<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116702</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลไต่สวนการตาย เหยื่อ‘อดีตผกก.โจ้’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จเรตำรวจเรียกสอบ &amp;quot;ทนายษิทรา&amp;quot; ส่งหลักฐานคลิปถุงดำคลุมหัวเข้าสู่สำนวน แจ้งข้อหาผิดวินัยร้ายแรง &amp;quot;อดีต ผกก.โจ้-พวก&amp;quot; ด้านทนายตั้มระบุได้คลิปจาก ตร.ชั้นผู้น้อย ยันไม่ได้รับงานจากใคร อัยการยื่นคำร้องขอไต่สวนการตายเหยื่ออดีต ผกก.ดัง ศาลนัด 4-5 ต.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 กันยายน พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช รองจเรตำรวจ ​แห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการ​ตรวจสอบวินัยร้ายแรง​ กรณีเหตุการณ์​อดีต ผกก.โจ้​ใช้ถุงดำคลุมหัว​ผู้ต้องหา​คดียาเสพติด ​เปิดเผยว่า​&amp;nbsp; วันนี้ได้เชิญนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม​ มาให้ปากคำ​ข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของคลิปและรายละเอียด​ทั้งหมด​ โดยคณะทำงานจะรวบรวมพยานหลักฐาน​ให้แล้วเสร็จ​ จากนั้นจะเข้าไปแจ้งข้อหาแก่​นายตำรวจทั้ง 7​ นายภายในเรือนจำ​ ซึ่งจะให้สิทธิ์​ทั้ง 7 นายสามารถชี้แจงข้อเท็จจริง​ได้ทุกเรื่อง​ แต่ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย​ การตรวจสอบครั้งนี้​คณะทำงานของตนเน้นตรวจสอบเพื่อลงโทษ​ทางวินิย&amp;nbsp;ไม่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา
ส่วนประเด็น​ที่มีกระแสข่าว​ว่า​ ที่มาของคลิปเกิดจากความขัดแย้งของตำรวจชุดจับกุมยาเสพติด​นั้น​ รองจเรตำรวจแห่งชาติกล่าวว่า จะยังไม่มีการตรวจสอบในชั้นนี้เนื่องจากเป็นคนละประเด็น​ แต่ยืนยันว่าที่มาของคลิปไม่มีผลต่อการพิจารณา​โทษทางวินัย​นายตำรวจทั้ง 7 นาย​ ซึ่งโทษจะพิจารณา​เป็นรายบุคคล​ตามพยานหลักฐาน​และการกระทำ การสอบปากคำในวันนี้​หากทนายตั้มปฏิเสธ​ที่จะบอกที่มาของคลิปดังกล่าว ​ก็ไม่เป็นอุปสรรค​ต่อการสอบสวน​ เนื่องจากตำรวจมีขั้นตอนการสอบสวน​ อีกทั้งมีพยานหลักฐาน​อย่างอื่นประกอบ
ต่อมานายษิทรา​ หรือ​ทนายตั้ม​ ได้เดินทางเข้าพบคณะสอบสวน​&amp;nbsp; พร้อม​ทั้งแสดง​ทรัมป์ไดรฟ์​ที่ภายในบรรจุข้อมูลคลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นหลักฐานพฤติกรรม​ของ​นายตำรวจทั้ง 7 นาย​ พร้อมยืนยันว่าไม่มีความกังวลใจ​และพร้อมให้ข้อมูลกับตำรวจ ส่วนจะมีการเปิดเผยข้อมูลกับสื่อได้หรือไม่นั้นต้องขอปรึกษา​เจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเข้าให้ปากคำนานกว่า 2 ชั่วโมง นายษิ​ทรา​เปิดเผยภายหลังว่า วันนี้ได้นำคลิปที่มีการโพสต์​ลงสื่อ​ต่างๆ มามอบให้คณะกรรมการ​จเรตำรวจ​แห่งชาติตรวจสอบ ในคดีตำรวจ 7 นาย​ ซ้อมทรมาน​ผู้ต้องหาคดียาเสพติด​จนเสียชีวิต​ ก่อนที่จะนำเข้าสู่สำนวนคดี​&amp;nbsp;เบื้องต้น​ทราบว่า​คณะกรรมการ​สอบสวนจเรตำรวจ​แห่งชาติได้ดำเนินการแจ้งข้อหา​ผิดวินัย​ร้ายแรงแก่ตำรวจทั้ง 7 นายแล้ว​ โดยผู้บัญชาการ​ตำร​วจ​แห่งชาติได้สั่งให้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว​
การสอบปากคำวันนี้​ คณะกรรมการสอบสวนได้สอบถามถึงที่มาของคลิปดังกล่าว​ ตัวเองได้ให้ข้อมูลว่ามาจากตำรวจชั้นผู้น้อย​นายหนึ่ง และหลังจากนั้นไม่ได้ติดต่อกันอีก​ คณะกรรมการ​สอบสวนก็ไม่ได้กดดันให้บอกรายละเอียดทั้งหมด​&amp;nbsp;การเข้าให้ปากคำวันนี้ถือว่าตัวเองเป็นปากสุดท้ายในฐานะพยาน​ ขอยืนยันว่าตนไม่ได้รับงานมาจากใครเพื่อโจมตีอดีต&amp;nbsp; ผกก.โจ้ ​หรือกลั่นแกล้งใคร​ ​เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยเจอและไม่เคยรู้จักกับตำรวจทั้ง 7 นายเป็นการส่วนตัว​ ส่วนอดีต ผกก.โจ้​ยอมรับว่าเคยเจอเพียง 1 ครั้งเท่านั้น
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการ​สอบสวนของจเรตำรวจแห่งชาติ​เปิดเผยการสอบสวนเบื้องต้นว่า​ มีมติแจ้ง​ผิดข้อหาวินัยร้ายแรงแก่ตำรวจทั้ง​ 7​ นาย​ ส่วนคลิปที่ได้รับจากทนายตั้มจะนำส่งให้กองพิสูจน์​หลักฐาน​ดำเนินการตรวจพิสูจน์​พยานหลักฐานเพื่อเข้าสู่สำนวนคดี​​ รวมถึงตรวจสอบวิเคราะห์​คัดแยกเสียงในคลิปดังกล่าว​เพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติม​ เช่น​ว่ามีการเรียกรับเงินหรือไม่​ คาดว่าจะทราบผลการตรวจสอบพยานหลักฐาน​ทั้งหมดภายในสัปดาห์​นี้​ และในสัปดาห์​หน้าจะเข้าแจ้งข้อกล่าวหาผิดวินัยร้ายแรงแก่อดีตตำรวจทั้ง 7​ นายที่​เรือนจำคลองเปรม​ เพื่อให้ทั้งหมดชี้แจงข้อเท็จจริง​ตามกระบวนการพิจารณา​โทษ​ต่อไป
วันเดียวกัน พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ ขอไต่สวนการเสียชีวิตของนายจิระพงศ์ หรือมาวิน เหยื่อในคดีอดีต ผกก.โจ้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ซึ่งมีการกล่าวหาว่าการเสียชีวิตของนายจิระพงศ์ เกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงาน และเสียชีวิตในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่
โดยขอให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 150&amp;nbsp; วรรคห้า แสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด กับเหตุกับพฤติการณ์ที่ตาย และหากตายโดยคนทำร้าย ใครเป็นผู้กระทำเท่าที่จะทราบได้ ทั้งนี้ ศาลจังหวัดนครสวรรค์รับคำร้องไว้เพื่อทำการไต่สวนตาม ป.วิ.อ.&amp;nbsp; มาตรา 150 โดยกำหนดนัดไต่สวนวันที่ 4 และ 5 ต.ค.นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116702</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลิปถุงดำคลุมหัว, ผกก.โจ้, ผิดวินัยร้ายแรง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, แจ้งข้อหาผิดวินัยร้ายแรง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210914/image_big_61408c2c2061c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74825</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2020 18:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2020 18:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้การฯเลย กลับเข้ารับราชการ เหตุสอบวินัยไม่แล้วเสร็จคดีโกงสหกรณ์ตำรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.63 -&amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีที่สื่อให้ความสนใจสอบถามในประเด็นที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่ง ตร.ที่ 421/2563 ให้ข้าราชการตำรวจกลับคืนสู่ฐานะเดิมและกลับเข้ารับราชการ นั้น&amp;nbsp;ขอเรียนชี้แจงประเด็นในส่วนของการดำเนินคดีทางอาญาและการดำเนินทางวินัยของข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง จากกรณีสืบเนื่องคดีที่สังคมให้ความสนใจ เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา ในกรณีของประชาชนและกลุ่มข้าราชการตำรวจ ภ.จว.เลย มีหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรม การทุจริตในโครงการกู้รวมหนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่หนึ่งในส่วนของการดำเนินคดีอาญาทางคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ได้ดำเนินการสอบสวนเรื่อยมา กระทั่งมีความเห็นสรุปสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาหลายราย ในความผิดฐาน &amp;quot;ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน&amp;quot;&amp;nbsp;ต่อพนักงานอัยการ โดยคดียังอยู่ในชั้นพิจารณาของพนักงานอัยการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สองในส่วนของการดำเนินการทางวินัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบก.ภ.จว.เลย กับพวกรวม 5 นาย กรณีถูกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยต้องหาคดีอาญาข้อหา ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตาม พ.ร.บ.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4,5 และ 12 และ ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้วนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2563 คณะกรรมการสอบสวน ได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้น มีความเห็นมายัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจากการพิจารณา โดยกองวินัยพบว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอต่อการพิจารณาสั่งการ จึงได้มีคำสั่งให้คณะกรรมการสอบสวน ทำการสอบสวนเพิ่มเติม และรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน โดยคณะกรรมการสอบสวน ได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเรื่อยมาโดยตลอด หากแต่การสอบพยานบุคคลยังไม่เสร็จสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการพิจารณาสั่งการดังกล่าว ล่วงเลยตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ตาม มาตรา 87 วรรคสอง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบระเบียบ ก.ตร.ว่าด้วยเหตุจำเป็นไปในการขยายระยะเวลาการพิจารณาสั่งการทางวินัย พ.ศ.2547 ข้อ 5 เนื่องด้วยกฎหมายกำหนดไว้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีคำสั่งให้ พล.ต.ต.สุทิพย์ กับพวก รวม 5 นาย กลับคืนสู่ฐานะเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า แต่ข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องยังคงเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญา ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการตามที่ได้นำเรียนข้างต้น&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หากผลการสอบสวนเพิ่มเติม ในคดีวินัยส่งกลับมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว กองวินัยจะพิจารณามีความเห็นตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74825</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉ้อโกงประชาชน, ผบก.ภ.จว.เลย, ผิดวินัยร้ายแรง, พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200818/image_big_5f3bb776dfad8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48212</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2019 09:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2019 08:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วัชระ&#039; ร้อง &#039;ชวน&#039; พักราชการ &#039;เลขาฯสภา&#039; ปมคุกคามทางเพศข้าราชการสาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัชระ เพชรทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค.62 - นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ตนได้ทำหนังสือยื่นถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้พิจารณาพักราชการนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จากกรณีที่เคยถูกร้องเรียนเรื่องกระทำผิดวินัยร้ายแรงและฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมข้าราชการรัฐสภาสามัญ ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. 2562 เนื่องจากคณะกรรมการหลายคนที่สอบสวนไม่มีคุณสมบัติในการสอบสวน เพราะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่สอบสวน อีกทั้งยังเป็นผู้ที่มีตำแหน่งต่ำกว่านายสรศักดิ์ที่สามารถให้คุณให้โทษกับผู้ที่สอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัชระ กล่าวอีกว่า ตนได้ส่งสำเนาร้องเรียนถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรโดยระบุว่า นายสรศักดิ์มีพฤติกรรมผิดจริยธรรมร้ายแรงหลายอย่าง เช่น มีการคุกคามทางเพศ มีการแทรกแซงการพิจารณาขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการหญิง 3% และข้อเท็จจริงก็ปรากฎตามที่ร้องเรียน ดังนั้นจึงขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาสั่งพักราชการนายสรศักดิ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าไปยุ่งกับพยาน หลักฐาน ที่อาจจะบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังได้ส่งเรื่องร้องเรียนเดียวกันนี้ให้นายพิทูร พุ่มหิรัญ ประธานคณะกรรมการจริยธรรมข้าราชการรัฐสภา พิจารณาอีกทางหนึ่ง ซึ่งตนมั่นใจว่าคณะกรรมการชุดนี้สามารถให้ความเป็นธรรมต่อข้าราชการหญิงได้อย่างแน่นอนและรวดเร็ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48212</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุกคามทางเพศ, คุกคามทางเพศข้าราชการสตรีสภา, นายชวน หลีกภัย, นายวัชระ เพชรทอง, นายสรศักดิ์ เพียรเวช, ผิดวินัยร้ายแรง, ฝ่าฝืนจริยธรรม, พักราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180611/image_big_5b1e8ce0d33f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2019 12:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2019 12:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.ฟัน&#039;ผอ.สามเสน&#039;กับพวกรับแป๊ะเจี๊ยะ ประพฤติชั่วร้ายแรง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย. 62 &amp;ndash; ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.&amp;nbsp; แถลงว่า จากกรณีกล่าวหานายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กับพวกว่าทุจริตเรียกรับเงินจากผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 2 ราย เพื่อแลกกับการเข้าเรียน ซึ่งทางสำนักงาน ป.ป.ช.ได้รับเรื่องมาจาก สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และมีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน โดยมีนายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการป.ป.ช. เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนนั้น พบข้อเท็จจริงว่า นายวิโรฒ และนายภูสิทธิ์ ประยูรอนุเทพ รองผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้ร่วมกันเรียกรับเงินจากผู้ปกครองรวม 6 ราย เป็นเงิน 1,440,000 บาท และมีการเบียดบังเงินดังกล่าวนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังพบว่า นายวิโรฒ นายภูสิทธิ์ และนายประเจิน โชติพงศ์กุล ครูชำนาญการพิเศษ (หัวหน้างานรับนักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย) ได้ร่วมกันสั่งการให้เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีฝายบริหารงานบุคคลการเงินและสินทรัพย์ 1โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยออกใบเสร็จรับเงินว่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยได้รับเงินบริจาค โดยให้ลงวันที่ย้อนหลัง แล้วนำเงินสดบางส่วนเข้าฝากเพื่อปกปิดการกระทำความผิดของตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวิทย์ กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่า การกระทำของนายวิโรฒและนายภูสิทธิ์ กรณีรับเงินบริจาคโดยไม่ออกใบเสร็จรับเงินแล้วเบียดบังเป็นของตนเองโดยทุจริต รวมทั้งข่มขืนใจเจ้าหน้าที่การเงินฯ ในการออกใบเสร็จรับเงินนั้น มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147,148,157,162(1) (4)ประกอบมาตรา 83 มาตรา 90 และมาตรา 91 และตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายประเจิน กรณีร่วมกันข่มขืนใจจ้าหน้าที่การเงินฯ มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148,157,162 (1)(4) ประกอบมาตรา 86มาตรา 90 และมาตรา 91 และตาม พ.ร.ป.ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น สำนักงานป.ป.ช. ยังได้มีการศึกษาและออกมาตรการป้องกันการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ และมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว และให้มีการยกเลิกประกาศสำนักงานคณะกรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ) กรณีนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานปีการศึกษา 2560 ซึ่งมีการกำหนดการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษก็ได้หลายกรณี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46042</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริต, ป.ป.ช., ผอ.รร.สามเสน, ผิดวินัยร้ายแรง, วรวิทย์ สุขบุญ, แป๊ะเจี๊ยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190918/image_big_5d81be17ab64a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
