<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81564</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2020 21:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2020 05:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวมพลัง ‘สุดยอดผู้นำ’ ปักธงฝ่าวิกฤต สู่ทศวรรษร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลังพลเมืองชุมชนท้องถิ่น ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ อุ่นเครื่องก่อนจัดงานคัดเลือกสุดยอดผู้นำชุมชนทั่วประเทศ 27-29 ต.ค. เมืองทองธานี สสส.เฟ้น &amp;ldquo;สุดยอดนวัตกรรม&amp;rdquo; ภาคกลาง ร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ เน้นปรับตัวพร้อมรับมือภาวะปกติ-วิกฤติ ปักธง 6 เรื่อง &amp;ldquo;สังคมสูงวัย-สิ่งแวดล้อม-ลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ-เศรษฐกิจชุมชน-สวัสดิการและสุขภาพชุมชน-พึ่งตนเองด้านอาหาร&amp;rdquo; ใช้ฐานสุดยอดผู้นำชุมชนท้องถิ่น 200 คน/ตำบล เป็นพลังเปลี่ยนแปลงสังคม ​ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) และศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดเวทีสุดยอดผู้นำชุมชนท้องถิ่น วาระ : ทศวรรษร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ พื้นที่ภาคกลาง ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น เมื่อวันที่ 1 ต.ค. โดยมี ประภาศรี บุญวิเศษ ประธานกรรมการกำกับทิศทางของแผนสุขภาวะชุมชน พื้นที่ภาคกลาง สมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กรรมการบริหารแผน ผู้ทรงคุณวุฒิ ศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่าย (ศวภ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 92 แห่ง เข้าร่วมงาน 600 คน ด้วยบรรยากาศสีเสื้อหลากสี ข้อความ &amp;ldquo;เสื้ออาสาทำดี&amp;rdquo; &amp;ldquo;มูลนิธิสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา&amp;rdquo; &amp;ldquo;เครือข่ายร่วมสร้าง ท้องถิ่นน่าอยู่&amp;rdquo; &amp;ldquo;สุดยอดนวัตกรรมท้องถิ่น&amp;rdquo; &amp;ldquo;รวมพลคนสร้างสุข&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแสดงรำฟ้อนทศวรรษเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นภาคกลาง ต่อด้วยเพลงศักยภาพชุมชน 1 สมอง 2 มือ ออกมายืดเส้นยืดสายด้วยกัน ขยับกันมาออกกำลังกายทุกชุมชนเข้ามาใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มที่ ต่อด้วยเพลงฉ่อย ชุมชนท้องถิ่นภาคกลาง บางคนที สมุทรสงคราม ปภาศิริ ชอุ่ม สมศักดิ์ บุญประเสริฐ : ขับร้องเพลงฉ่อยเล่าเรื่อง 10 ปี งานรวมพลังพัฒนาชุมชนภาคกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประภาศรี บุญวิเศษ ประธานกรรมการกำกับทิศทางของแผนสุขภาวะชุมชน พื้นที่ภาคกลาง กล่าวถึงเป้าหมายการจัดงาน เราต้องขยายความคิด เราจะพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง เราจะขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ด้วยศักยภาพชุมชนท้องถิ่นและทุนทางสังคม ด้วยวัตถุประสงค์ 1.เพื่อสรุปบทเรียนการดำเนินงานร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่พื้นที่ภาคกลาง 2.เพื่อเสริมศักยภาพ ผู้นำชุมชนท้องถิ่น 3.เพื่อขยายผลแนวคิด และแนวทางการดำเนินงานเครือข่ายสู่ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโสกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) กล่าวว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สสส.และเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ขับเคลื่อนสร้างนวัตกรรมโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมกับการแก้ปัญหาชุมชนท้องถิ่น คือ 1. บริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ฯลฯ ให้ทุกคนในชุมชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ 2.สวัสดิการชุมชน เช่น การช่วยเหลือ จัดตั้งกลุ่มด้านต่างๆ เช่น กลุ่มอาชีพ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มฌาปนกิจ สงเคราะห์ ทั้งนี้ สสส.มีเป้าหมายที่จะร่วมกันสร้างผู้นำ ตำบลละ 200 คน และ 110 ทุนทางสังคม นั่นคือ 3,000 ตำบลของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ต้องสร้าง 600,000 ผู้นำ กับ 330,000 ทุนทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้ หรือนวัตกรรม เชื่อมั่นว่าเราทำได้อย่างแน่นอน และจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชุมชน สังคม ทำให้เกิดศักยภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงข่ายความคุ้มครองทางสังคม บริการทางสังคมขั้นพื้นฐาน ด้านการศึกษา ด้านการสาธารณสุข ด้วยระบบประกันสังคม การสร้างงานสาธารณะ การฝึกอบรมเพิ่มทักษะ&amp;nbsp; เศรษฐกิจ กองทุนประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน การศึกษา ฝึกอบรม กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กองทุนการศึกษา โครงการอาหารกลางวัน อาหารเสริม (นมโรงเรียน)&amp;nbsp; เครื่องแบบนักเรียน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมืองไทยมีกลุ่มเสี่ยง เปราะบาง ที่เป็นผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง คนยากจน&amp;nbsp; คนด้อยโอกาส คนไร้ที่พึ่ง เมื่อเผชิญกับวิกฤติ โรคระบาด ภัยพิบัติ ปัญหาเศรษฐกิจ การเข้าถึงบริการสาธารณะวิกฤติแก้ไขปัญหาชุมชนท้องถิ่น เรามีชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็ง รัฐจัดสวัสดิการให้ประชาชน ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกปฏิบัติเป็นโปรแกรมที่รัฐจัดให้ทั่วหน้า ผู้สูงอายุทุกคนจะได้รับเบี้ยยังชีพ จะยกเว้นผู้สูงอายุที่มีรายได้สูงไม่ได้ ประเทศไทยมีระบบภาษีที่รัฐมีโอกาสช่วยผู้มีรายได้น้อย การจัดทำรัฐสวัสดิการในช่วงโควิด ซึ่งจะต้องทำเป็นงานวิจัยและต้องเรียนรู้อีกมาก การมองผ่านชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งใช้ทุกศักยภาพในการจัดการพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนร่วมมือสร้างชุมชนเข้มแข็ง เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างเครือข่ายเพื่อความคุ้มครองทางสังคม เมื่อเกิดภัยพิบัติก็สามารถพึ่งพาตัวเองได้ เป็นการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตำบลร่วมกับองค์กรหลักในพื้นที่พัฒนาเครือข่ายตำบลน่าอยู่ (สุขภาวะ) ในระดับอำเภอ ระดับตำบลที่มีขีดความสามารถในการจัดการผลกระทบจากสถานการณ์ทั่วไปและสถานการณ์วิกฤติ โดยให้การสนับสนุนแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตำบลรวมกับองค์กรหลักในพื้นที่ ทั้งยังสนับสนุนพัฒนาขีดความสามารถของสมาชิกเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ให้สามารถใช้เครื่องมือจัดการเรียนรู้ บริหารจัดการเครือข่าย และรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในทุกสถานการณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงวิกฤติโควิด ชุมชนนำเงินตัวเองไปซื้อผ้ามาเย็บหน้ากากอนามัย มีการสร้างเป็นเครือข่ายร่วมมือกันทั้งชุมชน กลุ่มเห็ดฟาง กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า กลุ่มข้าวกล้องอินทรีย์ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ ถ้ารอความช่วยเหลือจากภาครัฐไม่ทันเวลา ปัญหาจากกฎระเบียบทางราชการ ทำอย่างไรให้ทุนทางสังคมเป็นกำลังสำคัญผลักดันให้รัฐทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตราบใดที่ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งก็ย่อมจะผลักดันให้เกิดเครือข่ายคุ้มครองทางสังคมที่เป็นจริง การพัฒนาพื้นที่ยั่งยืนเตรียมให้องค์กรปกครองท้องถิ่นเชื่อมพื้นที่รัฐส่วนกลาง ชุมชน ก่อนหน้านี้มีการจัดงานในภาคต่างๆ แล้ว ครั้งล่าสุดจัดงานภาคกลางก่อนที่จะจัดงานใหญ่เพื่อคัดเลือกสุดยอดผู้นำชุมชนทั่วประเทศ 27-29 ต.ค. ที่เมืองทองธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.พีรพงษ์ บุญสวัสดิ์กุลชัย รอง ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงานสถานการณ์การขับเคลื่อนเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่พื้นที่ภาคกลาง มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1,976 แห่ง เครือข่ายร่วมสร้าง 742 แห่ง (37.55%) 25 จังหวัด (กาญจนบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ตราด นครนายก นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง) 57 อปท.ที่ดำเนินงานในระบบข้อมูลตำบล TCNAP2 มีประชากรทั้งหมด 119,587 คน เป็นชาย 173,580 คน เป็นหญิง 180,593 คน มีครัวเรือน 40,412 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่วมสร้างคุณภาพสังคมเพื่อผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 24,796 คน (20.73%) กลุ่มเตรียมสูงอายุ (50-59 ปี) 21,153 คน (17.69%) ผู้สูงอายุ 60-69 ปี 13,881 คน (55.98%) ผู้สูงอายุ 70-79 ปี 7,071 คน (28.52%) ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป 3,844 คน (15.50%) ผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง 10,134 คน (40.87%) ความดันโลหิตสูง 4,938 คน (48.72%) เบาหวาน 1,556 คน (15.35%) การเจ็บป่วยโรคเรื้อรัง ป่วยไปไหนมาไหนได้ 5,325 คน ป่วยอยู่บ้านไปไหนไม่ได้ 599 คน ป่วยนอนติดเตียง 154 คน การอยู่อาศัยของครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุ ครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุ 17,935 คน ผู้สูงอายุอยู่กับผู้สูงอายุด้วยกัน 999 คน ผู้สูงอายุอาศัยอยู่กับเด็ก 5,425 คน การประกอบอาชีพของประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ไม่มีอาชีพ 9,745 คน มีอาชีพ 15.050 คน ผู้สูงอายุที่มีพฤติกรรมเสี่ยง 3,966 คน ผู้สูงอายุที่ดื่มสุราเป็นประจำ 573 คน ผู้สูงอายุที่สูบบุหรี่เป็นประจำ 487 คน ผู้สูงอายุที่ไม่ได้ออกกำลังกาย 1,283 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่วมจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ครัวเรือนที่เข้าร่วมกิจกรรมรักษาสิ่งแวดล้อม 25,774 ครัวเรือน ครัวเรือนที่มีการจัดการขยะ 32,513 ครัวเรือน ครัวเรือนที่มีภาชนะรองรับ 23,388 ครัวเรือน ครัวเรือนที่มีการคัดแยกขยะรีไซเคิล 15,079 ครัวเรือน ครัวเรือนที่ใช้บริการเก็บขยะของชุมชน 14,627 ครัวเรือน ครัวเรือนที่นำขยะไปทำปุ๋ยหมัก 1,081 ครัวเรือน ครัวเรือนที่มีการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยทิ้ง 10,857 ครัวเรือน ครัวเรือนที่มีการใช้วัสดุหรืออุปกรณ์ป้องกันการเกิดควันและฝุ่นละออง 2,520 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่วมลดปัจจัยเสี่ยง ผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป 103.478 คน ผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพ 17,388 คน ผู้มีพฤติกรรมดื่มสุราเป็นประจำ 4,258 คน อายุมากที่สุด 95 ปี ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 609 คน อายุน้อยที่สุด 15 ปี ผู้มีพฤติกรรมขับรถเร็วเกินกว่าที่ กม.กำหนด 371 คน ประชาชนที่ติดสารเสพติด 159 คน ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ 3,504 คน ครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุสูบบุหรี่ 2,746 ครัวเรือน เป็นชาย 3,212 คน หญิง 292 คน อายุน้อยที่สุด 17 ปี อายุมากที่สุด 85 ปี&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.พีรพงษ์ บุญสวัสดิ์กุลชัย กล่าวถึงการขับเคลื่อนเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ พื้นที่ภาคกลาง ว่า ขับเคลื่อน 6 ประเด็นสำคัญ ที่จะร่วมกันกำหนดทิศทางในการร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง คือ 1.สร้างคุณภาพสังคมเพื่อผู้สูงอายุ ทั้งการ เตรียมความพร้อมสถานการณ์ผู้สูงอายุ และการดูแลผู้สูงอายุในทุกมิติ 2.จัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เช่น ขยะ น้ำ เป็นต้น 3.ลดปัจจัยเสี่ยง ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การบริโภคยาสูบ และความปลอดภัยบนท้องถนน 4.เศรษฐกิจชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพ ลดหนี้ เพิ่มเงินออม 5.การจัดการสุขภาพชุมชน และสวัสดิการชุมชนหลายมิติ เช่น การรับมือกับโรคติดต่อแบบ New Normal 6.สร้างอาหารปลอดภัย เน้นพึ่งพาตนเองด้านอาหารในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร ครัวเรือน และชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สานพลังขับเคลื่อน 4 องค์กรหลักปัจจัยความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธวัชชัย ฟักอังกูร ประธานกรรมการบริหารแผน คณะที่ 3 สสส. กล่าวถึงผลดำเนินงาน 10 ปี ของแผนสุขภาวะชุมชน สสส.ว่า ถ้าจะพูดถึงความสำเร็จ เป็นความโชคดีของชุมชนที่มีท่านทั้งหลายเป็นผู้นำชุมชน 10 ปี เรามีเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ชุมชนเข้มแข็ง จัดการตัวเอง 3,000 กว่าแห่ง ประชากรครึ่งหนึ่งของตำบลที่มีไม่น้อยกว่า 30 ล้านคน ได้รับอานิสงส์จากชุมชนน่าอยู่ที่มีท่านเป็นผู้นำ ผลการดำเนินงาน 10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าจะพูดถึงความสำเร็จของชุมชน เราต้องอาศัยท่านทั้งหลายในฐานะที่เป็นสุดยอดผู้นำเป็นเสาหลักขององค์กรในการทำงานให้เกิดชุมชนเข้มแข็ง น่าอยู่ เกิดประโยชน์เกิดสุขภาวะ การบูรณาการงานในพื้นที่ใช้พลังในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง (ท้องถิ่น ท้องที่ ส่วนราชการ ผู้นำประชาชน ศาสนา ภาคียุทธศาสตร์ ประชาชน ชุมชน องค์กรที่เกี่ยวข้อง) ทำไมประโยชน์จึงมีมากกว่าการบูรณาการงานในพื้นที่ ใครที่จะต้องเข้ามาบูรณาการและใครเป็นผู้ทำให้เกิดการบูรณาการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวาระครบรอบ 1 ทศวรรษของการขับเคลื่อนการทำงานร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ภายใต้แผนสุขภาวะชุมชน ได้จัดเวทีสุดยอดผู้นำชุมชนท้องถิ่น 4 ภาค เพื่อสรุปบทเรียนการดำเนินงานร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ในแต่ละภูมิภาค เสริมศักยภาพผู้นำชุมชนท้องถิ่นให้สามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์รูปธรรมการปรับตัวหรือตั้งรับ (resilience) ของชุมชนท้องถิ่นทั้งในสถานการณ์ทั่วไปและสถานการณ์วิกฤติ และขยายผลแนวคิด แนวทางการดำเนินงานเครือข่ายสู่ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งอย่างยั่งยืน สร้างทศวรรษที่น่าอยู่ บนฐานทุนทางสังคม และศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น ผ่านกลไกการทำงานร่วมกับเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ สานพลังขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับ 4 องค์กรหลักในพื้นที่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรหลักในการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง อปท. (อบต. เทศบาล) ดำเนินภารกิจตาม กม.สนับสนุนงบประมาณ จัดทำแผนตำบล พัฒนานโยบายพื้นที่ องค์กรชุมชน (ประชาชน) สภาผู้นำ สภาองค์กรชุมชนร่วมเรียนรู้สถานการณ์ ร่วมทำแผนและปฏิบัติการ ร่วมรับประโยชน์ สร้างงานในชุมชน สร้างแหล่งเรียนรู้เรื่องดีๆ หน่วยงานรัฐในพื้นที่สนับสนุนวิชาการ เสริมศักยภาพ จัดบริการ วิเคราะห์ปัญหาความต้องการ เชื่อมประสานแหล่งประโยชน์ สอ.รพ.รร.พัฒนาชุมชน ท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เชื่อมประสานภาครัฐ ประชาชน เครือข่ายอื่นๆ ดูแลสุขทุกข์ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไกล่เกลี่ย เก็บข้อมูลสื่อสาร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครื่องมือที่ใช้ในการบูรณาการ TCNAP RECAP แผนปฏิบัติการที่แก้ไขปัญหาและส่งเสริมคุณภาพชีวิต พลังของผู้นำและจิตอาสา &amp;ldquo;ผู้สูงอายุ เศรษฐกิจชุมชน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาหารชุมชน สุขภาวะชุมชนในการรับมือโรคอุบัติใหม่&amp;rdquo; เป็นประเด็นที่ทั้ง 4 ภูมิภาคตกผลึกตรงกันที่จะกำหนดทิศทางในการพัฒนาขับเคลื่อนสร้างชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง โดยมีกระบวนการคัดเลือกสุดยอดนวัตกรรม 3 ประเภท คือ นวัตกรรมเชิงระบบ นวัตกรรมเชิงกระบวนการ และนวัตกรรมเชิงเทคนิค เพื่อเป็นแนวทางให้กับพื้นที่อื่นๆ&amp;rdquo; ธวัชชัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบูรณาการในอีก 10 ปีข้างหน้า 1.การพัฒนาระบบ ข่าวสารเพื่อบูรณาการในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 2.การบูรณาการกับภาคียุทธศาสตร์ทุกระดับในลักษณะ Win-Win situation 3.การบูรณาการระหว่างชุมชนเพื่อให้เกิดการช่วยเหลือและเรียนรู้ระหว่างกันแบบไร้รอยต่อ 4.การบูรณาการในลักษณะเขยื้อนภูเขาตามแนวคิดศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี โดยชุมชนสามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตและจัดการกับปัญหาบางอย่างในระดับประเทศได้ด้วยพลังชุมชนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81564</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่, ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส., สุดยอดผู้นำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201023/image_big_5f92e119266c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50807</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2019 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2019 06:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัญหาเชื้อดื้อยา ต้องไม่ถูกมองข้าม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ปัญหาเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ทำให้การติดเชื้อแบคทีเรียแม้เพียงเล็กน้อยก็คร่าชีวิตคนถึงตายได้ ขณะที่ประเทศไทยก็พบปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะสูงขึ้นๆ จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข บางชนิดสูงทะลุกว่า30 เท่าตัว ต้นเหตุเพราะการใช้ยาพร่ำเพรื่อ ใช้ยาไม่ถูกโรคไม่ถูกวิธี ก่อปัญหาสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;หนึ่งในวิธีการต่อสู้กับเชื้อดื้อยามหันตภัยคุกคามที่จำเป็นเร่งด่วน เป็นการเติมความรู้ด้านเชื้อดื้อยาแก่ประชาชนทุกวัยเพื่อให้รู้เท่าทันอันตราย งาน &amp;ldquo; สัปดาห์รู้รักษ์ ตระหนักใช้ยาต้าแบคทีเรีย ปี 2562&amp;rdquo; ที่จัดขึ้นกลางเมือง ณศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เมื่อวันก่อน ใช้ช่องทางเดินรณรงค์ในห้าง ออกบูธด้านสุขภาพกว่า 14 บูธ ตลอดจนจัดนิทรรศการให้ความรู้การใช้ยาเพื่อเปลี่ยนความเข้าใจผิดๆ หยุดพฤติกรรมเสี่ยงก่อเชื้อดื้อยา หันมาป้องกันตัวเอง ช่วยลดการป่วยจากเชื้อดื้อยา โดยมี นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทวงสาธารณสุข ร่วมงานในฐานะตัวแทนรัฐบาล จัดโดยศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา(กพย.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กระทรวงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกประเทศไทย และภาคีเครือข่ายกิจกรรมครั้งนี้ ได้ดึงสาวๆ CM Cafe เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังร่วมรณรงค์หวังสื่อสารเรื่องดื้อยาไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า งานสัปดาห์รู้รักษ์ตระหนักใช้ยาต้านแบคทีเรียจัดอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นจะแก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ ปัจจุบันเป็นปัญหาที่สำคัญของไทยและโลก สสส. ร่วมกับ กพย. ผลักดันให้ประชาชนตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาเชื้อดื้อยาทั้งในระดับชุมชนจนถึงระดับประเทศต่อเนื่อง ปีนี้ สสส.และภาคีเครือข่ายพร้อมใจประกาศเจตนารมณ์ต่อปัญหาวิกฤตเชื้อดื้อยา โดยสนับสนุนภาคีเครือข่ายผ่านการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560-2564 โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ 5 เรื่องการส่งเสริมความรู้ด้านเชื้อดื้อยาและความตระหนักด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมแก่ประชาชน รวมถึงรณรงค์สื่อสารสร้างความตระหนักด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมแก่ประชาชน จัดทำสปอตโฆษณารณรงค์ผ่านช่องทางสื่อกระแสหลักไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ สื่อโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ พัฒนาคนไทยเฝ้าระวังและจัดการความรู้เพื่อจัดการปัญหาเชื้อดื้อยา เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีปลอดภัยจากเชื้อดื้อยาตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo; การส่งเสริมความรู้เชื้อดื้อยาตามยุทธศาสตร์ที่ 5 เน้นสื่อสารไปยังประชาชนเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะกับโรคหวัด ซึ่งเป็นยาต้านแบคทีเรียไม่สามารถกำจัดโรคหวัด ซึ่งมากกว่าร้อยละ80 เกิดจากเชื้อไวรัส นอกจากไม่หายแล้วยังจะส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาในร่างกาย จากการใช้ยาเกินความจำเป็น จากนี้จะเลือกสื่อสารด้านเชื้อดื้อยาให้ความรู้แก่คนเพิ่มขึ้นกิจกรรมสัปดาห์รู้รักษ์ ตระหนักใช้ยาต้านแบคทีเรีย จะกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญ เมื่อสังคมตระหนักมากขึ้นนำมาสู่การขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์และการทำงานอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo; ดร.สุปรีดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เชื้อดื้อยา ปัญหาท้าทาย ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา กล่าวว่า เชื้อดื้อยาเป็นปัญหาที่ทั่วโลกยอมรับว่ารุนแรงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น องค์การอนามัยโลกระบุว่าแต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาสูงถึง 7 แสนคน และถ้าไม่เร่งแก้ไขคาดว่า ในพ.ศ.2593 จะตายสูงถึง 10 ล้านคน พร้อมประกาศเป็น 1 ใน10 ปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ รายงานการศึกษาหลายฉบับชี้ชัดผลกระทบจากเชื้อดื้อยารุนแรงมากขึ้น ส่วนประเทศไทยมีการตายจากเชื้อดื้อยาปีละ 3 หมื่นคน รัฐบาลต้องให้ความสำคัญป้องกันการเกิดและควบคุมการกระจายทั้งในคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทยเพื่อลดการป่วยการตายและความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากเชื้อดื้อยา ปีนี้กระตุ้นการสื่อสารสาธารณะข้อความสำคัญ คือ เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียเช็กให้ชัด ควรใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่ โดยเฉพาะโรคหวัด พบจากติดเชื้อไวรัสบ่อยกว่า อาการเจ็บคอหายเองได้จากการพักผ่อน กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ ไม่ต้องใช้ยา แล้วยังมีเรื่องหยุดกินยาเมื่อมีอาการดีขึ้น ซื้อยาปฏิชีวนะกินตามคนอื่น ซื้อยาเองที่เคยที่ได้รับจากแพทย์ครั้งก่อนหรือเปลี่ยนไปซื้อยาที่แรงกว่ากินเองซื้อยาแก้อักเสบกินเมื่อมีอาการปวดอักเสบแม้กระทั่งการแบ่งยาให้คนอื่น พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดเชื้อดื้อยา ต้องหยุด สำหรับการรณรงค์เชื้อดื้อยาจะขับเคลื่อนทำงานในชุมชน วัด โรงเรียนมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo; แผนยุทธศาสตร์ชาติมีความคืบหน้า แต่สิ่งที่ล่าช้าคือยุทธศาสตร์ที่ 5 การส่งเสริมความรู้เชื้อดื้อยา ถ้าหนุนเสริมด้านนี้ความรู้ของประชาชนจะก้าวหน้ามากและเสริมอีก 4 ยุทธศาสตร์ให้ไปทิศทางเดียวกัน ต้องขอบคุณ สสส. ปีนี้สนับสนุนจัดทำและเผยแพร่สื่อสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง ปีหน้าจะทำงานปิดช่องโหว่การสื่อสารที่ยังตกหล่นต่อไป&amp;ldquo; ผศ.ภญ.ดร.นิยดา กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ความรู้ความเข้าใจของคนไทยที่คลาดเคลื่อนเป็นปัจจัยหลักให้สถานการณ์ไม่กระเตื้องขึ้น ผศ.ภญ.ดร.นิยดา กล่าวว่า คนไทยเรียกสับสนระหว่างยาแก้อักเสบกับยาปฏิชีวนะซึ่งยาปฏิชีวนะเป็นยาต้านแบคทีเรียฆ่าเชื้อไวรัสไม่ได้ ถัดมาเชื่อว่าเป็นหวัดต้องกินยาปฏิชีวนะ ซึ่งต้องลงไปสื่อสารตั้งแต่ระดับเด็กนักเรียนในโรงเรียน นอกจากนี้ไทยขาดกฎหมายควบคุมการซื้อยาปฏิชีวนะปัจจุบันประชาชนหาซื้อยาได้ในร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อ ต้องทบทวนการขายยาปฏิชีวนะโดยอิสระ แต่ก็ต้องไม่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงยาของประชาชน จัดการควบคุมให้มีสมดุล พร้อมทั้งจัดประเภทยาปฏิชีวนะ สำหรับสูตรยาที่ไม่เหมาะสมกำจัดออกไป ควบคุมการโฆษณายาปฏิชีวนะ ยาสามัญประจำบ้าน และควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล หากไม่มีการจัดการที่รอบด้านปัญหาเชื้อดื้อยาจะไม่มีทางบรรเทา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;การแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องสำคัญ ดร.ริชาร์ด บราวน์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่าองค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับปัญหาเชื้อดื้อยา ปีนี้มีประเด็นการรณรงค์คือ&amp;quot; อนาคตของยาปฏิชีวนะขึ้นอยู่กับเราทุกคน&amp;quot; เน้นการกระทำที่ป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะตั้งแต่การล้างมือหรือทำความสะอาดมือที่เหมาะสมช่วยป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อและลดความจำเป็นในการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งทำให้การดื้อยาปฏิชีวนะอยู่ในวงจำกัด นอกจากนี้ยังแนะนำเรื่องสุขอนามัยในช่องปากที่ดี มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ปวย รวมถึงให้ความสำคัญ&amp;nbsp;ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรในการใช้ยาปฏิชีวนะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับประเทศไทยการทำงานเรื่องการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพมาอย่างดีและต่อเนื่องต้องชื่นชมสำหรับหน่วยงานและผู้ที่สนใจสื่อความรู้เชื้อดื้อยาเพื่อทำกิจกรรมรณรงค์ช่วยสร้างความรู้ให้ขยายวงกว้างมากขึ้นสามารถเข้าไปดูข้อมูลที่ได้ที่เว็บไซต์ http://atb-aware.thaidrugwatch.org หรือเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/thai.antibiotic.awareness วิกฤตเชื้อดื้อยาแก้ได้ เป็นหน้าที่ของทุกคน ต้องรวมพลังและทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50807</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ดื้อยา, ต้านเชื้อแบคทีเรีย, ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส., สัปดาห์รู้รักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191121/image_big_5dd63850b8727.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43769</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2019 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2019 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพิ่มขีดความสามารถพันธมิตรสุขภาวะ พัฒนา &quot;แหล่งเรียนรู้&quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ไทยมีแหล่งเรียนรู้มากมายหลายแห่งที่สะท้อนถึงความพยายามในการสนับสนุนข้อมูลที่ช่วยส่งเสริมทักษะการใช้ชีวิต ดูแลสุขภาพ และลดปัจจัยเสี่ยงก่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บ ให้เป็นศูนย์รวมข้อมูลและองค์ความรู้ของประชาชน อย่างไรก็ดีแนวทางการดำเนินงานแหล่งเรียนรู้จำนวนมากยังขาดประสิทธิภาพและไม่ดึงดูดผู้คนเข้ามาเรียนรู้ เหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือเครือข่ายพันธมิตรจัดอบรม &amp;ldquo;พัฒนาศักยภาพสร้างเสริมสุขภาวะ&amp;rdquo; เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจสู่แหล่งเรียนรู้ในพื้นที่กว่า 174 แห่ง โดยมีแกนนำพันธมิตรสุขภาวะ จำนวน 339 คนจากทั่วทุกภูมิภาคเข้าร่วมการอบรมพัฒนาศักยภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. กล่าวว่า การจัดอบรม &amp;ldquo;พัฒนาศักยภาพสร้างเสริมสุขภาวะ&amp;rdquo; เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขยายความร่วมมือจากเครือข่ายพันธมิตรทั่วทุกภูมิภาค โจทย์ คือ การขยายแหล่งเรียนรู้ของพันธมิตรออกไปให้เป็นวงกว้างมากขึ้น มีเป้าหมายให้ความสำคัญเรื่องการดูแลสุขภาพในยุคปัจจุบัน การเสริมศักยภาพในขีดความสามารถ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยขีดความสามารถไม่ได้หมายความว่าจะต้องมียาที่ดี แต่เป็นการรู้จักดูแลตนเอง เช่น มีพฤติกรรมและวิถีชีวิตอย่างไร ปัจจัยก่อให้เกิดโรค วิธีการหลีกเลี่ยงการเสียสุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดี การขยายผลให้เกิดแหล่งเรียนรู้สุขภาวะต้องการเจ้าภาพใหม่ นอกเหนือจากแพทย์ พยาบาล แต่จะเกิดจากแหล่งชุมชน สถานศึกษา สถานบริการด้านการเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการร่วมมือให้เกิดการพัฒนา สร้างแหล่งเรียนรู้เดิมที่มีอยู่ให้เห็นข้อมูลเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทั้งจัดทำสื่อที่ถูกต้อง การเรียนรู้กับสถานการณ์สุขภาพในปัจจุบัน ตลอดจนวิธีป้องกันตนเองจากปัญหาสุขภาพต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การจัดอบรมครั้งนี้ สสส.ตั้งใจให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้จากการทำกิจกรรมถอดบทเรียนในด้านต่างๆ เช่น พื้นที่ปลอดบุหรี่ การไม่ดื่มแอลกอฮอล์ กิจกรรมการลดพุง ลดโรค เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเนือยนิ่งให้เกิดกิจกรรมทางกายมากขึ้น ความรู้นี้จะทำให้เกิดการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ มีการดูดซับข้อมูลเพื่อขยายผลให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษาข้อมูล เกิดแหล่งเรียนรู้สุขภาวะที่มีคุณภาพ หมายถึงการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และเกิดสังคมสุขภาวะที่ขยายวงกว้างทั่วทุกพื้นที่&amp;rdquo; ดร.สุปรีดากล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทางด้าน นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรในเรื่องสุขภาวะจะช่วยสร้างให้คนในประเทศไทยมีขีดความสามารถดูแลสุขภาพมากขึ้น เน้นการสร้างสรรค์ที่เอื้อต่อสุขภาวะ จนเกิดแหล่งเรียนรู้ให้เป็นการเรียนรู้ที่มีชีวิต โดยมีเป้าหมายสร้างความตระหนักในการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะ เกิดทักษะการออกแบบสื่อสารสุขภาวะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการดำเนินงาน มีการต่อยอด ขยายผลของแนวคิด และเชื่อมเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ ทั้งนี้ในการทำงานของ สสส.จะประสานความร่วมมือ เชิญผู้แทนจากแหล่งเรียนรู้เข้าร่วมอบรม โดยให้ระบุหัวข้อที่สนใจ ผู้เข้าร่วมอบรมเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ เน้นการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ของประเทศไทยในอนาคต การเรียนรู้องค์ประกอบของสุขภาวะทั้ง 4 ประเด็น คือ ผู้สูงอายุ ลดพุง ลดโรค บุหรี่ สุขภาวะทางเพศ พร้อมให้ออกแบบจัดทำสื่อขนาดเล็กแสดงผลงานการสื่อสารด้านสุขภาวะ และเป็นผู้ร่วมจัดทำแผนการดำเนินงานชุดสื่อด้านการขยายผล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ สสส.ยังได้ออกแบบกระบวนการอบรมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและภาคีเครือข่ายสุขภาพ อาทิ เครือข่ายคนไทยไร้พุง, คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ เป็นต้น เพื่อให้เกิดกิจกรรม &amp;lsquo;สุขภาพดีสร้างได้ เริ่มที่ตัวเรา&amp;rsquo; ซึ่งจะเกิดขึ้นเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายนนี้ สุดท้ายการดำเนินการอบรมจะถอดบทเรียน รวบรวม สรุปผลแบบสื่อสารสุขภาวะในการดำเนินงาน เพื่อพัฒนาและประยุกต์ใช้ให้เกิดแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพของแต่ละพื้นที่อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด&amp;rdquo; นางเบญจมาภรณ์กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวนูรีซัน บิลยีหลี นักวิชาการศึกษาเทศบาลเมืองบ้านพรุ บอกว่า ห้องสมุดมีชีวิตทำให้เกิดสังคมสุขภาวะมากขึ้น สำหรับการทำแหล่งเรียนรู้ที่อุทยานการเรียนรู้บ้านพรุใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;ห้องสมุดมีชีวิต&amp;rdquo; มีหน้าที่จัดหาข้อมูลสำคัญ จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ทักษะการดำรงชีวิต เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และที่ขาดไม่ได้คือ การดูแลสุขภาพ เน้นจัดกิจกรรมให้ครอบคลุมทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ที่ผ่านมาจัดโครงการสัญจรลงพื้นที่เพื่อเผยแพร่ความรู้ การเรียนรู้ ให้เข้าถึงกลุ่มคนที่ไม่สามารถเดินทางมาที่ศูนย์เรียนรู้ได้ เช่น กิจกรรม BBL (Brain-Based Learning) เป็นการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติและการทำงานของสมองเหมาะกับทุกช่วงวัย ประชาชนเกิดการเรียนรู้พัฒนาศักยภาพตนเอง ถือเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้คนในพื้นที่ได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและนำไปปฏิบัติได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การเข้าร่วมโครงการ &amp;lsquo;พัฒนาศักยภาพสร้างเสริมสุขภาวะ&amp;rsquo; ของ สสส. สะท้อนให้เห็นว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องได้รับข้อมูลข่าวสาร ทั้งเรื่องสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องครบถ้วนผ่านแหล่งเรียนรู้ในการนำเสนอและเชื่อมข้อมูลต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้สังคมไทยมีสุขภาวะที่ดีขึ้น ต้องเริ่มจากการดูแลตนเองและยอมรับว่ากิจกรรมดีๆ ต้องใช้เวลาในการตกผลึกของข้อมูล ทำให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้และเข้าใจมากขึ้น&amp;rdquo; นางสาวนูรีซันกล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;การสร้างสังคมสุขภาวะต้องใช้ความร่วมมือจากคนทุกช่วงวัยเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นอยู่ ทั้งเรื่องการเลือก รับ ปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่ของตนเอง ต้องอาศัยแกนนำที่ผ่านการอบรมเรียนรู้จากข้อมูลที่ถูกต้องเป็นหัวใจหลักเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้เกิดสังคมสุขภาวะอย่างมั่นคงส่งต่อให้ลูกหลานอย่างสมบูรณ์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43769</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส., พัฒนาศักยภาพสร้างเสริมสุขภาวะ”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190819/image_big_5d5a680fa9d0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2018 13:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2018 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ไทย เฮลท์ เดย์ รัน 2018&quot; จากก้าวแรกสู่เส้นชัยได้มาตรฐานงานวิ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ถ้านับตั้งแต่วินาทีแรกที่ผู้รักสุขภาพก้าวเท้าวิ่งจนเข้าสู่เส้นชัยอย่างปลอดภัย และสนามรองรับนักวิ่งได้อย่างพอเพียง ไม่เบียดเสียดกัน ได้มาตรฐาน เชื่อว่าสนามวิ่งจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนหลงรักในการออกกำลังกาย เพราะเป็นแหล่งเรียนรู้สร้างสุขภาพที่สามารถปลุกพลังในตัวให้ลุกมาทำกิจกรรมทางกาย เป็นการส่งเสริมสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย ไม่หมดเวลาไปกับหน้าจอมือถือ สุดท้ายจะหลงรักการวิ่งไปตลอดชีวิตก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เพื่อสนับสนุนการมีกิจกรรมทางกายและตั้งเป้าเป็นต้นแบบมาตรฐานงานวิ่งเพื่อสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย จัดงานแถลงข่าว วิ่งสู่ชีวิตใหม่ &amp;quot;ไทย เฮลท์ เดย์ รัน 2018&amp;quot; (Thai Health Day Run 2018) ครั้งที่ 7 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขึ้นเมื่อวันก่อน ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. กล่าวว่า งานวิ่ง &amp;quot;ไทย เฮลท์ เดย์ รัน 2018&amp;quot; จัดขึ้นมาเป็นปีที่ 7 ซึ่งงานวิ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ สสส.ส่งเสริมให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ และลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ขาดการออกกำลังกายไม่เพียงพอ ซึ่ง สสส.มีเป้าหมายสนับสนุนให้ประชาชนมีวิถีชีวิตที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การส่งเสริมกิจกรรมทางกายของประชาชนทุกกลุ่มวัย 2.การส่งเสริมสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย และ 3.การพัฒนาระบบสนับสนุนการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และในระดับโลกได้ร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลก (World Health Assembly) ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา พร้อมผลักดันแผน Global Action Plan on Physical Activity ที่ส่งเสริมกิจกรรมทางกายอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายตั้งแต่ พ.ศ.2561-2573 ซึ่งนำไปสู่การสนับสนุนประชาชนตระหนักในสุขภาพให้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ด้าน ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า สสส.จัดงานวิ่งมาตลอด 7 ปี นอกเหนือจากการสร้างสุขภาพที่ดีให้คนไทยแล้ว ยังช่วยสร้างนักวิ่งหน้าใหม่ที่เลือกมาวิ่งไทย เฮลท์ เดย์ รัน เป็นที่แรกได้อีกจำนวนมาก การจัดงานวิ่งในแต่ละครั้งสิ่งที่ผู้จัดต้องคำนึงคือ มาตรฐานการจัดงาน ในปีนี้ สสส.ร่วมกับสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย &amp;ldquo;จัดทำคู่มือมาตรฐานงานวิ่ง&amp;rdquo; เพื่อให้การจัดงานมีความปลอดภัยและยุติธรรมสำหรับผู้จัดและนักวิ่งทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ การวิ่งถือเป็นกิจกรรมทางกาย หากใครไม่มีเวลาวิ่งจริงๆ ก็สามารถสร้างกิจกรรมทางกายได้ เช่น ขึ้น-ลงบันไดแทนการขึ้นลิฟต์ หรือใครที่อยู่ใกล้ที่ทำงานก็อาจจะเดินมาทำงานหรือปั่นจักรยานได้ เพียงเท่านี้ก็เกิดกิจกรรมทางกายได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ความพิเศษในงานไทย เฮลท์ เดย์ รัน 2018 ยังสนับสนุนให้เกิดนักวิ่งหน้าใหม่ในทุกๆ อาชีพ เกิดความหลากหลายในช่วงอายุ เพื่อเปิดโอกาสให้คนไม่เคยวิ่งมาลองวิ่งสักครั้ง มาสร้างพื้นที่สุขภาพให้กับตัวคุณเอง และ สสส.ได้จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อม 10 สัปดาห์ โดยมีโค้ชนักวิ่งมาช่วยฝึกสอนเทคนิคการวิ่งต่างๆ ให้เพื่อการวิ่งที่ถูกต้อง ถ้าเราเปลี่ยนจากวงเหล้าเป็นกลุ่มวิ่งแทนจะเป็นพลังที่ช่วยเสริมทัพสุขภาพในงานวิ่งที่ดีและมีมาตรฐานต่อไป&amp;rdquo; ดร.นพ.ไพโรจน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายประสาร จิรชัยสกุล ประธานสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่ง เพื่อสุขภาพไทย กล่าวว่า สำหรับงานไทย เฮลท์ เดย์ รัน 2018 ถูกจัดขึ้นโดยอิงตามหลักสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ สหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ (International Association of Athletics Federations (IAAF)) ที่เป็นองค์กรกีฬาประเภทกรีฑา ซึ่ง สสส.ได้จัดทำ &amp;ldquo;คู่มือการจัดกิจกรรมงานวิ่งเพื่อสุขภาพ&amp;rdquo; ฉบับภาษาไทย เพื่อเป็นองค์ความรู้ในการจัดกิจกรรมให้แก่ภาคีสุขภาพที่สนใจ ซึ่งมีหลักการ วิธีการในการจัดงานวิ่งอย่างมีมาตรฐาน ยกตัวอย่างเช่น Safe and Fair คือ การจัดการความปลอดภัย ความเท่าเทียมและยุติธรรม ที่สร้างให้กิจกรรมมีความปลอดภัยตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้ามาวิ่งจนกระทั่งเข้าเส้นชัย และกลับบ้านอย่างปลอดภัย การเข้าถึงทรัพยากรที่นักวิ่งจะได้รับน้ำทุกๆ 2 กิโลเมตร ตามมาตรฐานสากล ระยะเส้นทางตรงตามที่แจ้ง ที่สำคัญสนามที่เลือกจัดงานจะต้องรองรับคนได้จริง ไม่รับเกินกว่าอัตรา เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักวิ่งได้อย่างทั่วถึง หากกำลังมองหาความท้าทายใหม่ๆ ในชีวิต งานวิ่งไทย เฮลท์ เดย์ รัน 2018 ถือเป็นหนึ่งในงานวิ่งที่มีมาตรฐานและน่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับรายละเอียดกิจกรรมภายในงานมีการแข่งขัน 3 ระยะทาง คือ 10 กม., 5 กม. และ 1.5 กม. ผู้เข้าร่วมแข่งขันจะได้รับเสื้อที่ระลึก และได้รับเหรียญเมื่อเข้าสู่เส้นชัย นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันระยะ 200 เมตร และ 100 เมตร สำหรับเยาวชนอายุ 6-10 ปี ซึ่งจัดในวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2561 ณ สนามศุภชลาศัย จ.กรุงเทพฯ เปิดรับสมัครแล้วที่ www.thaijogging.org&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22997</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;ไทย เฮลท์ เดย์ รัน 2018&quot;, (Thai Health Day Run 2018) ครั้งที่ 7, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181128/image_big_5bfe3b058b5e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
