<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>11281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2018 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2018 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่พบเชื้อเมอร์สชาวต่างชาติต้องสงสัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
13มิ.ย.61-นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีการพบชายชาวแอฟริกัน ที่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง เดินทางเข้ามาในประเทศไทย และมีอาการต้องสงสัยว่าป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส นั้น ขณะนี้ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการทั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันบำราศนราดูร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่าไม่พบเชื้อไวรัสเมอร์ส-โควี ในชาวต่างชาติคนดังกล่าวแต่อย่างใด เบื้องต้นผู้ป่วยเป็นปอดอักเสบและตรวจพบเชื้อวัณโรค ซึ่งขณะนี้อยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรค ได้ประสานไปยังสายการบินและสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อติดตามกลุ่มเสี่ยงที่ร่วมเดินทางมากับผู้ป่วย รวมถึงบุคคลอื่นที่มีประวัติใกล้ชิดกับผู้ป่วยตลอดเส้นทางการเดินทางในประเทศไทยในการเข้าสู่ระบบป้องกัน และรับการรักษา ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงมีการเฝ้าระวังโรคเมอร์สและโรคติดต่ออื่นๆ จากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ทั้งทางอากาศยาน ทางเรือ ทางบก ยังคงทำงานอย่างเต็มที่ภายใต้กฎอนามัยระหว่างประเทศ ที่กำหนดให้แต่ละประเทศดำเนินการตรวจคัดกรองผู้เดินทาง และควบคุมโรคภายในประเทศไม่ให้เกิดการแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นโดยรอบ ซึ่งดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคอย่างต่อเนื่องใน 3 ส่วน คือ ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ โรงพยาบาล และในชุมชน โดยเฉพาะในด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ในช่องทางเข้า-ออกประเทศ จัดพื้นที่คัดกรองผู้เดินทาง ในกรณีที่พบผู้เดินทางสงสัยป่วยจะแยกผู้เดินทางและนำส่งโรงพยาบาลต่อไป นอกจากนี้ มีการวางแผนที่จะเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถในการคัดกรองผู้ป่วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อความปลอดภัยทางสุขภาพของคนไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับประชาชนที่เดินทางกลับจากประเทศแถบตะวันออกกลาง หากภายใน 14 วัน มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรค หรือมีประวัติการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่สงสัยโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง มีการเข้าฟาร์มสัตว์หรือสัตว์ป่าต่างๆ รวมถึงมีการดื่มน้ำนมดิบโดยไม่ผ่านการฆ่าเชื้อโรค โดยเฉพาะน้ำนมอูฐ .&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11281</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวต่างชาติ, ผู้ต้องสงสัยป่วยโรคเมอร์ส, โรคเมอร์ส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180520/image_big_5b013f4baaf2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11196</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2018 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2018 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบผู้ต้องสงสัยป่วยโรคเมอร์สเข้าไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12มิ.ย.61-อธิบดี คร. เผย พบผู้ป่วยต้องสงสัยว่าเป็นโรคเมอร์ส เป็นชายชาวแอฟริกัน อาศัยในตะวันออกกลางเบื้องต้นพบเชื้อวัณโรคในปอด ตรวจพบในเสมหะ แต่ยังไม่ทิ้งประเด็นเมอร์ส รอผลทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ได้รับรายงานเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ว่ามีผู้ป่วยสงสัยโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลางหรือโรคเมอร์ส เป็นชายชาวแอฟริกัน&amp;nbsp; ที่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง อายุ 23 ปี โดยพบว่ามีการเข้ารักษาที่โรงพยาบาลมหาลัยแห่งหนึ่ง และมีการประสานส่งต่อมาที่สถาบันบำราศนราดูร ซึ่งเราก็ได้ไปรับมา โดยเบื้องต้นจากการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการบางส่วนของสถาบันฯ ร่วมกับสำนักระบาดวิทยาพบว่าเป็นวัณโรคปอด ตรวจพบทางเสมหะซึ่งยังไม่ตัดโรคเมอร์ทิ้ง ต้องรอผลทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเนื่องจากชายดังกล่าวอาจมีความตั้งใจเข้ามารักษาโดยเฉพาะ โดย โดยเบื้องต้นได้ส่งไปที่แลปของสถาบันบำราศฯ และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ขณะนี้ยังต้องรักษาอยู่ในโรงพยาบาล ดูแลในห้องแยกคนเชื้อเพื่อป้องกันการแพร่กระจาย&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังได้ประสานกับทางสนามบินเพื่อตรวจสอบผู้โดยสารที่มาสายการบินเดียวกันกับผู้ป่วย เพื่อตรวจสอบความเสี่ยงและดูแลป้องกัน หากพบโรคและจำเป็นต้องได้รับการรักษาก็จะได้พิจารณาการรักษาต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุวรรณชัยกล่าวอีกว่า โดยรวมประเทศไทยจะพบผู้ป่วยต้องสงสัยลักลอบเดินทางมาทำการรักษามากขึ้น เนื่องจากการรักษาทางการแพทย์ของประเทศไทยมีศักยภาพในการรับมือกับโรค&amp;nbsp; เพราะรักษาแล้วหาย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ก็มีผลเสีย เนื่องจากเมื่อรักษาหายก็จะมีการทยอยกันเข้ามา ซึ่งจะกลายเป็นภาระของประเทศ เพราะแม้จะเข้ามาแค่รายหนึ่ง แต่การเฝ้าระวังการแพร่กระจายโรค ต้องตรวจสอบสวนตลอดเส้นทางการเดินทาง ดังนั้น ในเรื่องการเปิดประเทศในการเดินทางควรมีการปรับ&amp;nbsp; เพิ่มศักยภาพขีดความสามารถในการคัดกรองผู้ป่วย ซึ่งต้องร่วมมือกันหลายส่วนทั้ง อากาศยาน ทางเรือ และทางบกซึ่งเรื่องนี้ทางท่าน นายกฯ&amp;nbsp; ท่าน รมว.สธ. ก็ได้ให้ความสำคัญ ซึ่งโรคที่โหดร้ายสถาบันบำราศฯก็จะรับมาดูแลทั้งหมด&amp;nbsp;แต่ตาม กฏหมายอนามัยระหว่างประเทศกำหนดไว้ว่า หากเป็นโรคที่เป็นอันตราย เป็นหน้าที่ของประเทศต้นทางในการควบคุมดูแล ไม่ใช่หน้าที่ของประเทศปลายทาง ซึ่งในการจัดการก็จะได้มีการประสานทางเอกอัครราชฑูตของแต่ละประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อย่างไรก็ตาม ก็เข้าใจว่า ศักยภาพในการรับมือของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ดังนั้นเมื่อป่วย หากพบว่ามีวิธีการที่จะทำให้หายขาดก็อยากจะเข้ามา ซึ่งขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เพราะประเทศไทยก็พบก็พบโรควัณโรคปอดในระยะแพร่กระจายมาก แต่ไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ&amp;quot;อธิบดีคร.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11196</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, ผู้ต้องสงสัยป่วยโรคเมอร์ส, โรคเมอร์ส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180612/image_big_5b1f69b9007c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
