<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115559</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนวโน้มติดเชื้อลดตายยังพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยป่วยใหม่ 1.4 หมื่นราย ตายยังสูง 271 ราย กทม.-ตจว.ติดเชื้ออัตราครึ่งต่อครึ่งแนวโน้มลดลง ศบค.ย้ำเข้มแคมป์ก่อสร้าง &amp;nbsp;ขยายเวลาเดินรถสาธารณะเป็น 4 ทุ่ม รองรับพนักงานห้างและร้านอาหาร สปสช.กระจายชุดตรวจ ATK 8.5 ล้านชุดให้พื้นที่เสี่ยง 15 ก.ย. ผ่านสถานพยาบาล-แอปเป๋าตัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 3 กันยายน เวลา 12.30 น. พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ &amp;nbsp;14,653 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 14,395 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 13,160 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 1,235 ราย &amp;nbsp;และมาจากเรือนจำ 256 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 2 ราย​ &amp;nbsp;ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 1,249,140 ราย &amp;nbsp;หายป่วยเพิ่ม 18,262 ราย​ ทำให้มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 &amp;nbsp;จำนวน 1,049,540 ราย อยู่ระหว่างรักษา 159,800 ราย อาการหนัก &amp;nbsp;4,740 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 1,011 ราย​ เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 271 ราย เป็นชาย 134 ราย หญิง 137 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 167 &amp;nbsp;ราย มีโรคเรื้อรัง 76 ราย เป็นหญิงตั้งครรภ์ 1 ราย ที่ จ.นราธิวาส เสียชีวิตที่บ้านและระหว่างนำส่ง 3 ราย ผู้เสียชีวิตมากที่สุดอยู่ใน กทม. 79 &amp;nbsp;ราย ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 12,280 ราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่ 3 ก.ย. ได้แก่ กทม. &amp;nbsp;3,428 ราย สมุทรปราการ 1,237 ราย สมุทรสาคร 859 ราย ชลบุรี 822 &amp;nbsp;ราย ระยอง 541 ราย นราธิวาส 465 ราย ราชบุรี 340 ราย นครราชสีมา 283 ราย สงขลา 279 ราย นนทบุรี 278 ราย ทั้งนี้อัตราการติดเชื้อของ &amp;nbsp;กทม.และต่างจังหวัดอยู่ในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง และมีทิศทางลดลงทั้งคู่ &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีรายงานคลัสเตอร์กลุ่มเสี่ยง บางจังหวัดเป็นล้งผลไม้ แพปลา แรงงานเพื่อนบ้าน และชุมชน บางจังหวัดที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่สีแดงเข้ม เช่น จ.ชุมพร มีรายงานว่ามีการรวมกลุ่มตั้งวงเหล้า ดื่มเหล้าแก้วเดียวกัน ขอเน้นย้ำให้จังหวัดตรวจสอบการรวมกลุ่มสังสรรค์ งานศพ &amp;nbsp;งานแต่ง งานประเพณี และที่ ศบค.ยังเน้นย้ำอยู่คือแคมป์ก่อสร้าง โดยมีรายงานที่ จ.ระยอง, ราชบุรี, นราธิวาส เพราะตอนนี้มีการหมุนเวียนแรงงานที่เรียกว่าซับคอนแทรก อย่างเช่นช่างปูน ช่างกระเบื้อง ที่หมุนเวียนไป ขอให้เข้มงวดเนื่องจากกังวลจะลามจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า หลังจากประกาศข้อกำหนดฉบับที่ 32 ให้ประชาชนใช้บริการร้านอาหาร ตัดผม หรือเดินห้างได้ แต่พบว่ารถขนส่งสาธารณะมีความแออัด ขอให้กำชับมาตรการไม่ให้มีความเสี่ยงติดเชื้อ &amp;nbsp;ซึ่งอนุญาตให้มีผู้โดยสาร 75% ถ้ามีผู้โดยสารยืนแสดงว่าเกิน 100% จึงให้กระทรวงคมนาคมเพิ่มจำนวนรถให้เพียงพอต่อจำนวนประชาชน &amp;nbsp;นอกจากนี้กรณีร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าต้องปิดในเวลา 20.00 น. แต่พนักงานยังต้องปิดร้าน ทำความสะอาด อาจกลับบ้านไม่ทัน ที่ประชุม &amp;nbsp;ศบค.ชุดเล็กจึงอนุญาตขยายเวลาเดินรถได้ถึงเวลา 22.00 น. มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. แต่ยังไม่ใช่เป็นการผ่อนคลาย ประชาชนทั่วไปขอให้วางแผนการเดินทาง อย่าไปแออัดพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าเราร่วมมือกันดำเนินการมาตรการเข้มข้นในอีก 2 สัปดาห์แล้วตัวเลขไม่เพิ่ม การผ่อนคลายจะเกิดขึ้นแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แถลงว่า จากการอนุมัติให้ใช้ชุด &amp;nbsp;Antigen Test Kit (ATK) ด้วยตนเอง ก็มีการใช้อย่างแพร่หลาย จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการชุดตรวจและน้ำยาที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยติดเชื้อโควิด-19 แบบตรวจหา ATK โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ เพื่อนำไปเป็นนโยบายในลำดับต่อไป ปัจจุบันชุดตรวจโควิด-19 ด้วยตัวเองมีอยู่ประมาณ 45 ยี่ห้อ ทั้งนี้จะต้องมีคำอธิบายด้วยภาษาไทย มีตัวอักษรเน้นสีแดงชัดเจนว่าเป็นชุดตรวจคัดกรองเบื้องต้น สำหรับบุคคลทั่วไป โดยจะมีการเฝ้าระวังการจำหน่ายชุดตรวจ ATK ในท้องตลาด สุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบคุณภาพ และร่วมกับตำรวจในการตรวจสอบ หากทำผิดกฎหมายจะมีการดำเนินคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า สปสช.ซึ่งมี นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัด สธ.เป็นประธาน ได้วางแผนเร่งกระจายชุดตรวจ ATK จำนวน 8.5 ล้านชุด เบื้องต้นจะเน้นที่กลุ่มเสี่ยง อาทิ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่สีแดง ในครอบครัว/ชุมชนมีผู้ติดเชื้อ คาดว่าจะเริ่มแจกได้ 15 ก.ย.นี้ ผ่านหน่วยบริการที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพใน 2 รูปแบบ คือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.แจกให้ชุมชนแออัด ตลาดต่างๆ โดยผู้นำชุมชน หรือผู้ประสานงาน หรืออาสาสมัครสาธารณสุข และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน รับชุดตรวจและกระจายให้กลุ่มเป้าหมาย โดยที่ประชาชนใน กทม.ลงทะเบียนรับ ATK กับศูนย์บริการสาธารณสุข ส่วนต่างจังหวัดลงทะเบียนรับ ATK กับหน่วยบริการในพื้นที่ เช่น รพ.สต. หรือ รพ.ใกล้ชุมชน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายได้แก่ 1.ผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ และผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 7 โรคที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิด 2.ผู้ที่สงสัยว่ามีอาการติดเชื้อ คือมีไข้ ไอ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส &amp;nbsp;หายใจหอบ หายใจลำบาก 3.ผู้ที่อยู่ร่วมบ้านกับผู้ติดเชื้อโควิด 4.ผู้ที่ทำงานประสานงานในชุมชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 2 แจกที่หน่วยบริการ ได้แก่ รพ. และ รพ.สต.ทุกแห่ง รวมถึงคลินิกและร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่สีแดง เพื่อให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงนำกลับไปตรวจที่บ้าน โดยประชาชนขอรับผ่านแอปเป๋าตัง &amp;nbsp;หากเข้าเกณฑ์ว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง ขณะนี้ธนาคารกรุงไทยกำลังพัฒนาระบบและคาดว่าวันที่ 11 ก.ย.นี้จะมีการอัปเดตแอปเป๋าตังที่เพิ่มเมนูรับชุดตรวจโควิด-19 ฟรี ในหัวข้อเป๋าตังสุขภาพแล้วเสร็จ ทั้งนี้จะแจกคนละ 2 ชุด เพราะเมื่อได้ผลเป็นลบแล้วอาจยังไว้วางใจไม่ได้ อีก 5 วันอาจต้องตรวจอีกครั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ลานอเนกประสงค์อำเภอปลายพระยา จ.กระบี่ นายอนุวรรตน์ &amp;nbsp;โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยข้าราชการจำนวน &amp;nbsp;150 คน ร่วมประกาศเจตนารมณ์เป็นอำเภอปลอดโควิด-19 แห่งแรกของประเทศไทย โดยปล่อยรถยนต์รณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ 4 ตำบล รวม 35 หมู่บ้าน ในการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเพื่อให้การติดเชื้อเป็นศูนย์ภายในเดือน ก.ย.นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115559</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตายยังสูง 271 ราย, ผู้ช่วยโฆษก, พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไทยป่วยใหม่ 1.4 หมื่นราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_61317727e212f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งทุกจว.เร่งฉีดวัคซีนหญิงท้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หมอเบิร์ท&amp;rdquo; แจงตัวเลขฉีดวัคซีนไทยทะลุ 28 ล้านโดสแล้ว แต่ยังห่วงหญิงตั้งครรภ์ที่เข้ามาฉีดต่ำทั้งที่เป็นกลุ่มเสี่ยง สั่งเร่งระดมทุกจังหวัดหาหญิงท้องเกิน 12 สัปดาห์เข้ามารับด่วน เผยเป้าหมายสิ้นปี 100 ล้านโดสเป็นไปได้หากจัดหาวัคซีนได้เพียงพอ &amp;ldquo;กทม.&amp;rdquo; เตรียมเปิดรถฉีดถึงบ้านในสัปดาห์หน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 25 สิงหาคม พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงถึงสถานการณ์ฉีดวัคซีนในไทยว่า ข้อมูลการฉีดวัคซีนวันที่ 24 ส.ค. มีการฉีดเพิ่ม 585,214 โดส ทำให้มียอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 28,197,659 โดส โดยเป็นเข็มที่หนึ่ง 21,231,498 ราย, เข็มที่สอง 6,405,537 ราย และเข็มที่สาม 560,624 ราย ทั้งนี้ ในที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กได้หารือเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ที่พบการเสียชีวิตจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ได้ 5 แสนคนภายในสิ้นปี แต่ปัจจุบันฉีดเข็มที่หนึ่งไปได้เพียง 27,519 ราย หรือ 5.5% ฉีดเข็มสองได้เพียง 2,078 ราย หรือ 0.4%&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ข้อมูลหญิงตั้งครรภ์ที่ป่วยและเสียชีวิตจากการติดโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระหว่างวันที่ 1 เม.ย.- 11 ส.ค. พบผู้ติดเชื้อ 185 ราย เสียชีวิต 29 ราย ค่ากลางอายุผู้เสียชีวิตจะอยู่ที่ 33 ปี และยังพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่มีอายุครรภ์ 29-42 สัปดาห์ สูงถึง 55% รองลงมาคือ 14-28 สัปดาห์ สูงถึง 41% นอกจากนี้ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยยังเป็นห่วงเรื่องดังกล่าว และได้ให้ข้อมูลการวิเคราะห์ของ สธ. ที่รวบรวมระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.63-13 ส.ค.64 เกี่ยวกับการติดเชื้อโควิด-19 ในสตรีตั้งครรภ์ พบว่า สตรีตั้งครรภ์ที่ติดโควิด-19 มีอัตราการเสียชีวิตจะอยู่ที่ 1.85% ซึ่งสูงเป็น 2.5 เท่าของคนทั่วไป และยังพบอัตราการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก 11.8% ดังนั้น ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ จึงมีหนังสือไปยังทุกจังหวัด ให้เร่งระดมค้นหาหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์มาเข้ารับวัคซีน โดยอายุครรภ์ดังกล่าวจะมีความปลอดภัย เพราะเด็กมีอวัยวะครบแล้ว ไม่เป็นอันตราย และยังเป็นการส่งต่อภูมิคุ้มกันให้ทารกในครรภ์ด้วย&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามขณะนี้มีตัวเลขการฉีดวัคซีนของคนไทย 28 ล้านโดส แต่ได้ตั้งเป้า 100 ล้านโดส ภายในปี 2564 เหลือเวลาอีกเพียง 4 เดือนเท่านั้น การจัดหาวัคซีน การบริหารจัดการ และการให้บริการต่างๆ คิดว่าจะทันตามเป้าที่วางไว้หรือไม่ พญ.อภิสมัยกล่าวว่า นโยบายรัฐบาลและศบค.กำหนดให้ปี 2564 จะมีการฉีดวัคซีนครบ 100 ล้านโดส คิดตามอัตราส่วนประชากร 50 ล้านคน อัตราฉีดอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านโดสต่อเดือน ดังนั้นต้องฉีดให้ได้ 5 แสนโดสต่อวัน จะเห็นได้ว่าอัตราฉีดของไทยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเราทำได้เกิน 5 แสนโดสต่อวัน ดังนั้น ยังอยู่ในแผนการจัดการ แต่สิ่งที่สำคัญการฉีดวัคซีนที่จะทำได้ตามแผนต้องมีการจัดหาวัคซีนให้ทันกับการฉีดด้วย จากการที่เราเริ่มฉีดเข็มแรกในวันที่ 7 มิ.ย. หลายคนจะครบฉีดเข็มสองในเดือน ก.ย. ฉะนั้นการจัดหาวัคซีนช่วงเดือน ส.ค. ยอดรวม 13.8 ล้านโดส ในจำนวนนี้เป็นซิโนแวค 6.5 ล้านโดส, แอสตร้าเซนเนก้า 5.8 ล้านโดส, ไฟเซอร์จากยอดบริจาค 1.5 ล้านโดส และรวมซิโนฟาร์ม 1 ล้านโดส ดังนั้น เดือน ส.ค.เป็นไปตามแผนคือ ฉีดวันละ 5 แสนโดสขึ้นไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวต่อว่า เดือน ก.ย.จะมีวัคซีนที่บางส่วนมาถึงแล้ว และบางส่วนทยอยมารวมแล้ว 15 ล้านโดส ประกอบด้วยซิโนแวค 6 ล้านโดส, แอสตร้าเซนเนก้า 7 ล้านโดส, ไฟเซอร์มาเพิ่มอีก 2 ล้านโดส ส่วน ต.ค. ซิโนแวคมาอีก 6 ล้านโดส, ไฟเซอร์ 8 ล้านโดส และ พ.ย.จะจัดสรรวัคซีนให้ได้รวมๆ ประมาณ 17 ล้านโดส และจากการที่รัฐบาลเจรจากับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้าฯ สะท้อนให้เห็นการแพร่ระบาดที่มีตัวเลขสูงขึ้นของประเทศไทย ทางผู้ผลิตให้คำมั่นว่าจะจัดสรรให้ไทยตั้งแต่เดือน ก.ย.-ธ.ค.เป็นต้นไป เดือนละ 7 ล้านโดสเป็นอย่างน้อย คือถ้ามีกำลังผลิตได้มากขึ้น ไทยจะได้รับการจัดสรรที่มากขึ้นกว่านี้ ส่วนไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดสในเดือน ส.ค. แล้ว ก.ย.มา 2 ล้านโดส, ต.ค. 8 ล้านโดส, พ.ย.และ ธ.ค.มาอีกเดือนละ 10 ล้านโดส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งสำคัญกระทรวงสาธารณสุขเป็นห่วงผู้สูงอายุและ 7 กลุ่มโรค เนื่องจากหลายคนไปที่จุดฉีดวัคซีนแล้วไม่มั่นใจวัคซีนซิโนแวค จึงขอย้ำว่าการใช้วัคซีนไขว้หรือวัคซีนผสมฉีดเข็มหนึ่งเป็นซิโนแวค ตามด้วยเข็มสองแอสตร้าเซนเนก้า จะทำให้มีภูมิคุ้มกันสูง สามารถป้องกันโรค ป้องกันอัตราป่วยหนัก และป้องกันการเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;rdquo; พญ.อภิสมัยกล่าว
ด้าน นพ.เฉวตสรร​ นาม​วาท​ ผู้​อำนวยการ​กอง​ควบคุม​โรค​และ​ภัย​สุขภาพ​ใน​ภาวะ​ฉุกเฉิน​ กรมควบคุม​โรค ​กล่าวว่า การติดเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-23 ส.ค. เทียบระหว่างไทยกับเวียดนาม​ จำนวนป่วยต่อวันย้อนหลังของไทยอยู่ที่ 20,000 ราย และเวียดนามอยู่ที่ 10,000 ราย แต่ผู้เสียชีวิตรายใหม่เวียดนามสูงกว่าเราตกอยู่ 350 ต่อวัน ส่วนไทยเฉลี่ยอยู่ 250 ต่อวัน เนื่องจากครอบคลุมของวัคซีนเข็มแรกของไทยอยู่ 28% ส่วนเวียดนามอยู่ที่ 15% ดังนั้นผลของวัคซีนเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลดการเสียชีวิต​&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ส่วนการฉีดวัคซีน​ไขว้นั้น ซิโนแวค 2 เข็มตามด้วยซิโน​ฟาร์ม​เข็มที่ 3 ภูมิคุ้มกัน​เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาในต่างประเทศ เมื่อเปรียบเทียบแอสต​ร้า​เซน​เน​ก้า​ 2 เข็ม ภูมิคุ้มกัน​อยู่ที่ 76.5 สูงกว่าซิโนแวค 2 เข็มถึง 3 เท่า โดยถ้าเป็นสถิติประเทศอังกฤษ ความสามารถป้องกันการป่วยหนักหรือเสียชีวิต​สูงเกินกว่า 90% เพราะฉะนั้นถ้ามีการไขว้แล้วภูมิอยู่ในระดับเดียวกัน ก็ถือว่าได้ผลดีน่าพอใจ ส่วนการฉีดซิ​โน​แวคเข็มแรก ตามด้วยแอสต​ร้า​เซน​เน​ก้า​เข็มที่ 2 ภูมิขึ้นอยู่ที่ 78.65 และเมื่อฉีดซิโนแวค 2 เข็ม ตามด้วยแอสต​ร้า​เซน​เน​ก้า​เข็มที่ 3 ภูมิขึ้นสูงถึง 271.17 เกิน 10 เท่าเมื่อเทียบกับซิโนแวค 2 เข็ม&amp;rdquo;
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวตอนหนึ่งในงานประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ครั้งที่ 29 ว่า วัคซีนโควิด-19 มีเพียง 3 แพลตฟอร์มเท่านั้นที่ได้อนุมัติให้ใช้ฉุกเฉินได้ในโลก คือเชื้อตาย ซึ่งฉีดเป็นตัวแรกดี แต่ไม่ใช่ตัวบูสเตอร์ที่ดี ส่วนไวรัสเวกเตอร์ และ mRNA นับว่าเป็นตัวบูสเตอร์ที่ดี &amp;nbsp;และขณะนี้วัคซีนแพลตฟอร์มซับยูนิต ที่มีการพูดถึงกันมากคือ โนวาแวกซ์, อันฮุย (Anhui) ของจีน และ GSK ของบริษัทซาโนฟี ที่กำลังพยายามผลิตออกมา เพราะวัคซีนชนิดซับยูนิตนั้นทำไม่ง่าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ยงกล่าวถึงการศึกษาความปลอดภัยและภูมิต้านของวัคซีนซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้าที่นำมาปรับเป็นสูตรไขว้ ว่าผลการติดตามในคนไข้ที่ฉีดสลับวัคซีน 70-80 คน พบว่าค่าไตเตอร์หรือภูมิคุ้มกันสูงเท่ากับฉีดแอสตร้าฯ 2 เข็ม และขณะเดียวกันแอนติบอดีก็เพิ่มขึ้นหลังฉีดห่างกันเพียง 3 สัปดาห์ ต่างจากแอสตร้าฯ ที่ต้องฉีดห่างจากเข็มแรกกัน 8-10 สัปดาห์ แต่ย้ำว่าการฉีดสลับต้องเริ่มต้นด้วยเชื้อตายถึงจะดี หากฉีดด้วยแอสตร้าฯ เข็มแรกตามด้วยซิโนแวค ค่าไตเตอร์จะขึ้นต่ำมาก ส่วนการกระตุ้นเข็ม 3 ในบุคลากรทางการแพทย์นั้น จากข้อมูลผู้ที่ฉีดซิโนแวค 2 เข็ม บูสต์ด้วยแอสตร้าฯ 1 เข็ม จำนวน 500 คน ในจำนวนนี้ 190 คนพบว่าแอนติบอดีขึ้นสูงมากกว่า 100 เท่า เมื่อเทียบกับซิโนแวค 2 เข็ม และค่าการตรวจภูมิคุ้มกัน หรือ The surrogate Virus Neutralization Test (sVNT) พบว่า sVNT ต่อสายพันธุ์ปกติ (Wild type) หรือต่อสายพันธุ์อัลฟา ก็จะมีภูมิขึ้น 100% ส่วน sVNT ต่อสายพันธุ์เดลตานั้นแอนติบอดีดีมากเกือบ 100% แต่ภูมิจะลดลงมาในสายพันธุ์เบตา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร (กทม.) โพสต์เฟซบุ๊กถึงการให้บริการรถฉีดวัคซีนถึงบ้านว่า ได้จัดรถฉีดวัคซีนถึงบ้าน &amp;nbsp;(BKK Mobile Vaccination Unit : BMV) ซึ่งจะมีทีมหมอ พยาบาล นั่งรถไปฉีดเชิงรุกให้ถึงหน้าบ้าน เคลื่อนที่ไปตามชุมชนต่างๆ ใกล้บ้านให้ได้มากที่สุด โดยคาดว่าจะเริ่มฉีดได้สัปดาห์หน้านี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114568</URL_LINK>
                <HASHTAG>คม พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์, ด่วน เผยเป้าหมายสิ้นปี 100 ล้านโดส, ผู้ช่วยโฆษก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แต่ยังห่วงหญิงตั้งครรภ์, ” แจงตัวเลขฉีดวัคซีนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d19b80846c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114011</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งฉีดวัคซีน13จว.แดงเข้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉีดวัคซีนโควิดทะลุ 25 ล้านโดส กรมควบคุมโรคลงนามจัดซื้อไฟเซอร์อีก 10 ล้านโดส รวม 30 ล้านโดส คาดทยอยส่งไตรมาส 4 แอสตร้าฯ 1.5 แสนโดนจากภูฏานถึงไทยแล้ว แจงบุคลากรฉีดไฟเซอร์เข็ม 4 ต้องไปปฏิบัติงานที่แคนาดา เผยสถิติผู้เสียชีวิตจากโควิด 0.6% &amp;nbsp;เป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ส่วน 63% ไม่ได้รับวัคซีน เร่งฉีดผู้สูงอายุ-กลุ่มเสี่ยง 70% ทุกพื้นที่ลดการตาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า ข้อมูลการฉีดวัคซีนวันที่ 19 ส.ค. มีการฉีดเพิ่ม 651,606 โดส ทำให้มียอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp;28 ก.พ. 25,818,666 โดส ทั้งนี้ มีรายงานจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศึกษาผู้ได้รับวัคซีน &amp;nbsp;125 ราย พบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม มีระดับภูมิคุ้มกัน &amp;nbsp;24.31 ผู้ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม มีระดับภูมิคุ้มกัน &amp;nbsp;76.52 ผู้ได้รับวัคซีนซิโนแวคเข็มหนึ่งและแอสตร้าเซนเนก้าเข็มที่สอง &amp;nbsp;78.65 ผู้ได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม และแอสตร้าเซนเนก้าเป็นเข็มบูสเตอร์ ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ มีระดับภูมิคุ้มกัน 271.17&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข และนายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นสักขีพยานการลงนามในสัญญาการจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 ชนิด &amp;nbsp;mRNA ของไฟเซอร์ ระหว่างนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ &amp;nbsp;อธิบดีกรมควบคุมโรค กับ Ms.Deborah Seifert ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทยและอินโดไชนา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า ตามที่รัฐบาลไทยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เพื่อฉีดให้ประชากรที่อยู่ในประเทศไทยตามความสมัครใจ ในวันนี้กรมควบคุมโรคและบริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทย ได้ร่วมลงนามในสัญญาการจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 &amp;nbsp;ชนิด mRNA ของไฟเซอร์ เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นที่มีร่วมกันในความพยายามลดการติดเชื้อโรคโควิด-19 ในประเทศ โดยจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มเติมจำนวน 10 ล้านโดส จากที่ได้ลงนามจัดซื้อจำนวน 20 &amp;nbsp;ล้านโดสไปแล้วเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 รวมวัคซีนไฟเซอร์ที่จะเข้ามาในประเทศไทยมีจำนวน 30 ล้านโดส ทยอยจัดส่งได้ในช่วงไตรมาสที่ &amp;nbsp;4 ปีนี้เป็นต้นไป เพื่อเสริมแผนกระจายวัคซีนของประเทศ ซึ่งจะทำให้มีวัคซีนฉีดให้ประชากรในประเทศไทย 100 ล้านโดสภายในปี 2564 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมขอขอบคุณ Ms.Deborah Seifert และผู้เกี่ยวข้องที่ได้ช่วยให้การจัดหาวัคซีนครั้งนี้สำเร็จด้วยความเรียบร้อย รัฐบาลไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือในการจัดหาวัคซีนเช่นนี้ต่อไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;อนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อช่วงค่ำวันพฤหัสบดี ที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติ มีการจัดการประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2564 โดยมีนายอนุทิน &amp;nbsp;ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุม และนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข เป็นรองประธาน โดย นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมวันนี้เห็นชอบใน (ร่าง) &amp;nbsp;นโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2566-2570 พร้อมแผนงานโครงการและกรอบวงเงินงบประมาณ และจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ซึ่ง (ร่าง) นโยบายฯ ฉบับนี้เป็นฉบับที่สำคัญและจะทำให้เกิดความมั่นคงด้านวัคซีน รวมทั้งเป็นกรอบการดำเนินงานในระยะยาวทั้งยังเป็นแผนการทำงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการวิจัย พัฒนา การประกัน การผลิต การควบคุมคุณภาพ การบริหารจัดการและการจัดหาวัคซีน รวมทั้งการกระจายวัคซีน ให้กรอบการทำงานมีความครอบคลุมในด้านการทำงานของวัคซีนทั้งระบบ&amp;nbsp;
ตาย 63% ไม่ได้รับวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. เปิดเผยว่า ตามที่ ศบค. เห็นชอบหลักการแลกวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลภูฏาน จำนวน 1.5 แสนโดส และจะส่งคืนให้ภูฏานในปลายปี 2564 โดยวันนี้เวลา 12.40 น. วัคซีนล็อตดังกล่าวมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทยแล้ว กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะดำเนินการตรวจสอบคุณภาพวัคซีน คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 วัน และจะกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อฉีดให้ประชากรกลุ่ม 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค และหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไปภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อลดการป่วยหนักและเสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงถึงประเด็นวัคซีนโควิด-19 ว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค.64 ประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น 651,606 โดส แยกเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 442,435 ราย &amp;nbsp;เข็มที่ 2 จำนวน 201,318 ราย และเข็มที่ 3 จำนวน 7,853 ราย &amp;nbsp;ฉีดสะสมแล้ว 25,818,666 โดส เป็นเข็มที่ &amp;nbsp;1 จำนวน 19.586,666 ราย เ ข็มที่ 2 จำนวน 5,705,200 ราย และเข็มที่ 3 จำนวน &amp;nbsp;527,457 ราย มีผู้ที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มแล้ว คิดเป็น 27.2% ครบ 2 เข็ม 7.9 &amp;nbsp;% ผลการให้บริการแต่ละเดือนเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วง มี.ค.-พ.ค. 4 ล้านโดส, มิ.ย. 6 ล้านโดส, ก.ค.8 ล้านโดส และ ส.ค.ถึงวันที่ 19 &amp;nbsp;ส.ค. 7.8 ล้านโดส คาดว่าถึงสิ้นเดือน ส.ค.อย่างน้อย 10 ล้านโดส โดยเป็นวัคซีนซิโนแวค 12,099,070 โดส แอสตร้าเซนเนก้า 10,897,029 โดส ซิโนฟาร์ม 2,339,330 โดส และไฟเซอร์ &amp;nbsp;483,237 โดส รวม 25.8 ล้านโดส &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.โสภณกล่าวอีกว่า &amp;nbsp;การฉีดวัคซีนของคนไทยเพิ่มขึ้นตามลำดับ &amp;nbsp;ในเดือน ส.ค.ฉีดไปแล้ว 7.8 ล้านโดส คาดว่าจะฉีดได้ถึง 10 ล้านโดส สำหรับกลุ่มที่ต้องได้รับการฉีดวัคซีนโดยเร็ว ได้แก่ บุคลากรการแพทย์ฉีดครบ 100% เจ้าหน้าที่ด่านหน้าฉีดแล้ว 53.1% อสม. 59.5% &amp;nbsp;ส่วนกลุ่มที่มีความเสี่ยงป่วยหนักและเสียชีวิตได้แก่ ผู้สูงอายุและ 7 โรคเรื้อรังที่มี 16 ล้านคน ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว 30% ส่วนกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ยังฉีดได้น้อย จึงเชิญชวนให้ไปฉีดวัคซีนเพื่อลดการเสียชีวิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ข้อมูลการฉีดวัคซีนใน กทม.ตั้งแต่เดือน ก.ค.เป็นต้นมา เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันครอบคลุมแล้ว 94% มีผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตใน &amp;nbsp;กทม.ลดลง ดังนั้นจึงเร่งฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุด &amp;nbsp;13 จังหวัดให้ได้อย่างน้อย 70% ซึ่งเหลืออีกเพียง 424,454 โดส ก็จะครอบคลุม ส่วนจังหวัดอื่นๆ ฉีดให้ได้อย่างน้อย 50% ภายในเดือน ส.ค.64&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณกล่าวว่า ความเสี่ยงในการเสียชีวิต ล่าสุด 240 ราย ครึ่งหนึ่งอยู่ที่ กทม.และปริมณฑลที่มีการระบาดรุนแรงมาก่อน &amp;nbsp;สัญชาติไทยเป็นหลัก แต่มีเมียนมาและจีนด้วย อายุ 60 ปีขึ้นไป 162 ราย คิดเป็น 68% ผู้มีโรคเรื้อรัง 46 ราย คิดเป็น 19% รวม 2 กลุ่มนี้คิดเป็น 87% &amp;nbsp;สำหรับผู้เสียชีวิตจากโรคโควิดและประวัติได้รับวัคซีนช่วง 25 ก.ค.-19 ส.ค. 2564 แยกเป็น 1.ผู้ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ก่อนวันเริ่มป่วยอย่างน้อย 2 สัปดาห์ 26 ราย คิดเป็น 0.6 % อายุน้อยกว่า 60 ปี 21 ราย &amp;nbsp;มากกว่า 60 ปี 5 ราย ได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม 24 ราย ได้รับแอสตร้าฯ 2 เข็ม 1 ราย และได้รับซิโนแวคตามด้วยแอสตร้าฯ 1 ราย 2.ได้รับแอสตร้าฯ 1 เข็ม ก่อนวันเริ่มป่วยมากกว่า 2 สัปดาห์ 316 ราย ก่อนวันเริ่มป่วยมากกว่า 4 สัปดาห์ 118 ราย 3.ไม่ได้รับฉีดวัคซีน 2,969 ราย คิดเป็น 63.8 % และไม่มีข้อมูลได้รับวัคซีนในหมอพร้อมและข้อมูลไม่ตรงกัน 874 ราย อย่างที่ทราบว่าโอกาสการเสียชีวิตจะลดลงเมื่อได้รับวัคซีน แต่ก็ยังเกิดขึ้นได้ในรายที่มีโรคประจำตัวหรือสูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อนุมานโดยรวม ความครอบคลุมของวัคซีนในพื้นที่ กทม.สำหรับผู้สูงอายุทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงจะขยายการดำเนินการในส่วนนี้ โดยผู้สูงอายุในพื้นที่ 13 จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวดมีความครอบคลุมอย่างน้อย 1 เข็มอยู่ที่ 63 % ขณะที่ สธ.ตั้งเป้าหมายว่าจะให้ผู้สูงอายุในจังหวัดเหล่านี้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 70% ภายในสิ้นเดือน ส.ค. ส่วนแผนของเดือน ก.ย. วัคซีนส่วนใหญ่จะไปในพื้นที่ต่างจังหวัด เน้นฉีดผู้สูงอายุและและผู้มีโรคเรื้อรัง เพื่อให้ความครอบคลุมของวัคซีนในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มสูงขึ้นให้ได้มากที่สุดอย่างน้อย 70% ในทุกพื้นที่ จะทำให้ภาพรวมของการป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตของพื้นที่ต่างๆ ได้ผลดีขึ้น &amp;quot;
ยันให้ยาฟาวิฯ เร็วยิ่งดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวด้วยว่า ได้รับแจ้งกรณีที่มีการโพสต์ในโซเชียลว่ามีผู้ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ฉีดเป็นเข็มที่ 4 นั้น จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบบริหารจัดการวัคซีน COVID-19 ของกระทรวงสาธารณสุข (MOPH IC : MOPH Immunization &amp;nbsp;Center) พบว่า กรณีนี้เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังจะเดินทางไปปฏิบัติงานที่ประเทศแคนาดา ซึ่งมีระเบียบว่าจะต้องได้รับวัคซีนที่แคนาดากำหนดจึงสามารถเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัว14 วัน ได้แก่ แอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ โมเดอร์นา จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และโควิดชิลด์ ร่วมกับแสดงผลตรวจหาเชื้อโควิดก่อนเข้าประเทศเป็นลบจึงอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการฉีดไฟเซอร์ภายหลังได้แอสตร้าเซนเนก้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ &amp;nbsp;แถลงผลการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ว่า ขณะนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสที่ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการว่าใช้ต้านไวรัสโควิด-19 เนื่องจากต้องมีการศึกษาใช้ยาจริงและยาหลอกกับผู้ป่วย โดยปกปิดข้อมูลกับผู้ป่วย &amp;nbsp;หลังจากนั้นก็ตามดูผล ซึ่งยาต้านไวรัสโควิด-19 มีแต่ยังอยู่ในระหว่างการทดลอง และประเทศไทยก็กำลังสั่งจองยาตัวนั้นอยู่ ดังนั้นเมื่อเริ่มต้นการระบาดปี 2563 ไทยศึกษาผลการใช้ยาจากที่อื่นโดยประเทศจีน มีผลวิจัยพบว่ายาฟาวิพิราเวียร์​สามารถลดการติดเชื้อได้ดีกว่ายาต้านไวรัสตัวอื่น เช่น ยาต้านไวรัสเอดส์ LPV และ RTV &amp;nbsp;อีกทั้งประเทศรัสเซียพบว่า ยาฟาวิ​พิ​ราเวียร์​สามารถกำจัดเชื้อได้ดีกว่าการรักษาตามมาตรฐานในวันที่ 5 กรมการแพทย์ รพ.รามาธิบดี ศึกษาในผู้ป่วยกว่า 400 ราย ผู้ติดเชื้อที่ได้รับยาฟาวิพิราเวีย​เร็วภายใน 4 วัน หลังเริ่มมีอาการป่วยให้ผลการรักษาดี ลดอาการรุนแรงได้เกือบร้อยละ 30 ค่ามัธยฐานหลังจากได้ยาแล้วทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปอดบวมรุนแรงจะใช้เวลามาก เฉลี่ย 17 วันดีจึงจะขึ้น แต่ถ้าปอดบวมไม่รุนแรงจะอยู่ที่ 9 วัน หมอที่อยู่หน้างานและดูแลผู้ป่วยต่างบอกว่า ให้เร็วแล้วดี ให้ช้าไม่ดี ซึ่งค่อนข้างตรงกับรายงานที่ HiTAP ได้สรุปมา.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114011</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรคลงนามจัดซื้อไฟเซอร์อีก 10 ล้านโดส, ฉีดวัคซีนโควิดทะลุ 25 ล้านโดส, ผู้ช่วยโฆษก, พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_610220e595fb0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค.ย้ำซื้อซิโนแวคฉีดไขว้ยกผลวิจัยภูมิขึ้นสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศบค.แจงยิบเหตุสั่งเข้าซิโนแวคอีก 12 ล้านโดส ยกผลการศึกษาวงการแพทย์ชั้นนำของไทยการันตีด่านหน้าฉีดสูตรไขว้ผสมป้องกันเสียชีวิตโคม่าได้สูง รับใช้ถมช่องว่างช่วงรอแอสตร้าฯ-จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ก้าวไกลปลุกต้านนิรโทษฯ สอดไส้ใน พ.ร.บ.โรคติดต่อ โวยเปิดช่องประเคนทีมนโยบายบริหารวัคซีนใน ศบค.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า ข้อมูลการฉีดวัคซีนวันที่ 17 ส.ค. ฉีดเพิ่มได้ 518,118 โดส ทำให้มียอดฉีดวัคซีนสะสม 24,618,749 โดส ทั้งนี้ การแสดงกราฟป่วยอาการหนักและผู้ที่เสียชีวิตตั้งแต่เดือน ก.ค.ถึงปัจจุบัน พบว่าผู้ป่วยอาการหนักและผู้เสียชีวิตช่วงต้นเดือน ส.ค.กราฟเริ่มชะลอตัวลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ว่ามาจากการเน้นฉีดวัคซีนให้กลุ่มผู้สูงอายุกลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ โดยข้อมูลการฉีดวัคซีนในพื้นที่ กทม.ระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-16 ส.ค. มีเป้าหมายการฉีดให้กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 1,041,828 ราย มีการฉีดเข็มที่หนึ่งไปแล้ว 971,523 ราย เข็มที่สอง 60,093 ราย เป้าหมายการฉีดให้บุคคลที่มีโรคประจำตัว 710,776 ราย มีการฉีดเข็มที่หนึ่งไปแล้ว 683,972 ราย เข็มที่สอง 72,573 ราย และวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา มีการฉีดวัคซีนเพิ่มเติมใน กทม. รวมทั้งสิ้น 70,189 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.-16 ส.ค. พบเด็กอายุ 0-20 ปี มีการติดเชื้อ 51,521 ราย เสียชีวิต 19 ราย ร้อยละ 80 เป็นกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว ดังนั้น เราจึงจะเร่งฉีดวัคซีนให้กับหญิงตั้งครรภ์ รวมไปถึงกลุ่มเด็กอายุเกิน 12 ปีที่มีโรคประจำตัวด้วย ทั้งนี้ เป้าหมายการฉีดวัคซีนให้ได้ร้อยละ 70 ในปี 64 เป็นการคิดมาจากประชากรรวมทั้งคนไทยและต่างชาติที่มีรวมกันแล้ว 71 ล้านคน ซึ่ง 70% คือ 50 ล้านคน โดยหลังจากนี้จะต้องฉีดวัคซีนให้ได้เดือนละ 15 ล้านโดส&amp;rdquo; พญ.อภิสมัยระบุ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีรัฐบาลจัดซื้อวัคซีนซิโนแวคเพิ่มอีก 12 ล้านโดส พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ศบค.ยึดจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาและวิจัย ทั้งในพื้นที่และในโรงเรียนแพทย์อย่างหลากหลาย โดยเป็นการรายงานการศึกษาการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ที่พบว่ามีบุคลากรที่ฉีดซิโนแวคสองเข็ม แล้วมีการติดเชื้อหลัง 14 วันไปแล้วพบว่าประสิทธิผลของวัคซีนป้องกันการติดเชื้อถึง 72% และป้องกันการตายป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง 98% รวมถึงการศึกษาเทียบกับแอสตร้าเซนเนก้า ที่พบบุคลากรติดเชื้อหลังจากได้รับหนึ่งเข็ม พบว่ามีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อมากถึง 88%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่เมื่อดูจากการศึกษาแล้ว หากมีการฉีดผสมร่วมกันระหว่างซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้า จะทำให้ประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อ ป้องกันการเสียชีวิต ป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง มีความสามารถป้องกันโรคได้สูงมากขึ้น ดังนั้นการยืนยันข้อมูลการศึกษาต่างๆ ทำให้ ศบค.ให้ความเห็นชอบและที่จะดำเนินการให้จัดสรรซิโนแวคเพิ่มเติม&amp;rdquo; พญ.อภิสมัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าวว่า อีกหนึ่งเหตุผลคือ เดิมจากที่วางแผนให้มีการระดมฉีดวัคซีนทั่วประเทศไทยได้ 100 ล้านโดส แผนเดิมที่วางไว้จะมีการเติมวัคซีนเข้ามาจากสองส่วน คือจอห์นสันแอนด์จอห์นสันและแอสตร้าเซนเนก้า คาดว่าจะให้รวมๆ กันประมาณ 10 ล้านโดส แต่ทางกระทรวงสาธารณสุขรายงานก่อนหน้านี้ว่าจอห์นสันแอนด์จอห์นสันไม่สามารถจัดส่งวัคซีนให้ได้ในไตรมาส 4 ตามที่ตกลงกันไว้ ดังนั้นทำให้แผนต้องปรับ และเช่นเดียวกันกับแอสตร้าเซนเนก้า โดยกำลังผลิต การจัดสรรที่คาดการณ์ว่าจะได้ 10 ล้านโดส อาจจะลดลงมาอยู่ที่ 5-6 ล้านโดสต่อเดือน ทำให้มีความสมเหตุสมผลที่จำเป็นต้องจัดหาวัคซีนซิโนแวคเข้ามาเสริมในส่วนที่ขาดหายไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากการศึกษาของโรงเรียนแพทย์ ทั้งจุฬาลงกรณ์ รามาธิบดี ศิริราช ที่มีการระดมฉีดไขว้ซิโนแวค-แอสตร้าเซนเนก้า ห่างกัน 3 สัปดาห์ แทนที่จะรอให้ฉีดแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มห่างกัน 12 สัปดาห์ พบว่ามีการช่วยให้ประสิทธิภาพของการป้องกันการติดเชื้อ ลดอัตราป่วยรุนแรง ลดอัตราเสียชีวิต ได้ รวมทั้งการระดมฉีดครอบคลุมประชากรจำนวนมากได้เป็นไปตามแผนของการกระจายวัคซีน&amp;rdquo; พญ.อภิสมัยระบุ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยภายหลังการหารือกับตัวแทนบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ผ่านระบบออนไลน์ว่า ในช่วงจากนี้เป็นต้นไป ทางบริษัท แอสตร้าฯ รับปากว่าจะกลับไปพิจารณาเรื่องที่ไทยขอให้จัดสรรเพิ่ม แล้วจะแจ้งกลับมาอีกครั้ง ส่วนรายละเอียดจำนวนวัคซีนนั้น ทางกรมควบคุมโรคในฐานะผู้ซื้อต้องไปคุยในรายละเอียดกับทางแอสตร้าฯ อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สำหรับเจรจาจัดหาวัคซีนแอสตร้าฯ สำหรับปี 2565 นั้น ได้แสดงเจตจำนงไปว่าปีหน้าต้องการอย่างต่ำ 50 ล้านโดส จากแอสตร้าฯ ซึ่งเขายินดีจัดสรรให้ประเทศไทยในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นโดสปกติ หรือบูสเตอร์โดส โดยบริษัทจะตอบอย่างเป็นทางการอีกครั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำว่า ในส่วนของวัคซีนแอสตร้าฯ ปี 2565 มีการระบุลงไปเลยหรือไม่ว่าจะต้องเป็นวัควัคซีนรุ่น 2 หรือเป็นรุ่นปัจจุบันก็ได้ นายอนุทินกล่าวว่า ในรายละเอียดต้องสอบถามกรมควบคุมโรค แต่ได้บอกเขาไปว่าต้องเป็นวัคซีนที่ทันต่อสถานการณ์ในวันนั้นๆ เช่น วันนี้ต้องเน้นเรื่องการป้องกันเชื้อเดลต้า เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.และโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า จากกรณีคณะรัฐมนตรีเห็นชอบที่จะแก้ไข พ.ร.บ.โรคติดต่อ แทนการออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมเหมาเข่งล่วงหน้า พอโดนประชาชนต่อต้านจนต้องล้มแผนออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมตัวเอง แต่ยังพยายามมาสอดไส้นิรโทษกรรมต่อในพ.ร.บ.โรคติดต่อ ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ด่านหน้าได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม, พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เพียงแต่กฎหมายทั้ง 3 ฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงฝ่ายนโยบายและ ศบค.เท่านั้น พรรคจะต่อต้านการสอดไส้นิรโทษกรรมตัวเองของรัฐบาลอย่างถึงที่สุด เพราะคนที่เสียประโยชน์สูงสุดคือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการบริหาร การควบคุมการระบาดที่ผิดพลาด ทั้งหมดนี้อาจฟ้องร้องการชดเชยเยียวยาใดๆ จากรัฐบาลไม่ได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.บุรีรัมย์ นายจีรศักดิ์ ทิพย์สุนทรชัย รองนายแพทย์สาธารณสุข​ จ.บุรีรัมย์ &amp;nbsp;ระบุถึงกรณี​คุณยายวัย 70 ปี ชาว​ อ.นางรอง ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า &amp;nbsp;2 เข็ม ในวันเดียวกัน คือวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าคุณยายที่มีอายุมากแล้ว ท่านอาจจะหลงๆ ลืมๆ และได้พลัดหลงกับทางครอบครัวด้วย จึงไม่ได้มีใครคอยดูแลแนะนำ พอเจ้าหน้าที่สอบถามก็เกิดการสื่อสารกันไม่เข้าใจด้วย จึงทำให้ได้ฉีดเบิ้ล 2 เข้ม ซึ่งขณะนี้ได้มีการปรับปรุงแก้ไขระบบแล้ว และเฝ้าติดตามอาการซึ่งยังไม่มีความผิดปกติ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113797</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้าวไกลปลุกต้านนิรโทษฯ, ผู้ช่วยโฆษก, พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์, สอดไส้ใน พ.ร.บ.โรคติดต่อ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เหตุสั่งเข้าซิโนแวค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60f04cd7a2809.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113794</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นผ่านจุดพีกโควิด ‘บิ๊กตู่’ขอใช้สูตรสธ.ป้องกันขั้นสูงสุดหวังก.ย.คลายล็อก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ศบค.&amp;quot; เผยยอดติดเชื้อรายใหม่ 20,515 ราย เสียชีวิตนิวไฮ 312 &amp;nbsp;ราย พบสายพันธุ์เดลตายังระบาดหนัก &amp;nbsp;ห่วงติดเชื้อในที่ทำงานสูงขึ้น แนะบริษัททำ &amp;quot;คอมพานีไอโซเลชัน&amp;quot; ลดแพร่กระจาย ขานรับสูตร &amp;quot;สธ.&amp;quot; ป้องกันโควิดแบบครอบจักรวาล &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; บอกล็อกดาวน์เริ่มเห็นสัญญาณป่วยโควิดชะลอตัว ลั่นถ้าคุมดีกว่านี้ยอดป่วย-ตายลดลงสิ้น ส.ค. ต้นเดือน ก.ย.ส่อผ่อนคลายทุกด้าน ขอ ปชช.ร่วมมือป้องกันโรคขั้นสูงสุด แย้มใน ครม.นายกฯ สั่ง &amp;quot;ศปก.สธ.&amp;quot; เร่งจัดซื้อ ATK ที่ผ่านการรับรอง &amp;quot;อย.-WHO&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 ส.ค. พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 20,515 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 20,250 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 16,520 ราย, มาจากการค้นหาเชิงรุก 3,730 ราย และมาจากเรือนจำ 248 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 17 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 968,957 ราย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้ติดเชื้อวันนี้ยังไม่รวมการตรวจแบบ ATK จำนวน 7,120 ราย เนื่องจากต้องรอผลยืนยันการตรวจ RT-PCR &amp;nbsp;หายป่วยเพิ่มเติม 22,682 ราย หายป่วยสะสม 753,119 ราย อยู่ระหว่างรักษา 207,553 ราย อาการหนัก 5,458 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 1,155 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 312 ราย เป็นตัวเลขสูงที่สุดเท่าที่เคยรายงานมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อาจเป็นผลมาจาก จ.ลพบุรีและชลบุรี เป็นการรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตสะสมของหลายวัน เพราะผู้เสียชีวิตบางรายมีการยืนยันผลหลังจากเสียชีวิต ทำให้การรายงานผลล่าช้า โดยจำนวนผู้เสียชีวิตวันนี้เป็นชาย 174 ราย หญิง 138 ราย พบใน กทม.มากสุด 78 ราย รองลงมาคือ สมุทรปราการ 25 ราย ผู้เสียชีวิตอายุมากสุด 102 ปี นอกจากนี้ พบเป็นการเสียชีวิตที่บ้าน 3 ราย อยู่ที่ จ.ลพบุรี ทำให้ขณะนี้มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 8,285 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 209,377,555 ราย เสียชีวิตสะสม 4,394,676 ราย ไทยอยู่ในอันดับที่ 34 ของโลก&amp;quot; พญ.อภิสมัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าวว่า สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กทม. 4,154 ราย, สมุทรสาคร 1,820 ราย, สมุทรปราการ 1,335 ราย, ชลบุรี 1,206 ราย, นนทบุรี 756 ราย, &amp;nbsp;นครราชสีมา 719 ราย, ฉะเชิงเทรา 632 ราย, ศรีสะเกษ 471 ราย, นครปฐม 468 ราย, พระนครศรีอยุธยา 437 ราย การพบเชื้อส่วนใหญ่ในประเทศเป็นสายพันธุ์เดลตาที่ระบาดไปแล้วเกือบทุกจังหวัด ยกเว้น จ.สุพรรณบุรีเท่านั้นที่ยังไม่พบสายพันธุ์ดังกล่าว ถือเป็นทิศทางเดียวกับการแพร่ระบาดทั่วโลกที่เป็นสายพันธุ์เดลตา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กได้มีการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่ายังมีการติดเชื้อในสถานที่ทำงาน ทำให้ต้องเร่งค้นหาการติดเชื้อในชุมชน เพื่อลดอัตราการตายและการป่วยหนัก จึงมีแนวคิดทำคอมพานีไอโซเลชัน หรือแยกกักในสถานที่ทำงานที่มีความพร้อม หลักการจะเหมือนกับคอมมูนิตีไอโซเลชัน หรือศูนย์พักคอยในชุมชน แต่เปลี่ยนมาเป็นการจัดการจัดในบริษัท ในสถานที่ทำงาน ที่ต้องหาที่พักให้กับผู้ติดเชื้อ ที่สำคัญชุมชนโดยรอบต้องยอมรับ ซึ่งจะมีโรงพยาบาลพี่เลี้ยงคอยให้การสนับสนุน และขอให้บริษัทต่างๆ ที่มีความพร้อมเตรียมการไว้ตั้งแต่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ&amp;quot; ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ที่ประชุม ศปก.ศบค.หารือกันในวันนี้ถึงเรื่อง Universal Pervention for COVID-19 หรือเรียกว่า การป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 แบบครอบจักรวาล โดยสิ่งสำคัญเราจะต้องเข้าใจว่าตอนนี้รายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในหลายกรณีเราไม่สามารถที่จะค้นหาว่าผู้ติดเชื้อได้รับเชื้อมาจากใคร จากไหน และพบว่าการแพร่กระจายเชื้อเป็นไปอย่างกว้างขวางทั้งในชุมชนและครอบครัว สธ.จึงเสนอแนวความคิด &amp;quot;การป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 แบบครอบจักรวาล&amp;quot; โดยประเด็นที่สำคัญเราจะต้องอยู่กับโรคโควิด-19 ให้ได้ เพราะโรคนี้จะอยู่กับประเทศไทยและโลกไปอีกระยะหนึ่ง เราจะต้องปรับสมดุลการดำรงชีวิตวิถีใหม่ให้อยู่ได้ โดย นพ.อุดม คชินทรเสนอแนวคิดไว้ว่า ขอให้เราทุกคนคิดเสมอว่าทุกคนที่อยู่รอบตัวเราไม่ว่าจะสนิทแค่ไหนอาจเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 โดยเขาอาจจะเป็นคนที่นำเชื้อมาแพร่ หรืออาจจะเรานี่เองที่เป็นผู้ติดเชื้อแล้วไปแพร่ให้กับเขาได้ &amp;nbsp;
ขอป้องกันโรคขั้นสูงสุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลักการปฏิบัติคือพยายามออกจากบ้านเท่าที่จำเป็นเท่านั้น จนกว่าสถานการณ์โควิด-19 จะลดความรุนแรงลง รักษาสุขอนามัยส่วนตัว การเว้นระยะห่างจากคนอื่น 1-2 เมตร ในทุกสถานที่ สวมหน้ากากอนามัยแล้วทับด้วยหน้ากากผ้าตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ ทำความสะอาดจุดสัมผัสจุดเสี่ยง และถ้าเป็นผู้มีอายุเกิน 60 ปี มีกลุ่มโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรคก็จะต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสที่จะได้รับการสัมผัสเป็นผู้ติดเชื้อและมีความรุนแรง การอยู่ร่วมกันในสถานที่ทำงาน สถานประกอบการ ในครอบครัว ในหอพัก ขอให้มีการแยกของใช้ส่วนตัวทุกชนิด ไม่สามารถนั่งรวมกลุ่มรับประทานอาหารในที่ทำงานไปอีกระยะหนึ่ง&amp;quot; พญ.อภิสมัยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการรายงานผู้เสียชีวิตในวันนี้จะพบว่าไม่มีรายใดที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ชี้ให้เห็นว่าการฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันการเสียชีวิตและป่วยหนัก ดังนั้นจึงอยากจะให้ประชาชนทุกคนเข้ารับวัคซีน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มเสี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-chan-o-cha&amp;quot; ตอนหนึ่งระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ของประเทศไทย หลังจากเริ่มมาตรการล็อกดาวน์มาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม แม้ว่าจะมียอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันอยู่มากกว่า 20,000 คน แต่เริ่มจะเห็นสัญญาณของการชะลอตัว และมีสัญญาณของผู้ป่วยที่หายดีมากกว่าผู้ติดเชื้อรายวัน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือตัวเลขของผู้เสียชีวิต ที่แม้ว่าเราจะมีจำนวนผู้เสียชีวิตที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของทั่วโลก แต่ก็ยังมีบางวันที่ยังขึ้นสูงอยู่ และเราทุกคนไม่อยากให้มีใครเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทางกระทรวงสาธารณสุขได้วิเคราะห์ว่า หากเราสามารถที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของการล็อกดาวน์ได้มากกว่านี้ ก็จะสามารถลดยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตได้มากขึ้น ที่ประชุม ศบค. จึงมีมติให้ขยายเวลาการบังคับใช้มาตรการออกไปจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม ซึ่งหากเราสามารถควบคุมการล็อกดาวน์ได้ดีขึ้นกว่านี้ อาจจะสามารถผ่านจุดสูงสุดของยอดการติดเชื้อได้ภายในสิ้นเดือนนี้ และเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องได้ในต้นเดือนกันยายน ซึ่งจะทำให้เราสามารถปรับมาตรการการควบคุมและผ่อนคลายกิจการและกิจกรรมบางอย่างได้&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ระบุว่า การที่เราจะสามารถลดยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตได้นั้น ต้องมาจากความพยายามและร่วมมือของพวกเราทุกคน เนื่องจากการระบาดครั้งนี้มาจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วมาก ทำให้มีการประมาณการว่าอาจจะมีผู้ติดเชื้อที่ไม่รู้ตัวอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อ รวมไปถึงผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วด้วย และเกิดการติดเชื้อในบ้านต่อคนในครอบครัวเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้กลุ่มเสี่ยงคือผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัวในบ้านต้องเสียชีวิต ดังนั้นคณะแพทย์ที่ปรึกษา ศบค.จึงลงความเห็นว่า ในช่วงเวลานี้ ประชาชนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใด เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ฉีดวัคซีนแล้วหรือไม่ ต้องยกระดับการป้องกันตัวเอง ด้วยหลักการที่เรียกว่า Universal Prevention หรือการป้องกันโรคขั้นสูงสุด ที่ครอบคลุมทุกคน ในการดำเนินชีวิตทุกเรื่องที่อาจเกิดความเสี่ยง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมรับรู้ความเจ็บปวดของทุกท่านที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ต้องปิดกิจการหรือผู้ที่ต้องสูญเสียรายได้จากมาตรการต่างๆ ของรัฐ หรือแม้แต่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากโรคร้ายนี้ ผมเจ็บปวดและเศร้าใจทุกครั้งที่ได้อ่านข่าวผู้เสียชีวิตจากโควิด และเป็นสิ่งเตือนใจผมตลอดเวลาว่าจะต้องทำให้ได้ดีกว่านี้ ในการพยายามหาหนทางทุกๆ ทางที่จะทำให้ผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตลดลงให้มากที่สุด วิกฤติครั้งนี้หนักหนาสาหัสอย่างที่โลกไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน โดยเฉพาะในช่วงเวลาของการระบาดในระลอกนี้ ทำให้แผนการที่เราวางไว้บางอย่างอาจยังไม่บรรลุเป้าหมาย หรือต้องปรับเปลี่ยนแผน แต่ผมขอให้พวกเราทุกคนอดทน ช่วยกันประคองสถานการณ์ในระลอกนี้ให้ผ่านไปให้ได้ก่อน รักษาสุขภาพ ดูแลป้องกันตัวเองและคนรอบข้างไม่ให้ติดเชื้อ เพื่อบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อประเทศชาติ และเพื่อท่านและครอบครัวของท่านเอง&amp;quot; นายกฯ ระบุ
สั่งเร่งหาชุดตรวจ ATK
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ในการประชุม ครม.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้มีข้อสั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคติดเชื้อโควิด-19 (ศปก.สธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ปัญหาในการดำเนินงานโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การเร่งรัดการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มาฉีดโดยเร็วที่สุด 2.การค้นหาผู้เสี่ยงติดเชื้อเชิงรุกและนำผู้ป่วยทุกคนเข้าระบบการรักษา รวมถึงให้ผู้ป่วยติดเชื้อเข้าถึงยาโดยเร็วที่สุด โดยให้จัดระบบการส่งยาให้ถึงบ้านผู้ป่วยให้ได้เร็วที่สุด ด้วยการระดมเจ้าหน้าที่ในการจัดส่งยารักษาโรคโควิด-19 โดยอาจจัดหาด้วยวิธีการจ้างงาน ทั้งนี้ ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถเดินทางเพื่อการรักษาพยาบาลในช่วงเวลาที่มีประกาศห้ามออกนอกเคหสถานได้ 3.การจัดหาสถานที่กักตัวให้เพียงพอ รวมถึงสถานกักตัวสำหรับแรงงานในโรงงานต่างๆ ให้เพียงพอทุกพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ 4.การหาช่องทางส่งยารักษาโรคโควิด-19 ให้ผู้ป่วยที่อยู่ใน HI และ CI ได้รับโดยเร็วที่สุด และใช้ระบบการแพทย์ทางไกล โดยเฉพาะคนไข้ที่อยู่ในระบบ HI หากได้สื่อสารทางโทรศัพท์กับแพทย์/พยาบาล จะช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น 5.การติดตามการวิจัยสูตรยาต่างๆ ของไทย และการเร่งดำเนินการให้ผู้ป่วยสีเหลืองและสีเขียวเข้าถึงยาได้กว้างขวางที่สุด 6.การเร่งดำเนินการจัดหาชุดตรวจหาเชื้อโควิดแบบแอนติเจน (ATK) ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีจำหน่ายในไทย มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) รวมทั้งต้องมีความแม่นยำในการตรวจ เพื่อนำไปสู่การรักษาที่ทันท่วงที และพร้อมจัดส่งให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด และ 7.การจัดหาอาหารและสิ่งจำเป็นให้ผู้ป่วยติดเชื้อและประชาชนที่ด้อยโอกาส รวมถึงการดูแลสภาพจิตใจของทั้งผู้ป่วยและผู้สูญเสียคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ ผู้ช่วยปลัด สธ.และผู้อำนวยการโรงพยาบาลบุษราคัม กล่าวว่า โรงพยาบาลบุษราคัมเตรียมแผนขยายพื้นที่เปิดหอผู้ป่วยกึ่งวิกฤติ (ทับทิม) เพิ่มอีก 32 เตียง ดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจไฮโฟลว์ หลังจากที่ได้ตั้งหอผู้ป่วยวิกฤติ (โกเมน) ระบบความดันลบ 17 เตียง เพื่อดูแลผู้ป่วยที่มีอาการวิกฤติต้องใช้ท่อช่วยหายใจ เพื่อลดการเคลื่อนย้ายส่งต่อไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ดูแลรักษาผู้ป่วยวิกฤติและกึ่งวิกฤติอย่างใกล้ชิด โดยมอบกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเร่งดำเนินการปรับปรุงสถานที่ โดยใช้พื้นที่ว่างด้านนอกหอผู้ป่วยเดิม ติดตั้งห้องความดันลบ ระบบไฟฟ้าและก๊าซทางการแพทย์ พร้อมนำอุปกรณ์การแพทย์ตามมาตรฐานเข้าโดยจะแล้วเสร็จภายใน 10 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนกรณีโรงพยาบาลเอกชนหรือคลินิกมีการตั้งจุดบริการคัดกรองโควิด-19 ในพื้นที่สาธารณะ จนประชาชนโดยรอบเกิดความกังวลว่าจะเกิดการสัมผัสกับผู้ป่วย หรือเกิดคลัสเตอร์โควิด-19 จากจุดบริการของคลินิก ดังนั้นเพื่อป้องกันการสัมผัสกับผู้ป่วย ขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบกิจการและผู้ดำเนินการคุมเข้มมาตรฐานบริการตรวจคัดกรองและตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 มีการจัดตั้งจุดให้ถูกต้อง ปลอดภัย ห้ามปะปนกับจุดให้บริการอื่นๆ ของคลินิกหรือพื้นที่สาธารณะ เช่น ทางเท้าด้านหน้าคลินิกโดยเด็ดขาด หาก &amp;nbsp;สบส.ตรวจพบคลินิกแห่งใดปฏิบัติไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน ก็จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113794</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอกล็อกดาวน์เริ่มเห็นสัญญาณป่วยโควิดชะลอตัว, ผู้ช่วยโฆษก, พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์, ยอดติดเชื้อรายใหม่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสียชีวิตนิวไฮ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6110d8cb3528f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112755</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล่าชื่อห้ามส่งออกวัคซีน ฟ้องศบค.กีดกันนำเข้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยฉีดวัคซีนสะสมแล้ว 20 ล้านโดส บูสเตอร์เข็ม 3 แล้วกว่า 2 แสนราย ส่วนไฟเซอร์กระจายไปแล้วทุกจังหวัด 50-60% ทบ.ชี้แจงทหารยศสิบเอกโพสต์ภาพบัตรคิวฉีด Pfizer เป็นบุคลากรด่านหน้าในโรงพยาบาลค่ายศรีสองรัก มณฑลทหารบกที่ 28 จังหวัดเลย แพทย์ชนบทเอาด้วยห้ามส่งออกวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2564 พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า การฉีดวัคซีนวันที่ 8 ส.ค. มีการฉีด 191,145 โดส ทำให้ขณะนี้มียอดฉีดสะสม 20,669,780 โดส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดส หรือเข็ม 3 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า และการทยอยจัดส่งวัคซีนไฟเซอร์ไปยังต่างจังหวัด แต่มีเสียงสะท้อนว่าจัดส่งไปน้อยกว่าที่แจ้งความประสงค์มา ผู้ช่วยโฆษก ศบค.ตอบว่า วัคซีนเข็ม 3 เข็มกระตุ้นภูมิสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ จะมีการเสนอรายละเอียดให้ทราบเป็นประจำทุกวันเพื่อที่จะให้ได้เห็นข้อมูล ซึ่งตัวเลขล่าสุดตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.64 เป็นต้นมาที่ได้ฉีดเข็มหนึ่งให้กับบุคลากรทางการแพทย์ จนถึงกระตุ้นเข็ม 3 เป็นแอสตร้าเซนเนก้าแล้ว 182,082 ราย ส่วนวัคซีนไฟเซอร์ ที่ฉีดเมื่อวันที่ 8 ส.ค. ตอนนี้บวกไปแล้ว 23,481 ราย ดังนั้นตัวเลขรวมของไฟเซอร์ 39,483 ราย ในส่วนการจัดสรรกระจายวัคซีนไฟเซอร์ ขอเรียนให้ทราบว่ามีการสำรวจความต้องการของบุคลากร ตอนนี้กรมควบคุมโรคจัดส่งให้ในเบื้องต้น 50-60% ของความต้องการที่สำรวจไว้ก่อน และหลังจากนั้นจะมีการสำรวจศักยภาพการฉีดแต่ละจุด แล้วจะจัดสรรให้เพิ่มเติมอย่างแน่นอน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า วันที่ 5-6 ส.ค.นี้ ทางกรมควบคุมโรคได้จัดสรรวัคซีนล็อตแรกลงไปยังหน่วยฉีดเรียบร้อย ซึ่งขอเน้นย้ำว่าทุกจังหวัด ไม่ใช่ทุกโรงพยาบาลที่จะฉีดได้ แต่จะมีการกำหนดหน่วยฉีดโดยสาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้กำกับ เนื่องจากวัคซีนไฟเซอร์นั้นจะมีรายละเอียดเรื่องการขนส่งการเก็บอุณหภูมิที่ถูกต้อง ดังนั้น ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 7-9 ส.ค. มีการเริ่มฉีดในหลายหน่วยบริการและในส่วนของการกำกับติดตามนั้น นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ย้ำว่าทุกๆ หน่วยฉีดขอให้ สสจ.กำกับติดตามด้วย และในส่วนของความโปร่งใสนั้น สังคมกำลังต้องการเห็นจึงขอให้ สสจ.และทุกจุดฉีดรายงานเข้ามาด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวัคซีนไฟเซอร์นี้ยังรวมถึงกลุ่มนักเรียนที่จะต้องเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศที่ได้รายงานไปก่อนหน้านี้แล้ว จึงขอเน้นย้ำว่า ขอให้ติดต่อลงทะเบียนด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ด รับอีเมลยืนยันในการลงทะเบียน และมีการนัดหมายผ่านทาง sms ไปยังเบอร์โทรศัพท์เพื่อนัดเข้าฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขขอเน้นย้ำว่าข้อมูลการดูแลผู้ป่วยทั้งการเข้าระบบรักษาที่บ้านและศูนย์พักคอย การดำเนินการทั้งภาครัฐเอกชนประชาสังคมจะมีการรวบรวมเข้าเป็นระบบฐานเดียวกัน โดย สปสช.ในเร็วๆ นี้ จึงขอให้โรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ติดตามและลงข้อมูลด้วยเพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก ทบ. ชี้แจงกรณีสื่อออนไลน์นำภาพจากเฟซบุ๊กทหารยศสิบเอก โพสต์ภาพบัตรคิวฉีดวัคซีนไฟเซอร์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.เลย ซึ่งภาพถูกแชร์ต่อในโซเชียลมีเดีย พร้อมตั้งคำถามว่าเป็นเจ้าหน้าที่ด่านหน้าหรือไม่ ถึงได้รับวัคซีนนั้น ว่า กองทัพบกขอเรียนว่าบุคคลดังกล่าว เป็นนายทหารชั้นประทวน ตำแหน่งนายสิบพยาบาล หมวดทหารเสนารักษ์ ปฏิบัติงานอยู่ที่โรงพยาบาลค่ายศรีสองรัก มณฑลทหารบกที่ 28 จังหวัดเลย และเป็นกำลังพลสายแพทย์ด่านหน้า ที่ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยโควิดฯ โรงพยาบาลสนามจังหวัดเลย (แห่งที่ 3) ที่ตั้งอยู่ในค่ายศรีสองรัก ซึ่งมณฑลทหารบกที่ 28 ได้สนับสนุนพื้นที่ในค่ายทหารจัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนามของจังหวัดเลย โดยใช้อาคารของศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหาร 2 อาคาร รองรับผู้ป่วยโควิดได้ 380 เตียง &amp;nbsp;เปิดดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมีผู้ป่วยโควิด (สีเขียว) เข้ารับการรักษา 50 คน และเป็นไปตามนโยบายของกองทัพบกที่ให้หน่วยทหารสนับสนุนอาคารสถานที่และบุคลากรในการดูแลประชาชนในสถานการณ์โควิด หรือการตั้งเป็นโรงพยาบาลสนามสนับสนุนแต่ละจังหวัดอย่างเต็มศักยภาพ ปัจจุบันการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ของจังหวัดเลยนั้น ทางสาธารณสุขจังหวัดได้ฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ตามหลักเกณฑ์ และกำลังพลดังกล่าวเป็นบุคลากรด่านหน้าที่ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยโควิดในโรงพยาบาลสนามของจังหวัดเลย อยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับการฉีดวัคซีนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ทางกระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเลยเป็นผู้กำหนด ทางหน่วยทหารจึงได้ส่งรายชื่อกำลังพลขอรับวัคซีนและได้รับการฉีดวัคซีนเมื่อ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา สำหรับการโพสต์ที่อาจสร้างความสับสนให้กับสังคม ทางกำลังพลได้ขออภัยมายังทุกท่านด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ชมรมแพทย์ชนบท เชิญชวนร่วมลงชื่อในการรณรงค์ที่ ศ.ดร.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สร้างขึ้น เพื่อให้วัคซีนที่ผลิตในประเทศไทยได้ใช้ในประเทศมากกว่าส่งออก นับตั้งแต่ 14 ก.ค. ที่คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบในหลักการจะใช้อำนาจออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตามมาตรา 18 ของ พ.ร.บ.ความมั่นคงวัคซีนแห่งชาติ 2561 เพื่อกำหนดสัดส่วนการส่งออกวัคซีนที่ผลิตในประเทศไทยไปนอกราชอาณาจักรชั่วคราว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ดำเนินการใดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศ.ดร.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล ให้เหตุผลที่ขอให้ช่วยกันรณรงค์เรียกร้องให้รัฐบาลใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2561 ลดการส่งออกวัคซีนที่ผลิตจาก Siam Bioscience!! ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วิธีที่ตรงไปตรงมามากที่สุดที่ประเทศควรทำในขณะนี้คือ การลดหรืองดการส่งออกวัคซีนที่ผลิตที่ Siam Bioscience เป็นการชั่วคราว ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนฯ ในการดำเนินการเรื่องนี้อยู่แล้ว &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ Siam Bioscience มีกำลังการผลิตประมาณเดือนละ 10 ล้านโดส หากใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ทำให้ประเทศมีวัคซีน 20-30 ล้านโดสในช่วง 3 เดือนข้างหน้านี้ได้ เราก็มีโอกาสที่จะควบคุมการระบาดและลดความสูญเสียได้ดีขึ้นมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดำเนินการเช่นนี้จะมีผลกระทบต่อประเทศอื่นในภูมิภาคบ้างในการที่จะได้รับวัคซีนจาก AstraZenaca ลดลง แต่ประเทศเหล่านี้ไม่ได้พึ่งพาวัคซีนนี้เป็นหลักอย่างประเทศไทย การลดลงของวัคซีนชนิดเดียวในวัคซีนหลายๆ ชนิดมีผลกระทบน้อยกว่าประเทศไทยที่เมื่อวัคซีนหลักไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เราก็มีวัคซีนอื่นที่จะมาช่วยได้น้อยมาก เมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว ผมคิดว่าแม้จะมองในระดับภูมิภาคเรื่องนี้ก็ยังจำเป็นต้องทำอยู่ดี&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ที่ปรึกษากลุ่มไทยไม่ทน สามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย เข้ายื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์​โอชา, รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​, ปลัดกระทรวง​สาธารณ​สุข ​ นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต และผู้อำนวยการองค์การ​เภสัช​กรรม นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ต่อศาลปกครองกลาง ว่าทั้ง 4 คนได้ร่วมกันออกประกาศ ศบค. เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ฉบับลงวันที่ 8 มิ.ย.2564 ประกาศ ศบค.ดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่ละเลย ล่าช้า กีดกันการนำเข้าวัคซีน โดยให้กระทำได้เฉพาะหน่วยงานรัฐเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ วันนี้ยังร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินคำร้องของโจทก์เป็นกรณีฉุกเฉิน และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยเปิดโอกาสให้งานรัฐหรือเอกชนต่างๆ สามารถนำเข้าวัคซีนที่มีคุณภาพที่ผ่านมาตรฐานองค์การอาหารและยาในไทยและนานาชาติแล้วได้อย่างเสรีทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พญ.กมลพรรณยังยื่นหนังสือถึงนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่นายอนุทิน, นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม, นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์, นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค, นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และนายจุรินทร์​ &amp;nbsp;ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 โดยสร้างเงื่อนไขและการบริหารจัดการเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาโควิดไม่เสร็จสิ้นโดยเร็ว และใช้งบประมาณไม่คุ้มค่าอีกด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112755</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ช่วยโฆษก, พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์, ส่วนไฟเซอร์กระจายไปแล้วทุกจังหวัด 50-60%, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไทยฉีดวัคซีนสะสมแล้ว 20 ล้านโดส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6110d8cb3528f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ป่วยแสนรายรักษาตัวที่บ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยติดเชื้อใหม่ 19,603 ราย ดับ 149 ราย มีทารกวัย 4 เดือนเสียชีวิตที่สมุทรปราการ พบเด็กติดโควิดแล้วกว่า 3 หมื่นราย เผยผู้ป่วยสีเขียวแสนรายรักษาที่บ้าน ขณะที่ตัวเลขหายป่วยกลับบ้านสูงขึ้น &amp;nbsp; ทำให้เตียงสีแดง กทม.ว่าง 5 พันเตียง กรมอนามัยห่วงโควิดลามครอบครัว เผยผลโพลไม่ประเมินความเสี่ยงคนในบ้านสูงถึง 83.4% ขอเข้มมาตรการ-เว้นระยะห่าง อภ.ปรับแผนจัดหายาฟาวิพิราเวียร์ ยัน ส.ค-ก.ย.ได้ 120 ล้านเม็ด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์โควิด-19 &amp;nbsp;ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 19,603 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 19,278 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ &amp;nbsp;16,119 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 3,159 ราย จากเรือนจำและที่ต้องขัง 313 ราย และเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ &amp;nbsp;12 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 776,108 ราย ผู้หายป่วยเพิ่ม &amp;nbsp;19,819 ราย หายป่วยสะสม 555,334 ราย อยู่ระหว่างการรักษา &amp;nbsp;214,421 ราย อาการหนัก 5,218 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ &amp;nbsp;1,084 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 149 ราย เป็นชาย 84 ราย หญิง 65 &amp;nbsp;ราย พบใน กทม.มากสุด 54 ราย รองลงมาคือ สมุทรปราการ 20 &amp;nbsp;ราย มีผู้เสียชีวิตที่บ้าน 26 ราย อยู่ที่ กทม. 24 ราย ชลบุรี 2 ราย &amp;nbsp;โดยผู้เสียชีวิตวันนี้อยู่ในกลุ่มผู้มีอายุเกิน 60 ปี และมีโรคเรื้อรังรวมกันถึง 84% มีทารกอายุ 4 เดือน 1 ราย เป็นชาวเมียนมา ที่ จ.สมุทรปราการ รวมมีผู้เสียชีวิตสะสม 6,353 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ในที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กได้หารือถึงกรณีเด็กเสียชีวิต เนื่องจากวันที่ &amp;nbsp;8 ส.ค.ที่ผ่านมา มีทารกอายุ 14 วัน เป็นชาวเมียนมา เสียชีวิตที่ จ.เพชรบูรณ์ และมีข้อมูลเข้ามาว่าที่ผ่านมามีเด็กติดเชื้อโควิด-19 ประมาณกว่า 3 หมื่นราย เสียชีวิตถึง 9 ราย โดย 8 ใน 9 มีโรคประจำตัว กรมควบคุมโรคจึงเน้นย้ำกรณีที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงวัย &amp;nbsp;และผู้ป่วยติดเตียงอยู่ที่บ้าน ขอให้แยกห้องนอนผู้สูงอายุ หากบ้านมีพื้นที่จำกัดให้ใช้ฉากกั้นและให้ผู้สูงอายุอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี &amp;nbsp;รวมถึงให้หมั่นทำความสะอาดพื้นที่ใช้สอยร่วมกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ข้อมูลระหว่างวันที่ 18 ก.ค.-7 ส.ค. พบผู้เสียชีวิต 2,417 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน 838 ราย &amp;nbsp;เป็นผู้รับวัคซีนไปแล้ว 1 เข็ม โดยระยะติดเชื้อน้อยกว่า 2 สัปดาห์ &amp;nbsp;149 ราย เป็นผู้ได้รับวัคซีนเกิน 2 สัปดาห์ และมีการติดเชื้อ 82 ราย &amp;nbsp;เป็นผู้ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม 13 ราย คิดเป็นตัวเลข 0.5% &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุขจึงเน้นย้ำการเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้มีโรคประจำตัว และหญิงตั้งครรภ์ เพราะการเสียชีวิตในกลุ่มที่รับวัคซีน 2 เข็มมีเพียง 0.5% &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 จังหวัดที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กทม. &amp;nbsp;3,114 ราย สมุทรปราการ 1,388 ราย สมุทรสาคร 1,378 ราย &amp;nbsp;ชลบุรี 1,318 ราย นนทบุรี 803 ราย ปทุมธานี 708 ราย &amp;nbsp;อุบลราชธานี 615 ราย นครปฐม 557 ราย สระบุรี 504 ราย &amp;nbsp;นครราชสีมา 440 ราย พบคลัสเตอร์ใหม่ในต่างจังหวัด 7 แห่ง &amp;nbsp;ประกอบด้วย บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า อ.เมืองปทุมธานี พบผู้ติดเชื้อ 9 &amp;nbsp;ราย บริษัทโลหะแผ่น อ.หนองแค จ.สระบุรี 28 ราย บริษัทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อ.เมืองฉะเชิงเทรา 12 ราย โรงงานแปรรูปไก่ อ.เมืองราชบุรี 46 ราย ตลาดโบว์ลิง อ.เมืองจันทบุรี 16 ราย โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร อ.เมืองกาญจนบุรี 31 ราย โรงงานน้ำแข็ง อ.ละแม จ.ชุมพร 30 ราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า กรณีผู้ป่วยติดต่อมายังสายด่วน 1330 &amp;nbsp;และมีการติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ &amp;nbsp;80-70% เป็นผู้ป่วยระดับสีเขียว และหากไปดูอัตราครองเตียงระหว่างเดือน ก.ค.กับสัปดาห์แรกของเดือน ส.ค. พบว่ากราฟการรอเตียงของผู้ป่วยสีเขียวในเดือน ก.ค.ตั้งชันขึ้น แต่สัปดาห์แรกของเดือน &amp;nbsp;ส.ค.กราฟการรอเตียงของผู้ป่วยสีเขียวปักหัวลง เนื่องจากมีผู้ป่วยได้รับการจัดสรรให้รักษาตัวที่บ้านหรือศูนย์พักคอยจำนวนมากขึ้น โดยตอนนี้ใน กทม.มีหน่วยปฐมภูมิที่ดูแลผู้ป่วยที่รักษาตัวที่บ้านทั้งสิ้น 246 &amp;nbsp;หน่วย มีผู้เข้าระบบรักษาตัวที่บ้านประมาณกว่าแสนราย&amp;nbsp;
กทม.เตียงสีแดงว่าง 5 พัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีศูนย์พักคอยในชุมชน 67 แห่งแล้ว มีเตียง &amp;nbsp;8,886 เตียง หากรวมกับเอกชนแล้วมีเกิน 84 แห่ง โดยมีถึง 7 &amp;nbsp;แห่งที่สามารถดูแลผู้ป่วยสีเหลืองได้ ขณะที่ช่วงที่ผ่านมามีเตียงผู้ป่วยสีแดงเพิ่มขึ้น จากกรณีผู้ป่วยได้รับอนุญาตให้กลับบ้านวันละประมาณ &amp;nbsp;1.4 หมื่นเตียง เฉพาะ กทม.มีเตียงสีแดงว่างถึง 5 พันเตียง และยังจะมีการปรับศักยภาพโรงพยาบาลสนามให้สามารถดูแลผู้ป่วยสีเหลืองเพิ่มขึ้นได้กว่า 2 พันเตียง รวมถึงฮอสพิเทลที่จะปรับให้ดูแลผู้ป่วยสีเหลืองเกือบ 4 พันเตียง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ประชุม ศปก.ศบค.ได้รับทราบความคืบหน้าความร่วมมือของเทคฟอร์ไทยแลนด์ ที่ได้รวบรวมสถานที่จุดตรวจโควิด-19 ที่เปิดให้บริการใน Koncovid.com ซึ่งแสดงที่ปักหมุดตรวจให้ทุกคนสามารถตรวจหาได้ และยังมีการเพิ่มปักหมุดศูนย์พักคอยหรือศูนย์แยกกักในชุมชนให้แล้ว ดังนั้น ทุกคนสามารถค้นหาได้โดยการใส่รหัสไปรษณีย์ของพื้นที่ที่ต้องการค้นหา สามารถค้นหาศูนย์พักคอยได้ทันที &amp;nbsp; ทั้งนี้ สธ.ยังแจ้งด้วยว่า ศูนย์พักคอยที่มีความพร้อมแต่ยังไม่มีโรงพยาบาลพี่เลี้ยงสามารถแจ้งเข้ามาที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ให้ช่วยจัดหาโรงพยาบาลพี่เลี้ยงให้ดูแลได้ นอกจากนี้ โทรศัพท์ทุกเขตในกรุงเทพมหานคร 50 หมายเลข หมายเลขละ 20 คู่สายนั้น ตอนนี้ประชาชนใช้บริการเกินวันละ 5,000 ครั้ง จึงจะมีการจ้างพนักงานเพิ่มเพื่อให้บริการสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ขณะนี้ใน กทม.มีคนเข้าระบบรักษาตัวที่บ้านกว่า 100,000 คนแล้ว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือถึงการตั้งระบบรักษาตัวที่บ้านในกลุ่มพิเศษ อาทิ กลุ่มผู้ป่วยจิตเวชที่อาจมีประวัติใช้สารเสพติด หรือกลุ่มเด็กพิเศษ ซึ่งกรมสุขภาพจิตและสถาบันราชานุกูลจะเข้ามาเป็นโรงพยาบาลพี่เลี้ยง เพื่อให้การดูแลได้อย่างครบถ้วนสำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่มีความต้องการพิเศษนี้ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าวด้วยว่า การทำงานของทีม CCRT ของแพทย์ชนบทที่เดินเท้าเข้าชุมชน ช่วยประชาชนทุกซอกทุกซอย ช่วยทั้งผู้ป่วยติดเตียง คนท้อง คนน้ำหนักเยอะ ซึ่งได้รับความชื่นชมจากประชาชน ซึ่งทีม CCRT จะรับสมัครอาสาสมัครเพิ่มเติม โดยจะมีนักศึกษาแพทย์เข้าร่วมทีมในสัปดาห์นี้อีก 200 คน ซึ่งต้องขอขอบคุณและทีมอาสาสมัครเหล่านี้จะได้รับการจัดสรรวัคซีนด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย &amp;nbsp;อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;ยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่พบมีการติดเชื้อกันเองภายในครอบครัวร้อยละ 20 มีการติดเชื้อกันภายในชุมชนร้อยละ 20 &amp;nbsp;และจากข้อมูลการเสียชีวิตของผู้ป่วยในช่วง​ 14​ วันที่ผ่านมา พบผู้เสียชีวิตติดเชื้อในครอบครัวร้อยละ 18 ติดจากเพื่อนบ้านในชุมชน​ร้อยละ 23 &amp;nbsp;และติด​จากการเดินทาง​ไปพื้นที่เสี่ยง หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง​ร้อยละ 51&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งจากผลสำรวจอนามัยโพล ประเด็นการประเมินความเสี่ยงและพฤติกรรมการป้องกันโรคของครอบครัว ระหว่างวันที่ 19 &amp;nbsp;กรกฎาคม - 4 สิงหาคม 2564 พบว่าคนในครอบครัวไม่มีการประเมินความเสี่ยงของสมาชิกในบ้าน เช่น ไม่มีการสังเกตอาการเบื้องต้น ตรวจวัดอุณหภูมิ หรือไม่ใช้แอปพลิเคชันไทยเซฟไทย เป็นต้น สูงถึงร้อยละ &amp;nbsp;83.4 &amp;nbsp;สำหรับในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พบว่าประชาชนไม่มีการประเมินความเสี่ยงของคนในบ้าน ร้อยละ 67.5 ส่วนพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 ในบ้านที่ประชาชนเห็นด้วยและสามารถทำได้มากที่สุดคือ การแยกกันกินเมื่ออยู่ในบ้าน ร้อยละ 53.1 รองลงมาคือ การเว้นระยะห่าง ร้อยละ 50.1 และการสวมหน้ากากในบ้านตลอดเวลา ร้อยละ 49.9 ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงนี้ &amp;nbsp;กรมอนามัยจึงขอความร่วมมือให้ทุกคนในครอบครัวปฏิบัติตามมาตรการของ สธ.อย่างเคร่งครัด แต่หากไม่สามารถเว้นระยะห่างได้ &amp;nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำกิจกรรมใกล้ชิดกับสมาชิกในครอบครัว เช่น ดูทีวีร่วมกัน พูดคุยกัน เมื่ออยู่ในห้องปรับอากาศร่วมกัน หรือเมื่ออยู่ใกล้ชิดกับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงในบ้าน ต้องให้คนในครอบครัวสวมหน้ากากอนามัย นอกจากนี้ให้งดการกินอาหารร่วมกัน รวมถึงแยกของใช้ส่วนตัว ลดหรือเลี่ยงการออกไปในสถานที่เสี่ยงนอกบ้าน&amp;nbsp;
จัดหายาฟาวิฯ 120 ล้านเม็ด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวว่า อภ.ได้ทำการปรับแผนการสำรองยาฟาวิพิราเวียร์เพื่อจ่ายยาให้ผู้ป่วยเร็วขึ้นอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง โดยจะมีการเพิ่มการสำรองทั้งจากยาที่ อภ.ผลิตเองและจัดหาจากต่างประเทศ โดย ส.ค.-ก.ย. รวม 2 เดือน &amp;nbsp;จำนวน 120 ล้านเม็ด &amp;nbsp;และ ต.ค.-ธ.ค.เพิ่มอีกเดือนละ 100 ล้านเม็ด รวมจำนวน 300 ล้านเม็ด นอกจากนี้ในเดือนนี้ได้จัดหายาแรมเดซิเวียเป็น 2 &amp;nbsp;แสนขวด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.สมุทรปราการ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวน 1,388 ราย เป็นผู้ป่วยในพื้นที่จำนวน 1,232 ราย และเสียชีวิต 17 ราย โดยที่ว่าการอำเภอเมืองสมุทรปราการปิดให้บริการ 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 9-12 ส.ค.เพื่อพ่นยาฆ่าเชื้อ ส่วนเทศบาลนครสมุทรปราการมีเจ้าหน้าที่ติดเชื้อ ทำให้เจ้าหน้าที่เทศกิจจำนวนกว่า 20 คนต้องถูกกักตัว 14 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.บุรีรัมย์ มีติดเชื้อใหม่จำนวน 292 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม &amp;nbsp;6,864 ราย เสียชีวิตสะสม 12 ราย รักษาหายแล้ว 937 ราย ยังรักษาอยู่ 5,915 ราย กระจายตามโรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่จังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.นครราชสีมา นายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด กล่าวว่า พบผู้ป่วยใหม่นิวไฮต่อเนื่องจำนวน 562 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 5 ราย รวมมีผู้ป่วยสะสม 10,915 ราย รักษาหายแล้ว 4,630 ราย ยังรักษาอยู่ 6,199 &amp;nbsp;ราย เสียชีวิตรวม 86 ราย โดยพบ 5 คลัสเตอร์ที่ต้องเฝ้าระวัง ส่วนคลัสเตอร์โรงงานแปรรูปไก่ 2 แห่ง ใน ต.ท่าเยี่ยม กับ ต.กระโทก ในพื้นที่ อ.โชคชัย ขอให้ประชาชนสบายใจได้เพราะจังหวัดดูแลควบคุมป้องกันอย่างเข้มงวด และผู้ประกอบการทั้ง 2 แห่งให้ความร่วมมือกับจังหวัดเป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นโมเดลหรือตัวอย่างที่ดีกับโรงงานอื่นในการควบคุมการระบาดภายในสถานประกอบการ อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ของระบาดวิทยาตัวเลขผู้ป่วยยังน่าจะอยู่ในระดับนี้ไปจนถึงกลางเดือนส.ค. หลังจากนั้นปลายเดือนตัวเลขผู้ป่วยน่าจะลดลง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีข่าวดีว่าเด็กทารกเพศชาย วัย 1 เดือน พร้อมคุณแม่ ซึ่งทั้งสองคนติดโควิดและเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา แพทย์ได้รักษาทั้งคู่หายเป็นปกติแล้ว โดยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยฮุก 31 นครราชสีมา ได้รับตัวทั้งสองคนกลับไปกักตัวดูอาการต่อที่บ้านพักในพื้นที่บ้านงิ้ว ตำบลคูขาด อำเภอคง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.สงขลา พบผู้ป่วยใหม่ 160 ราย เสียชีวิต 1 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ปัตตานี สถานการณ์โควิด-19 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าเป็นห่วง พบผู้ติดเชื้อใหม่อีก 225 ราย เสียชีวิตเพิ่มอีก 4 ราย ปัจจุบันมียอดผู้ป่วยสะสม 11,516 ราย รักษาหาย 7,571 ราย และเสียชีวิตสะสม 161 ราย ในจำนวนนี้พบว่าอำเภอเมืองปัตตานีมียอดติดเชื้อสะสมมากที่สุดกว่าอำเภออื่นๆ จำนวน 4,153 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112752</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ช่วยโฆษก, พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์, มีทารกวัย 4 เดือนเสียชีวิตที่สมุทรปราการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไทยติดเชื้อใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_61107c07792a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
