<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2021 00:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2021 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘คลัง’ฟันโกงเราชนะ กินก๋วยเตี๋ยวผิดปกติ 40ชามทุก2-5นาที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;คลัง&amp;quot; จับโป๊ะโกง &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; สั่งเบรกสิทธิ์ 152 ร้านค้า และ 167 รายที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังพบใช้จ่ายผิดปกติกินก๋วยเตี๋ยว 40 ชาม ทุก 2-5 นาที พร้อมประสานตำรวจตรวจสอบ หากพบทำผิดจริงดำเนินการทางกฎหมายเต็มสูบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีเมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่เริ่มจ่ายเงินโครงการเราชนะเป็นวันแรกให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยธนาคารกรุงไทยได้มีการแจ้งปิดระบบ เพราะพบว่าระบบการใช้สิทธิ์ขัดข้องในส่วนของระบบแอปพลิเคชันถุงเงิน และระบบ EDC ทำรายการที่ซ้ำซ้อนกันประมาณ 25,000 คน หรือ 0.7% ของจำนวนผู้ใช้จ่าย โดยมีการใช้จ่ายเกินวงเงินสิทธิ์รวมประมาณ 17 ล้านบาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้ใช้สิทธิ์ที่ใช้จ่ายเกินวงเงินไปแล้ว ซึ่งได้รับเงินเยียวยาสัปดาห์แรก 675 และ 700 บาท หากมีการใช้เงินเกินไป เช่น ในสัปดาห์แรกอาจะใช้ไปถึง 1,400 บาท ระบบก็จะตัดวงเงินเยียวยาในสัปดาห์ต่อไปที่ควรจะได้ 700 บาท ระบบก็จะไม่โอนให้ และจะเริ่มกลับมาโอนปกติในสัปดาห์ต่อไปจนครบวงเงินเยียวยาที่กำหนดไว้ 7,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาพบว่ามีประชาชนและร้านค้าใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์ผิดวัตถุประสงค์โครงการ ซึ่งได้ระงับการใช้จ่ายทั้งในส่วนร้านค้า 152 ร้านค้า และ 167 คนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยได้ประสานตำรวจดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ โดยหากพบว่ามีความผิดก็จะดำเนินการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องและเรียกร้องค่าเสียหาย โดยขณะนี้กรุงไทยได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ปกครองและเจ้าหน้าที่คลัง และทีมงานกรุงไทยในพื้นที่เพื่อลงไปตรวจสอบเชิงลึกเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากกรณีนี้มีมูลค่าที่ใช้จ่ายเกินไปกว่า 3 แสนบาท ถือว่าไม่มาก และเราตรวจสอบได้เร็วมาก โดยรูปแบบที่ตรวจสอบได้คือ มีพฤติกรรมที่อาจจะมีความตั้งใจใช้จ่ายผิดปกติ เช่น ในบุคคลรายเดียวมีการทานก๋วยเตี๋ยวถี่ทุก 2-5 นาที เป็นจำนวน 30-40 ชาม ซึ่งการเกิดกิจกรรมแต่ละจุดต้องเกิดจากผู้ซื้อและผู้ขาย ดังนั้นเราจะมุ่งเป้าไปที่ร้านค้าเป็นหลัก&amp;rdquo; นายผยงกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายผยงกล่าวอีกว่า ระบบที่ขัดข้องไปเมื่อวันที่ 5 ก.พ.นั้น มาจากการดำเนินการประมวลผลของระบบสิทธิ์ ซึ่งรอบนี้จะต่างจากระบบเดิมที่เมื่อหมดสิทธิ์ที่ได้แต่ละรอบสิทธิ์จะถูกตัดทิ้ง แต่กรณีนี้รัฐบาลให้สามารถสะสมได้ จึงเกิดรูปแบบการประมวลผลที่มีการเสริมเข้ามา แต่เมื่อเกิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตกระตุก ทำให้การเชื่อมโยงการส่งต่อข้อมูลของ 2 ระบบมีช่องว่างเกิดขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คลังขอความร่วมมือประชาชนรักษาสิทธิ์ของตนเอง และขอให้ร้านค้าและประชาชนปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการ สำหรับประชาชนที่พบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการ สามารถแจ้งเบาะแส รวมถึงส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดเงื่อนไขโครงการ ถึงคณะทำงานพิจารณาตรวจสอบข้อมูลและเรื่องร้องเรียนสำหรับโครงการเราชนะทางไปรษณีย์มาได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ถนนพระราม 6 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92650</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง, ฟันโกงเราชนะ, เราชนะ, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, โกงเราชนะ, ใช้จ่ายผิดปกติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_6023d66d40c51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2018 09:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2018 09:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังฟุ้ง 9 เดือนรายได้ล้นหีบ 6.24 หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังเปิดตัวเลขรายได้รัฐ 9 เดือนปีงบ 61 สูงกว่าเป้าหมาย 6.24 หมื่นล้านบาท 3 กรมภาษียังผลงานไม่เข้าตา รีดภาษีต่ำกว่าเป้าหมายต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิใน เดือน มิ.ย. 2561 อยู่ที่ 2.55 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2.33 พันล้านบาท หรือ 0.9% โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บต่ำกว่าประมาณการ 2.96 พันล้านบาท หรือ 4.1%, ภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 2.82 พันล้านบาท หรือ 34.8% และภาษีสุรา จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 1.52 พันล้านบาท หรือ 27.4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการจัดเก็บรายได้รัฐบาลช่วง 9 เดือนของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค. 60-มิ.ย. 61) จัดเก็บรายได้รวมที่ 1.83 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 6.24 หมื่นล้านบาท หรือ 3.5% โดยมีสาเหตุจากการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่น สูงกว่าประมาณการ 2.75 หมื่นล้านบาท หรือ 22.9% และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ สูงกว่าประมาณ 2.51 หมื่นล้านบาท หรือ 23.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร ในช่วง 9 เดือนของปีงบประมาณ 2561 อยู่ที่ 1.35 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1.15 หมื่นล้านบาท เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการขณะที่การจัดเก็บภาษีกรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม อยู่ที่ 4.19 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 8.29 พันล้านบาท โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีเบียร์ ภาษีน้ำมัน และภาษีสุรา ขณะที่ภาษีรถยนต์และภาษียาสูบ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ
ขณะที่กรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม 8.15 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2.04 พันล้านบาท โดยเป็นผลจากการจัดเก็บอากรขาเข้าต่ำกว่าประมาณการจำนวน 2.2 พันล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการนำเข้าสินค้าที่ใช้สิทธิพิเศษทางภาษีมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้การจัดเก็บอากรขาเข้าไม่ขยายตัวตามที่ประมาณการไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2561 กระทรวงการคลังจะติดตาม และกำกับดูแลให้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ต่อไป&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13989</URL_LINK>
                <HASHTAG>9เดือน, กุลยา ตันติเตมิท, จัดเก็บภาษี, ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง, รายได้รัฐบาล, โฆษกกระทรวงการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b068196d5e6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9956</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2018 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 08:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คลังฟุ้งจัดเก็บ 7 เดือนรายได้ทะลุเป้าหมาย 6 หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังฟุ้งจัดเก็บรายได้ 7 เดือนปีงบประมาณ 2561 ทะลุเป้าหมาย 6.05 หมื่นล้านบาท แตะ 1.29 ล้านล้านบาท ได้ดีรัฐวิสาหกิจ-หน่วยงานอื่นลุยส่งรายได้กระหึ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้รัฐบาลในช่วง 7 เดือนของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค. 60- เม.ย. 61) จัดเก็บได้ 1.29 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 6.05 หมื่นล้านบาท หรือ 4.9% โดยมีสาเหตุจากการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการ 3.04 หมื่นล้านบาท และการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่นสูงกว่าประมาณ 2.31 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงที่ผ่านมาการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิยังเป็นไปตามที่กระทรวงการคลังประเมินไว้ สำหรับในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ กระทรวงการคลังจะกำกับดูแลให้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้&amp;rdquo; น.ส.กุลยา กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการเก็บภาษี กรมสรรพากร จัดเก็บรายได้รวม 8.99 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 6.55 พันล้านบาท หรือ 0.7% เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 1.42 หมื่นล้านบาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 1.95 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม 3.22 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2.28 พันล้านบาท หรือ 0.7% โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีน้ำมัน 7.38 พันล้านบาท &amp;nbsp;ภาษีเบียร์ 4.34 พันล้านบาท และภาษีสุราฯ จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ &amp;nbsp;2 พันล้านบาท ด้านกรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม 6.33 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2.07 พันล้านบาท หรือ 3.2% โดยเป็นผลจากการจัดเก็บอากรขาเข้าต่ำกว่าประมาณการจำนวน 2.34 พันล้านบาท เนื่องจากการนำเข้าสินค้าที่ใช้สิทธิพิเศษทางภาษีมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้การจัดเก็บอากรขาเข้าไม่ขยายตัวตามที่ประมาณการไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.กุลยา กล่าวอีกว่าในส่วนของฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 7 เดือนของปีงบประมาณ 2561 &amp;nbsp;รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1.29 ล้านล้านบาทในขณะที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั้งสิ้น &amp;nbsp;1.84 ล้านล้านบาท รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 3.34 แสนล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 2.77 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเบิกจ่ายงบประมาณในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันรัฐบาลยังคงบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เพียงพอ เพื่อรองรับการเบิกจ่ายในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ&amp;rdquo; นางสาว กุลยา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9956</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, การจัดเก็บรายได้, กุลยา ตันติเตมิท, ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง, เก็บภาษี, โฆษกกระทรวงการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180129/image_big_5a6ee6b5a9e6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2018 22:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2018 22:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเพิ่มช่องทางรับแจ้งบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเข้ากองทุนคนแก่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังเพิ่มช่องทางการรับแจ้งบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเข้ากองทุนผู้สูงอายุ ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ หน่วยงานรัฐประจำจังหวัดและสถานทูตไทยในต่างประเทศ หวังช่วยคนแก่ที่มีรายได้น้อย 3 ล้านคนทั่วประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมให้แก่ผู้ที่ต้องการบริจาค กระทรวงการคลังจึงได้พิจารณาการเพิ่มช่องทางรับแจ้งบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเข้ากองทุนผู้สูงอายุ โดยผู้ที่ประสงค์จะแจ้งบริจาคใน กทม. สามารถนำบัตรประจำตัวประชาชนไปแจ้งบริจาคได้ที่สถาบันการเงินของรัฐ 7 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่ประสงค์จะแจ้งบริจาคในต่างจังหวัดสามารถนำบัตรประจำตัวประชาชนไปแจ้งบริจาคได้ที่หน่วยงานของคณะผู้บริหารการคลังประจำจังหวัด (คบจ.) ซึ่งประกอบด้วย สำนักงานคลังจังหวัด สำนักงานสรรพากรพื้นที่ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ ด่านศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยภาคและจังหวัด และสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 7 แห่งดังกล่าวข้างต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผู้ที่ประสงค์จะแจ้งบริจาคในต่างประเทศสามารถนำบัตรประจำตัวประชาชน หรือ Passport &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไปแจ้งบริจาคได้ที่สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยในต่างประเทศ ในกรณีที่มอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนให้นำหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจมาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หน่วยงานของ คบจ. และสถาบันการเงินของรัฐใน กทม. จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในวันที่ 15 พ.ค. 2561 เป็นต้นไป ส่วนในต่างประเทศซึ่งดำเนินการโดยสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ &amp;nbsp;ของไทยในต่างประเทศ จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในวันที่ 1 มิ.ย. 2561 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงการคลังได้พิจารณาเพิ่มช่องทางการรับแจ้งบริจาคเบี้ยยังชีพฯ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุที่มีจิตศรัทธาทุกท่าน จึงขอเชิญชวนผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและมีรายได้หลังเกษียณที่เพียงพอแล้ว เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยกว่า 3 ล้านคนทั่วประเทศให้มีรายได้ในการดำรงชีพเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;rdquo; น.ส. กุลยา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8722</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, กุลยา ตันติเตมิท, ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง, สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ, โฆษกกระทรวงการคลัง, ้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180129/image_big_5a6ee6b5a9e6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
