<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119656</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 17:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการ มช.ลงพื้นที่ผันน้ำยวม แนะรัฐทบทวนอีไอเอ-ชะลอโครงการ เยาวชนสำรวจระบบนิเวศร่วมปกป้องธรรมชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.64 - ดร.ชยันต์&amp;nbsp;วรรธนะภูติ หัวหน้าศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Regional Center for Social Science and Sustainable Development : RCSD) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลแนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการผันน้ำยวม ว่าได้เดินทางพร้อมคณะไปที่บ้านแม่งูด อำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะเป็นปากอุโมงค์ผันน้ำมาลงอ่างเขื่อนภูมพล โดยสิ่งที่พบคือชาวบ้านบอกว่าถูกหลอกโดยมีคนที่อ้างว่าเป็นสื่อมวลชนมาถ่ายทำความคิดเห็นของชาวบ้าน และชาวบ้านต่างบอกว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้เนื่องจากไม่มีส่วนร่วมใดๆ แต่เมื่อนำไปเสนอข่าวกลับบอกว่าชาวบ้านเห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ชยันต์กล่าวว่า ที่ผ่านมามีหน่วยงานรัฐเข้ามาสอบถามชาวบ้านแต่ชาวบ้านไม่เข้าใจเพราะไม่มีใครได้รับข้อมูลหรือเห็นรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA นอกจากชาวบ้านแม่งูดที่ไม่รู้ข้อมูลแล้ว ยังมีชาวบ้านรอบๆพื้นที่อีกหลายหมู่บ้านก็ยังไม่รู้เรื่องเลย แต่ชาวบ้านมีความเด็ดเดี่ยวที่จะร่วมกันคัดค้านโครงการผันน้ำครั้งนี้ &amp;nbsp;สาเหตุที่พวกเขาไม่เห็นด้วยนอกจากการไม่มีส่วนร่วมแล้ว โครงการนี้ยังซ้ำเติมพวกเขาอีกครั้งเพราะชาวบ้านเคยถูกอพยพจากการสร้างเขื่อนภูมิพลเมื่อ 2507 มาแล้ว จนกลายเป็นนิคมฯในพื้นที่ป่าสงวน ทุกวันนี้พวกเขาได้ลงหลักปักฐานจนมีรายได้จากสวนลำใยซึ่งได้ผลผลิตดีและยังเลี้ยงวัวโดยปล่อยให้หากินในป่า นอกจากนี้ยังมีรายได้จากของป่า ซึ่งหากถูกขุดเจาะอุโมงค์และกลายเป็นกองดินถมป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;น้ำในอ่างเก็บน้ำที่จะเพิ่มขึ้น ชาวบ้านเชื่อว่าต้องท่วมบ้านและสวนของพวกเขาที่อยู่ขอบอ่าง เหมือนครั้งหนึ่งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่นับสิบวันทำให้ต้นลำใยเสียหายและช่วงเวลาก่อสร้างโครงการที่มีการสร้างถนนและขุดเจาะอุโมงค์ย่อมทำให้เกิดมลภาวะ ที่แน่ๆคือความเป็นอยู่ที่สบายอย่างเพียงพอ ก็จะเปลี่ยนไปอีกครั้ง เขาจึงได้ยื่นหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อคัดค้านโครงการนี้แล้ว แต่ไม่ได้รับคำตอบใดๆ&amp;rdquo;ดร.ชยันต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าศูนย์ RCSD กล่าวว่า คณะได้ลงพื้นที่หมู่บ้านแม่เงา อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นโครงการโดยจะมีการกั้นลำน้ำยวมเพื่อสร้างเขื่อนและอ่าง นอกจากนี้ยังมีสถานีสูบน้ำและอุโมงค์ โดยสถานการณ์ของชาวบ้านไม่มีต่างประจากชาวบ้านแม่งูด โดยชาวบ้านมีความตื่นตัวมากทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง เยาวชนและกลุ่มผู้หญิง ซึ่งพวกเขาชี้ให้เห็นการทำงานของมหาลัยวิทยาลัยที่เข้ามาเก็บข้อมูล EIA ที่ส่งนักศึกษาเข้ามาแต่ข้อมูลไม่ครบถ้วน ทั้งๆที่เป็นเรื่องใหญ่ของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างเขื่อนและสถานีสูบน้ำ รวมทั้งการขุดเจาะอุโมงค์ที่ต้องมีกองดินขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อมีการสร้างเขื่อนและอ่างปริมาณน้ำจะเอ่อท้นขึ้นมาเป็นปัญหาที่สำคัญของชาวบ้าน เขาเชื่อว่าปลาขนาดใหญ่หรือปลาเล็กที่เคยอพยพมาจากแม่น้ำสาละวิน ก็จะเข้ามาไม่ได้อีก รวมถึงหอยน้ำและสัตว์น้ำอย่างอื่น รวมถึงพืชผักริมน้ำที่ชาวบ้านพึ่งพาก็จะหายไป ชาวบ้านที่นี่ไม่ได้ไร่หมุนเวียนหรือการเลี้ยงวัว พวกเขามีวิถีชีวิตโดยคนเหล่านี้เคยเป็นแรงงานในเหมืองแร่ริมน้ำยวม หลายคนไม่สามารถอ่านหนังสือไทยได้ เพราะฉะนั้นการที่ทีมจัดทำ EIA เข้ามาเขาจึงไม่เข้าใจข้อมูลที่มีแต่ภาษาไทย และใน EIA เขียนว่ามี 4 ครอบครัวที่จะได้รับผลกระทบจากการขุดเจาะอุโมงค์ แต่จริงๆแล้วมีมากกว่านั้น&amp;rdquo;ดร.ชยันต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ชยันต์กล่าวว่า เคยมีบทเรียนกรณีปากมูน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งคณะกรรมการเขื่อนโลกเสนอให้ทำการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยให้ตั้งกรรมการขึ้นมาจากทั้งสองซึ่งเป็นที่ยอมรับ โดยศึกษาทั้งด้านปลา เศรษกิจและสังคม แล้วมานำเสนอให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับ แต่สุดท้ายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ไม่ยอมรับรายงานฉบับนี้จึงเกิดการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ และชาวบ้านได้ร่วมกันทำ EIA ของตัวเอง กลายเป็นงานวิจัยไทบ้านนำเสนอต่อเวทีสาธารณะ จนทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถโต้เถียงข้อมูลของชาวบ้านได้ ตอนนั้นรัฐบาลไม่ยอมทำตามมติ แต่ชาวบ้านก็ได้เสนอข้อเท็จจริงเป็นรูปธรรมซึ่งเป็นบทเรียนน่าสนใจ รัฐบาลควรให้ชาวบ้านเลือก ตอนหลังเขาจึงยอมเปิดประตูเขื่อนเพื่อให้ปลาเข้ามาตามฤดูกาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญมันเป็นประเด็นที่สังคมได้รับรู้มากขึ้น การทำโครงการขนาดใหญ่ถ้าขาดการมีส่วนร่วมที่น่าเชื่อถือ รัฐบาลควรให้ความสำคัญเรื่องนี้ อย่างเรื่องรายได้ของชาวบ้านแม่งูดที่ต้องสูญเสียไปนั้นมีเท่าไร หรือชาวบ้านน้ำเงาที่แม่น้ำเงาและยวมไหลไปรวมกับสาละวินเป็นระบบนิเวศที่สำคัญมากของทั้ง 3 แม่น้ำ เมื่อมีการสร้างเขื่อนแล้วจะเป็นย่างไร พื้นที่บริเวณนี้ชาวบ้านเขารู้ละเอียด เราจะเข้าไปช่วยชาวบ้านในการเก็บข้อมูล ทำงานวิจัยร่วมกัน ต้นเดือนพฤศจิกายนเราเข้าไปบ้านแม่งูดอีกครั้งเพื่อวางแผน ดังนั้นรัฐบาลควรชะลอโครงการนี้เพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบด้านก่อน&amp;ldquo;ดร.ชยันต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเครือข่ายเยาวชนและผู้นำชาวบ้าน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 20 คน ได้ร่วมกันลงพื้นที่เพื่อสำรวจระบบนิเวศแม่น้ำยวม-เงา ที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยได้ลงเรือที่จุดบรรจบแม่น้ำเงา ล่องตามแม่น้ำยวมราว 10 กิโลเมตร ผ่านหมู่บ้านท่าเรือที่จะจมใต้อ่างเก็บน้ำ ไปถึงแก่งผาแดง ใกล้กับจุดสร้างเขื่อนแม่น้ำยวม ก่อนที่แม่น้ำยวมจะไหลลงสู่แม่น้ำเมย บนพรมแดนไทยพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติภาพ เลิศพิเชียรพิบูลย์ &amp;nbsp;ตัวแทนเยาวชนบ้านแม่เงา กล่าวว่าคนรุ่นใหม่ได้รู้ว่าพื้นที่แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ละลำห้วยมีความสำคัญ เช่นห้วยกุ้ง ที่มีกุ้งอาศัยอยู่ในถ้ำในลำห้วยซึ่งไหลลงแม่น้ำยวม &amp;nbsp;และเยาวชนได้หารือว่าจะสืบสานการปกป้องธรรมชาติร่วมกันได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราเรียนรู้ว่าชาวบ้านลุ่มน้ำยวม-เงา ได้ร่วมกันปกป้องแม่น้ำยวม-เงา มาตลอด 30 ปี ตั้งแต่เด็กๆ เราก็รู้ว่าพ่อแม่ลุกขึ้นปกป้องธรรมชาติ วันนี้ได้ล่องเรือร่วมกันกับคนรุ่นก่อน ได้เรียนรู้ประสบการณ์การต่อสู้ตั้งแต่มีโครงการเขื่อนแม่ลามาหลวง เยาวชนจะต้องร่วมกันสู้ต่อไป และจากนี้จะวางแผนเพื่อศึกษาระบบนิเวศเพื่อให้ได้ทราบทั้งสองฝั่งแม่น้ำ ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นป่าต้นน้ำ คือ ป่าสงวนแห่งชาติแม่ยวมฝั่งขวา และป่าสงวนแห่งชาติท่าสองยาง&amp;rdquo; นายสันติภาพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119656</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ผันน้ำยวม, สิ่งแวดล้อม, อีไอเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_6166b3b75b3f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 20:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 20:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมชลฯเพิ่งถึงบางอ้อ ส่งจนท.แจ้งชาวบ้านพร้อมจ่ายค่าชดเชยผลกระทบโครงการผันน้ำยวม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมชลเพิ่งถึงบางอ้อ-ส่งเจ้าหน้าที่แจ้งชาวบ้านท่าเรือพร้อมจ่ายค่าชดเชยผลกระทบจากโครงการผันน้ำยวม แต่ใน EIA กลับไม่มีระบุไว้ในบัญชี รองอธิบดีชป.แจง 6 ประเด็นแก้ไขปรับปรุง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.64 - นางสาวเฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ในฐานะทีมกฎหมายของเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน เปิดเผยว่า ได้รับจดหมายตอบรับจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล (แนวส่งน้ำยวม) หรือ โครงการผันน้ำยวม โดยจดหมายดังกล่าวลงวันที่ 1 ตุลาคม 2564 เนื้อหาระบุว่า ตามที่ท่านได้มีหนังสือคำร้อง ลงวันที่ 20 กันยายน2564 ขอให้พิจารณาทบทวนโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวมฯ นั้น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประสานส่งเรื่องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบกรณีที่ได้มีหนังสือคำร้องดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนกล่าวว่า ก่อนหน้าที่มีกรณีร้องเรียน เกี่ยวกับรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการ ซึ่งกรมชลประทานได้ว่าจ้างให้มหาวิทยาลัยนเรศวรจัดทำ แต่ประชาชนในพื้นที่ได้ร้องเรียนว่า กระบวนการจัดทำ EIA โครงการดังกล่าวขาดการมีส่วนร่วม และพบว่าอาจจะมีการใช้ข้อมูลบางส่วนที่ไม่ถูกต้อง เช่น ชื่อและรูปบุคคลในรายงานที่ถูกอ้างอิง แต่รายงานดังกล่าวกลับได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการผู้พิจารณารายงาน EIA แล้วทางเครือข่ายฯทราบว่า จะมีการนำรายงานดังกล่าวเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(กก.วล.)ในวันที่ 15 กันยายน 2564 จึงได้ทำหนังสือไปยัง กก.วล. และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ลงวันที่ 13 กันยายน 2564 เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านไม่เห็นด้วยโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล และขอให้เลื่อนการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ของ กก.วล.ออกไป โดยขอให้ส่งกลับรายงาน EIA ให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯทบทวนการพิจารณารายงานให้ครอบคลุมในทุกมิติ แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะ กก.วล. ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณาอนุมัติผ่านรายงานดังกล่าวไปในวันที่ 15 กันยายน 2564 แล้ว และจะนำเข้าสู่ ครม.พิจารณาในเร็วๆ นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เครือข่ายฯ ได้ทำหนังสือคัดค้านไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้พิจารณาระงับการนำ EIA เข้าพิจารณาโดย กก.วล.และคัดค้านโครงการฯ แต่หนังสือเพิ่งส่งกลับมายังเครือข่ายนั้น อ้างเฉพาะเรื่องคัดค้านโครงการ และยังระบุวันในเอกสารไม่ถูกต้อง เห็นได้ว่า โครงการมีการดำเนินการในลักษณะขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ข้อมูลใน EIA ก็อาจจะไม่ถูกต้อง และดูเหมือนจะเร่งรัดดำเนินการ ทางเราเป็นห่วงว่าการดำเนินการโครงการ ซึ่งจะใช้เงินลงทุนกว่า 7.1 หมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นใดๆ และที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่า หน่วยงานได้เพิกเฉยต่อการมีส่วนร่วมและข้อห่วงกังวลของชุมชนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าพื้นเมือง ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ใน จ.ตาก จ.เชียงใหม่ และ จ.แม่ฮ่องสอน นี้ อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; ทนายความกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านนางสาวมึดา นาวานารถ ประชาชนหมู่บ้านท่าเรือ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ริมแม่น้ำยวม ใกล้กับจุดสร้างเขื่อนแม่น้ำยวม กล่าวว่าเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 ได้มีเจ้าหน้าที่ซึ่งแนะนำตัวว่ามาจากกรมชลประทาน เดินทางมาที่หมู่บ้านท่าเรือ และถามหาพี่สาวของตน เนื่องจากตนเองขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้าน และที่หมู่บ้านไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ เจ้าหน้าที่คณะดังกล่าวได้ขอถ่ายรูป บอกกับพี่สาวว่าว่ารู้จักกับตนเป็นอย่างดี และเสนอค่าชดเชยให้ โดยแจ้งว่าบ้านของพี่สาวจะโดนน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ก่อนหน้านี้หลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งกรมชลประทานไม่เคยแจ้งว่าบ้านของพี่สาวจะโดนน้ำท่วม ในรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบก็ไม่เคยมีระบุชื่อพี่สาว แต่ครั้งนี้กลับมาแจ้งว่าจะท่วมและจะชดเชยให้ รู้สึกแปลกใจมาก และอยากทราบว่าความจริงของผลกระทบจากโครงการนี้ ต่อพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ชุมชน ใน 3 จังหวัด จะเป็นอย่างไรกันแน่ ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ชุดนี้เข้ามาจากนอกพื้นที่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน &amp;nbsp;ซึ่งเวลานี้ชาวบ้านไม่อยากให้คนข้างนอกเข้าออกเพราะต้องการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และตอนที่ขอถ่ายรูปก็ให้ทุกคนถอดหน้ากากด้วย ทำให้ทุกคนรู้สึกกังวลใจเพิ่มอีก&amp;rdquo; นางสาวมึดา กล่าวและว่าล่าสุดวันนี้ทราบมาว่ามีคณะสำรวจโครงการเข้ามาในพื้นที่ บ้านแม่เงา อ.สบเมย ซึ่งที่ผ่านมาปิดชุมชนอย่างเข้มงวด การเข้ามาของคนนอกถือว่าไม่เคารพกฎของชุมชนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า งบประมาณโครงการ 70,000 กว่าล้านบาท เมื่อสร้างเสร็จจะส่งประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก ในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ยืนยันว่าเป็นไปตามระเบียบการศึกษาที่มีกฎหมายคุมทุกระดับ รวมถึงการพิจารณาทางเลือกอื่นกรณีหากไม่มีโครงการนี้ ก็พบว่าไม่สามารถมีปริมาณน้ำมาทดแทนกันได้แบบมีนัยสำคัญต่อลุ่มเจ้าพระยาที่ดูแล 22 จังหวัด หรือกรณีการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโครงการชลประทานเดิมที่ก่อสร้างมาเป็นเวลานาน และกรมชลฯก็ได้ดำเนินการควบคู่กันไป รวมถึงการปรับวิธีการปลูกข้าวเปียก-สลับแห้ง ซึ่งเป็นการพิจารณาทั้งด้านอุปสงค์ และอุปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองอธิบดีกล่าวกับสื่อมวลชนอีกว่า ส่วนประเด็นที่มีการปรับปรุงแก้ไข อาทิ 1.กรมจะสนับสนุนงบประมาณให้กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชปลูกป่าเพิ่ม 2 เท่า หรือประมาณ 7 พันไร่ &amp;nbsp;2.ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 29 ราย 34 แปลง จะมีการชดเชยอย่างเป็นธรรมตามที่กฎหมายกำหนด 3.ด้านพันธุ์สัตว์น้ำ ได้ร่วมกับกรมประมงศึกษาระบบนิเวศและแนวทางแก้ไข จะมีการทำบันไดทางผ่านปลาเพื่อการอนุรักษ์ การป้องกันสัตว์น้ำข้ามลุ่มโดยระบบการยับยั้งปลาด้วยคลื่นเสียง การติดตั้งระบบรวบไข่ปลาจมและไข่ปลาลอยออกจากสถานีสูบน้ำ เป็นต้น 4.ออกแบบเขื่อนโดยให้ความสำคัญกับธรณีวิทยา ระบบสูบน้ำจะลึกลงไปใต้ผิวดิน 30 เมตร จึงไม่มีผลกระทบต่อตลิ่ง 5.การออกแบบปากอุโมงค์ทางน้ำออก ที่บ้านแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ รวมถึงการปรับปรุงลำห้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำ จะไม่กระทบต่อประชาชนห้วยแม่งูด สำหรับพื้นที่ 5 ไร่ใช้สร้างอาคารสลายพลังงาน จะชดเชยให้ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม และ 6.พื้นที่กองวัสดุจะมีการป้องกันไม่ให้กระทบต่อระบบนิเวศ และว่าเขื่อนน้ำยวม เป็นเขื่อนหินถมดาดคอนกรีตกักเก็บน้ำ 68.74 ล้านลบ.ม. อุโมงค์ส่งน้ำยาว 61.52 กิโลเมตร จะผันน้ำในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-มกราคม ไม่ผันในช่วงฤดูแล้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119097</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผันน้ำยวม, สิ่งแวดล้อม, เขื่อนภูมิพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615ef245cd783.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 19:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 19:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ทำหนังสือถึงนายกฯ ค้านโครงการผันน้ำยวม จี้เพิกถอนอีไอเอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั้งตำบลนาคอเรือ ทำหนังสือถึงนายกฯ ค้านโครงการผันน้ำยวม ระบุกังวลใจ 5 ข้อ เครือข่ายภาคประชาชน-สิ่งแวดล้อมแม่ฮ่องสอนแนะยกเลิก EIA ฉบับร้านลาบ วิจารณ์แซดประชาชนเข้าถึงข้อมูลยากหลัง สผ.แจ้งต้องจ่ายค่าถ่ายเอกสาร-รับรองสำเนานับหมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย.64 - นายวันไชย ศรีนวน ผู้ใหญ่บ้าน บ้านแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ขณะนี้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั้งหมดของตำบลนาคอเรือ 9 คนและผู้ใหญ่บ้านตำบลฮอด 1 คน ได้ร่วมกันลงนามส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแสดงความกังวลใจและต่อผลกระทบจากโครงการเพิ่มน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในจดหมายถึงนายกฯ ระบุว่า ตามที่กรมชลประทานมีโครงการเพิ่มปริมาณน้ำภูมิพล แนวผันน้ำยวม และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการฯ &amp;nbsp;ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว และเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไปนั้น พวกตนในฐานะกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ รู้สึกมีความกังวลต่อผลกระทบของโครงการ ดังนี้ 1. กระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ประชาชนในพื้นที่ยังไม่ได้รับข้อมูลอย่างชัดเจนและความเห็นต่างๆ ของประชาชนไม่ได้รับการพิจารณาในรายงาน EIA&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับรู้ถึงผลดีหรือผลเสียของโครงการอย่างแท้จริง เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยมาให้ข้อมูลแก่ประชาชนในพื้นที่ แม้จะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่ก็จำกัดเฉพาะคนบางกลุ่ม แต่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกลับถูกกีดกันอยู่วงนอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื้อหาในจดหมายระบุต่อว่า 3. ชาวบ้านจำนวนมากของ อ.ฮอด ผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวด จากการถูกเวนคืนที่ดินเมื่อครั้งก่อสร้างเขื่อนภูมิพลมาแล้ว จวบจนปัจจุบันแม้เวลาผ่านไปแล้วกว่า 50 ปี การชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบก็ยังไม่แล้วเสร็จ ดังนั้นหากมีการดำเนินโครงการผันน้ำยวมมาอีก จะทำให้พื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนต้องได้รับผลกระทบอีก เท่ากับเป็นการซ้ำเติมชาวบ้านเป็นครั้งที่สอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ชาวบ้านจำนวนมากในพื้นที่ต่างได้พึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ การที่มีโครงการขนาดใหญ่ เจาะอุโมงค์ทะลุภูเขาและผืนป่า จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพป่าที่ชาวบ้านใช้ทำมาหากิน เลี้ยงสัตว์และการเกษตร ซึ่งขณะนี้ประชาชนก็ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่แล้ว ยังมีผืนป่าเป็นฐานทรัพยากรในการเลี้ยงชีพ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง มีวิถีวัฒนธรรมที่ผูกพันกับธรรมชาติ และยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการห้ามผันน้ำข้ามลุ่ม ซึ่งเป็นข้อห้ามเด็ดขาด ที่บรรพบุรุษสั่งสอนกันมา เพราะอาจทำให้เกิดอาเพศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ด้วยเหตุผลความกังวลเหล่านี้พวกเราจึงขอเสนอให้มีการชะลอโครงการออกไปเพื่อให้มีการศึกษา อย่างรอบคอบ และฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง&amp;rdquo; หนังสือระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 27-28 กันยายน ที่บ้านเคียงดอย รีสอร์ท องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) และเครือข่ายภาคประชาชนได้ร่วมกันจัดได้มีการจัดเวทีสมัชชา &amp;ldquo;สานพลังพลเมือง สร้างแม่ฮ่องสอนสู่เมืองพิเศษทางธรรมชาติและวัฒนธรรม&amp;rdquo; ภายหลังเสร็จสิ้น เครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำจังหวัดแม่ฮ่องสอน สมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน เครือข่ายเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน สภาพลเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง คัดค้านโครงการผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์ระบุว่า ตามที่กรมชลประทานได้เร่งผลักดันโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้แก่เขื่อนภูมิพล หรือโครงการผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นโครงการชุดที่ประกอบด้วยเขื่อนกั้นแม่น้ำยวม อาคารสูบน้ำ อุโมงค์ผันน้ำ และสายส่งไฟฟ้า มูลค่า 71,000 ล้านบาท โดยมีโฆษณาชวนเชื่อให้กับชาวนาภาคกลางว่า จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาน้ำแล้งของชาวนาภาคกลางกว่า 1.6 ล้านไร่นั้น เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน รายงาน EIA ของโครงการนี้ ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว และเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีนั้น เครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขอแถลงคัดค้านการเดินหน้าผลักดันโครงการนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์ระบุเหตุผลของการคัดค้านโครงการว่า 1. การจัดทำ EIAขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ยังไม่ได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยมาให้ข้อมูลแก่ประชาชนในพื้นที่ แม้จะเคยมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่ก็จำกัดเฉพาะคนบางกลุ่ม และจัดในตัวเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไป ทำให้ชาวบ้านไม่มีโอกาสเข้าร่วม 2.โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงโครงการ พึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติสำหรับดำรงชีพ การที่มีโครงการขนาดใหญ่ ที่จะมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติที่ชาวบ้านใช้ทำมาหากิน จะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตปกติของประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. พื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาขาดแคลนน้ำ แต่มีปัญหาการบริหารจัดการน้ำ กล่าวคือ ปริมาณน้ำท่าในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีมากถึง 26,288.42 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ในขณะที่ประมาณความต้องการใช้น้ำของทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยามีเพียง 11,377.34 ล้าน ลบ.ม. หรือเพียงร้อยละ 43.28 ของปริมาณน้ำท่าที่มีอยู่ในพื้นที่เท่านั้น แต่มีปัญหาว่าระบบการจัดเก็บน้ำ สามารถจัดเก็บได้เพียง 8,761.5 ล้าน ลบ.ม.หรือเพียงร้อยละ 33.33 ทำให้ยังขาดแคลนน้ำอีกประมาณ 2,800 ล้านลบ.ม. ดังนั้น โจทย์คือจะบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ที่มีปริมาณมหาศาลให้เพียงพอต่อความต้องการทั้งปีได้อย่างไร ไม่ใช่จะหาน้ำที่อื่นมาเติมได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.โครงการนี้ อาจจะนำไปสู่การแย่งชิงน้ำจากคนชายขอบไปให้แก่นายทุน ทำให้คนต้นน้ำถูกจำกัดสิทธิในการใช้น้ำ และชาวนาภาคกลางไม่มีสิทธิได้ใช้น้ำที่ผันได้จากโครงการนี้ ตามที่อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ระยะเวลา 10 ปี (ปี 2564-2574) โดยโครงการผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล ก็เป็นหนึ่งในในการพัฒนาโครงข่ายน้ำที่จะนำไปช่วยพื้นที่อีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในแถลงการณ์ได้ระบุข้อเรียกร้องประกอบด้วย 1. เพิกถอน EIA ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม และยุติการผลักดันโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้แก่เขื่อนภูมิพล 2. ดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำในพื้นที่ภาคกลาง โดยการออกแบบการแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบซึ่งต้องเริ่มต้นจากการมีความรู้ความเข้าใจต่อระบบนิเวศน์ และจะต้องมองให้เห็นความเชื่อมโยงของปัญหาแต่ละอย่าง เพื่อวางแผนจัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำปริมาณมหาศาลที่มีอยู่ในพื้นที่ก่อน เพื่อจัดเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีและวิศวกรรม ลงทุนสร้างระบบจัดเก็บและควบคุมน้ำที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และไม่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศน์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเดียวกันได้มีการจัดเสวนาออนไลน์เรื่อง &amp;ldquo;การเข้า (ไม่) ถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ สิทธิทางสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนต้องจ่ายเงินซื้อ&amp;rdquo; ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่เครือข่ายชาวบ้านในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเครือข่ายภาคอีสานทำหนังสือขอ EIA จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แต่ได้รับแจ้งว่าต้องจ่ายค่าถ่ายเอกสารและรับรองสำเนานับหมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้าน ชีวะวิชัยพงศ์ เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน กล่าวว่าโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพลเป็นโครงการขนาดใหญ่ และชุมชนได้ติดตามการดำเนินโครงการตั้งแต่ต้น โดยพื้นที่ลุ่มน้ำยวม เป็นป่าต้นน้ำ ชาวบ้านในชุมชนมีความพยายามที่จะอนุรักษ์พื้นที่ไว้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่ารอยต่อเชื่อมพื้นที่ 3 จังหวัด โดยผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากโครงการผันน้ำยวม เนื่องจากการก่อสร้างปากอุโมงค์และสถานีสูบน้ำเป็นบริเวณที่ชุมชนอยู่อาศัย ที่ผ่านมาชาวบ้านไม่ได้รับทราบข้อมูลมาก่อนเลย มาทราบตอนที่มีการจัดทำรายงาน EIA ชาวบ้านไม่ได้เข้าใจการทำ EIA เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริศักดิ์ สะดวก เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง-อีสาน กล่าวว่ามีข้อสังเกตถึงโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่และใช้งบประมาณสูงมาก ไม่ต่างจากโครงการผันน้ำยวม โดยโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล เดิมเคยมีอยู่แล้ว และเกิดผลกระทบกับระบบนิเวศและสังคม เมื่อเกิดผลกระทบชาวบ้านก็ต้องออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่อาจจะได้รับผลกระทบไม่เคยได้รับข้อมูลมาก่อน หน่วยงานรัฐเองไม่ได้เปิดเผยข้อมูลที่เป็นความจริง เช่น การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ก่อนที่จะมีการจัดเวทีก็มีเอกสารให้เฉพาะกลุ่มที่มีความเห็นสนับสนุนโครงการฯ และไม่ได้มีรายละเอียดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศเท่าที่ควร พวกเราจึงได้ปรึกษาหารือกัน นำมาสู่การขอสำเนา EIA จาก สผ.ซึ่งได้รับแจ้งค่าใช้จ่ายในการขอข้อมูล มีคำถามว่า สิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนมีความยากขนาดนี้ ทั้งที่ประชาชนจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการ กลายเป็นว่าประชาชนจะต้องมาเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงข้อมูล นับหมื่นบาท&amp;rdquo;นายศิริศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความจากศุนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า กรณีการขอ EIA ผันน้ำยวม คำว่าถมดำ เป็นคำของหน่วยงาน ไม่ใช่ภาษาของเรา &amp;nbsp;และรายงานที่ได้มานั้นส่วนใหญ่นั้นคาดดำจำนวนมาก กรณีการคาดดำชื่อและใบหน้าของคนในภาพ ปกติการเข้าถึงรายละเอียดของ EIA เป็นภาษาเชิงเทคนิค ซึ่งยากอยู่แล้ว และหากมีการเข้าถึงช้าจะทำให้ระยะเวลาในการตรวจสอบของประชาชนยิ่งน้อยลงไปอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชาวบ้านแม่ฮ่องสอนได้ทำหนังสือถึงกรมชลประทาน เพื่อขอ EIA แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ทั้งๆที่เป็นหน้าที่ของเจ้าของโครงการจะต้องเผยแพร่ กรณีค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจากการถ่ายเอกสาร ซึ่งไม่ใช่เรื่องการค้า แต่คิดภาษีจากประชาชนได้อย่างไร ปัญหาการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร คือ ภาษา เทคโนโลยี ระยะทาง และค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงข้อมูลของรัฐ เมื่อมีการวินิจฉัยแล้วว่า เป็นข้อมูลของรัฐ ไม่ควรคิดค่าใช้จ่าย&amp;rdquo; นางสาว ส. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118150</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ผันน้ำยวม, อีไอเอ, เขื่อนภูมิพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210928/image_big_6153105986ca3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2021 18:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2021 18:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะชะลอโครงการ &#039;ผันน้ำยวม&#039; สู่เขื่อนภูมิพลเข้า ครม. เผยพบพิรุธรายงานอีไอเอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนะชะลอโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพลเข้า ครม. ชาวบ้าน-นักวิชาการ-ส.ส.-นักอนุรักษ์ร่วมประสานเสียงค้าน เผยพบพิรุธ EIA อื้อ หวั่นปนเปื้อนสายพันธุ์ข้ามลุ่มน้ำ ชาวกะเหรี่ยงเผยละเมิดข้อห้ามบรรพชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.64 - ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (RCSD) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักข่าวThe Reporters และสำนักข่าวชายขอบ ร่วมกันจัดเวทีเสวนาออนไลน์ &amp;ldquo;ฟังเสียงที่หลากหลาย โครงการผันน้ำยวม/สาละวิน สู่เขื่อนภูมิพล&amp;rdquo; โดยถ่ายทอดสดใน 4 ภาษาคือไทย อังกฤษ กะเหรี่ยงและพม่า ซึ่งดำเนินรายการโดยน.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร..ชยันต์ วรรธณะภูติ ผู้อำนวยการ RCSD กล่าวเปิดงานว่า หลายองค์กรร่วมกันจัดเวทีครั้งนี้เพื่อฟังเสียงประชาชนในหลายพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล ซึ่งใช้งบประมาณถึง 7 หมื่นล้านบาทถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และใหม่ในประวัติศาสตร์เพราะมีการเจาะอุโมงค์ผ่านภูเขาผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวินไปสู่เขื่อนภูมิพล และเราไม่มีความรู้เลยว่าการเจาะอุโมงค์จากลุ่มน้ำหนึ่งไปสู่ลุ่มน้ำหนึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง ตนเข้าใจว่ารัฐบาลไทยได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลจีนซึ่งเราไม่รู้ว่าจะนำไปสู่ความผูกพันด้านอื่นอย่างไร หรือนำไปสู่การลงทุนขนาดใหญ่ที่เราคาดไม่ถึงหรือไม่ ซึ่งประชาชนไม่ใช่เฉพาะที่มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่พวกเราที่เป็นประชาชนที่เสียภาษีและห่วงใยสิ่งแวดล้อมอยากทราบว่าโครงการขนาดใหญ่นี้มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเพียงพอหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กร International Rivers กล่าวถึงภาพรวมของโครงการ ว่าแม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำที่ยังไม่มีเขื่อนหรือโครงการขนาดใหญ่ แต่โครงการผันน้ำยวมครั้งนี้อาจเป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่โครงการอื่นๆ ตามมา โดยการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ทำมา 3-4 ปีแล้ว ชาวบ้านได้ทักท้วงในหลายประเด็น ท้ายสุดคณะผู้ชำนาญการ (คชก.) และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ได้เห็นชอบ ซึ่งจะเป็นก้าวแรกของการก้าวมาในลุ่มน้ำสาละวินของทุนจีนหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น ได้มีการถ่ายทอดสดเสียงสะท้อนของชาวบ้านในชุมชนที่จะได้รับผลกระทบตลอดแนวโครงการฯ โดยนายสะท้าน ชีววิชัยพงศ์ เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน และชาวบ้านแม่เงา อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นบริเวณจุดสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำยวมและสถานีสูบน้ำรวมทั้งอุโมงค์ส่งน้ำ นายสะท้านกล่าวว่านักวิชาการมหาวิทยาลัยนเรศวรที่เข้ามาเก็บข้อมูล EIA ได้เขียนถึงผลกระทบเพียงไม่กี่บ้าน คือหมู่บ้านท่าเรือกับหมู่บ้านแม่เงา แต่ข้อเท็จจริงมีประชาชนอีกหลายหมู่บ้านตลอดลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบ แต่ไม่อยู่ในรายงาน EIA ทำข้อมูลใน EIAไม่น่าเชื่อถือ และตัวสันเขื่อนซึ่งอยู่ห่างจากบ้านแม่เงา 20 กิโลเมตรจะทำให้น้ำจะท่วมพื้นที่ป่าซึ่งเป็นต้นน้ำชั้น 1 เอ นอกจากนี้ยังมีแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูงจากสถานีลำพูน จะผ่านหมู่บ้านและผืนป่า แต่จนบัดนี้ชาวบ้านยังไม่รู้ว่าจะมาอย่างไรเพราะเข้าไม่ถึงข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายประจวบ ทองวาฤทธิ์ ชาวบ้านแม่เงา กล่าวว่า &amp;nbsp;ตนอยู่ในชุมชนแม่เงาได้ตระหนักถึงเรื่องโครงการนี้ ที่ผ่านมาได้เดินทางไปร่วมหลายเวทีรับฟังแต่สังเกตว่าไม่มีคนใหม่ๆ อยากให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองรับฟังเสียงชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง เพราะเราอยู่กันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายหลายเผ่าพันธุ์ ชีวิตของพวกเราไม่มีใครอยากนับหนึ่งใหม่ แม้ไม่มีเงินมีทองก็อยู่ได้ หาหน่อไม้หาปลากิน หรือหาเช้ากินค่ำ ไปรับจ้างส่งลูกเรียนก็สบายใจ บ้านแม่เงาของเราอุดมสมบูรณ์มีป่าและน้ำสะอาด จึงไม่เห็นด้วยกับโครงการผันน้ำครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.มึดา นาวานารถ ชาวบ้านท่าเรือ กล่าวว่า ขอให้กสม. สื่อมวลชนและ ส,ส.ร่วมตรวจสอบคุณภาพรายงาน EIA ว่าได้ทำตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และได้ตรวจสอบการมีส่วนร่วมที่แท้จริงหรือไม่ มีการให้ข้อมูลที่ทำให้ชาวบ้านรู้เรื่องจริงหรือไม่ ที่ผ่านมานายวีระกร คำประกอบ ที่ผลักดันโครงการและกรมชลประทานมักอ้างกฎหมาย เราจึงอยากอ้างกฎหมายบ้างในรัฐธรรมนูญ ม.58 ระบุให้หน่วยงานรัฐต้องมีเวทีรับฟังคิดเห็นชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ แต่โครงการฯนี้ได้รับฟังจริงหรือไม่เพราะตอนที่จัดเวทีรับฟังความเห็นซึ่งตนเข้าร่วมด้วยในหลายครั้งซึ่งไม่มีภาษากะเหรี่ยง บางครั้งจัดล่ามภาษากะเหรี่ยงแต่ไม่ใช่กะเหรี่ยงโปว์ ทำให้ชาวบ้านฟังไม่รู้เรื่อง และบางครั้งชาวบ้านเดินทางออกมาร่วมเวทีรับฟังฯ ไม่ได้เพราะเป็นฤดูฝนเส้นทางลำบาก แต่เขาก็ยังจัดเวที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกสมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวินกล่าวว่า ตั้งแต่ต้นโครงการมีความไม่ชัดเจนโดยชาวบ้านได้เคลื่อนไหวและตั้งข้อสังเกต รวมถึงยื่นเรื่องคัดค้าน แต่หน่วยงานภาครัฐยังไม่ให้ความสำคัญกับข้อเสนอเหล่านี้ พื้นที่แม่น้ำยวมและเงาเชื่อมโยงไปถึงแม่น้ำสาละวิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตชุมชนอย่างเดียวแต่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกัน แต่กรมชลประทานกลับทำการศึกษาไม่ครอบคลุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพรชิตา ฟ้าประทานไพร ชาวบ้านกะเบอะดิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุโมงค์เจาะผ่านและมีจุดวางกองดินกล่าวว่าชาวบ้านมีความเป็นห่วงในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่ทำกินและป่าไม้ที่อาจสูญหายไป ที่สำคัญชาวบ้านไม่ได้รับรู้ปัญหาเรื่องการทำอุโมงค์และชาวบ้านไม่รู้เรื่องการทำรายงาน EIA ดังนั้นถ้า EIA ไม่ถูกต้องก็ขอให้ยกเลิก อยากให้ยุติโครงการการทำอุโมงค์เพราะไม่คุ้ม เราอยากให้น้ำยวมไหลเป็นอิสระเช่นเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิบูลย์ &amp;nbsp;ธุวมณฑล ประธานเครือข่ายชาติพันธุ์ อ.อมก๋อย กล่าวว่ามีชาวบ้าน 2 ตำบลในอำเภออมก๋อยที่จะได้รับผลกระทบจากการขุดเจาะอุโมงค์โดยแนวเขตอุโมงค์ผ่านอมก๋อย 80% ส่งผลกระทบทั้งสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต จึงอยากให้มีการทบทวนใหม่ อยากให้ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีเข้ามาศึกษาเพราะกลัวว่าจะเป็นแนวเขตลอยเลื่อนของเปลือกโลกที่เสี่ยงแผ่นดินไหวหรือไม่ เพราะสังเกตในบางจุดเคยมีรูยุบขนาดใหญ่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พวกเราอยากให้ศึกษาข้อมูลมากกว่านี้ ตอนนี้ชาวบ้านยังไม่รู้ว่าจะมีกองดินขนาดใหญ่อยู่ใกล้บ้านเขา ใน EIA ระบุว่าจะมีจุดทิ้งกองดินขนาดใหญ่ (จากการขุดเจาะอุโมงค์) ที่อมก๋อย 3-4 แห่ง บางแห่งอยู่บริเวณพื้นที่ลาดชัน อาจทำให้ดินไหลลงแม่น้ำ ชาวบ้านต้นน้ำและปลายน้ำได้รับผลกระทบแน่นอน ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่บอกจะเยียวยาแต่ไม่ได้บอกเยียวยาอย่างไร ชาวบ้านไม่รู้จะต่อสู้อย่างไร อยากให้ชาวบ้านได้รับข้อมูลเยอะๆ ป่าที่ชาวบ้านใช้สอยทุกวันอาจจะถูกถมด้วยกองดิน และดินจากใต้ดินปลูกต้นไม้ไม่ขึ้น อยากให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องบอกข้อดีข้อเสียให้มากกว่านี้&amp;rdquo; นายพิบูลย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวันชัย ศรีนวล พ่อหลวงบ้านแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ปากอุโมงค์ผันน้ำเข้าสู่เขื่อนภูมิพล กล่าวว่า ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านเกิดข้อกังวลใจกับโครงการนี้ ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงไม่ได้รับรู้ข้อมูล มีหลายหน่วยงานเข้ามา เรายืนยันว่ากลัวเรื่องผลกระทบแต่ยังไม่ได้รับข้อมูลเท่าที่ควร แต่ยืนหยัดมาตั้งแต่ปี 2559 ว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการ ถ้าผันน้ำมาถึงจุดพื้นที่ของชาวบ้าน ทั้งสวนลำไยและบ้านเรือนจะอยู่ใต้น้ำ เราไม่ได้ค้านแบบไม่ลืมหูลืมนาตา แต่ได้รับผลกระทบจริงๆ พวกเรารักความสงบและรักธรรมชาติ หาเราสูญเสียพื้นที่ไปเราก็ไม่ได้มีพื้นที่อื่นอีก ทุกวันนี้น้ำท่วมชาวบ้านอยู่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์ชัย แยมู ชาวบ้านแม่งูด กล่าวว่า อยากฝากถามไปยังผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเพราะโครงการนี้สร้างความเดือดร้อนและสร้างผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรงคือเมื่อผันน้ำมาทำให้นาไร่ถูกกน้ำท่วมและมีจุดทิ้งกองดิน ที่ผ่านมาเราถูกเวนคืนที่ดินสร้างเขื่อนภูมิพลมาครั้งหนึ่งแล้ว ทำให้เหลือพื้นที่ทำกินไม่กี่ไร่ ครั้งนี้มีโครงการผันน้ำอีกเราจะไม่เหลืออะไร ส่วนผลกระทบทางอ้อมคือเรื่องวิถีชีวิตทำมากินของชาวบ้านต้องพึ่งพาป่า หากโครงการนี้เกิดขึ้นธรรมชาติจะไม่เหมือนเดิม ตนอยากตั้งข้อเสงสัยคือเจ้าหน้าที่กรมชลประทานที่เคยเข้ามาสำรวจและเขียนว่ามีชุมชนได้รับผลกระทบแค่หมู่บ้านเดียว แต่จริงๆแล้วชาวบ้านเกือบทั้งอำเภอฮอดต่างจะได้รับผลกระทบ ที่ผ่านมาทางเขื่อนและกรมชลประทานแทบไม่ให้ข้อมูลเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายซอต่าโพ ตัวแทนจากชุมชนรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า กล่าวว่าแม่น้ำยวมเป็นลำน้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำเมย ก่อนไหลลงแม่น้ำสาละวิน ความกังวลคือผลกระทบต่อท้ายน้ำ การทำเกษตรกรรมที่เมืองพะอัน และรัฐมอญ ผลกระทบต่อปลาอพยพซึ่งชาวบ้านศึกษาพบกว่า 100 ชนิด แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือประเด็นการเมืองและสิทธิมนุษยชน ซึ่งพม่าอยู่ภายใต้รัฐประหารมาตั้งแต่กุมภาพันธ์ &amp;nbsp;พื้นที่รอบๆ หัวงานที่วางแผนจะมีการก่อสร้างเขื่อนฮัตจี บนแม่น้ำสาละวิน ชาวบ้านกะเหรี่ยงในเขตเมงจีหงู่ จำนวนกว่า 8,000 คน กำลังได้รับผลกระทบจากการสู้รบและความไม่สงบในพม่า ขาดอาหาร ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในขณะนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การศึกษา EIA จะศึกษาผลกระทบริมฝั่งแม่น้ำยวม เพียง 2-3 หมู่บ้านคงไม่พอ ต้องศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนมาถึงท้ายน้ำ ที่รัฐกะเหรี่ยง และรัฐมอญด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีปัญหาเรื่องแผนการลงทุนของจีน ซึ่งประชาชนกังวลมาก&amp;rdquo; นายซอต่าโพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า หลังจากฟังชาวบ้านพบว่าผลกระทบมากกว่าที่เขียนไว้ในรายงาน EIA ตอนนี้มีคำพูดว่าเขื่อนภูมิพลสร้างมาแต่น้ำไม่เต็มเขื่อน จริงๆ ต้องถามว่าน้ำควรเต็มเขื่อน 1.3 หมื่นล้านลบ.ม.หรือไม่ จริงๆ แล้วเขาออกแบบให้เขื่อนใหญ่ แต่ไม่ได้ออกแบบให้จุน้ำให้เต็ม ถ้าปีใหนมีฝนเกินเขื่อนภูมิพลก็ยังเอาอยู่ การที่ ส.ส.อ้างว่าเหลือพื้นที่ในเขื่อนและหาน้ำมาเติม ถ้าคนเป็นวิศกรจะไม่พูดแบบนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้เรามมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือสนทช. ซึ่งดูแลภาพรวมของน้ำทั้งประเทศ เราพูดถึงการแก้ปัญหาน้ำทั้งลุ่มเจ้าพระยา ไม่ใช่แค่ขาดแคลนน้ำ ยังมีปัญหาน้ำเค็ม ทำไมต้องโยนภาระให้กรมชลประทานเพียงหน่วยงานเดียว สนทช.ต่างหากที่ควรออกมา มุมมองปัญหาต้องเปลี่ยน ไม่ใช่มองแบบผู้ปฏิบัติ แต่มองโดยภาพรวมเพื่อแก้ปัญหาลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน ควรตั้งโจทย์ให้ถูกก่อน ถ้าเราตั้งโจทย์ถูกจะเห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่มีแค่วิธีนี้วิธีเดียว มีวิธีอื่นด้วย ซึ่งอาจไม่ต้องใช้เงินมหาศาลทำโครงการนี้ก็ได้&amp;rdquo; ดร.สิตางศุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สิตางศุ์กล่าวว่า ที่น่าตกใจคือโครงการนี้ผันน้ำข้ามลุ่ม ซึ่งเป็นเรื่องของลุ่มน้ำปิงตอนล่าง เจ้าพระยาและท่าจีน ซึ่งต้องพูดถึงการข้ามสายพันธุ์ข้ามลุ่มน้ำ เพราะปลาในลุ่มน้ำสาละวินอาจจะแข็งแรงกว่าปลาลุ่มน้ำเจ้าพระยา สุดท้ายเราจะยังมีปลาทูกินหรือไม่เพราะเป็นการย้ายน้ำข้ามมหาสมุทรด้วย ดังนั้นประชาชนในลุ่มน้ำปิงตอนล่าง คนลุ่มน้ำท่าจีน เคยรับรู้เรื่องนี้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ นักวิชาการจากคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ลุ่มน้ำสาละวินมีความพิเศษเพราะแม่น้ำมีความชันและน้ำไหลแรง ปลาที่ว่ายจึงมีความแข็งแรง ซึ่งมีปลากว่า 200 ชนิด และมี 7 ชนิดเท่านั้นที่เหมือนปลาลุ่มน้ำปิง ดังนั้นให้ปลาทั้งสองลุ่มน้ำอยู่ร่วมกันยากมาก เราไม่รู้ว่าปลาลุ่มน้ำสาละวินวางไข่หรือเติบโตอย่างไรเพราะไม่เคยมีใครศึกษา ปลาอาจเข้ามาวางไข่ในลุ่มน้ำสาขา หากมีการสร้างเขื่อนกีดขวางย่อมมีผลต่อการวางไข่ ซึ่งแม่น้ำเงาและยวม มีลักษณะที่เหมาะอย่างยิ่งต่อการอนุบาลตัวอ่อน และการกั้นเขื่อนเป็นการเปลี่ยนระบบนิเวศวิทยาทางน้ำ เพราะปลาลุ่มน้ำสาละวินเป็นปลาน้ำไหล เมื่อไรที่กลายเป็นนิเวศน้ำนิ่ง ปลาก็ไม่สามารถอยู่ได้ ที่ห่วงคือการปนเปื้อนทางพันธุ์กรรมของการผันน้ำข้ามลุ่ม ซึ่งเคยมีตัวอย่างในยุโรปที่ทำให้ปลาสูญพันธุ์ โดยเฉพาะ 2 ลุ่มน้ำมีความต่างต่างสายพันธุ์ชัดเจน หากปนเปื้อนแล้วไม่อาจเอากลับคืนมาได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การบริหารจัดการน้ำมักพูดถึงทรัพยากรน้ำซึ่งไม่มีชีวิต แต่ไม่ได้พูดถึงทรัพยากรทางน้ำซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตในน้ำ ปลาเฉพาะถิ่นในสาละวินเราไม่ควรให้ได้รับการปนเปื้อน แม้มี (การออกแบบ) ตะแกรงกั้น แต่ไม่ใช่ตะแกรงตาถี่ที่ไม่ให้ไข่หรือลูกปลาเข้าไปได้ ดังนั้นควรหาวีธีการที่เหมาะสมและเป็นมิตรต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ&amp;rdquo; ดร.อภินันทน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิจัดการน้ำแบบบูรณาการกล่าวว่า การมีส่วนร่วมการทำ EIA จริงๆ ควรเอาข้อมูลข้อเท็จจริงมา แต่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมและผู้ศึกษาไม่ได้ชี้แจงชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้ชาวบ้านไม่รู้ว่าผลกระทบที่แท้จริงเป็นอย่างไร ทำให้ขาดคุณภาพจึงควรชะลอออกไปก่อนเข้าคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ส. รัตนมณี พลกล้า ทนายความจากศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า ที่เห็นชัดใน EIA คือมีการนำข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ เช่น การนัดพบที่ร้านลาบมาใส่ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของการให้ข้อมูล และไม่ได้พูดถึงโครงการเลยแต่พูดเรื่องนอกพื้นที่ การให้ข้อมูลควรให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดและในภาษาที่เข้าใจได้ ซึ่งเครือข่ายชาวบ้านได้คัดค้าน EIA ตั้งแต่ต้น แต่คณะผู้ชำนาญการ (คชก.) ไม่ได้ตัวสอบชัดเจน และรายงาน EIA ผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติภายใน 2 เดือนซึ่งเร็วมาก ทั้งๆ ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่และผ่านผืนป่าสมบูรณ์ และเรื่องการลงทุนที่บอกว่าจะให้จีนช่วยนั้น จริงๆ แล้วจีนเขามีกฎหมายควบคุมว่าหากโครงการไปลงทุนต่างประเทศและละเมิดประชาชนประเทศอื่นก็มีสิทธิไปฟ้องศาลจีนได้ แต่ปัญหาคือกรณีนี้รัฐบาลจีนจะยอมให้ฟ้องหรือไม่ เรื่องความรับผิดชอบหรือการลงทุนข้ามแดนในสหประชาชาติมีการพูดถึง ซึ่งจีนต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบกับรัฐบาลไทย โดยเฉพาะหากเกิดผลกระทบกับประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังจากวิทยากรสะท้อนมุมมองด้านต่างๆ แล้ว ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเสวนาซึ่งประกอบด้วยบุคคลหลากหลายทั้ง ส.ส. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นักวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมานพ คีรีภูวดล ส.ส.พรรคก้าวไกล กล่าวว่าจริงๆ การแก้ปัญหาน้ำตรงนี้มีวิธีการอื่นโดยไม่ต้องใช้ทุนต่างประเทศ แต่ที่ย้อนแย้งกับการรักษาป่าคือการสร้างอุโมงค์เจาะผ่าผืนป่า อยากรู้ว่า EIA ผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้อย่างไร แต่เมื่อชาวบ้านจะขอตัดถนนและไฟฟ้าเข้าไปยังชุมชน ทำไมถึงยากเย็น เราอยากรู้กระบวนการ EIA ทั้งหมดชอบด้วยข้อกฎหมายหรือไม่ ขาดหลักการหรือไม่ ซึ่ง ส.ส.จะร่วมหาข้อเท็จจริง เราไม่ได้คัดค้านว่าประเทศไทยต้องหาน้ำให้เพียงพอ แต่รูปแบบที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางปรีดา คงแป้น กสม.กล่าวว่าได้รับหนังสือร้องเรียนจากเครือข่ายเพื่อให้ตรวจสอบ ซึ่ง กสม.จะเข้าไปตรวจสอบทั้งสิทธิชุมชนและสิทธิสิ่งแวดล้อม เราอยากลงพื้นที่ไปดูทั้งเรื่องการรับฟังความคิดเห็นและผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพฤ โอ่โดเชา กล่าวว่า หลักใหญ่การอยู่ร่วมกับธรรมชาติของชาวกะเหรี่ยง เราให้การเคารพนับถือมากคือเจ้าน้ำ เวลาบวงสรวงจะไหว้เจ้าน้ำก่อน และโครงการฯ เป็นสองฟากลำน้ำที่ยิ่งใหญ่ (ลุ่มน้ำสาละวิน และลุ่มน้ำเจ้าพระยา) ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าอย่าเอาน้ำสองฟากมาอยู่ร่องเดียวกันไม่เช่นนั้นจะเกิดอาเพศ เพราะเชื่อว่าแต่ละลุ่มน้ำมีเจ้า หากผันน้ำมารวมกันจะเกิดปัญหาทั้งหมด เป็นข้อห้ามเด็ดขาดในจารีตประเพณี ดังนั้นรัฐบาลหรือนักการเมืองที่มาชั่วครู่ชั่วคราว ไม่ควรละเมิดข้อห้ามนี้ และการที่จะนำเรื่องเข้าครม. ถือว่ารวบรัดและผิดหลักการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าโครงการใหญ่แต่เร่งรัดตัดสินใจอาจเกิดปัญหาหลายอย่าง อยากให้ผู้ใหญ่ที่จะตัดสินใจช่วยทำพื้นที่รับฟังให้เปิดกว้างและรอบคอบกว่านี้เพราะความสูญเสียบางอย่างไม่สามารถเรียกคืนมาได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117817</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผันน้ำยวม, เขื่อนภูมิพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210925/image_big_614f00e261f85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้อง กสม.สอบ &#039;อีไอเอ&#039; โครงการผันน้ำยวมไร้มีส่วนร่วม-ละเมิดสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย.64 - นายสะท้าน ชีววิชัยพงศ์ ผู้ประสานงาน เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน เปิดเผยว่าได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และสิ่งแวดล้อม กรณีโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม&amp;ndash;อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ของกรมชลประทาน หรือเรียกสั้นๆว่าโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนสาละวิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้านกล่าวว่า เครือข่ายฯทราบว่ากรมชลประทานได้จัดให้มีโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม&amp;ndash;อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลขึ้นโดยปัจจุบันได้ว่าจ้าง บริษัท ปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด และมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นผู้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ต่อมา กรมชลประทานได้เสนอรายงาน EIA ต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณา ต่อมาเมื่อวันที่ 2 &amp;nbsp;กรกฎาคม 2564 คณะกรรมการผู้ชำนาญการ(คชก.)พิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ได้มีมติเห็นชอบ EIA และได้นำเสนอรายงานดังต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(กก.วล.)เโดย กก.วล.ได้พิจารณาและมีมติผ่านความเห็นชอบรายงานดังกล่าว เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน ชุมชน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และตาก ตลอดทั้งจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลาในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม กระบวนการจัดทำข้อมูล และการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ไม่ได้จัดทำข้อมูลและกระบวนการมีส่วนร่วมในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการอย่างแท้จริง&amp;rdquo;นายสะท้าน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้านกล่าวว่า การจัดทำ EIA ฉบับนี้ไม่ได้มีการจัดการให้มีการรับฟังความคิดเห็นแก่ผู้ได้รับผลกระทบหรืออาจจะได้รับผลกระทบจากโครงการอย่างครบถ้วน ทั่วถึง และถูกต้อง นอกจากนี้ยังไม่มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นให้กับชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบในหมู่บ้านที่อยู่ในเขตพื้นที่ กองดินจากอุโมงค์ผันน้ำ การจัดทำเวทีรับฟังความคิดเห็น ไม่ได้ใช้การสื่อด้วยภาษาท้องถิ่น และ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ได้แปลเป็นภาษาท้องถิ่นที่ทำให้ชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบเข้าใจได้ง่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมชาติพันธุ์ปกาเกอญอ บางคนฟังภาษากลางไม่ถนัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้านกล่าวว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมเวที หรือการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ห่างไกลมากจากชุมชน ชาวบ้านจึงไม่สามารถเดินทางไปเข้าร่วมเวทีได้ด้วยอุปสรรคการเดินทางและถนนที่ไม่สะดวก โดยชาวบ้านได้ยื่นคัดค้านโครงการอย่างต่อเนื่องและเรียกร้องให้มีการชี้แจงโครงการผ่านเวทีชุมชน ในชุมชนที่จะได้รับผลกระทบ ผู้จัดทำรายงานไม่ได้ตอบสนองข้อเรียกร้องของชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้รับผิดชอบจัดทำรายงานไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบเพื่อเตรียมการก่อนการรับฟังความคิดเห็น เพื่อเตรียมความพร้อมของชุมชนในประเด็นรายละเอียดโครงการ และกติกาการรับฟัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคิดเห็นของโครงการโดยเน้นการสื่อสารในรูปแบบที่ประชาชนสามารถเข้าใจได้ง่าย และไม่เคยปรึกษาหารือเกี่ยวกับวัน เวลา สถานที่ และรูปแบบการจัดรับฟัง ที่สำคัญอาจจะมีการนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง มากล่าวอ้างใช้ในรายงาน ตลอดทั้งกล่าวอ้างว่ามีการให้ข้อมูลข่าวสารหรือรับฟังความคิดเห็นแล้ว แต่ไม่ได้ดำเนินการจริง&amp;rdquo;นายสะท้าน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้านกล่าวว่า ขอให้ กสม.ดำเนินการตรวจสอบ 1.กระบวนการการมีส่วนร่วมใน EIA ว่ากระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียจากโครงการได้ทำตามกระบวนการอย่างถูกต้องและครบถ้วนตามหลักการพื้นฐานของการจัดการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือไม่ 2.กระบวนการการศึกษาข้อมูลและขั้นตอนการพิจารณาของ คชก.และ กก.วล. ได้พิจารณาเป็นไปตามเจตจำนงตามความในมาตราที่ 58 และ 59 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ. 2560 &amp;nbsp;หรือไม่ 3.การจัดตั้งโครงการของกรมชลประทานครั้งนี้ เป็นการดำเนินโครงการที่ละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และสิ่งแวดล้อม หรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเดียวกันศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เผยแพร่ ) ว่าได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวบิดเบือน เพิ่มเติม 1 กรณีคือกรณีที่มีการนำเสนอข่าวสารในประเด็นเรื่อง โครงการเพิ่มน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลแนวส่งน้ำยวม&amp;ndash;อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ใช้เวลาสร้าง 4 ปี งบอาจจะบานปลาย และได้ประโยชน์ไม่คุ้มเสีย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลบิดเบือน (อ่านรายละเอียด https://bit.ly/39lBjZ2 )&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสายัณน์ ข้ามหนึ่ง รองผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า การศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมระบุถึงระยะการก่อสร้างโครงการที่ลดลงเหลือ 4 ปีเป็นข้อมูลบิดเบือนนั้น จริงๆแล้วผู้ที่ออกมาพูดในเรื่องนี้คือ ส.ส.ที่ผลักดันโครงการซึ่งบอกว่าหากจีนมาลงทุนและสร้างให้ ทางจีนบอกว่าจะสามารถสร้างเสร็จภายใน 4 ปี แทนที่จะใช้เวลา 7 ปีเหมือนที่กรมชลประทานบอกไว้ และในหลายประเด็นที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมออกมาชี้แจงในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นข้อมูลบิดเบือนใดๆ เพียงแต่เป็นมุมมองที่แตกต่างๆกัน
&amp;nbsp;
&amp;quot;ในแง่ความคุ้มค่าของโครงการ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมพยายามทำหน้าที่อธิบายแทนกรมชลประทาน ทั้งๆที่ยังเป็นประเด็นที่กำลังโต้แย้งกัน และยังไม่สามารถชี้ถูกหรือผิดได้ แต่กลับบอกว่าข้อมูลของคนที่เห็นต่างเป็นข้อมูลที่ไม่จริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ทำให้พวกเราต่างรู้สึกข้องใจในการทำหน้าที่ของศูนย์แห่งนี้&amp;rdquo;นายสายัณน์ กล่าว และว่าหากกรมชลประทานจะออกมาต่อต้านข่าวปลอม ต้องกลับไปดูว่าข้อมูลที่ว่านั้นมาจากใคร ไม่ใช่เอาข้อเท็จจริงที่กำลังถกเถียงกันมาอธิบายว่าเป็นข่าวปลอม ที่สำคัญคือใน EIA ที่กรมชลประทานนำมาอ้างอิงนั้น น่าจะกลับไปตรวจสอบให้ดีว่ามีข้อมูลใดที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117294</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผันน้ำยวม, สิ่งแวดล้อม, อีไอเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_61484ec9141f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116600</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 20:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮือต้าน &#039;ผันน้ำยวม&#039; เร่งรัดนำเข้าบอร์ดสิ่งแวดล้อม 15 ก.ย. แนะปฏิรูประบบจัดทำอีไอเอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย.64 - มีรายงานความคืบหน้าโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล มูลค่า 7.1 หมื่นล้านบาทซึ่งดำเนินการโดยกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าล่าสุดจะมีการนำเสนอรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 15 กันยายน 2564 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีการเร่งรัดขั้นตอนเพราะอีไอเอของโครงการนี้เพิ่งผ่านความเห็นชอบของคณะผู้ชำนาญการเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 ขณะที่มีโครงการจำนวนมากที่รอการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่กลับถูกแซงคิว ทั้งนี้ภาคประชาชนในพื้นที่ต่างๆได้ร่วมกันรณรงค์ไม่เอาโครงการดังกล่าวโดยการถือป้ายคัดค้านแสดงความไม่เห็นด้วยผ่านสื่อออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสายัณน์ ข้ามหนึ่ง รองผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และกองเลขาเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ (คปน) กล่าวว่า สมาชิกของ คปน.ต่างไม่เห็นด้วยกับโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล เนื่องจากมีผลกระทบมากมายและการจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อมมีความไม่ชัดเจนในหลายจุด และในบางเรื่องยังไม่ใช่ความจริงของพื้นที่ ดังนั้นเครือข่ายหลายองค์กรจึงพร้อมผนึกกำลังร่วมสู้กับพี่น้องภาคส่วนต่างๆคัดค้านอีไอเอ อันเป็นเท็จ เพื่อให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติหยุดและยกเลิกการพิจารณาอีไอเอโครงการนี้ซึ่งพบข้อบกพร่องทั้งฉบับ และจะส่งหนังสือคัดค้านถึง พลเอกประวิทย์ อย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ พร้อมร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน นักอนุรักษ์และชาวบ้าน ค้านโครงการผันน้ำยวม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชุมชน เช่น การนำดินจากการขุดเจาะอุโมงค์ปริมาณมหาศาล มากองวางทับที่ทำกินของชาวบ้านและทำลายพื้นที่ป่า และชุมชนในพื้นที่อำเภออมก๋อย จ.เชียงใหม่&amp;rdquo;นายสายัณน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส.อรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรกล่าวว่า จริงๆแล้วขณะนี้เกิดคำถามหลายโครงการผันน้ำ เพราะการผันน้ำเข้าเขื่อนสะท้อนให้เห็นว่า เขื่อนไม่มีน้ำจึงต้องหาน้ำมาเติมและผันน้ำจากลุ่มอื่นเข้ามา แสดงว่าการสร้างเขื่อนไม่ประสบผลตามเป้าหมาย อย่างกรณี อีไอเอของโครงการผันน้ำจากแม่น้ำยวมก็มีหลายจุดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนถูกเรียกว่าอีไอเอร้านลาบ ทำให้ไม่มีความน่าเชื่อถือโดยเฉพาะในเรื่องของความโปร่งใสว่ามีมากน้อยแค่ไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรกล่าวว่า ที่ผ่านมาเกิดความข้องใจเกี่ยวกับมาตรฐานตรวจสอบหรือการจัดทำรายงานอีไอเอว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ เพราะในหลายโครงการพบความผิดพลาดมากกมาย ถามว่าโครงการเหล่านี้ผ่าน คชก. และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้อย่างไร ในเมื่อข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ ทำให้เราถามถึงจริยธรรมของการทำอีไอเอว่าได้มีการตรวจสอบแค่ไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อยากให้มีการปฎิรูประบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และขอให้ยกเลิกโครงการเก่าๆที่ศึกษามา 20-30 ปีก่อนแล้วนำมาปัดฝุ่นใหม่ เพราะไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมกับสภาพในปัจจุบันหรือไม่ ควรเริ่มศึกษาใหม่ ที่สำคัญคืออยากให้มีนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสภาพเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเข้ามาร่วมศึกษาด้วย เพราะหลายพื้นที่โครงการสร้างไปแล้วแต่ในหลายเขื่อนกลับไม่มีน้ำ เราไม่ได้ปฎิเสธการพัฒนา แต่พื้นที่ป่าอนุรักษ์ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้าย&amp;rdquo;น.ส.อรพยุพา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรกล่าวด้วยว่า การเจาะอุโมงค์ลอดผืนป่ายาวกว่า 60 กิโลเมตร หลีกเลี่ยงไม่ได้กับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ที่ผ่านมาเราไม่เคยมองเห็นสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยในระบบนิเวศ และมักมองแต่สัตว์ใหญ่ เช่นเดียวกับใต้ดินที่มีแหล่งน้ำ เชื่อว่ามีผลกระทบแน่แต่ไม่ได้หยิบยกมาพูดกัน ขณะนี้มูลนิธิฯกกำลังเตรียมออกแถลงการณ์ เพื่อร่วมกับเครือข่ายภาคส่วนต่างๆยืนยันไม่เห็นด้วยกับอีไอเอฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในวันเดียวกัน นอกจากเครือข่ายภาคประชาชนในภาคเหนือแล้ว ยังมีเครือข่ายภาคประชาชนและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากภาคอื่นๆ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพลและคัดค้านกันอย่างกว้างขวาง โดยในภาคอีสานเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 10 องค์กร อาทิ &amp;nbsp;เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีสาน กลุ่มฮักน้ำเลย กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กลุ่มรักษ์สิ่งแวดล้อมน้ำพองและห้วยเสือเต้น ระบุว่าขอให้พิจารณาชะลอการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและการอนุมัติโครงการผันน้ำยวม ออกไปก่อน เพื่อเป็นการเคารพสิทธิของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง และขอให้มีการแก้ไขรายงานโดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการที่จะเกิดขึ้นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของภาคใต้ก็มีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักเช่นเดียวกัน โดยมีการออกแถลงการณ์คัดค้านจากกลุ่มองค์กรภาคประชนในหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสังข์ กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำคลองวังหีบ กลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ระบุว่า โครงการผันน้ำยวมเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรงจากการเจาะอุโมงค์ผันน้ำกว่า 61 กิโลเมตร รวมไปถึงส่งผลกระทบต่อพี่น้องที่อยู่บริเวณใกล้เคียง พี่น้องชาติพันธ์ &amp;nbsp;ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริงและไม่มีความจริงใจในการเข้าไปรับฟังความคิดเห็น และโครงการนี้เป็นการลงทุนจำนวนมากกว่า 71,000 ล้านบาท และยังมีค่าใช้จ่ายตลอดโครงการจึงไม่มีความคุ้มค่า แม้แต่น้อย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116600</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผันน้ำยวม, สิ่งแวดล้อม, อีไอเอ, เขื่อนภูมิพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613f56aa2184a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2021 20:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2021 20:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะบอร์ดสิ่งแวดล้อมเลื่อนพิจารณาโครงการผันน้ำยวม 7 หมื่นล้าน เผยอีไอเอไม่ชัดเจนหลายจุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนะบอร์ดสิ่งแวดล้อมเลื่อนพิจารณาโครงการผันน้ำยวม 7 หมื่นล้านออกไปก่อน เผยอีไอเอไม่ชัดเจนหลายจุด นักวิชาการชี้ได้ไม่คุ้มเสีย &amp;ldquo;วีระกร&amp;rdquo;ย้ำ &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo;-&amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo;หนุนเต็มที่ให้จีนลงทุน กรมชลชิ่งหนีเวทีสื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย.64 - ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สำนักข่าวชายขอบ สำนักข่าวรีพอร์ทเตอร์และIMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง ร่วมกันจัดเวทีเสวนาออนไลน์ &amp;quot;โปรเจคยักษ์ - ผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล ประเทศได้หรือเสีย&amp;quot; โดยวิทยากรประกอบด้วยนายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ และรองประธานคณะกรรมาธิการ กมธ. วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ สภาผู้แทนราษฎร ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน ดำเนินรายการโดยนายฐิติพันธ์&amp;nbsp;พัฒนมงคล ประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อถึงเวลา 15.00 น.ซึ่งเริ่มต้นเสวนา ปรากฏว่าทางผู้จัดไม่สามารถติดต่อนายสุรชาติ ในฐานะผู้แทนกรมชลประทานได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ทางกรมชลประทานได้ให้ผู้จัดงานคือคณะสื่อมวลชนส่งหนังสือเชิญไปถึงอธิบดีกรมชลประทานแล้ว ซึ่งมีนายพรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวยการส่วนวางโครงการที่ 1 เป็นผู้ประสาน และมีการยืนยันว่าอธิบดีมอบหมายให้นายสุชาติมาร่วมเป็นวิทยากร อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายนายสุชาติได้โทรศัพท์กลับมาขอโทษผู้จัดงานว่าติดภารกิจที่จังหวัดขอนแก่น ขณะที่นายวีระกรบอกว่า กรมชลประทานยังไม่อยากส่งตัวแทนเข้าร่วมเพราะอยากให้เรื่องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระกร คำประกอบ กล่าวว่า ในฐานะรองประธานกรรมาธิการฯ ดูแลประชาชนพื้นที่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 25 ล้านคน ปัญหาหลักคือลุ่มน้ำเจ้าพระยาและปิงตอนล่างปริมาณน้ำไม่พอใช้ โดยเขื่อนภูมิพล ปริมาณกักเก็บน้ำประมาณ 13,000 ล้าน ลบ.ม. ตอนนี้เขื่อนยังว่าง น้ำต้นทุนไม่มีพอเติมในอ่าง แม้ว่าจะมีพื้นที่ชลประทานมาก &amp;nbsp;มีโครงการส่งเสริมชลประทานต่างๆ มากมาย แต่ก็แห้งหมดในช่วงฤดูแล้ง เมื่อไม่มีน้ำต้นทุน คลองก็ไม่มีน้ำ ทั้งเพื่อผลักดันน้ำเค็ม และการทำน้ำประปาซึ่งการประปานครหลวงต้องใช้น้ำ 2,500 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่ออุตสาหกรรม 3,000 ชลประทานน้ำน้อยมาก น้ำสำหรับเกษตรกรไม่เพียงพอ ขาดน้ำประมาณ 4-5,000 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่ปี 2557 ตนเห็นปัญหาแล้วอยากช่วยผลักดันโครงการนี้เพื่อประชาชน โดยแผนมีสองจุดคือผันน้ำเมย ที่ แม่ตื่น จ.ตาก &amp;nbsp;และแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน สามารถใช้งบที่กรมชลประมาณการ 71,000 ล้านบาท ที่คุ้มค่า หากไม่มาเติมน้ำก็ไม่พอ คนกทม. ก็รับประทานน้ำเค็ม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระกร กล่าวว่ามีบริษัทวิสาหกิจจีน เมื่อรู้ว่ามีโครงการ อดีตรองผู้ว่าการการไฟฟ้า ประสานงานจนบริษัทจีนมีความสนใจ ทำเรื่องมาถึงกมธ. บอกว่าบริษัทดังกล่าวสนใจมาลงทุน ในชั้นต้นคุยว่าบริษัทจีนจะออกค่าใช้จ่ายให้ก่อน และได้ผลประโยชน์ตอบแทนในการขายน้ำที่สูบข้ามภูเขา ต้นทุน 4 หมื่นล้านบาท และก่อสร้างไม่เกิน 4 ปี มีความชำนาญมากกว่าและมีเครื่องมือพร้อม ได้คุยกับอธิบดีกรมชลประทาน ว่าหากรายงงาน EIA ผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ปลายปีก็คงได้เจรจา อย่างไรก็ตามไม่จำเป็นต้องบริษัทนี้เท่านั้น สทนช.จะเป็นผู้คิดว่าจะลงทุนอย่างไร เปิด TOR ให้ประมูลได้ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะบริษัทจีนนี้เท่านั้น เป็นหน้าที่ สทนช. ว่าประมูบอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการในเฟส 1 การเอาน้ำยวมสูบข้ามมา ได้ 1,795 ล้าน ลบ.ม./ปี เฟสต่อมาเติมน้ำโดยสูบจากแม่น้ำสาละวิน ซึ่งมีปริมาณน้ำท่า 130,000 ล้านต่อปี โดยแม่น้ำสาละวินมีน้ำไหลแรงทั้งปีแม้ในหน้าแล้ง เอาไม้ไผ่ปักลงไป ไม่มีทางที่จะถึงก้นแม่น้ำ ไม่ไผ่หักเลยเพราะน้ำไหลแรงมาก เพราะมาจากภูเขาหิมะละลายที่ราบสูงทิเบต เราไม่ต้องคิดว่าเอาน้ำยวมไปเติมให้สาละวินเพื่อผลักดันน้ำเค็ม ไม่ต้องคิดขนาดนั้น เขาไม่ต้องการน้ำจากยวม สาละวินมีปริมาณน้ำเพียงพอแล้ว&amp;rdquo;นายวีระกร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองประธาน กมธ.กล่าวว่าสำหรับเขื่อนแม่น้ำยวม น้ำจะท่วมขึ้นมาเพียง 4 เมตร ซึ่งท่วมนิดเดียวไม่ถึงบ้านคน ระดับน้ำสูงสูดไม่มาก ต่ำกว่าระดับน้ำในฤดูฝนของลำน้ำยวม ส่วนปัญหาคือพื้นที่ทิ้งดิน (จากการขุดเจาะอุโมงค์) 4 จุด ทิ้งแล้วจะบดอัด และใช้หน้าดินดีปูทับมาเพื่อปลูกป่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จุดที่สร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำยวม 13 กม.น้ำจะไหลลงสู่แม่น้ำเมย ลงแม่น้ำสาละวิน ไหลออกพม่า ไม่ใช่ของไทยแล้ว แทนที่จะปล่อยน้ำทิ้ง 3,000 ล้านลบ.ม. ทำไมไม่สูบเข้ามาประมาณ 1,800 ล้าน ลบ.ม. และสูบในหน้าฝน หลักเกณฑ์คือผันน้ำเฉพาะเดือนมิถุนายน-มกราคม เป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำเยอะ น้ำทิ้งไปเฉยๆ คนไทยไม่ได้ใช้ประโยชน์จากน้ำส่วนนี้ การระบายเพื่อรักษาสมดุลย์นิเวศวิทยาท้ายน้ำนั้นมีการคำนวณ 182 ลบ.ม./วินาที ในช่วงเฉพาะฤดูฝน หากน้ำน้อยก็ต้องรักษานิเวศท้ายน้ำ ซึ่งเหลืออีกเพียง 13 กม. เท่านั้น&amp;rdquo;นายวีระกร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า ประธานกมธ. ได้ลาออกจากรัฐมนรีช่วยว่าการกระทรวงเกตราและสหกรณแแล้วจะส่งผลต่อการเดินหน้าโครงการหรือไม่ นายวีระกร ตอบว่า ผู้ผลักดันโครงการนี้ไม่ใช่ ร.อ.ธรรมนัส แต่ผู้หลักคือนายกรัฐมนตรีและพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่าโครงการนี้เริ่มในปี 2538 &amp;nbsp;โดยกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน &amp;nbsp;ศึกษาพบว่าแนวทางดีที่สุดคือ แม่น้ำยวม แต่ใช้งบประมาณสูงมากจึงถูกชะลอไปก่อน ต่อมามีความพยายามแก้ปัญหาลุ่มเจ้าพระยา จึงให้งบศึกษาเร่งด่วนแก่กรมชลประทาน จ้างศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยบริษัทปัญญาและมหาวิทยาลัยนเรศวร โครงการประกอบด้วยเขื่อนน้ำยวม กักเก็บน้ำ 68 ล้าานลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เหนือจุดบรรจบแม่น้ำเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน สถานีสูบน้ำบ้านสบเงา อุโมงค์ส่งน้ำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 8-12 เมตร รถสิบล้อวิ่งสวนกันได้ สูบน้ำไปบนเขาสูงประมาณ 170 เมตร แล้วมีอุโมงค์พักน้ำ ปล่อยน้ำตามแรงโน้มถ่วงมายังเขื่อนภูมิพล ใช้งบประมาณ ราว 71,000 ล้านบาท ใช้เวลาเตรียมโครงการและก่อสร้าง 9 ปี การวางท่อเจาะอุโมงค์ผ่านป่าสงวน 6 แห่ง อุทยานแห่งชาติ 1 แห่ง และมีชุมชนท้องถิ่นอาศัยในพื้นที่ ประเด็นที่ถกเถียงคือ 1 งบประมาณ 2 โครงการผ่านพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 3 ผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ และ 4 ค่าไฟฟ้าจากการใช้งานโครงการ ซึ่งต้องจ่ายระยะยาว แต่ใน EIA ไม่มีรวมไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่าการผันน้ำข้ามลุ่มในแง่วิศวกรรมสามารถทำได้ แต่นักวิชาการมีข้อกังวล เช่น ด้านทรัพยากร ด้านน้ำกังวลเรื่องสายพันธุ์ปลา เอเลี่ยน คำว่าโครงการสามารถทำได้ แต่คำถามคือต้องทำหรือยัง หลักการคือควรแก้ปัญหาในลุ่มน้ำของตนเองให้เบ็ดเสร็จ การแก้ปัญหาน้ำขาดแคลนด้านเกษตรและน้ำอุปโภาคบริโภค กรมชลประทานตั้งมาแล้ว 119 ปี น้ำท่วมคิดถึงกรมชลประทาน น้ำเค็มรุกล้ำก็คิดถึงกรมชลประทาน หากวันนี้มีกรมชลประทานนนั่งด้วยก็คงชื่นชม ว่าเป็นหน่วยงานที่ดูแลน้ำ แต่จริงๆ มีหน่วยงานด้านน้ำจำนวนมากมาในกระทรวงต่างๆ ลุ่มเจ้าพระยาเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ผลิตน้ำ ปัญหาน้ำประปากร่อย มีการแก้ปัญหาได้ หากมองวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ว่านอกจากหาน้ำมาเติม คือจัดการด้าน demand ชลประทานทั่วประเทศมีประสิทธิภาพไม่เกิน 60% เท่ากับว่าน้ำในเขื่อน 100 ไปถึงเกษตรเพียง 60 น้ำหายไป 40 หากเราเพิ่มประสิทธิภาพชลประทาน เพียง 10-20 % เราก็สามารถเพิ่มพื้นที่ทำนา ซึ่งสามารถทำได้เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สิตางศุ์ การผันน้ำในฤดูใดก็ตาม ต้องเริ่มต้นด้วยคำถามว่า มีความจำเป็นต้องมีโครงการนี้หรือไม่ ยังมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีมาตรการลดผลกระทบอย่างไร &amp;nbsp;สำหรับลุ่มเจ้าพระยา ปริมาณน้ำหายไปทั้งระบบเยอะมาก น้ำที่หายไปทุกๆ วัน ทำไมจึงไปเสียดายน้ำที่ไหลลงทะเล ตัวเลขเป็นวิทยาศาสตร์ ทราบได้ว่าหากลดการรั่ว 1-2% จะได้ปริมาณน้ำคืนมาเท่าไหร่ หากก้าวข้ามได้ และคิดว่าน้ำเพียงพอในลุ่มเจ้าพระยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เขื่อนภูมิพลออกแบบมาแล้ว แต่มีความจำเป็นอะไรที่จะให้มีน้ำเต็มอ่าง เมื่อมีฝนตกทางเหนือ ทุกจังหวัดทางภาคกลางและกรุงเทพล้วนกลัวน้ำท่วม ฝนไม่ได้ตกเหนือเขื่อน แปลว่าเราไม่ขาดแคลนน้ำ แต่การบริหารจัดการน้ำที่เป็นปัจจุบัน เรามีน้ำให้เก็บแต่เก็บหรือยัง เราไม่จำเป็นต้องเสียงบประมาณในการสูบน้ำยวม เราอยากทำโครงการนี้เพราะอะไร เพราะกรมชลประทานอยากก่อสร้างใช่หรือไม่&amp;rdquo;ดร.สิตางศุ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการผู้นี้กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันเกษตรกรมีกำไรจากการปลูกข้าว1ไร่ 1,400 บาท หากเราจะผันน้ำยวม 1,750 ล้านลบ.ม. ซึ่งต้องใช้เวลาก่อสร้าง 10 ปี ระหว่านั้นใครรวย หากเกษตรกรปลูกข้าวเพิ่ม แล้วใครรวย คือพ่อค้าปุ๋ย พ่อค้ายา เจ้าหนี้นอกระบบ และธกส. ใช่หรือไม่ ทำอย่างไรให้ชาวนาได้ปลูกข้าวโดยใช้เทคโนโลยี ปลูกน้อยแต่ได้ผลมาก เราต้องหลุดจากกรอบเดิมเพราะเกษตรกรไม่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เรายังจำเป็นต้องผันน้ำข้ามลุ่ม 71,000 ล้านบาท หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถามว่าโครงการผันน้ำยวมครั้งนี้ประเทศได้หรือเสีย ดิฉันตอบว่าได้ไม่คุ้มเสีย&amp;rdquo; ดร.สิตางศุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงท้ายได้เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้แสดงความคิดเห็น โดยนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่าวันนี้อยากฟังจากกรมชลประทาน ว่าการคำนวณพื้นที่ชลประทานต้องเป็นตามความเป็นจริง อ้างตัวเลขพื้นที่ชลประทานเป็นล้านไร่ เป็นข้อมูลเกินจริง การลงทุน 71,000 ล้านบาท เป็นมูลค่าสามปี ในขณะที่วัสดุก่อสร้างราคาแพงขึ้นตลอด และยังต้องรวมค่าไฟฟ้าจากการสูบน้ำอีก การคำนวณต้นทุนต้องคิดตลอดระยะเวลาโครงการ ไม่ใช่คิดเฉพาะค่าก่อสร้าง โครงการเดิมจึงยกเลิกไปเพราะไม่คุ้ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องการมีส่วนร่วม วันนี้มี่กรมชลประทานไม่มาถือว่าไม่มีส่วนร่วมเช่นกัน EIA ผ่านแล้วก็ต้องทำตามที่ระบุไว้ใน EIA จะทำนอกเหนือจากนั้นไม่ได้ การผันน้ำข้ามลุ่มต้องฟังประชาชนทั้งสองลุ่ม และเข้าคณะกรรมกรลุ่มน้ำทั้งสองลุ่ม หากดึงจีนมาร่วมแล้วเก็บค่าน้ำไม่ได้ ก็ต้องเอางบประมาณแผ่นดินมาจ่าย ที่บอกว่านายกฯ และรองนายก เห็นด้วย ก็ยังไม่เคยได้ยินจากปากของนายกฯหรือรองนายกเลย &amp;ldquo;นายหาญณรงค์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายหาญณรงค์กล่าวว่า จุดทิ้งดินของโครงการเป็นที่ทำกินของชาวบ้าน และเป็นพื้นที่ป่าจิตวิญญาณของชุมชน ซึ่งในรายงาน EIA ก็ไม่ระบุ ทั้งบ้านกะเบอะดิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ บ้านแม่งูด อ.ฮอด สำหรับการสูบน้ำจากแม่น้ำยวม ตามตัวเลขก็คือต้องสูบไม่ต่ำกว่า 30 ครั้งต่อปี ตลิ่งจะพัง &amp;nbsp;จาก อ.แม่สะเรียง มาถึง อ.สบเมย ก็มีเทศบาลและท้องถิ่น ที่ใช้น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อยากให้ชะลอการนำเรื่องเข้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไว้ก่อน เพราะอีไอเอไม่มีความชัดเจนหลายประเด็น และถึงแม้คณะกรรมการสิงแวดล้อมฯจะผ่านความเห็นชอบ แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการในปีนี้ได้เพราะในปี 2565 ไม่ได้จัดงบประมาณไว้&amp;rdquo;นายหาญณรงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ตัวแทนชาวบ้านริมแม่น้ำยวม กล่าวว่า รูปที่ นายวีระกรโชว์ เป็นรูปที่บ้านของตนเอง (บ้านท่าเรือ อ.สบเมย) ในฤดูฝนน้ำขึ้นสูงมาก ไม่ทราบว่า ส.ส. เคยลงพื้นที่ในฤดูฝนหรือไม่ เป็นไปไม่ได้เลยที่น้ำจะไม่ท่วมกว่านี้ หากมีการกั้นเขื่อนแม่น้ำยวม กระบวนการ EIA ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์ แต่กลับไม่มีการจัดล่ามแปลภาษา กระบวนการมีส่วนร่วมซึ่งระบุในกฎหมายฉบับต่างๆ แต่เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลโครงการ ชาวบ้านพยายามนำเสนอข้อมูลข้อกังวล ตนเองเคยไปบ้านกะเบอะดิน อ.อมก๋อย ชาวบ้านก็ไม่รู้ว่าจะมีผลกระทบอย่างไรจากการขุดเจาะอุโมงค์ ประชาชนพยายามทำจดหมายส่งไปยังกรมชลประทาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหลายครั้ง แต่ใน EIA กลับไม่คำนึงถึงข้อทักท้วง หาก EIA นี้มีมาตรฐานเคารพสิทธิของประชาชนจะไม่ผ่านอย่างแน่นอน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในวงเสวนาพูดถึงแต่ประโยชน์ของคนลุ่มน้ำภาคกลางและกรุงเทพฯ แต่ไม่มีใครพูดถึงประโยชน์ของคนพื้นที่เลยว่าจะได้อะไร&amp;rdquo;ชาวบ้าน กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116392</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผันน้ำยวม, เขื่อนภูมิพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210911/image_big_613caae6bf593.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
