<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104362</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2021 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ศาลปกครองสูงสุดสั่งกองสลากจ่าย &#039;LOXLEY&#039; 1,654 ล้านบาท ผิดสัญญาหวยออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค. 2564 รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) (LOXLEY) แจ้งว่า ในวันนี้ศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำพิพากษาว่าให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ชำระเงินให้แก่บริษัท ล็อกซเล่ย์ จีเท็ค เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมของ LOXLEY ที่บริษัทถือหุ้นทางตรงและทางอ้อมรวมเป็น 35% เป็นเงินจำนวน 1,654,604,540 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 7.5%ต่อปี นับจากวันฟ้องจนถึง 10 เมษายน 2564 ต่อจากนั้น อัตราดอกเบี้ยจะเป็น 3% บวกเงินเพิ่มอีก 2% จนถึงวันชำระเสร็จ โดยให้ชำระเสร็จภายใน 60 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ล็อกซเล่ย์ จีเท็ค ได้เข้าทำสัญญาจ้างบริการ ระบบเกมสลากกับสำนักงานสลาก เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2548 เพื่อให้บริการระบบเกมสลากแก่สำนักงานสลาก แต่สำนักงานสลากเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ให้ ล็อกซเล่ย์ จีเท็ค ดำเนินการตามสัญญา ดังนั้น ในวันที่ 7 เมษายน 2554 ล็อกซเล่ย์ จีเท็ค จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 774/2554 เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาให้สำนักงานสลากปฏิบัติตามสัญญาหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ ล็อกซเล่ย์ จีเท็ค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2561 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้สัญญาจ้างบริการระบบเกมสลากเป็นอันเลิกกัน และให้สำนักงานสลากชดใช้เงินให้แก่ ล็อกซเล่ย์ จีเท็ค เป็นเงิน 945,649,656 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 7.5% ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมา ล็อกซเล่ย์ จีเท็ค และสำนักงานสลากต่างได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104362</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองสลาก, จ่ายชดเชย, บริษัท ล็อกซเล่ย์ จีเท็ค เทคโนโลยี จำกัด, ผิดสัญญา, หวยออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210527/image_big_60af52e885b35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72013</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2020 16:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2020 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้นำท้องถิ่น-ชาวบ้านโวย &#039;ทต.บางลึก&#039; สร้างถนนผิดสัญญาโยกงบลงอีกหมู่บ้าน เอื้อหัวคะแนนพื้นที่ชุมพร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้นำท้องถิ่น ชาวบ้านโวยผู้บริหารเทศบาลตำบลบางลึก ใช้อำนาจส่วนตัวโดยมิชอบ นำงบประมาณสัญญาจ้างโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตพื้นที่หมู่ 10 ย้ายไปสร้างในหมู่ที่ 9 เอื้อประโยชน์หัวคะแนน ร้องเรียน ปปช.จังหวัด กลับยกคำร้องอ้างเหตุผลแค่ประชาชนได้ประโยชน์ร่วมกัน เตรียมเดินหน้าแจ้งความดำเนินคดีฟ้องศาลเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค.63 -&amp;nbsp;นายยศพนธ์&amp;nbsp;พรหมทัต ประธานสภาเทศบาลตำบล (ทต.) บางลึก นายปรีชา สมบัตินา รองนายกฯ&amp;nbsp;นายพรั่ง เกิดมาลัย ที่ปรึกษานายกฯ &amp;nbsp;นายวิพันธ์ สกุลนิมิตร รองประธานสภาฯ นายธรรมนูญ ศรีสงคราม สท.บางลึก นายวิวัฒน์ คล้ายอักษร สท.บางลึก นายชุมพล องอาจ เลขานุการนายกฯ นายวิทยา พลวัชรินทร์ สท.บางลึก นายนาวิน คล้ายอักษร ทนายความ นายสุพร โทธานี ตัวแทนชาวบ้านหมู่ที่ 10 ตำบลบางลึก พร้อมชาวบ้านกว่า 20 คน&amp;nbsp;นำผู้สื่อข่าวลงตรวจสอบพื้นที่โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายศรีเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยสภาเทศบาลตำบลบางลึก อนุมัติก่อสร้างจากจุดเริ่มต้นบริเวณปากทางเชื่อมกับถนนสายดอนรักษ์ หมู่ที่ 10 ตำบลบางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร ระยะทาง 200 เมตร กว้าง 5 เมตร หนา 0.15 เมตร งบประมาณ 604,00 บาท เริ่มสัญญา วันที่ 26 มีนาคม 2554 &amp;nbsp;วันสิ้นสุดสัญญา 24 พฤษภาคม 2554 แต่ไม่มีการก่อสร้างในพื้นที่ดังกล่าวจริง เนื่องจากผู้บริหารเทศบาลตำบลบางลึกในสมัยนั้นได้ใช้อำนาจตนเองโดยมิชอบโยกย้ายโครงการไปก่อสร้างในพื้นที่ถนนสายศรีเมืองบริเวณปากทางจุดเชื่อมกับถนนสายพรหมประทาน ช่อง 5-บ่อนไก่ หมู่ที่ 9 ตำบลบางลึก ที่อยู่ห่างกันเกือบ 3 กิโลเมตร ซึ่งไม่เป็นไปตามสัญญาจ้างและไม่เป็นไปตามที่สภาเทศบาลตำบลบางลึกอนุมัติงบประมาณโครงก่อสร้างถนนดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนาวิน คล้ายอักษร ทนายความกล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 ได้มีชาวบ้านและผู้นำท้องถิ่นหมู่ที่ 10 ตำบลบางลึก มอบอำนาจให้ตนนำหลักฐานโครงการทั้งหมดและการแก้ไขข้อความในสัญญาจ้างไปร้องเรียนต่อสำนักงาน ปปช.ประจำจังหวัดชุมพร ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีกับอดีตผู้บริหารเทศบาลตำบลบางลึก ที่กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่โดยการนำโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตถนนสายศรีเมืองหมู่ที่ 10 ตำบลบางลึก ไปก่อสร้างที่ถนนสายศรีเมืองพื้นที่หมู่ที่ 9 ตำบลบางลึก ซึ่งอยู่ห่างกันเกือบ 3 กิโลเมตร โดยไม่มีการนำเรื่องเข้าสู่สภาฯเพื่อมีมติเปลี่ยนแปลงสถานที่ก่อสร้างใหม่จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หหหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนาวิน กล่าววว่า ตนในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจได้ติดตามเรื่องนี้มาตลอดซึ่งได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ ปปช.ชุมพร เพียงว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ จนผ่านไปนานกว่า 5 ปี จึงได้ไปตามเรื่องที่ ปปช.กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าบอกว่า ปปช.จังหวัด ไม่ได้ส่งเรื่องมาที่ ปปช.ส่วนกลาง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ตนพร้อมด้วยผู้นำชุมชนและชาวบ้านได้ไปยื่นหนังสือสอบผลการตรวจสอบจากสำนักงาน ปปช.ประจำจังหวัดชุมพร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนาวิน กล่าวว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปปช.ชุมพร มีหนังสือแจ้งมายังตนระบุว่า &amp;ldquo;สำนักงาน ปปช.ประจำจังหวัดชุมพรได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยมอบหมายให้คณะไต่สวนเบื้องต้นดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเสนอต่อคณะกรรมการ ปปช. พิจารณารับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า การก่อสร้างถนนสายดังกล่าว เทศบาลตำบลบางลึก ดำเนินการก่อสร้างตามแบบแปลนการก่อสร้างที่กำหนดจุดเริ่มต้นจากปากทางเข้าซอยถนนศรีเมืองเชื่อมกับถนนพรหมประทาน ช่อง 5-บ่อนไก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้สำรวจ ผู้ออกแบบ และผู้ควบคุมการก่อสร้าง ต่างยืนยันว่าได้สำรวจออกแบบและควบคุมการก่อสร้างตามจุดและแบบแปลนที่แนบท้ายสัญญาจ้าง &amp;nbsp;อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า ถนนที่เรียกว่าถนนหรือซอยศรีเมืองนั้นมีระยะทางประมาณ 1-2 กิโลเมตร พื้นที่คาบเกี่ยวหมู่ที่ 9 และหมู่ที่ 10 หมู่ 11 และหมู่ 12 ตำบลบางลึก รวมไปถึงราษฎรในท้องที่ตำบลนากระตาม อ.ท่าแซะ หากจะเดินทางเข้าเมืองชุมพร หรือจะไปยังถนนสายเอเชีย 41 สามารถใช้เส้นทางดังกล่าวอย่างทั่วถึง จึงรับฟังไม่ได้ว่าสร้างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ราษฎรหมู่ 9 เพียงคนเดียว จึงไม่ปรากฎหลักฐานเพียงพอรับฟังได้ว่าอดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางลึกในครั้งนั้นกับพวกได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ข้อกล่าวหาตกไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเนวิน กล่าวอีกว่า ตนในฐานะทนายความรู้สึกแปลกใจและตั้งข้อสังเกตในหลายประเด็นว่า ทำไม ปปช.ชุมพร ซึ่งต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก แต่กลับมองแค่ว่าประชาชนมีประโยชน์ร่วมกัน ไม่ได้ดูที่มติสภาฯที่อนุมัติโครงการและสัญญาว่าจ้างโครงการที่กำหนดให้สร้างในหมู่ที่ 10 ทั้งที่มีหลักฐานเห็นอยู่เต็มตาว่า การก่อสร้างถนนดังกล่าวอยู่กันคนละหมู่บ้านและคนพื้นที่กันอย่างชัดเจนไม่เป็นไปตามสัญญาจ้างและไม่เป็นไปตามที่สภาเทศบาลตำบลบางลึกอนุมัติงบประมาณโครงการก่อสร้าง แม้จะเป็นถนนสายเดียวกันแต่อยู่คนละหมู่บ้านห่างกันเกือบ 3 กิโลเมตร หากวินิจฉัยในลักษณะนี้ต่อไปก็จะเป็นแบบอย่างในการเลี่ยงบาลีเลี่ยงกฎหมายอาจจะกลายเป็นปัญหาในอนาคต จึงต้องเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชุมพล องอาจ เลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลบางลึก กล่าวว่าถนนสายดังกล่าวเดิมเป็นถนนลูกรัง ต่อมาปี พ.ศ.2545 เทศบาลตำบลบางลึกอนุมัติโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กระยาะทาง 200 เมตร งบประมาณกว่า 6 แสนบาท กำหนดตามสัญญาจ้างก่อสร้างจากปากทางเข้าถนนสายศรีเมืองเชื่อมกับถนนสายดอนรักษ์ หมู่ที่ 10 ตำบลบางลึก ซี่งมีชาวบ้านอาศัยอยู่กว่า 10 ครัวเรือน &amp;nbsp;แต่การก่อสร้างไม่เป็นไปตามสัญญาว่าจ้างและเป็นไปตามที่อนุมัติงบประมาณโครงการ ผู้บริหารในยุคนั้นกลับใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบย้ายไปสร้างในพื้นที่หมู่ 9 ตำบลบางลึก ซึ่งมีชาวบ้านอาศัยอยู่แค่เพียงครอบครัวเดียวและเป็นคนสนิทของฝ่ายบริหารในขณะนั้น แม้จะเป็นถนนสายเดียวกันแต่อยู่คนละหมู่บ้านห่างกันเกือบ 3 กิโลเมตร ทำให้ชาวบ้านหมู่ที่ 10 ต้องร้องเรียนไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้อง และ ปปช.จังหวัดชุมพร เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายกระทำที่ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและกฎหมาย กฎระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2541 เรื่องประโยชน์และแก้ไขเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ข้อ 29 ระบุว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำชี้แจงงบประมาณรายจ่ายในหมวดครุภัณฑ์ ที่ดิน และสิ่งก่อสร้าง ที่ทำให้ลักษณะ ปริมาณ คุณภาพเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ก่อสร้าง ให้เป็นอำนาจอนุมัติของสภาท้องถิ่น คือหากมีการเปลี่ยนแปลงโครงการใด ๆผู้บริหารจะต้องนำเข้าสู่สภาฯเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ทำได้ ไม่ใช่ผู้บริหารจะดำเนินการเองได้เลย&amp;quot;นายชุมพลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชุมพล กล่าวต่อว่า การที่ ปปช.ชุมพร วินิจฉัยคำร้องและตีตกเรื่องนี้ถือว่าไม่ยึดหลักกฎหมาย หากลงไปตรวจสอบในพื้นที่จริงๆจะเห็นชัดเจนว่า การก่อสร้างถนนดังกล่าวได้เอาโครงการของหมู่ที่ 10 ไปสร้างในหมู่ที่ 9 อยู่ห่างกันเกือบ 3 กิโลเมตร แม้จะเป็นถนนสายเดียวกันแต่อยู่คนละหมู่บ้าน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบ้านพรรคพวกที่มีอยู่เพียงหลังเดียว ขณะที่หมู่ 10 มีราษฎรอาศัยอยู่กว่า 10 ครัวเรือน ที่สำคัญมีหลักฐานใบฎีกาเบิกเงินก็ระบุชัดเจนว่าเป็นโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กหมู่ที่ 10 ตำบลบางลึก แต่ทำไมถนนไปสร้างอยู่หมู่ที่ 9 &amp;nbsp;ซึ่งเรื่องนี้จะต้องเดินหน้าหาความยุติธรรมต่อไปโดยสมาชิกสภาฯได้ร่วมกันลงชื่อนำเรื่องเข้าพิจารณาในสภาเทศบาลฯเพื่อลงมติให้นายกฯและผู้บริหารชุดปัจจุบันนี้นำหลักฐานไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสอบ สภ.เมืองชุมพร เพื่อดำเนินคดีฟ้องร้องต่อศาลต่อไป
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72013</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดชุมพร, ผิดสัญญา, สร้างถนน, หัวคะแนน, เทศบาลตำบลบางลึก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200720/image_big_5f1562fe65edb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2018 22:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขสมก.อ่วมค่าโง่พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขสมก.อ่วม! ศาลปกครองกลางสั่งชดใช้ค่าเลิกสัญญาซื้อรถเมล์เอ็นจีวีให้เบสท์ริน 1,159 ล้านบาท &amp;nbsp;พร้อมสั่งระงับการทำสัญญาซื้อรถเมล์เอ็นจีวีกับ ช.ทวี ชั่วคราว เหตุมติบอร์ดน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขสมก.จ่อยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ประธานเบสท์รินเตรียมเสนอรัฐบาลให้ ขสมก.เช่า-ซื้อรถของบริษัท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด, บริษัท อาร์ แอนด์ เอ คอมเมอร์เชียล วิฮีเคิลส์ เอสดีเอ็น บีเอชดี จำกัด, &amp;nbsp; บริษัท รถยนต์เซินหลง (เซี่ยงไฮ้) จำกัด และบริษัทเทคโนโลยีพลังงานใหม่เป่ยฟังกวางโจว จำกัด เนื่องจากบอกเลิกสัญญาจัดซื้อจัดจ้างรถยนต์โดยสารปรับอากาศเอ็นจีวี และบำรุงรักษาจำนวน 489 คัน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเงิน 1,159,969,552.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น 1,147,831,350.06 บาท นับถัดจากวันที่ 7 มิ.ย.60 ซึ่งเป็นวันฟ้องคดีเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ขสมก.ส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 30 ก.ย.59 จำนวน 547,427.71 บาท คืนแก่บริษัท เบสท์รินฯ กับพวก ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากคืนไม่ได้ ให้ชดใช้เป็นเงินตามจำนวนหนังสือค้ำประกันดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศาลให้เหตุผลว่า ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่าบริษัท เบสท์รินฯ กับพวกทำสัญญาซื้อขายรถเมล์เอ็นจีวีให้ ขสมก.จำนวน 489 คัน เมื่อวันที่ 30 ก.ย.59 และมีกำหนดส่งมอบรถทั้งหมดภายใน 90 วันนับถัดจากวันลงนามสัญญา ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการนำเข้ารถเมล์เอ็นจีวีทั้ง 489 คัน ณ วันที่ 24 ม.ค.60 และได้นำรถ 390 คันไปติดตั้งระบบจีพีเอส ในจำนวนนี้ได้นำไปจดทะเบียนต่อกรมขนส่งทางบกเป็นชื่อของ ขสมก.แล้วจำนวน 292 คัน &amp;nbsp;แม้จะมีรถยนต์บางส่วนยังอยู่ที่กรมศุลกากร การที่ ขสมก.ไม่ตรวจรับมอบรถโดยอ้างว่า ได้รับหนังสือจากสำนักงานอัยการสูงสุดแจ้งว่าให้รอกรมศุลกากรพิจารณาถิ่นกำเนิดสินค้าก่อน รวมทั้งอ้างว่าส่งมอบรถไม่เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา เป็นการขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการตรวจสอบรับและทดสอบรถเมล์เอ็นจีวีมีมติให้มีการส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีเป็นงวดๆ ได้ ดังนั้นการที่ ขสมก.อ้างสิทธิตามข้อ 21 ของสัญญาที่ว่า ขสมก.มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที หากบริษัท เบสท์รินฯ ส่งมอบรถไม่ครบตามจำนวนที่กำหนดในสัญญา และมีสิทธิริบหลักประกัน รวมทั้งสิทธิเรียกค่าเสียหายจากบริษัทได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่อาจรับฟังได้ การบอกสัญญาจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ ขสมก.อ้างว่ารถเมล์เอ็นจีวีดังกล่าวไม่ได้เป็นรถนำเข้าสำเร็จรูปทั้งคันจากประเทศจีน หรือเป็นรถที่ประกอบในประเทศไทย แต่เป็นรถที่ประกอบขึ้นที่ประเทศมาเลเซียนั้น ศาลเห็นว่า จากประกาศของ ขสมก.เรื่องการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี พร้อมซ่อมแซมและบำรุงรักษา ลงวันที่ 23 พ.ค.59 มีเจตนารมณ์ในการจัดซื้อที่มิได้ถือแหล่งผลิตหรือแหล่งประกอบรถเมล์เอ็นจีวีเป็นสาระสำคัญ แม้ตามข้อตกลงในสัญญาตกลงที่จะซื้อขายรถที่ผลิตในประเทศจีนทั้งคัน แต่ข้อเท็จจริง เป็นการนำรถมาประกอบที่ประเทศมาเลเซีย ก็ไม่ใช่ข้อแตกต่าง ที่จะทำให้การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีของ ขสมก.ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ในการบริการสาธารณะ ดังนั้นการที่ ขสมก.อ้างว่าบริษัท เบสท์รินฯ กับพวกเป็นฝ่ายผิดสัญญา และสามารถบอกเลิกสัญญาตามกฎหมายได้ จึงไม่อาจรับฟังได้ จึงพิพากษาให้ ขสมก.ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศาลปกครองกลางยังได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาในคดีที่บริษัท สยาม สแตนดาร์ด เอนเนอจี้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมประมูลโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน เมื่อวันที่ 4 ต.ค.60 หรือหลังจากที่ ขสมก.ยกเลิกสัญญาจัดซื้อรถเมล์จำนวนดังกล่าวจากบริษัท เบสท์รินฯ แล้ว ได้ยื่นฟ้อง ขสมก. และคณะกรรมการบริหารกิจการ ขสมก. (บอร์ด ขสมก.) &amp;nbsp;กรณีบอร์ด ขสมก.มีมติในการประชุมครั้งที่ 16/2560 &amp;nbsp;ให้ ขสมก.ทำสัญญาจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 489 คัน วงเงิน 4,221 ล้านบาทเศษ จากกลุ่มทำงาน SCN-CHO โดยบริษัท ช. ทวี จำกัด (มหาชน) และบริษัท สแกนอินเตอร์ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;เนื่องจากศาลเห็นว่ามติบอร์ดขสมก.ในการประชุมครั้งที่ 15/2560 วันที่ 18 ธ.ค.60 และการประชุมครั้งที่ 16/2560 วันที่ 20 ธ.ค.60 น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานว่า ในการประชุมทั้ง 2 ครั้งดังกล่าว ไม่มีการลงมติอนุมัติให้ขสมก.เข้าทำสัญญา และไม่มีการรับรองรายงานการประชุมดังกล่าว จึงสั่งมิให้ ขสมก.และบอร์ด ขสมก.นำมติดังกล่าวไปดำเนินการใดที่มีผลผูกพันกับ ขสมก.และบอร์ด ขสมก.เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผยถึงกรณีศาลปกครองกลางพิพากษาให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด จำนวน 1.1 พันล้านบาท พร้อมคืนเเบงก์การันตี หลังยกเลิกสัญญารถเมล์เอ็นจีวีมิชอบ ว่าหลังจากนี้ ขสมก.จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยจะดำเนินการภายใน 30 หลังจากนี้ โดยเรื่องดังกล่าวไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด ส่วนแผนการรับรถยังคงเดินหน้าปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายคณิสสร์ ศรีวัชระประภา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ระบุเพิ่มเติมว่า แม้บริษัทจะได้รับค่าเสียหายมา แต่ประชาชนกลับไม่ได้ใช้บริการรถเมล์เอ็นจีวี เพราะความจริงแล้วบริษัทไม่ได้ต้องการความเสียหาย แต่ต้องการนำรถที่ดีและราคาถูกมาให้บริการ ทั้งนี้ จะไม่ยื่นอุทธรณ์เรียกค่าเสียหายเพิ่มเติม เพราะไม่ใช่จุดประสงค์ของบริษัท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่ต้องการที่จะส่งมอบรถที่สั่งมาให้กับทาง ขสมก.เพื่อที่ประชาชนจะได้ใช้ โดยทางบริษัทก็จะไม่อุทธรณ์เรื่องค่าเสียหายเพิ่ม แต่พยายามเจรจากับรัฐบาล และขสมก.เพื่อหาทาง โดยอาจจะมีการทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้ ขสมก.มีการเช่าหรือซื้อของบริษัทไป&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6891</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขสมก., ชดใช้ค่าเสียหาย, บริษัท เบสท์รินฯ, ผิดสัญญา, รถเมล์เอ็นจีวี, ระงับการทำสัญญา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180410/image_big_5accc625445bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
