<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>56353</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2020 13:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2020 13:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะผู้ติดเชื้อเอชไอวี แม้มีผล U=U  แต่ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เป็นการรับผิดชอบตนเองและคู่รัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
5 ก.พ.63- นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวในโลกออนไลน์ถึงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อเอชไอวีโดยไม่ป้องกัน นั้น กรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลว่าการมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อเอชไอวี (ที่กินยาต้านไวรัสจนสามารถกดเชื้อได้แล้วและตรวจไม่พบเชื้อ) โดยไม่ป้องกันแต่ไม่มีการถ่ายทอดเชื้อไปยังคู่นอน หรือเรียกว่า U=U (Undetectable=Untransmittable) หมายถึง ไม่เจอ=ไม่ถ่ายทอดเชื้อ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการวิจัยและศึกษาในคู่รักที่มีผลเลือดต่างกว่า 1,000 คู่จากหลายประเทศทั่วโลก แล้วผลสรุปออกมาว่าไม่มีใครติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งคนที่มีเชื้อเอชไอวีต้องตระหนักและมีความรับผิดชอบกินยาต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงต้องตรวจวัดปริมาณไวรัสในเลือดเป็นประจำด้วย &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การป้องกันที่ดียิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพดีที่สุด ควรใช้ถุงยางอนามัยด้วยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ รวมทั้งไวรัสตับอักเสบบีและซี ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่าสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ ปี 2558 และในปี 2562 อัตราป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 5 โรคสำคัญ ได้แก่ หนองใน ซิฟิลิส หนองในเทียม แผลริมอ่อน &amp;nbsp;และกามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง สูงขึ้น &amp;nbsp;ซึ่งอัตราป่วยในทุกกลุ่มอายุเท่ากับ 33.9 ต่อประชากรแสนคน โรคที่มีอัตราป่วยสูงที่สุดได้แก่ หนองใน รองลงมาได้แก่ ซิฟิลิส และกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี มีอัตราป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 5 โรคสำคัญสูงสุด ถึง 124.6 ต่อประชากรแสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อัษฎางค์ กล่าวต่อไปว่า การมีเพศสัมพันธ์ถือเป็นเรื่องใกล้ตัว และต้องรู้จักป้องกันอย่างถูกวิธี ทั้งการป้องกันเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ รวมถึงไวรัสตับอักเสบบีและซี เป็นต้น ด้วยการใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ถือเป็นการรับผิดชอบต่อคู่รักและตัวเราเองให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยจากข้อมูลพบว่าการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีมีประสิทธิภาพป้องกันได้ถึง 98% อีกทั้งเทคโนโลยีมีการพัฒนาถุงยางอนามัยขึ้นมาหลายขนาด พร้อมทั้งเพิ่มฟังก์ชันต่างๆ เช่น กลิ่น สี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคู่รักให้เลือกใช้งานได้อย่างสะดวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการใช้ถุงยางอนามัย ควรใช้ให้ถูกต้องและปลอดภัยด้วย 4 ขั้นตอนง่ายๆ คือ &amp;ldquo;เลือก เก็บ ใช้ ทิ้ง&amp;rdquo; &amp;nbsp;1.เลือก ให้ถูกไซส์ หากเลือกผิดอาจจะทำให้ถุงยางอนามัยฉีกขาดหรือหลุดได้ง่าย ตรวจดูวันผลิตหรือวันหมดอายุก่อนทุกครั้ง และมีเครื่องหมายมาตรฐาน อย. &amp;nbsp;2.เก็บ ให้ถูกวิธี ไม่ควรเก็บถุงยางอนามัยในที่มีความชื้นสูง อากาศร้อน เพราะอาจเสื่อมคุณภาพ ไม่ควรไว้ในกระเป๋าสตางค์หรือกระเป๋ากางเกงด้านหลัง เพราะอาจฉีกขาดได้ง่าย ควรเก็บในจุดที่สามารถหยิบใช้งานได้ง่ายและสะดวก &amp;nbsp;3.ใช้ ให้ถูกวิธี เมื่อมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง ทุกคน ทุกช่องทาง โดยระมัดระวังการฉีกซองอย่าให้เล็บสะกิดถุงยางอนามัย เพราะอาจฉีกขาด จากนั้นให้บีบปลายถุงไล่ลมก่อนใส่เสมอ และสวมถุงยางอนามัยขณะที่อวัยวะเพศแข็งตัว บีบปลายถุงขณะสวมแล้วรูดให้สุดโคน และ 4.ทิ้ง ให้ปลอดภัย ซึ่งสำคัญที่สุด เมื่อเสร็จกิจให้รีบถอดถุงยางอนามัยออก โดยใช้นิ้วสอดเข้าในขอบถุงหรือใช้กระดาษทิชชู่ห่อแล้วรูดออก จากนั้นทิ้งลงถังขยะให้มิดชิด ไม่ควรทิ้งลงชักโครกหรือในแม่น้ำ ลำคลอง เด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การป้องกันเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ให้มีประสิทธิภาพที่สุด คือการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ นับเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและมีความรับผิดชอบต่อคู่รักและตัวเราเองได้ง่ายที่สุดและปลอดภัยจากโรคต่างๆ อีกด้วย &amp;nbsp;สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422&amp;rdquo; นายแพทย์อัษฎางค์ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56353</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ, ผู้ติดเชื้อเอชไอวี, า U=U (Undetectable=Untransmittable) หมายถึง ไม่เจอ=ไม่ถ่ายทอดเชื้อ, ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200205/image_big_5e3a646608a9f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2018 12:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2018 12:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสม.วอนคุ้มครองสิทธิ์ผู้ติดเชื้อเอชไอวีต้องไม่ถูกกีดกันเข้าทำงานรัฐ-เอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ย.61- นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านสิทธิผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก การศึกษา และการสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่ มีผู้ร้องเรียนมายังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ว่า ถูกเลือกปฏิบัติในการสมัครเข้าทำงานเนื่องจากเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus : HIV) จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างกำหนดให้การตรวจหาเชื้อเอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการพิจารณารับเข้าทำงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งที่ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกและศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ยืนยันว่าการติดเชื้อมีได้เพียง &amp;nbsp;ทาง คือ 1. การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และ 2. การใช้เข็มฉีดยา (เสพติด) ร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่ให้ผลการรักษาเป็นอย่างดี ผู้ติดเชื้อเอชไอวีจึงสามารถมีสุขภาพที่แข็งแรง สามารถดำรงชีวิตหรือทำกิจกรรมได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ดังนั้น สถานะการเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีจึงไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการทำงานไม่ว่าในตำแหน่งใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางฉัตรสุดา &amp;nbsp;ระบุว่า เพื่อให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับการคุ้มครองสิทธิในการทำงานและไม่ถูกเลือกปฏิบัติจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อันสอดคล้องกับหลักความเสมอภาคและความเท่าเทียมของบุคคลที่ได้รับการรับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights &amp;ndash; ICCPR) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant &amp;nbsp;on Economic, Social and Cultural Rights &amp;ndash; ICESCR) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รวมทั้งแนวปฏิบัติระหว่างประเทศว่าด้วยเชื้อเอชไอวี/เอดส์และสิทธิมนุษยชน (International Guidelines on HIV/AIDS and Human Rights)
&amp;nbsp;
เธอระบุด้วยว่า เนื่องในวันเอดส์โลก 1ธันวาคม ที่จะถึงนี้ จึงขอเสนอแนะและเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนทุกแห่งพิจารณายกเลิก ปรับปรุง แก้ไข กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือเงื่อนไขการตรวจหาเชื้อเอชไอวีก่อนรับเข้าทำงานในทุกตำแหน่ง และขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเร่งเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีต่อไป เพื่อให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีซึ่งสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติร่วมกับคนทั่วไป ได้มีสิทธิในการทำงานและการเข้าถึงการจ้างงานโดยปราศจากเงื่อนไขในที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22782</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสม., คุ้มครองสิทธิในการทำงาน, ฉัตรสุดา, ผู้ติดเชื้อเอชไอวี, วันเอดส์โก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181126/image_big_5bfb7f48d0c8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21466</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2018 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2018 18:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผอ.ศูนย์วิจัยเอดส์ ยันเอชไอวีไม่ติดง่ายๆ อย่ารังเกียจ ละทิ้ง ผู้ติดเชื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6พ.ย.61- ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ เผยองค์ความรู้เรื่องเอชไอวีแตกต่างจากเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างมาก วันนี้เอชไอวีไม่ได้ติดต่อกันง่าย จะติดต่อกันต่อเมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยง ดังนั้นคนในต้องเปลี่ยนแนวติด ความไม่รู้และไม่เข้าใจ ทำให้เห็นภาพการละทิ้งผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ที่ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวถึงกรณีเหตุมีการวิพากษ์วิจารย์เรื่องทิ้งผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่ข้างกำแพงวัดพระบาทน้ำพุ ว่า เรื่องนี้อยากให้มีการพิจารณาให้ถี่ถ้วน และไม่ควรขยายส่งต่อเหตุดราม่า เพราะว่าการติดเชื้อเอชไอวี ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ซึ่งต้องยอมรับว่าการที่จะทำให้การตีตราหมดไปจากสังคมไทยเป็นเรื่องที่ยากมาก ซึ่งเกิดจากความไม่รู้และไม่เข้าใจ ทำให้เห็นภาพการละทิ้งผู้ติดเชื้อ ซึ่งต้องเรียนว่าองค์ความรู้เรื่องเอชไอวีแตกต่างจากเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างมาก วันนี้เอชไอวีไม่ได้ติดต่อกันง่าย จะติดต่อกันต่อเมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยง คือเพศสัมพันธ์ไม่สวมถุงยางอนามัย ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ส่วนความคิดว่าผู้ป่วยจะเป็นภาระนั้นเรียนว่าถ้าผู้ป่วยได้รับยาต้านไวนัสภายใน 2-4 สัปดาห์ก็จะกลับมามีอาการปกติ สามารถเดินเหินได้ ไปทำงานได้ตามปกติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ประพันธ์ กล่าวว่า ส่วนการทิ้งเพราะกลัวว่าจะเป็นภาระค่าใช้จ่ายนั้น เรียนว่าคนไทยทุกคน ทุกสิทธิไม่ว่าจะเป็นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบบประกันสังคม แค่ตรวจเจอเชื้อในร่างกาย ก็สามารถรับยาต้านไวรัสได้ทันทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รัฐบาลออกให้หมด&amp;nbsp; หากมีคนในครอบครัวติดเชื้อ หรือใครที่มีความเสี่ยงสามารถเข้ามารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ และล่าสุด สำหรับผู้ป่วยบัตรทองที่ติดเชื้อเอชไอวีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเข้ารับยาต้านในรพ.ของรัฐได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องไปเปลี่ยนสถานพยาบาลใหม่ ส่วนประกันสังคมอาจจะต้องไปที่รพ.ตามสิทธิอยู่ ขณะนี้อยู่ระหว่างขับเคลื่อนให้ผู้ติดเชื้อในระบบประกันสังคมสามารถเข้ารับยาต้านฯ ในรพ.ในระบบประกันสังคมได้ทุกแห่งเช่นกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ กล่าวต่อว่า อีกปัญหาหนึ่งที่พบว่าครอบครัวละทิ้งผู้ติดเชื้อเพราะคนมักคิดว่าการติดเชื้อเอชไอวีจะเกิดขึ้นในคนที่มีพฤติกรรมไม่ดี ทั้งคนติดยาเสพติด หรือเรื่องเกี่ยวกับเพศอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งเป็นเพียงความคิด ทั้งๆ ที่ในกลุ่มเกย์ กระเทยไม่ใช่เรื่องผิด เขาสามารถทำงานได้ ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศได้ หรือผู้หญิงบางคนอาจจะติดจากสามี ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้ผิด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องปรับความคิด ในปัจจุบันหากรับยาต้านไม่มีใครรู้ เหมือนคนทั่วไปและมีอายุไขเฉลี่ยเท่ากับคนปกติ สิ่งสำคัญคือตรวจเร็ว รักษาเร็วจนตรวจเชื้อไม่เจอก็เท่ากับไม่แพร่สู่ผู้อื่น หรือตามแนวทาง U=U ซึ่งเป็นเรื่องที่จะมีการรณรงค์ในวันเอดส์โลก 1 ธ.ค. 2561 ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องการดราม่าที่มีคนนำผู้ติดเชื้อไปทิ้งข้างกำแพงวัด ไม่อยากให้คิดว่าวัดนี้ ดีกว่าที่อื่นหรือทำไมต้องจำเพาะเจาะจงทิ้งที่นี่ เพราะถ้าไม่ใช่ที่นี่แต่เป็นที่อื่น ก็จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล สิ่งสำคัญคือเราต้องปรับมุมมอง ความรู้ว่าเอชไอวีสามารถรักษาได้ด้วยยาต้าน จนทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพและอายุขัยเฉลี่ยเท่ากับคนทั่วไป กินยาต่อเนื่องก็กดเชื้อให้ต่ำจนไม่ถ่ายทอด และต้องบอกว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ ไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่ต้องการความเข้าใจจากสังคม กรุณาให้งานเขาทำ เขาไม่ได้ต้องการเงินบริจาค&amp;rdquo; นพ.ประพันธ์ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21466</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ประพันธ์ ภานุภาค, ผู้ติดเชื้อเอชไอวี, ศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทย, อย่าละทิ้งคนติดเอดส์, เอดส์ไม่ได้ติดง่าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181106/image_big_5be17a68c314e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
