<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75060</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2020 11:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;บั๊ดดี้ โฮมแคร์&quot;..โมเดลดูแลผู้สูงวัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ นำโดย &amp;ldquo;สว่าง แก้วกันทา&amp;rdquo; ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ เข้ารับรางวัล Healthy Aging Prize for Asian Innovation (HAPI) ครั้งที่ 1 จากองค์กร Healthy Aging Prize for Asian Innovation (HAPI) จากผลงาน &amp;ldquo;บั๊ดดี้ โฮมแคร์&amp;rdquo; (Buddy HomeCare) ของประเทศไทย ในกลุ่มรางวัล Grand Prize ในประเภทเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเป็นการคัดเลือกผลงานจากผู้สมัครมากกว่า 130 รายจาก 12 ประเทศและภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจุดเด่นของผลงานที่ได้รับรางวัลนั้นมาจากการออกแบบแอปพลิเคชันในการตรวจติดตามและดูแลผู้สูงอายุ เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลสุขภาพด้านต่างๆ ของผู้สูงวัยให้กับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องได้รับทราบอย่างทันท่วงที อีกทั้งการจัดอบรมให้กับนักเรียนชาวเขาที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุรับสังคมสูงวัย ส่วนหนึ่งเพื่อให้เด็กกลุ่มนี้มีรายได้ และก่อให้เกิดจิตอาสาในการดูแลเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุที่อยู่ในจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย และรางวัลดังกล่าวนี้ถือเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในการตอบสนองความท้าทายกับการเผชิญปัญหาให้กับผู้สูงวัยได้เป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวโมโมโกะ อาชิ Japan Center for International Exchange (JCIE) กล่าวว่า &amp;ldquo;สำหรับการมอบรางวัลนี้จัดขึ้นเป็นเครื่องแรก และรางวัล HAPI&amp;nbsp;เป็นการมอบรางวัลเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรับรู้ และขยายผลเชิงนโยบายทางด้านนวัตกรรม โครงการ และบริการต่างๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อความท้าทายในการเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผอ.สว่าง แก้วกันทา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน &amp;ldquo;ผอ.สว่าง แก้วกันทา&amp;rdquo; ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ บอกว่า &amp;ldquo;จุดเริ่มต้นของรางวัลนี้เริ่มจากการงานของมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยได้ทำงานดูแลผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งที่ผ่านมาเราใช้การระดมทุนในการลงทุนเพื่อให้การดำเนินงานของมูลนิธิดำเนินธุรกิจได้ในรูปเพื่อสังคม หรือการทำงานแบบอะลุ่มอล่วย คิดค่าไม่บริการที่ไม่แพง และก่อนหน้านี้เราได้รับทุนจากประเทศเกาหลีและในอาเซียน เพื่อนำมาดูแลผู้สูงอายุที่ยากจน จากการดำเนินงานที่ผ่านมาทำให้เราเห็นว่าไม่ใช่แค่การดูแลผู้สูงวัยที่มีฐานะยากจนเท่านั้น แต่ยังคนสูงวัยที่มีฐานดีและมีกำลังจ่ายก็จำเป็นต้องดูแลเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงได้เกิดเป็นทีม &amp;ldquo;บั๊ดดี้ โฮมแคร์&amp;rdquo; (Buddy HomeCare) หรือระบบจัดการและดูแลสุขภาพชุมชน เพื่อเจาะกลุ่มของผู้สูงวัยที่มีกำลังจ่าย (คิดราคาไม่แพง) แต่ไม่สามารถใช้บริการด้านสุขภาพจากภาคธุรกิจเอกชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาเราได้นำเงินค่าบริการของผู้สูงอายุที่ได้มาไปใช้จัดสวัสดิการในการดูแลผู้สูงวัยในสลัม และอีกส่วนหนึ่งเราได้จัดโครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงวัย โดยให้เด็กชาวเขาที่ผ่านการอบรมใช้เวลาว่างช่วงเสาร์และอาทิตย์ หรือสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อลงพื้นที่เยี่ยมบ้านผู้สูงอายุในชุมชนแออัดเช่นกัน อีกทั้งทางมูลนิธิได้พัฒนาแอปพลิเคชัน โดยการจ้างทีมของบริษัทที่พัฒนาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งความพิเศษของแอปพลิเคชันดังกล่าวนั้นมีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและการดูแลสุขอนามัยของผู้สูงวัย ตลอดจนการตรวจติดตามผลด้านสุขภาพของผู้สูงวัยบนอุปกรณ์สมาร์ทโฟนต่างๆ เพื่อให้ผู้บริหารโครงการ ทีมแพทย์และพยาบาล ได้รับทราบข้อมูลอย่างทันท่วงที และเป็นข้อมูลที่ทันสมัย รวดเร็ว รวมถึงยังได้มีการอบรมพนักงานแคร์กิฟเวอร์ที่อยู่ในทีมบั๊ดดี้ โฮมแคร์ ให้เก็บข้อมูลสุขภาพของผู้สูงวัยลงในอุปกรณ์สมาร์ทโฟนและเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยอีกด้วย ที่สำคัญการส่งเสริมให้มีบั๊ดดี้ โฮมแคร์นั้น ยังช่วยทำให้เด็กชาวเขามีรายได้ มีงานทำ ช่วยพ่อแม่ปลอดหนี้สินได้เช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันตอนนี้ทั่วโลกมีผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 65 ปี) คิดเป็นประมาณ 75 ล้านคน และในอีก 10 ปีข้างหน้าประชากรผู้สูงอายุก็จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10% ประกอบกับในผู้สูงอายุ 100 คนจะมีประมาณ 10-15% ที่ต้องอยู่ในภาวะพึ่งพิง หรือคิดเป็นประมาณ 1-2 คน ดังนั้นแม้ตัวเลขของการพึ่งพิงลูกหลานจะอยู่ในอัตราส่วนที่ไม่มากนัก แต่ถ้าเทียบกับสัดส่วนของคนส่วนใหญ่นั้น ผู้สูงวัยก็ยังต้องการการดูแล ประกอบกับสังคมไทยมีลูกน้อยลงเรื่อยๆ เห็นได้จากอัตราการเกิดที่น้อยลง ดังนั้นเราจะทำอย่างไรเพื่อให้สังคมเกิดการปรับเปลี่ยนในการดูแลผู้สูงวัยท่ามกลางสังคมที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75060</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, บั๊ดดี้ โฮมแคร์, ผอ.สว่าง แก้วกันทา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200820/image_big_5f3e5da84635f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
