบี้ยร้อยละ 1.25&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาทต่อเดือน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53244</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวง พม., ของขวัญปีใหม่, จุติ  ไกรฤกษ์, นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ, ผอ.พอช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191225/image_big_5e03157742d12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2019 19:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2019 18:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สากล ม่วงศิริ’ ผู้ช่วย รมว.พม.และ ผอ.พอช.เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.อุบลราชธานี  พร้อมเตรียมเคลื่อนแผนระบบการป้องกันภัยพิบัติชุมชนอย่างยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุบลราชธานี/ นายสากล&amp;nbsp; ม่วงศิริ&amp;nbsp; ผู้ช่วย รมว.พม.และนายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบภัยและมอบถุงยังชีพให้ชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม&amp;nbsp; พร้อมเตรียมขับเคลื่อนแผนร่วมกับขบวนองค์กรชุมชน&amp;nbsp; หน่วยงานภาครัฐ&amp;nbsp; และเอกชน&amp;nbsp; โดยจัดทำแผนระยะเร่งด่วน&amp;nbsp; ระยะกลาง&amp;nbsp; และการสร้างระบบการป้องกันภัยพิบัติชุมชนอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนเตรียมรับมือภัยพิบัติทุกด้านได้อย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันอาทิตย์ (22 กันยายน) &amp;nbsp;นายสากล ม่วงศิริ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)&amp;nbsp; และคณะ&amp;nbsp; พร้อมด้วยนายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ลงพื้นที่เยี่ยมและมอบถุงยังชีพเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยวัดแสนสำราญ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสากล&amp;nbsp; ม่วงศิริ (ที่ 2 จากขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสากล ม่วงศิริ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ช่วย รมว.พม. กล่าวว่า ในส่วนการช่วยเหลือของกระทรวง พม. นั้น&amp;nbsp; ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ออกสำรวจจำนวนผู้ประสบภัยที่ได้รับความเดือดร้อนในครั้งนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;พร้อมจัดตั้งศูนย์เพื่อรับแจ้งความช่วยเหลือจากพี่น้องประชาชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนทางด้าน พอช.ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายภัยพิบัติภาคประชาชนจังหวัดอุบลราชธานี &amp;nbsp;เพื่อบริหารจัดการสิ่งของที่ได้รับบริจาคให้ถึงมือของผู้เดือดร้อนอย่างทั่วถึง&amp;nbsp; และทำโรงครัวเพื่อเลี้ยงอาหารให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยน้ำท่วม &amp;nbsp;2&amp;nbsp; ศูนย์คือ &amp;nbsp;ศูนย์วัดแสนสำราญ &amp;nbsp;อำเภอวารินชำราบ&amp;nbsp; และศูนย์วัดกุดคูณ &amp;nbsp;อำเภอเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; จ.อุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นนายสากล &amp;nbsp;ม่วงศิริ &amp;nbsp;ได้มอบถุงยังชีพให้กับประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อน &amp;nbsp;จำนวน 300 ถุง &amp;nbsp;นายสมชาติ ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผอ.พอช.&amp;nbsp; มอบงบประมาณในการจัดตั้งศูนย์ฯ &amp;nbsp;เพื่อจัดกระบวนการฟื้นฟูชุมชนผู้ประสบภัยหลังน้ำลด จำนวน &amp;nbsp;80,000&amp;nbsp; บาท &amp;nbsp;และมอบงบประมาณสมทบการจัดตั้งโรงครัวกลางให้แก่เครือข่ายภัยพิบัติเมืองวารินชำราบจำนวน 100,000&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมกับเดินเยี่ยมให้กำลังใจแก่ประชาชนในศูนย์พักพิงฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชนและภาคีเครือข่ายวางแผนงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน่ำท่วม&amp;nbsp; ดังนี้&amp;nbsp; 1. แผนระยะเร่งด่วน คือ &amp;nbsp;จัดตั้ง &amp;lsquo;ศูนย์ประสานงานเครือข่ายภัยพิบัติภาคประชาชนจังหวัดอุบลราชธานี&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพื่อการจัดการในช่วงเผชิญเหตุน้ำท่วม&amp;nbsp; เป็นการ สนับสนุนให้ชุมชนได้มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาของตัวเองร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภารกิจของศูนย์ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;อพยพประชาชนในพื้นที่ไปในพื้นที่ที่ปลอดภัย &amp;nbsp;จัดระเบียบการอยู่ร่วมกันในช่วงอยู่ในศูนย์ฯ ประสานขอความร่วมมือกับองค์กรช่วยเหลือต่างๆ รับบริจาคสิ่งของช่วยประชาชน &amp;nbsp;จัดระบบเวรยามดูแลทรัพย์สินในพื้นที่น้ำท่วม &amp;nbsp;และจัดตั้งโรงครัวเพื่อประกอบอาหารให้กับผู้ประสบภัยทั้งในศูนย์และนอกศูนย์ เป็นต้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ มอบน้ำดื่มให้ชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 2 &amp;nbsp;หรือการฟื้นฟูหลังน้ำลด ซึ่งเป็นช่วงน้ำลดแล้ว และประชาชนต้องอพยพกลับบ้าน&amp;nbsp; แต่ผลกระทบจากน้ำท่วมอาจจะทำให้ประชาชนเข้าไปอยู่อาศัยในบ้านเรือนไม่ได้&amp;nbsp; หรือยังไม่มีความปลอดภัย&amp;nbsp; หรือมีปัญหาในด้านสิ่งอำนวยความสะดวกน้ำ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; น้ำประปา ไฟฟ้า &amp;nbsp;ในระยะนี้จึงต้องสำรวจข้อมูลชุมชนในทุกๆ ด้านเพื่อประเมินความเสียหายในด้านต่างๆ ทั้งตัวอาคารบ้านเรือน &amp;nbsp;โครงสร้างพื้นฐาน &amp;nbsp;การประกอบอาชีพ &amp;nbsp;ด้านสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; และภูมินิเวศน์ชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นจะมีกระบวนวิเคราะห์-สังเคราะห์ร่วมกัน&amp;nbsp; ทั้งในส่วนของชุมชนและหน่วยงานภาคีต่างๆ การจัดทำแผนพัฒนาชุมชนในทุกด้านๆ &amp;nbsp;และการปฏิบัติการพัฒนาและฟื้นฟูชุมชน &amp;nbsp;ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; โดยการสร้างการมีส่วนจากทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งรัฐและเอกชน การพัฒนาอาชีพ &amp;nbsp;การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน &amp;nbsp;การปรับภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมชุมชน และการออกแบบผังชุมชนให้เกิดความปลอดภัยในการอยู่อาศัยระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 3 การสร้างระบบการป้องกันภัยพิบัติชุมชนอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยการจัดตั้ง &amp;lsquo;ศูนย์ภัยพิบัติอย่างยั่งยืน&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยการสนับสนุนให้ชุมชนมีความสามารถในการบริหารจัดการปัญหาด้านภัยพิบัติในทุกๆ ด้าน&amp;nbsp; เพื่อลดความเสี่ยง &amp;nbsp;การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้เกิดความรวดเร็วคล่องตัวในการแก้ปัญหาประชาชน &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; การอพยพ &amp;nbsp;การจัดตั้งศูนย์พักพิงที่ปลอดภัย การดูแลความปลอดภัย การช่วยเหลือบรรเทาเบื้องต้น &amp;nbsp;และการสร้างระบบการสื่อสารข้อมูลที่แม่นยำรวดเร็วเข้าถึงจุดผู้เดือดร้อนได้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำมูล &amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะนี้ลดระดับลงโดยเฉลี่ย 10 เซนติเมตรต่อวัน &amp;nbsp;โดยภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้เริ่มคลี่คลายลง&amp;nbsp; ยังคงเหลือปริมาณน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ &amp;nbsp;แอ่งน้ำ &amp;nbsp;ที่น้ำไม่สามารถระบายน้ำออกได้ &amp;nbsp;ประชาชนยังไม่สามารถย้ายกลับเข้าไปอยู่ในบ้านเรือนได้ &amp;nbsp;คาดว่าน้ำแห้งภายในเวลาไม่ต่ำกว่า 20 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46347</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถุงยังชีพ, นายสากล  ม่วงศิริ, ผอ.พอช., ผู้ประสบภัย, รมว.พม., สมชาติ  ภาระสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190922/image_big_5d876425791c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2019 18:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2019 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช. ระดมทำแผนปฏิบัติงาน 3 ปี  ยึดกรอบแผนยุทธศาสตร์ชาติ ใช้สภาองค์กรฯ เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงสู่ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;พอช. : &amp;nbsp;พอช.ร่วมกับผู้แทนชุมชนทั่วประเทศจัดทำแผนปฏิบัติงาน&amp;nbsp; 3 ปี (พ.ศ.2563-2565)&amp;nbsp; ยึดกรอบแผนยุทธศาสตร์ชาติ&amp;nbsp; 20 ปี&amp;nbsp; โดยมียุทธศาสตร์ &amp;lsquo;ใช้องค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนงานพัฒนา&amp;nbsp; และใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง&amp;rdquo;&amp;nbsp; เน้นงานหลัก 4 ด้าน&amp;nbsp; คือ สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; เศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; และการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ด้านที่ปรึกษาสำนักงบประมาณแนะ&amp;nbsp; ปีงบฯ 2563 จะมีการกระจายงบประมาณลงสู่พื้นที่เป็นหลัก ซึ่งขบวนองค์กรชุมชนและชุมชนสามารถทำแผนชุมชนเชื่อมโยงแผนจังหวัด &amp;nbsp;เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณได้โดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 21 &amp;ndash; 23 กรกฎาคม 2562 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563 - 2565) และแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 &amp;nbsp;เพื่อทบทวนและนำเสนอแผนการพัฒนาและสนับสนุนชุมชนสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง &amp;nbsp;มีผู้แทนชุมชนที่ทำงานเรื่องที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; เศรษฐกิจฐานราก&amp;nbsp; และสภาองค์กรชุมชนจากทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวมทั้งเจ้าหน้าที่และผู้บริหาร พอช. เข้าร่วมประมาณ 150 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นโยบายชาติกับการขับเคลื่อนงาน พอช. ในทิศทางการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;กล่าวถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ พอช. &amp;nbsp;เพื่อวางกรอบแนวทางการทำงานในระดับพื้นที่อย่างรอบด้าน ประกอบด้วย 1. นโยบายรัฐบาล ได้แก่ 1.1 &amp;nbsp;ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 &amp;ndash; 2580) ซึ่งยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ พอช. ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 4 ว่าด้วยการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม โดยเฉพาะประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนา&amp;nbsp; การพึ่งตนเองและการจัดการตนเอง &amp;nbsp;ซึ่งในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์จังหวัดของขบวนชุมชนนั้น จะต้องมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการดำเนินงานในระดับพื้นที่ รวมทั้งการประสานภาคีให้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนแผนงาน งบประมาณ &amp;nbsp;และการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;1.2 แผนแม่บทภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ &amp;nbsp;มีความสอดคล้องกับการทำงานของ พอช. จำนวน&amp;nbsp; 3 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นที่ 15 &amp;nbsp;พลังทางสังคม&amp;nbsp; ประเด็นที่ 16 เศรษฐกิจฐานราก&amp;nbsp; ประเด็นที่ 17 ความเสมอภาคและหลักประกันทางสังคม &amp;nbsp;1.3 &amp;nbsp;แผนการปฏิรูปประเทศ&amp;nbsp; มีความสอดคล้องในประเด็นที่ 9 ด้านสังคม &amp;nbsp;โดยเฉพาะระบบการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง (Social Empowerment) เช่น &amp;nbsp;สิทธิ/บทบาทชุมชน การจัดการทรัพยากร/ทุนชุมชน เศรษฐกิจชุมชน และสวัสดิการชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;2. ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ พอช. ระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2560 - 2564) โดยมียุทธศาสตร์ คือ &amp;lsquo;องค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก พื้นที่เป็นตัวตั้ง&amp;rsquo; หรือเรียกง่ายๆ ว่า &amp;ldquo;ตำบลใช่เลย&amp;rdquo; ภายใต้ประเด็นยุทธศาสตร์ 4 ประเด็น ซึ่งวางแนวทางในการสนับสนุนการทำงานขององค์กรชุมชน การประสานภาคีความร่วมมือ ตามบริบทพื้นที่ในระดับจังหวัดและตำบล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;3. แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 &amp;ndash; 2579) &amp;nbsp;มีวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว&amp;rdquo; ภายใต้ 5 ประเด็นยุทธศาสตร์ ซึ่งการทำงานในพื้นที่เพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยจะต้องบูรณการหน่วยงานในระดับจังหวัดเพื่อสนับสนุนการทำงานให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในการขับเคลื่อนงานพัฒนานั้นจะต้องทำ &amp;lsquo;3 ร&amp;rsquo; คือ &amp;lsquo;ราษฎร ราชการ รัฐบาล&amp;rsquo; &amp;nbsp;ทำฐานรากให้เข้มแข็งสุดแรงเกิด &amp;nbsp;สอดรับกับการสนับสนุน 3 ร &amp;nbsp;อย่างพึ่งตนเอง &amp;nbsp;มีฐานทุน&amp;nbsp; ความเข้มแข็ง และสิ่งที่ขอเน้นย้ำให้ดำเนินการคือ การทำข้อมูลพื้นที่ &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นทุนในพื้นที่ คน ทรัพยากร กลุ่ม องค์กร และมีการวิเคราะห์ฐานทุนของตนเอง&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายไมตรีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทิศทางการจัดทำงบประมาณประจำปีตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวอลิสา&amp;nbsp; ปิ่นประเสริฐ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ&amp;nbsp; กล่าวถึงทิศทางการจัดทำงบประมาณประจำปีตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติว่า &amp;nbsp;วิธีการงบประมาณรูปแบบใหม่ &amp;nbsp;เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน &amp;nbsp;โดยเน้นสนับสนุนงบประมาณลงสู่พื้นที่ &amp;nbsp;และให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์หรือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการได้รับงบประมาณ&amp;nbsp; ฉะนั้นการจัดทำแผนของหน่วยงานจะต้องมีความชัดเจน &amp;nbsp;มีเป้าหมาย &amp;nbsp;ตัวชี้วัด &amp;nbsp;และผลลัพธ์ที่สะท้อนให้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับมากน้อยเพียงใด &amp;nbsp;โดยหน่วยงานจะต้องดำเนินการทบทวนภารกิจของหน่วยงานให้คงเหลือเฉพาะที่สอดคล้องกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ระดับชาติโดยตรง (Redeploy) และมีการจัดลำดับความสำคัญ (Prioritize) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวอลิสา&amp;nbsp; ปิ่นประเสริฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้จะต้องทบทวนภารกิจสำคัญของหน่วยงานที่ดำเนินการตามกฎหมายหรือที่ได้รับมอบหมาย &amp;nbsp;มีลักษณะเป็นงานประจำ &amp;nbsp;ทบทวนค่าใช้จ่ายของแต่ละภารกิจที่สามารถประหยัดได้ &amp;nbsp;มีการบูรณาการ และการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงพิจารณาความสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561- 2580&amp;nbsp; พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 และ พ.ร.ฏ.วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (ฉบับที่ 2)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การจัดทำงบประมาณสามารถดำเนินการได้ในลักษณะบูรณาการ ทั้งในมิตินโยบาย โดยกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอบเขตภารกิจ เป้าหมาย ตัวชี้วัด แนวทางการดำเนินงาน หน่วยงาน มีการกำหนดระยะเวลา และงบประมาณ ตลอดจนมีการติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์เน้นการจัดทำเป็น Project Base และมิติพื้นที่&amp;nbsp; คือ มีการบูรณาการภารกิจระหว่างส่วนราชการกับจังหวัด /กลุ่มจังหวัด&amp;nbsp; สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ โดยใช้แผนพัฒนาจังหวัด / กลุ่มจังหวัดเป็นกรอบในการพิจารณา มีหลักเกณฑ์การกระจายงบประมาณอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม&amp;nbsp; ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 กำหนดให้มีการติดตามประเมินผลก่อนการดำเนินงาน ระหว่างดำเนินงาน และหลังดำเนินงาน&amp;nbsp; ดังนั้นหน่วยงานจะต้องมีการรายงานต่อสำนักงบประมาณอย่างสม่ำเสมอ&amp;rdquo; ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวอลิสากล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จะมีการกระจายงบประมาณลงสู่พื้นที่เป็นหลัก ซึ่งขบวนองค์กรชุมชนและชุมชนสามารถที่จะทำแผนชุมชนเชื่อมโยงแผนของจังหวัด เพื่อเป็นการขอสนับสนุนงบประมาณได้โดยตรง &amp;nbsp;อีกทั้งปัจจุบันสำนักงบประมาณให้ความตระหนักถึงการพัฒนาประเทศจากพื้นที่เป็นหลัก &amp;nbsp;โดยกระจายสำนักงานทั่วประเทศ 18 เขต ซึ่งหากมีปัญหาข้อติดขัดหรือมีเรื่องหารือสามารถประสานรับการปรึกษาได้กับสำนักงานเขตต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;วางแผนปฏิบัติงาน 4 ด้าน เป้าหมายชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;การจัดประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการครั้งนี้มีการแบ่งกลุ่มตามประเด็นงานและพื้นที่การขับเคลื่อนงานโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง &amp;nbsp;เพื่อวางแนวทางและแผนปฏิบัติการระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563 - 2565) จากการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมระหว่างขบวนองค์กรชุมชนและผู้ปฏิบัติงาน พอช. มีการนำเสนอทิศทางข้างหน้าการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนและการออกแบบบทบาทของ พอช. ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;1.สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&amp;nbsp; มีแนวทางการทำงาน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1. การพัฒนาพื้นที่ใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาคนในพื้นที่ &amp;nbsp;2. การใช้พื้นที่ระดับตำบลเป็นพื้นที่เชื่อมโยงงานทุกประเด็น เกิดการบูรณาการ &amp;nbsp;และจังหวัดเป็นผู้สนับสนุนแนวทางการขับเคลื่อนในระดับตำบล &amp;nbsp;&amp;nbsp;3. สร้างสถาบันการเรียนรู้งานสภาองค์กรชุมชนของภาคประชาชนในทุกภาค เป็นการยกระดับการพัฒนาผู้นำ และสร้างการรับรู้และเข้าใจในการขับเคลื่อนงานสภา &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนเป้าหมายและวิธีการทำงานระยะ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี (พ.ศ.2563-2565) มี 4&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์ 21 แผนงาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสนับสนุนให้องค์กรชุมชนขับเคลื่อนงานในทุกมิติ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พัฒนาระบบการออมและสร้างรายได้&amp;nbsp; โดยการปลูกต้นไม้เศรษฐกิจ&amp;nbsp; การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและจัดทำแผนธุรกิจชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; การพัฒนาที่อยู่อาศัยทุกมิติ&amp;nbsp; การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชนและองค์กรชุมชน เช่น&amp;nbsp; สนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาตำบล/ชุมชน&amp;nbsp; การพัฒนาศักยภาพผู้นำเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยฐานราก &amp;nbsp;&amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์ที่&amp;nbsp; 3. สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; รณรงค์นโยบายสาธารณะประจำปี(ในทุกระดับ)&amp;nbsp; พัฒนาความเข้มแข็งองค์กรชุมชนและสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์ที่&amp;nbsp; 4. การพัฒนาระบบข้อมูล &amp;nbsp;การสื่อสาร และการจัดการความรู้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เผยแพร่ &amp;nbsp;ประชาสัมพันธ์ &amp;nbsp;การใช้สื่อ Online เพื่อเผยแพร่งานของสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2.เศรษฐกิจฐานราก&amp;nbsp; แนวทาง &amp;nbsp;ภายใน 3 ปีข้างหน้าอยากเห็น 3,500 ตำบลทั่วประเทศที่มีการยกระดับ เศรษฐกิจฐานรากที่ทำอยู่แล้วให้มากขึ้น &amp;nbsp;คือ 1. ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจฐานรากเป็นระบบ ทั้งผู้ผลิต, แปรรูป, ตลาด, ผู้บริโภค&amp;nbsp; 2. จากเก่งเดี่ยวที่เหลือไม่รอด &amp;nbsp;ปรับเป็นระบบกลุ่มให้เข้มข้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3. เป็นผู้ประกอบการ &amp;nbsp;รู้ทุกข์ &amp;nbsp;รู้ทุน&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 4. ต่อยอดฐานความร่วมมือที่มี &amp;nbsp;เช่น พาณิชย์, หอการค้า, เกษตร ,SME&amp;nbsp; และใช้นวัตกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนเป้าหมายและวิธีการทำงานระยะ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี&amp;nbsp; คือ 1. ฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและทุนชุมชนเดิมให้มีศักยภาพในการขับเคลื่อน ระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีทิศทาง (การผลิต, การแปรรูป, การตลาด) เพื่อเกื้อกูล แบ่งปัน อย่างมีส่วนร่วม&amp;nbsp; 2. ขยายพื้นที่ใหม่สู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานราก&amp;nbsp; 3. วิเคราะห์ศักยภาพและพัฒนาฐานข้อมูลพื้นที่, องค์กรชุมชน เพื่อวางแผนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของพื้นที่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;4. ส่งเสริมการจัดทำแผนพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากระดับตำบล อำเภอ จังหวัด กลุ่มจังหวัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5. การเชื่อมโยงและบูรณาการแผนเศรษฐกิจและทุนชุมชนในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด กลุ่มจังหวัด&amp;nbsp; 6. สนับสนุนและส่งเสริมศูนย์บ่มเพาะเศรษฐกิจและทุนชุมชน&amp;nbsp; และ 7. พัฒนาคนเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ให้เป็นผู้ประกอบการทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.สวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; แนวทาง&amp;nbsp; การสร้างความเข้มแข็ง 6,000 กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั่วประเทศในระยะเวลา 3 ปี &amp;nbsp;มีการพัฒนาคุณภาพของกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เป็นกลไกในการจัดระบบสวัสดิการชุมชนของประชาชนในพื้นที่ตำบล/เมือง/เทศบาล&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนเป้าหมายและวิธีการทำงานระยะ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี&amp;nbsp; คือ 1. เสิรมสร้างบทบาทและความสามารถกองทุนระดับตำบล &amp;nbsp;พัฒนาศักยภาพแกนนำกองทุนสวัสดิการ&amp;nbsp; จัดตั้งคลีนิคการเรียนรู้กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. พัฒนาศักยภาพเครือข่ายทุกระดับ &amp;nbsp;ส่งเสริมความร่วมมือภาคีทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ธุรกิจ สถาบันการศึกษา ประชาสังคม&amp;nbsp; เพื่อสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;มีการเชื่อมโยง &amp;nbsp;ยกระดับแผนพัฒนาสวัสดิการชุมชนสู่แผนยุทธศาสตร์จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.พัฒนาความมั่นคงทางการเงินของกองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ เพื่อพัฒนาและสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยประชาชนร่วมสมทบ &amp;nbsp;4. พัฒนาระบบและชุดความรู้ &amp;nbsp;พัฒนาระบบข้อมูลกลางของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชื่อมโยงกับระบบสวัสดิการของรัฐ งานวิจัยเพื่อพัฒนาระบบคุณภาพกองทุนสวัสดิการชุมชน ผลิตสื่อเพื่อการเผยแพร่ รณรงค์ การจัดสวัสดิการที่มีประชาชนมีส่วนร่วม&amp;nbsp; และ 5. พัฒนานโยบายให้เป็นระบบสวัสดิการสังคมของประเทศ&amp;nbsp; ปรับปรุง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องให้เชื่อมต่อการพัฒนาคุณภาพสวัสดิการชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;4.การพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; แนวทาง&amp;nbsp; ทำทั้งเมืองและชนบท&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเป้าหมายและวิธีการทำงานระยะ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี&amp;nbsp; คือ 1. การทำทั้งเมือง/ชนบท &amp;nbsp;2. บูรณการทุกภาคส่วน (เจ้าหน้าที่ทุกส่วน/หน่วย ขบวนองค์กรชุมชน หน่วยงานภาคี) 3. สำรวจข้อมูลทุกมิติเพื่อเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนงานที่อยู่อาศัยทุกบ้านและคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; 4. สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกเป็นพื้นที่กลางในการขับเคลื่อนงานทั้งเมือง/ตำบล&amp;nbsp; 5. เครือข่ายเป็นกลไกในการพัฒนา/ฟื้นฟูเพื่อสร้างความเข้มแข็งของขบวนองค์กรชุมชน &amp;nbsp;มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์/ต่อยอดการพัฒนาทุกมิติ/เชื่อมโยงเครือข่ายด้วยประเพณีวัฒนธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;6. พื้นที่เมือง/ตำบล เกิดการพัฒนาคน/กลไก/องค์กร/โครงการ/กองทุน &amp;nbsp;7. คณะทำงานที่อยู่อาศัยจังหวัดเป็นกลไกในการผลักดันเรื่องที่ดิน ที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน และงบประมาณ&amp;nbsp; 8. การจัดองค์ความรู้จากพื้นที่ปฏิบัติการจริงสู่การขยายผลอย่างจริงจังและกว้างขวาง (ทำทั้งเมือง บ้านมั่นคงชนบท การจัดการที่ดิน)&amp;nbsp; 9. พัฒนาศักยภาพคนทำงานทุกด้าน ให้เป็นนักจัดกระบวนการ &amp;nbsp;เกิดการเชื่อมโยงแผนกับหน่วยงาน และ 10. พัฒนาคุณภาพองค์กร/สหกรณ์/กองทุน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เน้นการส่งเสริมการออมและสร้างทุนชุมชนและเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;ภารกิจงานของ พอช. ต้องช่วยกันให้เกิดการดำเนินงานที่มีความรวดเร็ว &amp;nbsp;โดยในปี 2563 &amp;nbsp;พอช. มี&amp;nbsp; 7 แผนงาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;แผนงานหลัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น การพัฒนาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;&amp;nbsp;และสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;และแผนงานที่สำคัญอีกเรื่องคือ &amp;nbsp;การเริ่มทำงบประมาณเชิงพื้นที่ &amp;nbsp;โดยใช้พื้นที่ตำบลและพื้นที่จังหวัดเป็นหลัก&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มนำร่อง 100 ตำบลในปี 2563 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;คนในพื้นที่ต้องวางแผนและนำไปสู่การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานท้องที่ท้องถิ่นภายใต้ชุมชนเข้มแข็ง ในการเสนองบประมาณนั้น นอกจากที่เราจะเสนอท้องที่&amp;nbsp; ท้องถิ่น &amp;nbsp;ภาค จังหวัด เราควรเปิดรับการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยการที่เราจะเสนอหรือหาแนวร่วมภาคเอกชนบ้าง เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนได้โดยทุกวิธี จัดองค์กรเชิงประสานงาน ให้เกิดการทำแผนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสภาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;สวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;บ้านมั่นคง &amp;nbsp;ทำให้การขับเคลื่อนงานหรือแผนยุทธศาสตร์ในพื้นที่จะประสบผลสำเร็จ &amp;nbsp;และจะทำให้ พอช. ก้าวกระโดดไปข้างหน้า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการก้าวต่อไป&amp;rdquo; นายสมชาติระบุในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ผลการจัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563 - 2565) และแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ในครั้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะนำเสนอต่อคณะกรรมการสถาบันฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; และจะนำไปสู่การปฏิบัติและขับเคลื่อนงานทั่วประเทศตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41732</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผอ.พอช., สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สภาองค์กรชุมชน, แผนปฏิบัติงาน 3 ปี, ไมตรี  อินทุสุต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190723/image_big_5d36e31de3447.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38491</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2019 20:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2019 20:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘มาเรียม’ พะยูนน้อยแห่งเกาะลิบง ภาพสะท้อนพลังชุมชนร่วมอนุรักษ์ท้องทะเลไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เกาะลิบง&amp;nbsp; อ.กันตัง&amp;nbsp; จ.ตรัง&amp;nbsp; เป็นพื้นที่ที่มีพะยูนอาศัยอยู่มากที่สุดในน่านน้ำทะเลไทย&amp;nbsp; คือมีประมาณ 176-180 ตัว&amp;nbsp; เนื่องเพราะมีแหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารสำคัญของพะยูนอยู่ประมาณ 20,000 ไร่&amp;nbsp; ขณะที่จำนวนพะยูนที่มีอยู่ในเขตน่านน้ำไทยขณะนี้มีเหลืออยู่ประมาณ&amp;nbsp; 200 ตัว&amp;nbsp; ดังนั้นท้องทะเลเกาะลิบงจึงถือเสมือนเป็น &amp;lsquo;เมืองหลวงของพะยูน&amp;rsquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าธรรมชาติได้ประทานแหล่งหญ้าให้แก่พะยูนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น&amp;nbsp; แต่ยังมีพลังของชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp; โดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้านบนเกาะลิบงและพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้ร่วมกันปกป้องแหล่งหญ้าทะเล&amp;nbsp; ตลอดจนร่วมกันต่อสู้กับการทำประมงแบบล้างผลาญ&amp;nbsp; จนทำให้เกาะลิบงเป็น &amp;lsquo;บ้านหลังสุดท้าย&amp;rsquo; ของพะยูน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;ภาพจาก trang-dugong.simdif.com&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พะยูนหรือ &amp;lsquo;ดุหยง&amp;rsquo; (ภาษามาลายูและท้องถิ่น) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่ในทะเล &amp;nbsp;รูปร่างคล้ายปลาโลมาแต่อ้วนกว่าเล็กน้อย &amp;nbsp;ผิวหนังเรียบลื่นสีเทา แต่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงอิฐและมีด่างขาว ในอดีตประเทศไทยเคยมีฝูงพะยูนอยู่มากมายทั้งชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน &amp;nbsp;แต่ปัจจุบันมีจำนวนลดลงเนื่องมาจากถูกล่า &amp;nbsp;หรือเข้าไปติดในเครื่องมือประมง &amp;nbsp;และการทำลายแหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารสำคัญของพะยูน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สุวิทย์&amp;nbsp; สารสิทธิ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาสาสมัครพิทักษ์ดุหยงเกาะลิบง&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; พื้นที่บริเวณเกาะลิบงเป็นแหล่งหญ้าทะเลที่สมบูรณ์มีเนื้อที่กว่า 20,000 ไร่&amp;nbsp; จึงเป็นแหล่งอยู่อาศัยของฝูงพะยูน&amp;nbsp; ซึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนฝูงพะยูนมีจำนวนหลายร้อยตัว&amp;nbsp; แต่ได้รับผลกระทบจากการทำประมงแบบล้างผลาญ&amp;nbsp; โดยเฉพาะเรืออวนรุนและอวนลากที่ลักลอบเข้ามาทำประมงชายฝั่ง&amp;nbsp; ทำให้อวนเหล่านี้ลากเอาสัตว์เล็กสัตว์น้อยในท้องทะเล&amp;nbsp; รวมทั้งพะยูนติดอวนไปด้วย&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีการล่าพะยูนโดยตรง&amp;nbsp; จึงทำให้ฝูงพะยูนลดน้อยลง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเรืออวนราก&amp;nbsp; อวนรุน&amp;nbsp; ที่เข้ามาลักลอบจับปลาในเกาะลิบง&amp;nbsp; รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดตรัง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สิเกา&amp;nbsp; ประเหลียน&amp;nbsp; ฯลฯ จึงรวมตัวกันเป็นเครือข่ายประมงพื้นบ้านจังหวัดตรังเพื่อปกป้องท้องทะเล&amp;nbsp; มีการร้องเรียนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมาจัดการกับเรือประมงที่ทำผิดกฎหมาย&amp;nbsp; รวมทั้งชาวประมงได้รวมตัวกันประท้วงด้วยการปิดอ่าว&amp;nbsp; จัดทำแนวทุ่นทะเล&amp;nbsp; และเฝ้าระวังไม่ให้เรือประมงทำลายล้างเข้ามา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาจึงค่อยๆ ทุเลาลง&amp;nbsp; ท้องทะเลจึงค่อยๆ ฟื้นตัว&amp;rdquo;&amp;nbsp; สุวิทย์เล่าถึงบทบาทของชาวประมงพื้นบ้านแบบย่อๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สุวิทย์&amp;nbsp; สารสิทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วน &amp;lsquo;มาเรียม&amp;rsquo; พะยูนน้อยที่พลัดหลงกับแม่และหลายฝ่ายกำลังช่วยกันดูแลนั้น&amp;nbsp; สุวิทย์บอกว่า&amp;nbsp; มาเรียมเป็นพะยูนเพศเมีย&amp;nbsp; อายุประมาณ 6 เดือน&amp;nbsp; พลัดหลงกับแม่ที่บริเวณชายหาดธารานพรัตน์&amp;nbsp; จังหวัดกระบี่&amp;nbsp; เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp; สัตว์ป่า&amp;nbsp; และพันธุ์พืช&amp;nbsp; จึงนำมาเรียมมาปล่อยที่เกาะลิบง&amp;nbsp; เพราะเป็นแหล่งอยู่อาศัยแห่งใหญ่ของพะยูน&amp;nbsp; มีหญ้าทะเลอุดมสมบูรณ์&amp;nbsp; แต่ด้วยมาเรียมยังเป็นพะยูนวัยอ่อน&amp;nbsp; ต้องกินนมจากแม่&amp;nbsp; เมื่อปล่อยไปแล้ว&amp;nbsp; มาเรียมจะว่ายกลับเข้าชายฝั่งและมาเกยตื้น&amp;nbsp; เพราะไม่มีแม่พะยูนคอยดูแลและให้นม&amp;nbsp; จนมีชาวบ้านไปพบ&amp;nbsp; จึงแจ้งเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเกาะลิบงให้มาดูแล&amp;nbsp; หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำจึงเข้าช่วยดูแล&amp;nbsp; โดยการป้อนนมแพะผสมวิตามินเพื่อให้มาเรียมแข็งแรง&amp;nbsp; ใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้เจ้าหน้าที่ต้องผลัดกันไปป้อนนมให้มาเรียมในช่วงกลางวัน&amp;nbsp; มาเรียมจะกินนมครั้งละประมาณ 100 ซีซี&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันหนึ่งจะกินประมาณ&amp;nbsp; 2,000 ซีซี&amp;nbsp; และเจ้าหน้าที่จะพาไปหัดกินหญ้าทะเลด้วย&amp;nbsp; คิดว่าต้องใช้เวลาดูแลมาเรียมอีกประมาณ 6 เดือน&amp;nbsp; จนมีอายุได้ประมาณ 1 ปี&amp;nbsp; เพื่อให้มาเรียมแข็งแรง&amp;nbsp; และกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับพะยูนตัวอื่นๆ ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; สุวิทย์ซึ่งเป็นอาสาสมัครที่ช่วยดูแลมาเรียมเล่าถึงภารกิจประจำวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;อีสมาแอน &amp;nbsp;เบ็ญสอาด&amp;nbsp; ประธานวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวและอนุรักษ์ทรัพยากรเกาะลิบง &amp;nbsp;อำเภอกันตัง &amp;nbsp;จังหวัดตรัง&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; คนเกาะลิบงมีความผูกพันกับพะยูนเหมือนกับเป็นญาติที่ต้องดูแลกัน&amp;nbsp; และดูแลกันมานานหลายสิบปีแล้ว&amp;nbsp; เพราะพะยูนเหมือนกับเป็นสัญลักษณ์ของเกาะลิบง&amp;nbsp; หากชาวลิบงเห็นพะยูนมาเกยตื้นก็จะช่วยกันนำไปปล่อย&amp;nbsp; หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ถ้าไม่มีพะยูน&amp;nbsp; คนเกาะลิบงก็อยู่ไม่ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะถ้าที่ไหนมีพะยูน&amp;nbsp; ท้องทะเลตรงนั้นก็จะแสดงถึงความอุดมสมสมบูรณ์&amp;nbsp; และคนเกาะลิบงส่วนใหญ่ก็หากินกับท้องทะเล&amp;nbsp; ทำประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; มีปลาอินทรีย์&amp;nbsp; มีหอยชักตีน&amp;nbsp; มีปลิงทะเล&amp;nbsp; เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; สร้างอาชีพ&amp;nbsp; สร้างรายได้&amp;nbsp; และเป็นแหล่งอาหารของคนเกาะลิบง&amp;nbsp; พวกเราจึงต้องช่วยกันดูแลทรัพยากรต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งแหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารของพะยูนและสัตว์น้ำวัยอ่อนต่างๆ&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนด้วย&amp;nbsp; เพราะเมื่อมีพะยูนอยู่มาก&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวก็อยากจะมาที่เกาะลิบง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานกลุ่มฯ หรือ &amp;lsquo;บังแอน&amp;rsquo; บอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากจะช่วยกันดูแลพะยูนและแหล่งหญ้าทะเลที่เกาะลิบงมานานหลายสิบปีโดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือและกำลังคนเท่าที่มีอยู่แล้ว&amp;nbsp; ในวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายนนี้&amp;nbsp; จะมีการเปิดตัว &amp;lsquo;โครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิตัลเพื่อการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง&amp;rsquo; ที่จังหวัดตรัง&amp;nbsp; ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่ชาวชุมชนตำบลเกาะลิบงจะมีเครื่องมือที่ทันสมัยมาดูแลฝูงพะยูนนั่นก็คือ&amp;nbsp; การใช้อากาศยานไร้คนขับหรือ &amp;lsquo;โดรน&amp;rsquo; มาบินสำรวจ&amp;nbsp; เพื่อเฝ้าดูแลการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อช่วยปกป้องแหล่งหญ้าทะเลและฝูงพะยูน&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;บังแอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวฯ เกาะลิบง&amp;nbsp; ได้รับการอนุมัติและสนับสนุนโครงการจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตัล (depa) &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อใช้โดรนในการถ่ายภาพทางอากาศ จำนวน 1 เครื่อง&amp;nbsp; ในวงเงินงบประมาณ 300,000 บาทเศษ โดยชุมชนร่วมออกเงินสมทบ 150,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เราจะใช้โดรนขึ้นบินตรวจพื้นที่จุดเสี่ยงที่อาจจะมีเรือประมงลักลอบเข้ามาเพื่อจับพะยูน&amp;nbsp; หรือมาขโมยตัดไม้บนเกาะเพื่อเอาไปขาย&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังใช้โดรนบินถ่ายภาพฝูงพะยูนแล้วต่อสัญญาณภาพมาที่จอโปรเจคเตอร์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ดู&amp;nbsp; ไม่ต้องนั่งเรือลงไปดูใกล้ๆ&amp;nbsp; เป็นการรบกวนพะยูน&amp;nbsp; และอาจทำให้พะยูนได้รับอันตราย&amp;nbsp; เพราะเมื่อก่อนเคยมีเรือสปีดโบ๊ตพานักท่องเที่ยวมาดูแล้วชนพะยูนตาย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากโดรนเพื่อปกป้องทรัพยากรและส่งเสริมการท่องเที่ยวบนเกาะลิบง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากการเปิดตัวโครงการดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; ในวันเดียวกันนี้จะมีการลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการส่งเสริม&amp;nbsp; สนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิตัลแก่ชุมชน&amp;nbsp; ระหว่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตัล&amp;nbsp; โดย ดร.ณัฐพล&amp;nbsp; นิมมานพัชรินทร์&amp;nbsp; ผอ. depa&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;โดยนายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&amp;nbsp; มีนายลือชัย&amp;nbsp; เจริญทรัพย์&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง&amp;nbsp; และนายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต&amp;nbsp; ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ร่วมแสดงความยินดีและเป็นสักขีพยานการลงนามในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ผมถือว่า&amp;nbsp; ปรากฏการณ์มาเรียมที่เกาะลิบงนี้&amp;nbsp; จะช่วยกระตุ้นให้สังคมสนใจและร่วมกันอนุรักษ์พะยูน&amp;nbsp; รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ&amp;nbsp; ทั้งในทะเลและบนบก&amp;nbsp; เพราะหลังจากที่มีภาพข่าวมาเรียมออกทางสื่อต่างๆ&amp;nbsp; ทำให้มีนักท่องเที่ยว&amp;nbsp; และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ&amp;nbsp; เข้ามาดูมาเรียมที่เกาะลิบงมากขึ้น&amp;nbsp; และหากเราไม่ช่วยกันปกป้องและอนุรักษ์พะยูนเอาไว้&amp;nbsp; พะยูนในท้องทะเลไทยก็อาจจะสูญพันธุ์ไป&amp;nbsp; นั่นหมายถึงคนที่หากินกับท้องทะเลก็จะต้องได้รับผลกระทบไปด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; สุวิทย์&amp;nbsp; อาสาสมัครพิทักษ์ดุหยงเกาะลิบงกล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38491</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ, ผอ.พอช., พะยูน, วิสาหกิจชุมชน, ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตัล (depa), อนุรักษ์ท้องทะเลไทย, เกาะลิบง  ไ, ‘ดุหยง’, ‘มาเรียม’</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190613/image_big_5d0244cec2226.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2019 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2019 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช. ร่วมภาคี Kick Off ปล่อยคาราวานสำรวจข้อมูลคนไร้บ้านทั่วประเทศ  เพื่อนำข้อมูลมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ / 9 หน่วยงานภาคีเครือข่ายร่วม Kick Off &amp;ldquo;ปล่อยคาราวานทีมสำรวจข้อมูลประชากรคนไร้บ้านทั่วประเทศ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ระยะที่ 2 รวม 16 จังหวัด เน้นพื้นที่ที่มีเส้นทางรถไฟวิ่งผ่าน&amp;nbsp; หลังจากที่ได้ลงพื้นที่สำรวจไปแล้วระยะแรก 60 จังหวัดตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา &amp;nbsp;พบคนไร้บ้าน 686 คน&amp;nbsp; เพื่อนำข้อมูลมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม &amp;nbsp;ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; ร่วมกับภาคีเครือข่าย &amp;nbsp;9 หน่วยงาน จัดกิจกรรม &amp;nbsp;Kick Off &amp;nbsp;ปล่อยคาราวานทีมสำรวจข้อมูลประชากรคนไร้บ้านทั่วประเทศ &amp;nbsp;เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำระบบฐานข้อมูลการวิจัยและการจัดการความรู้&amp;nbsp; สำหรับใช้เป็นแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;โดยมีนายไมตรี &amp;nbsp;อินทุสุต ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ &amp;nbsp;นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. และนายสุชิน เอี่ยมอินทร์ นายกสมาคมคนไร้บ้านแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;ร่วมเป็นประธาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ &amp;nbsp;เครือข่ายคนไร้บ้าน&amp;nbsp; และเครือข่ายภาคประชาชนเข้าร่วมงานประมาณ 150 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-2.3pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้&amp;nbsp; 9 หน่วยงานที่ร่วมเป็นภาคีความร่วมมือในการสำรวจข้อมูลกลุ่มคนไร้บ้าน &amp;nbsp;ประกอบด้วย 1. สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &amp;nbsp;2. กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ&amp;nbsp; 3. กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;4. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ&amp;nbsp; 5. สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp; 6. สมาคมคนไร้บ้าน &amp;nbsp;7. มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; 8. เครือข่ายสลัมสี่ภาค&amp;nbsp; และ 9. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; โดยได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือการสำรวจข้อมูลไปแล้วเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา &amp;nbsp;หลังจากนั้นจึงสำรวจข้อมูลร่วมกันในพื้นที่เขตเทศบาลทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวม 60 จังหวัด &amp;nbsp;พบว่ามีคนไร้บ้าน&amp;nbsp; รวม &amp;nbsp;686 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-2.3pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-2.3pt; text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการปล่อยคาราวานในวันนี้จะสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมในพื้นที่ 16 จังหวัด &amp;nbsp;โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีเส้นทางการเดินรถไฟ&amp;nbsp; เนื่องจากกลุ่มคนไร้บ้านมักจะเคลื่อนย้ายไปยังจังหวัดที่มีเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อไปยังจังหวัดอื่นๆ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;41 เส้นทาง &amp;nbsp;&amp;nbsp;จังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;ขอนแก่น &amp;nbsp;นครราชสีมา &amp;nbsp;อุดรธานี &amp;nbsp;นครสวรรค์ กาญจนบุรี &amp;nbsp;นครปฐม สมุทรสาคร &amp;nbsp;นนทบุรี &amp;nbsp;ปทุมธานี &amp;nbsp;&amp;nbsp;สมุทรปราการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชลบุรี&amp;nbsp; สุราษฎร์ธานี&amp;nbsp; นครศรีธรรมราช&amp;nbsp; และสงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-2.3pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต&amp;nbsp; ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มคนไร้บ้านนั้น&amp;nbsp; คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 8 มีนาคม&amp;nbsp; 2559 ให้กระทรวง พม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มคนไร้บ้าน&amp;nbsp; โดยให้สร้างศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านใน&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; เมืองใหญ่&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เชียงใหม่ และขอนแก่น&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายกลุ่มคนไร้บ้าน 698 ราย ใช้งบประมาณรวม 118&amp;nbsp; ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; โดยกระทรวง พม.มอบหมายให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ดำเนินการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้สร้างศูนย์ฟื้นฟูฯ เสร็จแล้ว 2 แห่ง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนที่ขอนแก่นกำลังดำเนินการ&amp;nbsp; และเตรียมสร้างเพิ่มเติมที่ จ.ปทุมธานีอีก 1 แห่ง &amp;nbsp;เพื่อให้ศูนย์เหล่านี้เป็นที่พักพิงชั่วคราวของคนไร้บ้าน &amp;nbsp;โดยจะมีการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; เพื่อให้คนไร้บ้านกลับคืนสู่สังคมได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางนภา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เศรษฐกร&amp;nbsp; อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ&amp;nbsp; กล่าวเพิ่มเติมว่า&amp;nbsp; กรมฯ ได้ทำงานร่วมกับ พอช. อย่างใกล้ชิด&amp;nbsp; และจากการดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านที่ผ่านมา&amp;nbsp; พบว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;ยังมีกลุ่มคนไร้บ้านอีกจำนวนมากที่ยังขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต &amp;nbsp;โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามสถานที่สาธารณะต่างๆ&amp;nbsp; กระจายอยู่ทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; 9 หน่วยงานจึงได้ร่วมกันสำรวจข้อมูลประชากรคนไร้บ้านในเขตเทศบาลทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 77 จังหวัด &amp;nbsp;โดยมีการปล่อยคาราวานเพื่อสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมในวันนี้ (16 พ.ค.) &amp;nbsp;เพื่อนำข้อมูลจากการสำรวจมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านอย่างยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสุชินทร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอี่ยมอินทร์&amp;nbsp; นายกสมาคมคนไร้บ้าน&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ที่มาของคนไร้บ้านมาจากหลายสาเหตุ&amp;nbsp; บางคนมีปัญหากับครอบครัว&amp;nbsp; มีโรคประจำตัว&amp;nbsp; พิการ&amp;nbsp; ครอบครัวรังเกียจ&amp;nbsp; เป็นผู้สูงอายุไม่มีคนดูแล&amp;nbsp; ตกงาน&amp;nbsp; ไม่มีรายได้&amp;nbsp; ไม่มีเงินค่าเช่าบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางคนเพิ่งออกมาจากคุกไม่มีทางไป&amp;nbsp; บางคนชอบอิสระ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ชอบทำงาน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จึงต้องออกมาใช้ชีวิตเร่ร่อน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามที่สาธารณะ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ริมถนน&amp;nbsp; สวนหย่อม&amp;nbsp; สถานีรถไฟ&amp;nbsp; ใต้สะพานลอย&amp;nbsp; สถานีขนส่ง&amp;nbsp; ฯลฯ ส่วนใหญ่มีรายได้จากการเก็บขยะรีไซเคิลต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขวด กระป๋องเครื่องดื่ม&amp;nbsp; เศษกระดาษ&amp;nbsp; และมีปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สุขภาพไม่ดี&amp;nbsp; ไม่มีบัตรประชาชนหรือบัตรหาย&amp;nbsp; เมื่อเจ็บป่วยไปหาหมอไม่ได้&amp;nbsp; ทำให้เข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ถ้ามีการสำรวจข้อมูลคนไร้บ้านได้ทั่วประเทศก็จะดี&amp;nbsp; จะได้เอาข้อมูลมาใช้แก้ไขปัญหา&amp;nbsp; เพราะที่ผ่านมาเรามีแต่ข้อมูลเก่า&amp;nbsp; ตัวเลขเก่า&amp;nbsp; แต่ผมเชื่อว่าคนไร้บ้านทั่วประเทศคงจะมีเป็นหมื่นคน&amp;nbsp; โดยเฉพาะช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี&amp;nbsp; จะมีคนตกงานกลายมาเป็นคนไร้บ้านมากขึ้น&amp;nbsp; โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้คนไร้บ้านไม่ใช่จะมีแต่คนแก่เท่านั้น&amp;nbsp; คนวัยทำงานก็ออกมาเป็นคนไร้บ้านมากขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายกสมาคมคนไร้บ้านกล่าว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบันกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; โดย พอช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สนับสนุนการจัดสร้าง &amp;ldquo;ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้าน&amp;rdquo; ที่จังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อกลางปี 2561 &amp;nbsp;สามารถรองรับคนไร้บ้านได้ประมาณ 50 คน&amp;nbsp; ทำให้คนไร้บ้านในจังหวัดเชียงใหม่มีที่พักพิง&amp;nbsp; มีทั้งห้องพักส่วนตัวและห้องพักรวม&amp;nbsp; มีการฝึกอาชีพต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำการเกษตร&amp;nbsp; เลี้ยงไก่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่วนที่ขอนแก่น กำลังดำเนินการก่อสร้าง&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีศูนย์พักคนไร้บ้าน&amp;nbsp; สุวิทย์&amp;nbsp; วัดหนู&amp;nbsp; เขตบางกอกน้อย, ศูนย์พักคนไร้บ้านตลิ่งชัน&amp;nbsp; และโครงการบ้านหลังแรกของคนไร้บ้านที่บริเวณริมทางรถไฟย่านถนนพุทธมณฑลสาย &amp;nbsp;2&amp;nbsp; ดำเนินงานโดยมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยและเครือข่ายสลัม 4 ภาค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้แผนงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มคนไร้บ้าน&amp;nbsp; ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)&amp;nbsp; ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพื่อใช้เป็นกรอบในการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะยาว&amp;nbsp; และเสริมสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp; และครอบคลุมทุกมิติ&amp;nbsp; มีเป้าหมายทั้งหมดประมาณ 3 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ รับผิดชอบประมาณ&amp;nbsp; 1.05 ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคง บ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; คนไร้บ้าน ฯลฯ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการเคหะแห่งชาติรับผิดชอบ &amp;nbsp;2.27 ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านเอื้ออาทร&amp;nbsp; บ้านการเคหะฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้าน จ.เชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทีมสำรวจข้อมูลคนไร้บ้านลงพื้นที่ในกรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36083</URL_LINK>
                <HASHTAG>Kick Off, กระทรวง พม., กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ, คนไร้บ้าน, ผอ.พอช., ศูนย์ฟื้นฟู, เชียงใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190517/image_big_5cde1d8842c29.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2019 18:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2019 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติครั้งที่ 11 เสนอ 7 ประเด็นสำคัญหลักสู่การแก้ไขปัญหาทางนโยบาย                                                   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน / ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติครั้งที่ 11 ชูประเด็น &amp;ldquo;สภาองค์กรชุมชน ร่วมสร้างประเทศ สู่การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;  เพื่อนำข้อเสนอที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ เช่น ปัญหาการจัดการน้ำ-ที่ดิน-ป่าไม้-ยางพารา-สังคมผู้สูงวัย ฯลฯ เสนอต่อกระทรวง พม.-ครม.เพื่อแก้ไขปัญหา นอกจากนี้เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมยังยื่นข้อเสนอต่อพรรคการเมืองเพื่อนำไปสู่นโยบายการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สภาองค์กรชุมชนตำบลเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งส่งเสริมให้องค์กรชุมชนในตำบลเกิดความเข้มแข็งสมาชิกองค์กรชุมชน และประชาชนทั่วไปในตำบลสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมาในแต่ละตำบล เพื่อเป็นเวทีในการปรึกษาหารือ เวทีในการวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่น และสามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานรัฐ ทั้งในระดับจังหวัด รวมถึงคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการได้ โดยจะมีการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ถือเป็น &amp;lsquo;สภาของประชาชน&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยในปีนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 11 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30-31 มกราคม 2562 ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ถนนนวมินทร์ กรุงเทพฯ ใช้ชื่อการประชุมครั้งนี้ว่า &amp;ldquo;สภาองค์กรชุมชน ร่วมสร้างประเทศ สู่การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; โดยมีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลที่มาจากตัวแทนแต่ละจังหวัดๆ ละ 2 คน รวมทั้งตัวแทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมทั้งหมดประมาณ 200 คน โดยมี พลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมรับฟังข้อเสนอจากที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนเพื่อนำไปเสนอต่อ รมว.พม.ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พลเอกสุรสักดิ์ ศรีศักดิ์ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ ถือเป็นสุดยอดในการมารวมตัวกัน เพื่อขับเคลื่อนให้พี่น้องในพื้นที่ได้รับประโยชนอย่างเต็มที่ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้รัฐบาลได้เห็น ทุกคนมาทำงานด้วยจิตอาสา ไม่ได้มีเงินเดือน แต่ได้ความภาคภูมิใจ ที่ได้ทำงานให้กับถิ่นเกิด เป็นสิ่งที่ดีภายใต้กรอบระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ทุกคนมีความเข้มแข็ง เป็นตัวแทนของตำบล เป็นผู้ได้รับความไว้วางใจ ในการมานำเสนอผลกระทบจากนโยบายของรัฐ และความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายชูชาติ ผิวสว่าง ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการจดแจ้งและจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้วประมาณ 7,300 แห่ง ส่วนบทบาทที่สำคัญของสภาองค์กรชุมชนมีทั้งหมด 12 ด้าน เช่น ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกองค์กรชุมชนอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของชุมชนและของชาติ ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐในการจัดการ บำรุงรักษา การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้สภาฯ ยังสามารถเสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไขและการพัฒนาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในการจัดทำแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือจัดให้มีเวทีการปรึกษาหารือกันของประชาชน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่มีผลหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน ทั้งนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้ดำเนินการหรือเป็นผู้อนุญาตให้ภาคเอกชนดำเนินการต้องนำความเห็นดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาด้วย&amp;rdquo; นายชูชาติ กล่าวถึงหน้าที่ของสภาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายชูชาติ กล่าวต่ออีกว่า &amp;ldquo;ตามมาตรา 32 กำหนดให้ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ (1) กำหนดมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งและการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนในระดับตำบลให้เกิดความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้เพื่อเสนอให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ (2) ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและกฎหมาย รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลต่อพื้นที่มากกว่าหนึ่งจังหวัดทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม และ (3) สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ได้พบเจอและข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้สาระสำคัญของการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติในครั้งนี้ ได้เสนอความคืบหน้าการดำเนินตามมาตรา 32&amp;nbsp; ประจำปี 2560 ตามมาตรา 32 (2) ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและกฎหมาย รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลต่อพื้นที่มากกว่าหนึ่งจังหวัดทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม จำนวน 7 ประเด็น ดังนี้ 1) สิทธิชุมชนกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2) ผลกระทบพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2560 3) ผลกระทบจากพระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558 และฉบับเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 4) การแก้ปัญหายางพารา 5) การจัดการปัญหาที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม 6) สังคมไทยกับการพัฒนาระบบรองรับสังคมสูงวัย และ 7) ความมั่นคงทางอาหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในการประชุมครั้งนี้ได้เห็นความคืบหน้าการดำเนินงานตาม มาตรา 32 ทั้งความคืบหน้าการดำเนินของหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สภาองค์กรชุมชนและขบวนองค์กรชุมชนที่ดำเนินการเอง และการสนับสนุนและดำเนินการของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนต่อการขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าว ตามมาตรา 32 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็มีการรวบรวมข้อมูลสังเคราะห์ ตามมาตรา 32&amp;nbsp; มาจากแต่ละภาค 5 ภาค มาตรา 32 (2) จำนวน 15 ประเด็น มาตรา 32 (3) จำนวน 15 ประเด็น&amp;nbsp; ที่ประชุมมีมติให้คณะกรรมการดำเนินการกิจการสภาองค์กรชุมชน ไปดำเนินการและจัดกระบวนการพิจารณาจัดทำข้อเสนอให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นต่อไป รวมทั้งการวางแผนการขับเคลื่อนข้อเสนอทางนโยบายและประเด็นปัญหาที่ประสบอยู่ ก่อนที่จะมีการเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ รับมอบข้อเสนอจากการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ มีการจัดเวทีสาธารณะการเสนอแนะและแลกเปลี่ยนนโยบายขบวนสภาองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมกับพรรคการเมืองที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้า เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ โดยมีเครือข่ายภาคประชาชนเข้าร่วมประมาณ 200 คน และมีผู้แทนพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วมจำนวน 16 พรรค ทั้งนี้ผู้แทนพรรคการเมืองแต่ละพรรคได้ร่วมเสนอนโยบายของพรรคในหัวข้อ &amp;ldquo;พรรคการเมืองกับนโยบายการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะที่ผู้แทนจากสภาองค์กรชุมชนทั้ง 5 ภาคและภาคประชาสังคม ได้รวบรวมข้อเสนอเพื่อยื่นต่อพรรคการเมืองทุกพรรคที่มาร่วมงาน ที่เน้น &amp;ldquo;การกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจังหวัดจัดการตนเอง&amp;rdquo; โดยมีการรวบรวมข้อเสนอมาจากเครือข่ายที่สำคัญ จำนวน 16 องค์กร/เครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน, เครือข่ายผู้หญิง, เครือข่ายขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย ฯลฯ โดยมีประเด็นสำคัญในการเสนอจำนวน 12 ประเด็น ดังนี้ 1) สิทธิชุมชนกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2) การแก้ปัญหายางพารา 5) การจัดการปัญหาที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม 6) สังคมไทยกับการพัฒนาระบบรองรับสังคมสูงวัย และ 7) ความมั่นคงทางอาหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก 8)รัฐกับการสร้างความมั่นคงในชีวิตของผู้หญิงและเส้นทางสู่ความเสมอภาคหญิงชาย 9) ส่งเสริมสิทธิของประชากรกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง 10) นโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน 11) แรงงานนอกระบบ และ 12) การแก้ไขปัญหาประมงพื้นบ้านและทะเลชายฝั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ตัวแทนพรรคการเมืองรับมอบข้อเสนอจากภาคประชาสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28071</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวง พม., ครม., ตำบลระดับชาติครั้งที่ 11, นายชูชาติ  ผิวสว่าง, ผอ.พอช., พลเอกสุรศักดิ์  ศรีศักดิ์, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190201/image_big_5c54058bbc301.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/12/2018 19:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/12/2018 19:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.คมนาคม-พม.มอบของขวัญปีใหม่ ‘สัญญาเช่าที่ดิน รฟท.’ ให้ชุมชนตลาดบ่อบัว ด้าน พอช.สนับสนุนงบ 7 ล้านบาทสร้างบ้านมั่นคงบนที่ดินรถไฟ 99 ครอบครัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ฉะเชิงเทรา/ กระทรวงคมนาคม-พม.มอบของขวัญปีใหม่สัญญาเช่าที่ดินการรถไฟฯ 6 ไร่เศษให้ชาวชุมชนตลาดบ่อบัว จ.ฉะเชิงเทรา เช่าระยะยาว 30 ปี ขณะที่ พอช.มอบงบ 7 ล้านบาทสนับสนุนสร้างบ้านมั่นคง 99 ครัวเรือน รวมทั้งมอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ รวม 2,562 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;วันนี้ (26 ธันวาคม) ที่ชุมชนตลาดบ่อบัว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา มีพิธีมอบสัญญาเช่าที่ดินการรรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้กับชาวชุมชนตลาดบ่อบัว โดยมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายวรพจน์ แววสิงห์งาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พมจ.ฉะเชิงเทรา นายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ผู้แทนเครือข่ายสลัมสี่ภาค ชาวชุมชนตลาดบ่อบัว และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานประมาณ 200 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจที่โครงการมอบสัญญาเช่าที่ดินให้ชาวชุมชนตลาดบ่อบัวสำเร็จลงได้เพราะความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งกระทรวงคมนาคม พม. และ พอช.ที่ร่วมกันขับเคลื่อน โดยเฉพาะโครงการบ้านมั่นคงที่จะมารองรับชาวชุมชนบ่อบัวหลังจากที่ได้สัญญาเช่าที่ดินแล้ว โดยมีระยะเวลาเช่าช่วงแรก 30 ปี หลังจากนั้นกระทรวงคมนาคมและการรถไฟก็จะไม่ทอดทิ้งประชาชน เหมือนกับที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พูดว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขณะเดียวกันชาวชุมชนตลาดบ่อบัวก็จะต้องร่วมกันพัฒนาที่อยู่อาศัยตรงนี้ให้มีความสวยงาม น่าอยู่ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะต้องช่วยกันส่งเสริมเรื่องอาชีพของชาวชุมชน รวมทั้งเรื่องการศึกษาของลูกหลานซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเพื่อให้เติบโตมีงานทำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ส่วนข้อตกลงกับเครือข่ายสลัมสี่ภาคในเรื่องการขอเช่าที่ดินจากการรถไฟฯ ในจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ชาวชุมชนได้อยู่อาศัยอย่างมั่นคง เช่นเดียวกับชาวชุมชนตลาดบ่อบัวนั้น ขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ในระหว่างการเร่งรัดดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยตามนโยบายของรัฐบาล&amp;rdquo; รมว.คมนาคมกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม นอกจากชุมชนตลาดบ่อบัวที่ได้สัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟฯ แล้ว ยังมีชุมชนรอบเมือง 2/1 อ.เมือง จ.ขอนแก่น รวม 40 ครอบครัว และชุมชนหนองยวง จ.ตรัง รวม 26 ครอบครัว ที่ได้รับอนุมัติเบื้องต้นจากคณะกรรมการการรถไฟฯ ให้เช่าที่ดินแล้วเช่นกัน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการทำสัญญา นอกจากนี้การดำเนินโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. ตั้งแต่ปี 2546-2561 จำนวน 545 โครงการ รวม 55,226 ครัวเรือน ในจำนวนนี้เป็นที่ดินของการรถไฟฯ จำนวน 103 โครงการ รวม 10,240 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;พลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ผช.รมว.พม. กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและบริการของรัฐ โดยเน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้ด้อยโอกาส เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงความมั่นคงในที่อยู่อาศัย โดยรัฐบาลได้มอบให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; มีเป้าหมายภายในปี 2579 คนไทยทุกคนจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;แต่ปัญหาที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในที่ดินของรัฐ เช่น ที่จังหวัดตราดเป็นที่ดินของกรมเจ้าท่า ประชาชนเข้าไปสร้างบ้านอยู่อาศัย ดังนั้นจึงต้องมีความร่วมมือในระดับทวิภาคี เป็นความร่วมมือของหลายฝ่าย เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง กระทรวง พม. เพื่อทำตามนโยบายเรื่องที่อยู่อาศัยของรัฐบาล วันนี้จึงถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่หลายหน่วยงานมาร่วมกัน และมอบของขวัญให้แก่ประชาชน&amp;rdquo; พลเอกสุรศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นางจินดา พุ่มเจริญ ผู้นำชุมชนตลาดบ่อบัว เล่าว่า ชาวชุมชนชุมชนตลาดบ่อบัวอยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟมานานประมาณ 60 ปี ส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขายในตลาดบ่อบัว ตอนแรกชุมชนมีสัญญาเช่าที่ดินกับการรถไฟฯ แต่ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 การรถไฟฯ ไม่ต่อสัญญาเช่าที่ดินให้กับชาวชุมชน เพราะต้องการให้เอกชนรายใหญ่เช่าที่ดินเพื่อพัฒนาสร้างรายได้ให้แก่การรถไฟฯ ชาวชุมชนจึงรวมตัวกันเรียกร้องมาตลอดเพื่อขอเช่าที่ดินจากการรถไฟเพื่ออยู่อาศัยในที่ดินเดิม แต่ชาวชุมชนบางส่วนได้จัดทำโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. แล้วย้ายไปซื้อที่ดินใหม่เพื่อปลูกสร้างบ้าน ขณะที่ชาวชุมชนเดิมได้เข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายสลัมสี่ภาคตั้งแต่ปี 2557 และร่วมเจรจาต่อรองเพื่อขอเช่าที่ดินจากการรถไฟฯ จนประสบผลสำเร็จในที่สุด โดยคณะกรรมการการรถไฟฯ มีมติให้ชุมชนตลาดบ่อบัวเช่าที่ดินเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ผู้นำชุมชนตลาดบ่อบัวบอกด้วยว่า ตามแผนงานชาวชุมชนตลาดบ่อบัวจะทยอยรื้อบ้านเก่าที่มีสภาพทรุดโทรมเพื่อสร้างบ้านใหม่ประมาณช่วงต้นปี 2562 ขนาดที่ดินครอบครัวละ 12 ตารางวา แบบบ้านมี 2 แบบ คือ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ราคาประมาณ 390,000 บาท และบ้านแฝด 2 ชั้น ราคาประมาณ 410,000 บาท รวมทั้งหมด 99 ครอบครัว ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 1 ปี โดยก่อนหน้านี้ชาวชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2557 ออมเพื่อสร้างบ้านเดือนละ 600-1,000 บาท ขณะนี้มีเงินออมรวมกันประมาณ 800,000 บาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้การจัดงานในวันนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการมอบของขวัญปีใหม่ 2562 จากรัฐบาลให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อย โดยใช้ชื่องานว่า &amp;ldquo;ประชารัฐร่วมใจ มอบที่อยู่อาศัยที่ยั่งยืน&amp;rdquo; โดย รมว.คมนาคมมอบสัญญาเช่าที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณชุมชนตลาดบ่อบัว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 6.7 ไร่ ระยะเวลาเช่า 30 ปี อัตราค่าเช่า 20 บาท/ตารางเมตร/ปี (ปรับอัตราค่าเช่าขึ้น 5% ทุก 5 ปี โดย 2 ปีแรกจะคิดค่าเช่า 50%) เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ชาวชุมชนตลาดบ่อบัว จำนวน 99 ครัวเรือน โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณตามโครงการบ้านมั่นคง รวมทั้งหมด 7.1 ล้านบาทเศษ แยกเป็นงบพัฒนาสาธารณูปโภค 4.45 ล้านบาท (ครัวเรือนละ 45,000 บาท) งบอุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย 2.47 ล้านบาท (ครัวเรือนละ 25,000 บาท) ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ในงานวันนี้ยังมีการลงนามในบันทึกความร่วมมือการพัฒนา &amp;ldquo;โครงการบ้านมั่นคงในที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย&amp;rdquo; ระหว่างการรถไฟฯ กระทรวงคมนาคม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ขบวนองค์กรชุมชน จ.ฉะเชิงเทรา เครือข่ายสลัม 4 ภาค และจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในที่ดินของการรถไฟฯ บริเวณชุมชนตลาดบ่อบัว ให้มีความมั่นคง สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน รวมทั้งร่วมกันดูแลสภาพแวดล้อม โดยมีกฎ ระเบียบในการอยู่อาศัยร่วมกัน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากการมอบสัญญาเช่าที่ดินการรถไฟฯ ให้ชาวชุมชนตลาดบ่อบัวแล้ว กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และ พอช.ยังมีเป้าหมายในการมอบที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2562 รวม 2,562 ครัวเรือน โดยแยกเป็น บ้านมั่นคง จำนวน 1,115 หลังคาเรือน บ้านพอเพียงชนบท จำนวน 1,235 หลังคาเรือน และบ้านประชารัฐริมคลองลาดพร้าว จำนวน 212 หลังคาเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับของขวัญปีใหม่ที่มอบให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยไปแล้ว เช่น จังหวัดสุโขทัย มอบบ้านมั่นคงเมืองจำนวน 486 หลังคาเรือน บ้านพอเพียงชนบท จำนวน 221 หลังคาเรือน รวม 707 หลังคาเรือน จังหวัดหนองคาย พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม. มอบบ้านพอเพียงชนบท จำนวน 150 หลังคาเรือน เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จังหวัดจันทบุรี มอบบ้านมั่นคงเมือง จำนวน 186 หลังคาเรือน มอบเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม จังหวัดตรังมอบบ้านมั่นคง จำนวน 180 หลังคาเรือน บ้านพอเพียงชนบท จำนวน 332 หลัง รวม 512 หลังคาเรือน มอบในวันที่ 21 ธันวาคม, บ้านพอเพียงชนบทจังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 220 หลัง จะมอบในวันที่ 11 มกราคม 2562 และบ้านมั่นคงริมคลองลาดพร้าว จำนวน 212 หลัง จะมอบในวันที่ 21 มกราคม 2562 ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้การพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบทของ พอช. เป็นการดำเนินงานตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปีของกระทรวง พม. (พ.ศ.2560-2579) จำนวน 1,053,702 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25151</URL_LINK>
                <HASHTAG>ของขวัญปีใหม่, จ.ฉะเชิงเทรา, ชุมชนตลาดบ่อบัว, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, บิ๊กพม., ผอ.พอช., รมว.คมนาคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181226/image_big_5c236d2d17fe8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
