<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>35137</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลไม้รสหวานหน้าร้อน ผู้สูงอายุควรกินแต่พอดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(มะม่วง, ทุเรียน, เงาะ, ขนุน และลิ้นจี่ ผลไม้หน้าร้อนที่ควรบริโภคให้น้อยที่สุดเพื่อสุขภาพที่ดี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มะม่วง, ทุเรียน, เงาะ, ขนุน และ ลิ้นจี่ ถือเป็นผลไม้หน้าร้อนซึ่งกำลังมีผลผลิตเยอะในช่วงนี้ ที่สำคัญหากบริโภคมากเกินไปอาจกระทบต่อสุขภาพของคนทั่วไป รวมถึงผู้สูงวัยที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวาน ดังนั้นการที่คนสูงวัยกินผลไม้รสหวานจัดเหล่านี้เข้าไป ย่อมถือเป็นความท้าทายต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผลไม้รสหวานจัด อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุสูงเพิ่มขึ้นหลังรับประทาน หรือการที่บริโภคข้าวเหนียวมะม่วงหรือข้าวเหนียวทุเรียน ที่ให้ทั้งน้ำตาลและไขมันจากกะทิในข้าวเหนียวมูนและน้ำกะทิ และซึ่งร่างกายจะใช้เวลาในการย่อยไขมันนานขึ้น ทำให้ระบบการย่อยทำงานได้ช้าขึ้นอีกด้วย และไม่เพียงทำให้รู้สึกอิ่มท้อง แต่ยังได้รับไขมันในปริมาณที่สูง จากเมนูของหวานดังกล่าวเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและโภชนาการ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;การบริโภคผลไม้ที่มีรสหวานจัดเป็นประจำช่วงหน้าร้อนอย่าง ทุเรียน มะม่วงสุก หรือแม้แต่เงาะปริมาณหลายๆ ผลต่อครั้ง ถือเป็นเรื่องท้าทายต่อสุขภาพของผู้สูงวัย อีกทั้งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากคนสูงวัยไม่ได้มีปัญหาสุขภาพ เช่น ไม่มีโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวาน ก็สามารถรับประทานผลไม้ดังกล่าวได้ แต่ว่าต้องจัดสัดส่วนการรับประทานให้มีขนาด &amp;ldquo;เล็กลง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;กินให้น้อยลง&amp;rdquo; กว่าที่เคยทำมาเมื่อตอนเป็นหนุ่มสาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ข้าวเหนียวมูนมะม่วง ประมาณ 210 กิโลแคลอรี หรือข้าวเหนียวมูนประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ และมะม่วงสุกครึ่งลูก อาหารว่างมื้อย่อมที่เพียงพอแล้ว ผู้สูงอายุไม่ควรบริโภคมากกว่านี้ ที่สำ�คัญภายใน 1 อาทิตย์ไม่ควรบริโภคเกิน 1 ครั้ง เพื่อไม่ให้รับพลังงานที่สูงมากเกินไป)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หากต้องการบริโภค &amp;ldquo;ทุเรียน&amp;rdquo; ก็ให้กินได้ไม่ควรเกิน 1 พู หรือหากเป็น &amp;ldquo;มะม่วงสุก&amp;rdquo; ที่ค่อนข้างมีรสหวานจัด (หวานแสบคอ) น้ำตาลเยอะก็ให้บริโภคเพียงครึ่งผล หรือมากสุดคือ 1 ผลเท่านั้น แต่ถ้าหากกิน &amp;ldquo;ข้าวเหนียวมะม่วง&amp;rdquo; หรือ &amp;quot;ข้าวเหนียวทุเรียน&amp;rdquo; ที่จะไปเพิ่มปริมาณพลังงานและน้ำตาลให้มากขึ้นไปอีก ทั้งนี้ ข้าวเหนียวมูน 100 กรัม (1 ขีด) จะให้พลังงาน 280 กิโลแคลอรีโดยประมาณ แนะนำว่าถ้าจะให้ดีควรบริโภคข้าวเหนียวมูนเพียงครึ่งขีดเท่านั้น หรือ 50 กรัม (ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ) ซึ่งจะได้พลังงาน 140 กิโลแคลอรี ที่สำคัญให้รับประทานร่วมกับมะม่วงสุกครึ่งลูก และทุเรียนครึ่งพู ที่ให้พลังงานอยู่ที่ประมาณ 70 กิโลแคลอรี และน้ำตาล 15 กรัม ดังนั้นเมื่อผู้สูงอายุบริโภคข้าวเหนียวมะม่วง-ข้าวเหนียวทุเรียนครึ่งพู จะให้พลังงานโดยรวมอยู่ที่ 210 กิโลแคลอรี จัดว่าเป็นสัดส่วนของว่างมื้อย่อมๆ เพียงพอแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าเมื่อคุณตาคุณยายกินข้าวราดแกง 1 จานกับไข่ดาว 1 ฟองจะได้พลังงานอยู่ที่ 400-500 กิโลแคลอรี และกินเมนูของหวานดังกล่าวตบท้าย ก็จะได้พลังงานอีก 210 กิโลแคลอรี เป็นมื้อใหญ่ของวัน ไม่จำเป็นต้องบริโภคของหวานดังกล่าวมากกว่านี้ เพราะถ้าหากบริโภคเมนูข้าวเหนียวมูนมากเกินไป จะทำให้ได้รับปริมาณพลังงานและน้ำตาลมากเกินความจำเป็นต่อมื้อ ส่วนการบริโภค &amp;ldquo;เงาะ&amp;rdquo; ซึ่งจัดเป็นผลไม้รสหวานที่มีน้ำตาลสูง ประมาณ 16-17 กรัมต่อ 100 กรัม ควรบริโภคเงาะประมาณวันละไม่เกิน 6-8 ผลต่อครั้ง ที่สำคัญใน 1 อาทิตย์ผู้สูงวัยควรบริโภคผลไม้รสตามฤดูกาลอย่าง มะม่วงสุก, ทุเรียน และเงาะ เพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือไม่เกิน 2 ครั้งเท่านั้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.กิตติพร กล่าวเสริมอีกว่า หากคุณตาคุณยายต้องการบริโภคผลไม้หน้าร้อนซึ่งให้พลังงานสูงดังกล่าว ก็ควรมีการ &amp;ldquo;แลกเปลี่ยน&amp;rdquo; เช่น จากที่เคยกินขนมหวานที่มีน้ำกะทิ เช่น ลอดช่องน้ำกะทิ หรือพวกขนมเค้กขนมพายไส้ผลไม้ หรือขนมไทยตระกูลทองชนิดต่างๆ ตบท้ายอาหารคาว ก็ต้องงดบริโภคของหวานดังกล่าว หากว่าต้องการที่บริโภคผลไม้อย่างมะม่วงสุก หรือทุเรียน ตลอดจนข้าวเหนียวมะม่วงและข้าวเหนียวทุเรียน รวมไปถึงการบริโภคชา กาแฟเย็นที่มีรสชาติหวานมันดับร้อน เช่น ชาดำเย็น ชามะนาว ชานมเย็นไข่มุก ที่มีความหวานและให้พลังงานอยู่ที่ 100-300 กิโลแคลอรี หรือไลฟ์สไตล์ที่ชอบดื่มน้ำหวานวันละ 1 กระป๋อง ที่ต้องแลกเปลี่ยน หรืองดรับประทาน หากจะกินเมนูของหวานดังกล่าวเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับข้อปฏิบัติหลังการบริโภคผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อนอย่าง ทุเรียน และมะม่วง อันดับแรกให้งดออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง เพราะอาจยิ่งกระตุ้นให้ร่างการร้อนมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ไม่ควรบริโภคผลไม้ดังกล่าวก่อนเข้านอน เพราะอาจจะทำให้นอนไม่หลับ ประการที่สามแนะนำว่าให้กินน้ำเย็น หรือนมจืดตามเข้าไปสักเล็กน้อย (ครึ่งแก้วเล็ก) เพื่อทำให้ร่างกายเย็นลง หรือที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;คูลดาวน์&amp;rdquo; และล้างความหวานจากผลไม้ดังกล่าว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผลไม้ที่ผู้สูงอายุควรบริโภคในช่วงอากาศร้อนได้แก่ แตงโม ชมพู่ และฝรั่ง แต่ควรทิ้งระยะในการบริโภค เช่น กินเช้าและกินอีกครั้งใน มื้อเย็น)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.กิตติพร ทิ้งท้ายว่า สำหรับผลไม้ที่ผู้สูงอายุควรบริโภคในช่วงอากาศร้อน ได้แก่ ฝรั่ง ที่มีรสจืดสามารถบริโภคได้ทุกวันวันละประมาณ 1 ลูก ถ้าไม่ทำให้ท้องอืดเพราะย่อยยาก รวมถึงผลไม้ที่มีน้ำมาก เพื่อเติมน้ำให้ร่างกายอย่าง แตงโม และ ชมพู่ ทั้งนี้ ต้องบริโภคให้มีระยะห่างกัน เช่น กินตอนเช้าและกินอีกครั้งในช่วงตอนเย็น ที่สำคัญให้บริโภคครั้งละ 1 ชิ้น ( แตงโม 1 ชิ้นยาวยิ้ม หรือชมพู่ 2 ผล) เพราะหลักการกินผักและผลไม้ที่เหมาะสมกับสุขภาพนั้นจะต้องกินให้ได้ 2 ส่วน แต่ต้องกินผักให้ได้ 3 ส่วนของเมนูอาหารในแต่วัน. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35137</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ทุเรียน, ผีขนุน, มะม่วง, ลิ้นจี่, เงาะ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190506/image_big_5cd02b6367180.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11616</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลิก-ละ-ลด..ตามใจปาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถึงวัยที่ต้องซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ อาหารบางชนิดก็ควรจะหลีกเลี่ยง หรือรับประทานให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วก็เลิกกินไปในที่สุดนะคะ เช่น ไม่ควรรับประทานเนื้อสัตว์ติดมัน หนังสัตว์ เช่น หมูสามชั้น ขาหมู หนังไก่ทอด อาหารทอด หรือผัดควรใส่น้ำมันน้อย ไม่รับประทานอาหารไขมันสูง เช่น น้ำมันหมู น้ำมันจากไก่ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ของทอดต่างๆ &amp;nbsp;เช่น ปลาท่องโก๋ กล้วยทอด อาหารชุบแป้งทอด ไม่รับประทานผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน มะม่วงสุก ละมุด กล้วยหอม ลำไย น้อยหน่า ขนุน ค่ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11616</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล้วยหอม, ขาหมู, ทุเรียน, น้อยหน่า, ผีขนุน, มะม่วงสุก, ละมุด, ลำไย, หนังสัตว์, หนังไก่ทอด, หมูสามชั้น, อาหารทอด, เล็กๆน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2018 18:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2018 16:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.เสนอแก้กม.สางปัญหา&#039;ผีขนุน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 เม.ย.61- ในการประชุมสภากทม. สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สอง(ครั้งที่ 1) ประจำปี 2561 มีร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ประธานสภากทม. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. นายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัดกทม. สมาชิกสภากทม. คณะผู้บริหาร และข้าราชการระดับสูง เข้าร่วมร่วมประชุม โดยมีระเบียบวาระที่น่าสนใจ ได้แก่ญัตติของนาย ไพฑูรย์ ขัมภรัตน์ สมาชิกส.ก. เสนอให้จัดระเบียบการบูรณาการบริหารจัดการเมืองในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ให้มีภาพลักษณ์ที่ดีและเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพฑูรย์ กล่าวว่า เนื่องจากพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์เป็นศูนย์กลางของอารยธรรมและวัฒนธรรมในยุครัตนโกสินทร์ที่มีศิลปวัฒนธรรมที่สวยงามอาทิ พระบรมมหาราชวัง ศาลหลักเมือง วัดต่างๆ อีกทั้งมีสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่ง อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักอัยการสูงสุด ศาลฎีกา เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก แต่มีบุคคล 3 กลุ่มที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์เกาะรัตนโกสินทร์ และทำให้คุณค่าของบรรยากาศการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ลดลง ได้แก่กลุ่มที่ 1. กลุ่มที่ดำรงชีวิตด้วยการขอทานทั้งการวางขันให้คนมายอดเงิน &amp;nbsp;2.กลุ่มคนไร้ที่พึ่งพิง คนเร่ร่อน และ3.กลุ่มคนค้าประเวณี &amp;nbsp;ที่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ที่น่ากลัวคือปัจจุบันมีเด็กผู้ชายขายตัวเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การยื่นญัตติครั้งนี้ ต้องการจัดระเบียบพื้นที่โดยให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่ระบบการดูแลขอภาครัฐ ภายใต้กรอบกฎหมาย อาทิมีที่พัก มีอาหาร มีการฝึกอาชีพให้ ขอเสนอให้กทม.ดำเนินการดังนี้1.ประสานหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาคนขอทาน คนไร้ที่พึ่ง และคนค้าประเวณนี้บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ 2.ให้กทม.ยื่นเรื่องถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อตั้งข้าราชการกทม.เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559พ.ร.บ.การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ.2557 3.จัดให้คนขอทาน คนไร้ที่พึ่ง และกลุ่มค้าประเวณีไปอยู่ในความดูแลในระบบของรัฐตามกฎหมาย 4.ดำเนินการให้ฝ่ายบริหารกทม.เข้าไปเป็นกรรมการในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่กรุงเทพฯ เช่นพ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 พ.ร.บ.การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งพ.ศ.2557 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีพ.ศ.2539 และ 5.ศึกษาปรับปรุงกฎหมาย ให้กทม.มีอำนาจจัดการปัญหานี้ได้อย่างถาวร&amp;quot;สมาชิก สก.กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า กทม.ตระหนักถึงพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ที่มีทั้งศิลปวัฒนธรรม โบราณสถาน และสถานที่ราชการสำคัญ ซึ่งกทม.มีแผนฟื้นฟู และพัฒนาพื้นที่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ในภาพรวม ส่วนการดูแลจัดระเบียบบุคคลทั้ง 3 กลุ่มนั้น กทม.เคยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด เช่นบ้านอิ่มใจของกทม. ที่สามารรองรับคนไร้ที่พึ่งได้200คน มีอาหารไว้บริการ &amp;nbsp;นอกจาก3กลุ่มนี้แล้วยังมีปัญหาต่างด้าวในพื้นที่อีกด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6460</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ขอทาน, คนเร่ร่อน, ค้าประเวณี, ผีขนุน, ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ, รองประธานสภากทม., สนามหลวง, เกาะรัตนโกสินทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180404/image_big_5ac4a0559b6c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
