<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2020 12:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>4ส.ส.-ส.ว.อู้ฟู่ ‘วิชัย’รวยพันล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป.ป.ช.เปิดเซฟ ส.ส.-ส.ว. 4 ราย &amp;ldquo;ทวี&amp;rdquo; รวย 56 ล้าน พระเครื่องชื่อดังล้นกรุ ที่ดินกว่าสิบล้าน บ้านหลังละ 9 ล้านย่านประเวศ &amp;ldquo;กรุงศรีวิไล&amp;rdquo; มีรายได้สมัยเป็นนักแสดงปีละ 2 แสน &amp;ldquo;วิชัย ทิตตภักดี&amp;rdquo; อู้ฟู่ 1,018 ล้าน &amp;quot;วันนอร์&amp;quot; 44 ล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมเอกสารประกอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน 4 ราย ได้แก่ 1.นายวิชัย ทิตตภักดี กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 14 ก.ย.63 2.นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.63 3.นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 11 ก.ย.63 และ 4.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 16 ก.ย.63
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และนางสุนีย์ สอดส่อง คู่สมรส แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 55,985,061 บาท โดยเป็นทรัพย์สินทั้งหมด 56,038,106 บาท แบ่งเป็นของ พ.ต.อ.ทวี 31,851,929 บาท และนางสุนีย์ 24,186,176 บาท ขณะที่หนี้สินมีจำนวน 53,045 บาท ซึ่งมาจากการกู้ร่วมในธนาคารและสถาบันการเงินอื่น ทั้งนี้ ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นที่ดิน 19,650,000 บาท รองลงมาเป็นเงินลงทุน 6,794,586 บาท เงินฝาก 3,669,501 บาท เงินสด 1,300,000 บาท บ้าน 1 หลังในชื่อ พ.ต.อ.ทวี มูลค่า 9,000,000 บาท ย่านประเวศ ส่วนรายการทรัพย์สินอื่นที่มีมูลค่าตั้งแต่ 2 แสนบาทที่น่าสนใจ พ.ต.อ.ทวีระบุว่า มี 53 รายการ มูลค่ารวม 14,774,617 บาท ส่วนใหญ่เป็นพระเครื่อง อาทิ สมเด็จวัดระฆังเลี่ยมทอง, สมเด็จวัดเกศไชโยเลี่ยมทอง, หลวงพ่อทวดเลี่ยมทอง, หลวงปู่ทิมเลี่ยมทอง, หลวงพ่อแช่มเลี่ยมทอง, สมเด็จวัดศรีดอนมูล, สมเด็จไพรีพินาศ, สมเด็จวัดระฆังพิมพ์พระประธาน, องค์จตุคามรามเทพ นอกจากนี้ ยังมีนาฬิกาหรูอีกหลายเรือน, ปืน 3 กระบอก, ชุดเครื่องประดับสตรี, ทองคำแท่ง, ชุดเครื่องเพชร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก และนางพรรณวิภา สุทินเผือก คู่สมรส แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 25,299,737 บาท โดยเป็นทรัพย์สินทั้งหมด 26,399,558 บาท แบ่งเป็นของนายกรุงศรีวิไล 18,140,384 บาท ของนางพรรณวิภา 8,259,173 บาท และมีหนี้สิน 1,099,820 บาท ซึ่งเป็นของนางพรรณวิภา ทั้งนี้ ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นที่ดิน มูลค่า 15,646,662 บาท อยู่ในย่านลาดพร้าว บางกะปิ กทม. บางบ่อ จ.สมุทรปราการ และ อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ผู้ยื่นแจ้งว่ามีรายได้ต่อปีว่า มีรายได้จาก ส.ส. 710,665 บาท รายได้จากนักแสดง 253,728 บาท มีรายจ่ายประจำ เป็นค่าสาธารณูปโภค เดือนละ 15,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และนางอัสนา วัฒนาทร คู่สมรส แจ้งว่ามีทรัพย์สินทั้งหมด 44,985,766 บาท ไม่มีหนี้สิน แบ่งเป็นของนายวันมูหะมัดนอร์ 14,062,656 บาท และของนางอัสนา 30,923,109 บาท ทั้งนี้ ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นที่ดินมูลค่ารวม 16,645,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่ารวม 12,800,000 บาท เงินฝากมูลค่ารวม 12,209,765 บาท ยานพาหนะ มูลค่ารวม 1,655,000 บาท และทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) มูลค่ารวม 1,595,000 บาท โดยทรัพย์สินอื่นที่น่าสนใจ อาทิ อาวุธปืน 2 กระบอก สร้อยคอและต่างหู 1 ชุด สร้อยข้อมือ 2 เส้น แหวน 4 วง นาฬิกา 2 เรือน มูลค่า 500,000 บาท และนาฬิกาอีก 3 เรือน มูลค่า 120,000 บาท เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ยื่นแจ้งว่ามีรายได้จากเงินเดือน ส.ส. เงินเบี้ยเลี้ยงชีพ ส.ส. และดอกเบี้ยจากธนาคารรวม 967,730 บาท นอกจากนั้นยังมีรายได้จากค่าเช่าบ้าน 260,000 บาท และยังมีรายได้จากการขายทองคำ 1,200,000 บาท รายได้จากการขายห้องชุด 1,450,000 บาท มีรายจ่ายประจำเป็นค่าอุปโภคบริโภค การศึกษาบุตรหลาน และเงินบริจาครวม 1,885,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชัย ทิตตภักดี และนางมาลี ทิตตภักดี คู่สมรส แจ้งว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,008,093,099 บาท โดยเป็นทรัพย์สินทั้งหมด 1,018,146,927 บาท แบ่งเป็นของนายวิชัย 973,093,105 บาท และของนางมาลี 45,053,821 บาท หนี้สิน 10,053,827 ซึ่งเป็นหนี้สินของนายวิชัย ในส่วนเงินเบิกเกินบัญชี และเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น ทั้งนี้ ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นที่ดินมูลค่า 714,000,000 บาท อยู่ในย่านบางขุนเทียน กทม. 4 โฉนด,&amp;nbsp; ย่าน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี 3 โฉนด, ย่าน อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี&amp;nbsp; 6 โฉนด, ย่าน อ.เสนา อ.ราชคราม อ.บางซ้าย จ.พระนครศรีอยุธยา 4 โฉนด โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่า 195,200,000 บาท โดยอยู่ในพื้นที่ กทม.ทั้งหมด ซึ่งรายการที่มูลค่าสูงสุดอยู่ในเขตจอมทอง กทม. มูลค่ากว่า 170,000,000 บาท ส่วนเงินฝากมูลค่ารวม 12,641,238 บาท เงินลงทุนมูลค่ารวม 3,497,900 บาท สิทธิและสัมปทาน มูลค่ารวม 7,136,788 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนรายการทรัพย์สินอื่นราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป ที่น่าสนใจ นายวิชัยระบุว่า มี 74 รายการ มูลค่ารวม 78,401,000 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นนาฬิกาและเครื่องประดับ อาทิ นาฬิกา Rolex 2 เรือน, นาฬิกา Patek philippe 2 เรือน, นาฬิกา Jaeger-Lecoultre 1 เรือน, นาฬิกา Omega 1 เรือน, นาฬิกาล้อมเพชร 1 เรือน สร้อยทองคำและแหวนทองคำรวมอัญมณี ทองแท่ง สร้อยหยก ชุดเครื่องประดับเพชร สร้อยไข่มุก เข็มขัดทองคำ กระเป๋า Chanel 2 ใบ กระเป๋า Louis Vuitton 2 ใบ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีเหรียญทองที่ระลึก เหรียญเงินที่ระลึกหลายรายการ พระเครื่องพระบูชาหลายรายการ รวมทั้งไวน์ต่างประเทศ 35 ขวด บรั่นดี สุราต่างประเทศ 17 ขวด อาวุธปืน 6 กระบอก อย่างไรก็ตาม ผู้ยื่นแจ้งว่ามีรายได้จากเงินประจำตำแหน่ง เบี้ยประชุม เงินเดือนจากบริษัท ค่าเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง&amp;nbsp; เงินปันผล รวมทั้งรายได้จากรางวัลสลากออมสินและสลาก ธ.ก.ส. รวม 2,780,300 บาท ส่วนรายจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าผ่อนคอนโดฯ และเงินบริจาค รวม 1,009,650 บาท.&lt;/p&gt;


	คึกคัก! เลิก 112 สิแล้วจะเล่าให้ฟัง
	&amp;#39;หมอวรงค์&amp;#39; ร่วม &amp;#39;Save112&amp;#39;
	นักวิชาการแนะ &amp;#39;รองนายกฯ&amp;#39; คิดให้ดีก่อนด่วนสรุป &amp;#39;แก๊งแครอท&amp;#39;
	&amp;#39;เจี๊ยบคอนถม&amp;#39; พอมีสำนึกอยู่บ้าง ขออภัยโพสต์เหยียดเชื้อพระวงศ์
	กุนซือสมองเพชร ชำแหละเบื้องหลัง &amp;#39;ราษฎร 2563&amp;#39;
	&amp;#39;ธนกร&amp;#39; จวก &amp;#39;ส.ศิวรักษ์&amp;#39; มีโทสาคติกับ &amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39;
	&amp;#39;ศรีสุวรรณ&amp;#39; จี้รัฐบาลปัดฝุ่น พรบ.ป้องกันคอมมิวนิสต์
	อดีตรองอธิการฯมธ. เตือนสติม็อบอย่าเพ้อฝันล้มสถาบัน
	&amp;#39;ทูตนริศโรจน์&amp;#39; แนะ &amp;#39;ม็อบค้อนเคียว&amp;#39; ลองฝึกใช้ชีวิตที่อิสราเอล
	&amp;#39;สมชาย&amp;#39; ชี้ช่องตำรวจเร่งรื้อคดี &amp;#39;น้องชายธนาธร&amp;#39;


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86347</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน, ป.ป.ช., ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201208/image_big_5fcf8e526cb41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2019 09:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2019 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่พลาด!ศรีสุวรรณจ่อร้องป.ป.ช.สอบนักการเมืองเสกราคาทรัพย์สิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2562 - &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวการแสดงรายการทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของนายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล หัวหน้าพรรคพลังไทยรักไทย และนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศิวิไลย์ ซึ่งได้แจ้งรายการทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโคตรมหาเหล็กไหลที่มีมูลค่ากว่า 700 ล้าน มหาเหล็กไหล มูลค่า 300 ล้านบาท อุกกาบาต 10 ล้านบาท และพระเครื่องต่าง ๆ อาทิ พระกริ่งปวเรศทองคำ 50 ล้านบาท พระสมเด็จวัดระฆัง 40 ล้านบาท และพระสมเด็จไกเซอร์ 30 ล้านบาท ฯลฯ จนเป็นที่ฮือฮาในโลกโซเชียลนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีดังกล่าว เป็นที่สงสัยและวิพากษ์วิจารณ์กันของสังคมไทยเป็นอย่างมากว่า มูลค่าทรัพย์สินต่าง ๆ ดังกล่าว เป็นการสร้างมูลค่าลวงขึ้นมาหรือไม่ มีหน่วยงานหรือองค์กรมาตรฐานใดให้ใบรับรองหรือไม่ หรืออาจเป็นกลเล่ห์ฉลของนักการเมืองที่อาจใช้เป็นข้ออ้างในการฟอกเงินเพื่อผ่องถ่ายทรัพย์สินแบบหลอกๆไปเป็นเงินสดในอนาคต หากมีเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นงอกเงยขึ้นมาเกินกว่ารายรับที่พึงมีในขณะดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็จะใช้เป็นข้ออ้างได้ว่าได้จำหน่ายพระเครื่องหรือวัตถุมงคลดังกล่าวออกไปในราคาแพงตามที่ตั้งมูลค่าไว้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระนั้น ป.ป.ช.จะต้องมีระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการตรวจสอบมูลค่าของทรัพย์สินดังกล่าวของนักการเมือง เพื่อปิดช่องโหว่ของการเลี่ยงบาลีในการแสดงบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งหากนักการเมืองไม่สามารถแสดงหลักฐานใบรับรองมูลค่าของทรัพย์สินต่างๆได้ ก็สามารถชี้ได้เลยว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ &amp;nbsp;หรือ ปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ เพื่อเลี่ยงความจริงที่พึงต้องแจ้งให้ ป.ป.ช.ทราบ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 109 วรรคสาม ประกอบมาตรา 114 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ซึ่งอาจมีโทษตามมาตรา 167 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ ดําเนินการตามมาตรา 114 &amp;nbsp;โดยการเสนอเรื่องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเพื่อวินิจฉัย หรือ ป.ป.ช.ดำเนินการยื่นฟ้องเองตามมาตรา 80 โดยจะไปยื่นคำร้องในวันจันทร์ที่ 23 ก.ย. 2562 เวลา 13.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ นนทบุรี
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46321</URL_LINK>
                <HASHTAG>คฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล, ทรัพย์สิน, ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, พรรคพลังไทยรักไทย, พรรคไทยศิวิไลย์, มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์, ศรีสุวรรณ จรรยา, เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190911/image_big_5d78813a4aadd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2018 10:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2018 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดเต็มๆรายชื่อ55บิ๊กองค์กรมหาชนที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;04 พ.ย.2561 - &amp;nbsp;พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธ.ค.นั้น มีเนื้อหาในการกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าหน้าที่ของรัฐยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเนื้อหาของประกาศนี้ได้กำหนดผู้ที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดยเฉพาะในส่วนขององค์การมหาชนนั้นมีมากถึง 55 องค์กรเลยทีเดียว โดยผู้ที่ต้องยื่นนั้นจะประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการ (บอร์ด) ขององค์กรนั้นๆ รวมทั้งผู้อำนวยการ, ผู้จัดการ และเลขาธิการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 55 องค์กรมหาชนที่จะต้องยื่นบัญชีนั้น มีรายชื่อดังนี้ 1.กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) 2.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 3.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ 4.คุรุสภา 5.สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) 6.สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ 7.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข 8.สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 9.สถาบันอนุญาโตตุลาการ 10.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 12.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู 13.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 14.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 15.สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล 16.สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 17.โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ 18.โรงพยาบาลบ้านแพ้ว 19.ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ 20.ศูนย์คุณธรรม 21.ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร 22.ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ 23.สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ 24.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ 25.สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ &amp;nbsp;26.สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 27.สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน 28.สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน 29.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน 30.สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31.สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา 32.สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล 33.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ 34.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง 35.สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ 36.สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน 37.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ 38.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อม 39.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร 40.สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน 41.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ 42.สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ 43.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร 44.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ 45.สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 46.สำนักงานพัฒนาพิงคนคร 47.สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล 48.สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ 49.สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ 50.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา 51.สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ 52.สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ 53.หอภาพยนตร์ 54.องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และ 55.องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21300</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, บัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน, ป.ป.ช., ประกาศ, ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ, พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d55590061d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>1431</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2018 10:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2018 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถามหาจริยธรรมความซื่อสัตย์ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;21 ม.ค.61- ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;คุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17 &amp;ndash; 18 มกราคม 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างด้วยความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ควรมีมากที่สุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.24 ระบุว่า เป็นความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส รองลงมา ร้อยละ 13.04 ระบุว่า เป็นการไม่ใช้อำนาจ ตำแหน่ง หน้าที่ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้อง เช่น การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์ การใช้อำนาจหน้าที่ใน ทางมิชอบ ร้อยละ 12.56 ระบุว่า เป็นการเอาใจใส่ และความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติ ร้อยละ 6.80 ระบุว่า เป็นการปฏิบัติตน เป็นแบบอย่างที่ดี เคารพกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของบ้านเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้อยละ 6.64 ระบุว่า เป็นการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาประเทศชาติอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ หรือแบ่งแยก ร้อยละ 2.00 ระบุว่า เป็นการรักษาความเป็นระบอบประชาธิปไตย รับฟังเสียงส่วนน้อย ยึดหลักการมี ส่วนร่วม ร้อยละ 1.84 ระบุว่า เป็นการไม่สร้างความแตกแยกในสังคม หรือไม่กล่าวหาฝ่ายตรงข้าม ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง ร้อยละ 1.28 ระบุว่า มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ ร้อยละ 1.20 ระบุว่า ยึดหลักความพอเพียง ใช้ทรัพย์สินของราชการเป็นประโยชน์ เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด และร้อยละ 0.40 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ผลการสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่าในสังคมไทยประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการใช้อำนาจ ตำแหน่ง หน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้อง หรือยังไม่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทับซ้อนเท่าที่ควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในภาพรวม (ได้แก่ ครม. สนช. สปท.) พบว่า ร้อยละ 42.00 ระบุว่า ไม่ค่อยมีจริยธรรม ร้อยละ 10.48 ระบุว่า มีจริยธรรมมาก ร้อยละ 31.28 ระบุว่า มีจริยธรรมค่อนข้างมาก ร้อยละ 11.20 ระบุว่า ไม่มีจริยธรรมเลย และร้อยละ 5.04 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ แสดงให้เห็นว่าแม้ในปัจจุบันก็ยังเชื่อว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในภาพรวมไม่ค่อยมีจริยธรรม ซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายของคสช ที่ต้องการเน้นจริยธรรมและการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นในการบริหารราชการแผ่นดิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการตัดสินใจของประชาชนหากต้องเลือกระหว่าง &amp;ldquo;ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เก่ง มีผลงาน แต่ ไม่มีจริยธรรม&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีจริยธรรม แต่ ไม่เก่ง มีผลงานน้อย&amp;rdquo; พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 74.88 ระบุว่า จะเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองที่มีจริยธรรม แต่ ไม่เก่ง มีผลงานน้อย ขณะที่ ร้อยละ 17.36 ระบุว่า จะเลือกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เก่ง มีผลงาน แต่ ไม่มีจริยธรรม ร้อยละ 3.68 ระบุว่า ไม่เลือกทั้งสองแบบ และร้อยละ 4.08 ระบุว่า ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ แสดงให้เห็นว่ามากกว่าสามในสี่ของประชาชนยังยอมรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ไม่เก่งแต่ไม่โกงได้ มากกว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เก่งแต่โกง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้ประเทศไทยมีแต่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ดี เก่ง มีผลงาน และมีจริยธรรม พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 35.20 ระบุว่า ควรมีบทลงโทษทางวินัยอย่างเคร่งครัด รองลงมา ร้อยละ 29.52 ระบุว่า ควรมีหน่วยงานตรวจสอบคุณธรรม จริยธรรม และความประพฤติของนักการเมือง ร้อยละ 21.44 ระบุว่า ควรมีระบบคัดกรองนักการเมืองน้ำดี มีคุณภาพ ร้อยละ 19.60 ระบุว่า ประชาชนต้องไม่ซื้อสิทธิขายเสียง ร้อยละ 14.80 ระบุว่า ควรแก้ไขที่ระบบการศึกษาของไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้อยละ 14.00 ระบุว่า ควรสร้างค่านิยมใหม่ ๆ ปรับทัศนคติ ค่านิยมคนไทยบางกลุ่มที่ยึดติดกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ไม่มีจริยธรรม แต่เก่ง มีผลงานหรือทัศนคติที่ว่าโกงได้ แต่ขอให้ประเทศพัฒนา ร้อยละ 1.68 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ มีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง, เร่งปฏิรูปการเมืองและนักการเมือง, ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบความโปร่งใสในการทำงานของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และร้อยละ 3.20 ไม่ระบุ/ ไม่แน่ใจ แสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการให้มีการลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่โกง ต้องมีการตรวจสอบ และมีการคัดกรองนักการเมืองที่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กล่าวโดยสรุป ประชาชนต้องการผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส แต่ยังไม่ให้ความสำคัญเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมากนัก อย่างไรก็ตามประชาชนมีความเห็นว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบันไม่ค่อยมีจริยธรรมซึ่งผลการสำรวจนี้ไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่เน้นเรื่องจริยธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต นอกจากนี้ประชาชนยังทนและยอมรับได้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ไม่เก่งแต่ไม่โกง มากกว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เก่งแต่โกง และประชาชนต้องการให้มีการลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่โกง ต้องมีการตรวจสอบที่เข้มข้น และมีการคัดกรองนักการเมืองที่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 8.88 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ตัวอย่างร้อยละ 25.28 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑลและภาคกลาง ร้อยละ 18.16 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.44 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และร้อยละ 14.24 มีภูมิลำเนา อยู่ภาคใต้ ตัวอย่าง ร้อยละ 55.76 เป็นเพศชาย ร้อยละ 44.16 เป็นเพศหญิง และร้อยละ 0.08 เป็นเพศทางเลือก ตัวอย่างร้อยละ 4.96 มีอายุ 18 &amp;ndash; 25 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 17.44 มีอายุ 26 &amp;ndash; 35 ปี ร้อยละ 23.52 มีอายุ 36 &amp;ndash; 45 ปี ร้อยละ 32.64 มีอายุ 46 &amp;ndash; 59 ปี ร้อยละ 19.20 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และร้อยละ 2.24 ไม่ระบุอายุ ตัวอย่าง ร้อยละ 91.12 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.28 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 1.44 นับถือศาสนาคริสต์ /ฮินดู/ซิกข์/ยิว/ไม่นับถือศาสนาใด ๆ และร้อยละ 4.16 ไม่ระบุศาสนา ตัวอย่าง ร้อยละ 23.60 ระบุว่าสถานภาพโสด ร้อยละ 67.28 สมรสแล้ว ร้อยละ 5.04 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ และร้อยละ 4.08 ไม่ระบุสถานภาพการสมรส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวอย่างร้อยละ 25.36 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 28.80 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.52 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 27.20 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 6.56 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.56 ไม่ระบุการศึกษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวอย่างร้อยละ 13.04 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 15.12 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.48 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 13.44 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 14.72 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 14.72 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน ร้อยละ 1.92 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 0.08 เป็นพนักงานองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไร และร้อยละ 4.48 ไม่ระบุอาชีพ ตัวอย่างร้อยละ 10.08 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 23.76 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 23.36 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 &amp;ndash; 20,000 บาท ร้อยละ 12.48 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 &amp;ndash; 30,000 บาท ร้อยละ 6.80 มีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน 30,001 &amp;ndash; 40,000 บาท ร้อยละ 9.92 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 13.60 ไม่ระบุรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/1431</URL_LINK>
                <HASHTAG>จริยธรรม, ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180121/image_big_5a64098b14c2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
