<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นผู้นำอาเซียน แก้วิกฤติเมียนมา NGOจี้คว่ำบาตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; หารือ ปธน.อินโดฯ ยันไทยหนุนประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน 24 เม.ย. คลี่คลายสถานการณ์เมียนมา &amp;quot;ก้าวไกล&amp;quot; เรียกร้องไม่ให้ใช้เวทีนี้รับรองความชอบธรรมเผด็จการทหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; จี้รัฐบาลปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและภูมิภาค 44 องค์กรร่อน จม.เปิดผนึกบี้ประเทศอาเซียนคว่ำบาตรกดดันหยุดฆ่า ปชช.ตามอำเภอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 เมษายน เวลา 09.30 น. ที่ห้องโดม ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หารือทางโทรศัพท์กับนายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีชื่นชมบทบาทอินโดนีเซียในเวทีอาเซียน ที่ได้ผลักดันให้มีการประชุมผู้นำอาเซียนเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา ที่สำนักเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ตา ในวันเสาร์ที่ 24 เม.ย.นี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์มีความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ในเมียนมาซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด และตระหนักดีว่าสถานการณ์ในเมียนมาเป็นประเด็นที่มีความท้าทายอย่างยิ่งต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค อย่างไรก็ดี ในฐานะนายกรัฐมนตรีไทย มีความห่วงใยต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศ จึงไม่สามารถเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ที่กรุงจาการ์ตาได้ โดยมอบหมายให้นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ เป็นผู้แทนพิเศษเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ ซึ่งด้วยความห่วงใยในสถานการณ์ นายกฯ ได้ฝากความเห็นเพื่อให้นายดอนได้นำเสนอในที่ประชุม พร้อมทั้งอวยพรให้การประชุมประสบผลสำเร็จ ส่งผลให้สถานการณ์ในเมียนมาเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งประเทศไทยพร้อมผลักดันการดำเนินการตามมติของที่ประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านประธานาธิบดีอินโดนีเซียขอบคุณและชื่นชมบทบาทไทยในเวทีระหว่างประเทศเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางด้านต่างประเทศ และความคิดเห็นของไทยส่งผลสำคัญในการผลักดันภูมิภาคนี้ ทั้งนี้ เข้าใจดีถึงการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอาเซียนจะมีส่วนช่วยให้สถานการณ์ในเมียนมาคลี่คลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงเรียกร้องให้ผู้นำอาเซียนจัดตั้งกระบวนการสันติภาพที่นำโดยอาเซียน เพื่อยุติการสังหารประชาชนและนำเมียนมากลับคืนสู่เส้นทางประชาธิปไตย โดยกระบวนการสันติภาพก็มีหลายกลไกที่อาเซียนสามารถใช้ได้ เช่น จัดตั้งกลุ่มผู้ประสานงานอาเซียน จัดตั้งทูตพิเศษของอาเซียน หรือจัดตั้งกลุ่มเพื่อนประธาน ทั้งนี้ ทหารเมียนมาต้องยุติการใช้ความรุนแรงและปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข ต้องไม่ปล่อยให้การประชุมผู้นำอาเซียนเป็นเวทีที่ให้การยอมรับและความชอบธรรมกับเผด็จการทหารเมียนมา ควรผลักดันผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มได้มีโอกาสหาทางออกร่วมกันในกระบวนการจะเปิดรับทุกฝ่าย ดังนั้นผู้นำอาเซียนจึงควรยื่นคำเชิญให้กับทุกฝ่ายในการหาทางออกร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) คณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ ไปจนถึงกองทัพ และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เพื่อให้กระบวนการสันติภาพที่เปิดกว้างและมีความจริงใจเกิดขึ้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อาเซียนควรยืนยันในหลักการความเป็นแกนกลางของอาเซียน โดยตระหนักว่าถึงเวลาแล้วที่จะเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ดำเนินการตามอำนาจในหมวด 6 และจัดตั้งคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงของสถานการณ์ในเมียนมา รวมทั้งให้ผู้นำอาเซียนจัดตั้งคณะทำงานเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในเมียนมา และเรียกร้องให้ทหารเมียนมายอมเปิดให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สามารถเข้าไปถึงได้ในทุกพื้นที่ของประเทศ ถ้าเมียนมาเกิดวิกฤติ ก็จะเป็นวิกฤติของประเทศไทยที่มีชายแดนติดต่อกับเมียนมาถึง 2,400 กิโลเมตรด้วย ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะต้องทำตามหลักการการคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองในระยะยาว โดยรู้แจ้งถึงสิ่งที่ถูกต้อง และแสดงออกให้เห็นว่าประเทศไทยยืนอยู่ข้างประชาชนชาวเมียนมา ไม่ได้เป็นสหายในสงครามร่วมหัวจมท้ายกับทหารเมียนมา&amp;rdquo; นายพิธาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคกล้าออกแถลงการณ์ว่า รัฐบาลไทยควรต้องแสดงท่าทีที่ชัดเจนในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนัดพิเศษที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 เม.ย. ดังนี้ 1.ต้องชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมาไม่ได้เป็นปัญหาความมั่นคงภายในประเทศเท่านั้น แต่จะส่งผลให้เกิดการอพยพย้ายถิ่น หนีร้อนมาพึ่งเย็นประเทศเพื่อนบ้าน เกิดเป็นภาระและความเสี่ยง ทั้งด้านความมั่นคงและการจัดการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 2.ควรแสดงท่าทีอย่างแข็งขันไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น เสี่ยงต่อการแทรกแซงจากต่างชาติ อันจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงโดยรวมในภูมิภาคอาเซียนไปด้วย และ 3.เสนอให้รัฐบาลทหารเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์ที่รวมตัวกันในนามรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ใช้วิธีทางการเมือง หารือเพื่อหาทางออกร่วมกันโดยสันติ โดยอาเซียนต้องพร้อมทำหน้าที่เป็นกรรมการตัวกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.การต่างประเทศ พร้อมภาคประชาสังคม 44 องค์กร ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำประเทศอาเซียน โดยเรียกร้อง 8 ข้อ เพื่อแก้วิกฤติการเมืองในเมียนมา ดังนี้ 1.เชิญผู้แทนจากรัฐบาลเพื่อเอกภาพแห่งชาติ (เอ็นยูจี)&amp;nbsp; เข้าร่วมแก้ปัญหา 2.อาเซียนเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงในการปราบปรามประชาชนโดยทันที ปลดปล่อยผู้ถูกคุมขัง และหยุดยั้งการเข่นฆ่าตามอำเภอใจ 3.อาเซียนเรียกร้องให้มีการปลดปล่อยนักโทษและผู้ต้องขังทางการเมืองโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข รวมถึงผู้นำที่ชอบธรรมของพรรคเอ็นแอลดี ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งและเจ้าหน้าที่อาวุโสอีกจำนวนหนึ่งด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.อาเซียน ภายใต้การนำของไทย เปิด &amp;quot;ระเบียงมนุษยธรรม&amp;quot; ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อเอื้ออำนวยให้องค์กรด้านมนุษยธรรมของไทยและองค์การระหว่างประเทศ และหน่วยงานของสหประชาชาติ ในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาทุกข์ในสถานการณ์ที่ฉุกเฉินเร่งด่วนให้แก่ผู้พลัดถิ่นนับพันนับหมื่นคน 5.อาเซียนต้องกระชับความร่วมมือในการเจรจาหารือกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ภายใต้การนำของเวียดนาม ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ 6.อาเซียนไม่ควรใช้หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ตามกฎบัตรอาเซียนมาเป็นข้ออ้างในการยื้อเวลา หรือเบี่ยงเบนไปจากเจตจำนงเพื่อประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และความมั่นคงในภูมิภาคนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.ประเทศไทยพึงแสวงหาความช่วยเหลือจากอาเซียนในการประกาศเขตห้ามบินตลอดภูมิภาคที่เป็นแนวชายแดนไทย-เมียนมา และ 8.ประเทศอาเซียนที่ทำธุรกิจ การค้า ข้อตกลงและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้ากับเมียนมา พึงต้องระงับความร่วมมือทางธุรกิจในทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่ถูกควบคุมหรือเป็นทรัพย์สินของระบอบทหารและบริวารของเขา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100385</URL_LINK>
                <HASHTAG>จี้คว่ำบาตร, ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน, ผู้นำอาเซียน, สถานการณ์เมียนมา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_6081809470291.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83765</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ไทย’สุดเนื้อหอม ประชุมลุ่มนํ้าโขง ลงนามแดนจิงโจ้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื้อหอม! &amp;quot;บิ๊กตู่-ผู้นำอาเซียน&amp;quot; ถกผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น-เกาหลี เสนอ 3 ข้อรับมือและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด-19 ชู EEC, SEC และ Land Bridge เชื่อมภูมิภาค ถกนายกฯ ออสเตรเลีย เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ความมั่นคง การทหาร เศรษฐกิจ ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 12 ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนจากเวียดนาม กัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และนายซูกะ โยชิฮิเดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เข้าร่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสรุปสาระสำคัญของการประชุมว่า นายกรัฐมนตรีเวียดนามในฐานะประธานร่วมกับญี่ปุ่นได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการประชุม ว่าเป็นการประชุมเพื่อทบทวนความคืบหน้าการดำเนินการภายใต้ 3 สาขาหลักของยุทธศาสตร์กรุงโตเกียว ค.ศ.2018 เพื่อความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น รวมทั้งหารือทิศทางของความร่วมมือให้สอดคล้องกับ 3 แนวทาง ได้แก่ 1.แผนแม่บท ACMECS 2.ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ที่เสรีและเปิดกว้าง และ 3.เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งเน้นย้ำความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อรับมือกับโควิด-19 และการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโรคโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องเร่งสร้างความเชื่อมโยงในทุกมิติ เพื่อความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค กลไกความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่นจะช่วยขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ของภูมิภาค โดยญี่ปุ่นได้สนับสนุนทั้งเงินทุน ทักษะ โครงการ และการพัฒนาศักยภาพของชุมชน เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในโอกาสนี้ พล.อ.ประยุทธ์เน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในลักษณะพหุภาคีและความเป็นหุ้นส่วนกัน เพื่อรับมือกับโรคโควิด-19 และฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ทั้งในระดับโลก ภูมิภาค และอนุภูมิภาค โดยสิ่งที่ควรเร่งดำเนินการมากที่สุดคือการเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้รวดเร็วและยั่งยืน โดยใช้วิกฤติโควิด-19 เป็นโอกาสในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่ และยกระดับมาตรฐานในทุกด้าน ทั้งด้านความมั่นคงของมนุษย์ และด้านโครงสร้างพื้นฐานและการประกอบธุรกิจ โดยเสนอความร่วมมือ 3 ประการ ดังนี้ ความร่วมมือด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะการทำให้อนุภูมิภาคบรรลุระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage: UHC) โดยสามารถใช้ประโยชน์จากประสบการณ์และความสามารถของไทยในการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ความสามารถการเข้าถึงยาและวัคซีนที่เท่าเทียมกัน ในราคาสมเหตุสมผล รวมทั้งสนับสนุนให้ยาและวัคซีนเป็นสินค้าสาธารณะของโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้ไร้รอยต่อ ยืดหยุ่น และยั่งยืน โดยไทยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานในอนุภูมิภาคผ่านโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ โครงการสะพานไทย ซึ่งเชื่อมโยงอีอีซีกับเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และโครงการ Land Bridge ซึ่งเชื่อมโยงถนนระหว่างท่าเรือน้ำลึกฝั่งทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ซึ่งญี่ปุ่นสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการ ดังกล่าวได้ รวมทั้งความสำคัญของความเชื่อมโยงทางกฎระเบียบและความเชื่อมโยงทางดิจิทัล โดยสนับสนุนให้กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่นจัดทำแผนแม่บทการส่งเสริมการเชื่อมโยงดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการพัฒนาระดับรากหญ้าในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่นในการจัดเวทีหารือกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่นเรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 1 ณ ประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และแบ่งปันประสบการณ์เพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ด้านระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวนโยบายที่ไทยใช้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์แสดงความยินดีที่ญี่ปุ่นประกาศให้ปี 2564 เป็นปีแห่งความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น เพราะจะเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมเพื่อสานสัมพันธ์และสร้างความร่วมมือระดับประชาชนในช่วงหลังโควิด-19 และจะได้กลับมาพบปะกันอีกครั้งในการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 13 ที่กรุงโตเกียว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้แก่ภูมิภาคต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 2 ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนจากทั้ง 10 ประเทศ และนายมุน แจอิน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี เข้าร่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชาเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้เน้นย้ำความสำคัญ 2 เรื่องหลัก สำหรับกรอบความร่วมมือระหว่างและหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 การสร้างความร่วมมือด้านสาธารณสุข โดยการแบ่งปันประสบการณ์ที่ดี และแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศในการรับมือกับการระบาด ซึ่งไทยเพิ่งได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการภายใต้กองทุน MKCF ครั้งที่ 4 การบังคับใช้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การสนับสนุนให้มีวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ในราคาสมเหตุสมผล สำหรับประชาชนในภูมิภาคอย่างเท่าเทียม และเป็นธรรม การสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานในอนุภูมิภาค เพื่อกลับมาเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงักลง เสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคขึ้นมาแทน เพื่อให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจในยุคหลังโควิด-19 มีความต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ และนายสกอต มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย เข้าร่วมพิธีลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับออสเตรเลีย (Joint Declaration on the Strategic Partnership between the Kingdom of Thailand and Australia) ผ่านระบบการประชุมทางไกล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายยินดีที่จะได้ร่วมลงนามสนับสนุนการยกระดับความสัมพันธ์ไทยและออสเตรเลียให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อไปสู่มิติใหม่ของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน และเชื่อมั่นว่าจะใช้โอกาสนี้กระชับความร่วมมือระหว่างกันให้แนบแน่นและลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อไป ทั้งในด้านความมั่นคง การทหาร เศรษฐกิจ ตลอดจนสาขาที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาอย่างยั่งยืน อาทิ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การศึกษา สาธารณสุข เกษตร และสิ่งแวดล้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายหลังการลงนามในปฏิญญาร่วมฯ หน่วยงานต่างๆ ของไทยและออสเตรเลียจะร่วมกันพิจารณาจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Plan of Action) เพื่อเป็นกรอบแผนงานในการส่งเสริมและเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83765</URL_LINK>
                <HASHTAG>EEC, กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง, กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น-เกาหลี, ผู้นำอาเซียน, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201113/image_big_5fae99f92a476.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2019 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2019 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไพศาล&#039;ขออย่าดราม่าอคติท่าจับมือ&#039;ลุงตู่&#039;กับผู้นำอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ย.62-นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กPaisal Puechmongkol เรื่อง อย่าให้อคติและการมุ่งร้ายจับผิดครอบงำจิตใจกันมากนักเลย!!! &amp;nbsp;ระบุว่า ที่ลุงตู่แกจับมือผู้นำอาเซียนอย่างนี้ก็ไม่ได้ผิดบาปอะไร! และอาจจะเป็นแบบการจับมือเฉพาะตัวประธานผู้นำอาเซียนในกาลต่อไปก็ได้ ซึ่งจะมีความสมดุลดีมาก และสวยงามด้วย แต่ก่อนมานั้นเมื่อมีการประชุมสุดยอดอาเซี่ยนก็ไม่เคยมีการจับไม้จับมืออะไรกันแบบนี้ สมัยหนึ่งเมื่อท่านบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี หลายคนก็หยามท่านว่า เป็นคนบ้านนอกไม่รู้ธรรมเนียมการปฏิบัติในทางสากล ครั้งหนึ่งในการประชุมผู้นำอาเซียนท่านบรรหารได้ชักชวนผู้นำจับมือแบบไขว้กัน ตอนนั้นบางคนก็ด่าท่านเสียหาย แต่ในที่สุด การจับมือแบบนั้นก็ได้กลายเป็น ประเพณี ของบรรดาผู้นำอาเซียนและ ขยายการปฏิบัติแบบนี้ไปยังการประชุมผู้นำระดับต่างๆด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นมีใครสดุดีชื่นชมท่านบรรหาร ศิลปอาชาเลย ท่านตายไปหลายปีแล้ว วันนี้จึงต้องประกาศการริเริ่มเรื่องนี้ของท่านบรรหาร ศิลปอาชาไว้ให้คนทั้งหลายได้รู้กัน และเมื่อกล่าวถึงท่านบรรหารแล้ว ก็ต้องกล่าวด้วยว่า ท่านเป็นผู้นำรัฐบาลที่ตัดสินใจเฉียบขาด ได้นำภาษีระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งถ้าได้นำระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม มาใช้อย่างเป็นขั้นตอนจนเต็มรูปแบบแล้ว ถึงวันนี้ระบบภาษีอากรของประเทศก็จะก้าวหน้า และมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ แต่น่าเสียดาย นายกรัฐมนตรีในรุ่นหลังๆ ใจไม่ถึง และขาดความกล้าหาญในการยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเป็นตัวตั้งอย่างแท้จริง เราจึงเป็นอยู่อย่างนี้แหละ&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49462</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่าจับมือผู้นำ, นายบรรหาร ศิลปอาชา, ผู้นำอาเซียน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ลุงตู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191104/image_big_5dbf80ccb026c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39212</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2019 20:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2019 20:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาเซียนเจ้าภาพฟุตบอลโลกส่อแค่ฝัน!&#039;วีรชน&#039;เผยวงประชุมสุดยอดอาเซียนยังไม่มีการพูดถึง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย.62 - เมื่อเวลา 19.00 น. ที่โรงแรมดิแอทธินี กรุงเทพฯ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการประชุมสุดยอดอาเซียนว่า บรรยากาศการประชุมในวันนี้เป็นไปอย่างเป็นกันเอง ทุกอย่างเป็นไปในทิศทางบวก เพราะผู้นำทุกคนรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยทุกประเทศได้สนับสนุนและเห็นชอบกับหัวข้อการประชุมของไทยคือ &amp;ldquo;ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน&amp;rdquo; โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันนโยบายที่ทุกประเทศต้องคิดในเรื่องการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมองไปสู่อนาคต เพราะปัจจุบันภูมิภาคของเราต้องเผชิญความท้าทายหลายเรื่อง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ดังนั้น ในการประชุมของผู้นำ จึงให้น้ำหนักไปที่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ว่าทำอย่างไรให้อาเซียนมีภูมิคุ้มกัน และสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆไปได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.วีรชน กล่าวว่า โดยมีแนวคิดว่าเราต้องสร้างความเข้มแข็งในภูมิภาค ไม่พึ่งพาคนอื่นมากเกินความจำเป็น และปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ผู้นำจากหลายประเทศพูดถึงความจำเป็นในเรื่องการปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 ขณะเดียวกัน ผู้นำเวียดนามได้ระบุว่า อาเซียนต้องมีความเป็นเอกภาพ เป็นปึกแผ่น และไว้วางใจซึ่งกันและกัน นอกจากนั้น ทุกประเทศยังให้ความสำคัญในเรื่องการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(อาร์เซป) โดยผู้นำทุกประเทศเห็นพ้องกันว่าต้องพยายามเจรจาให้ได้ภายในปีนี้ เพื่อเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้อาเซียนมีความเข้มแข็ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมยังไม่มีการลงรายละเอียด เพราะรายละเอียดอยู่ที่คณะทำงาน แต่ความคืบหน้าในที่ประชุมเป็นที่น่าพอใจ ไม่น่ามีอะไรยากลำบากมากนัก มีเรื่องที่ไม่เห็นพ้องต้องกันเพียงเล็กน้อย จึงต้องมีการปรับภาษาที่ใช้ในเนื้อหาสาระ ทั้งนี้ ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องข้อเสนอให้อาเซียนเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลก แต่ประเทศเมียนมาให้ความสำคัญว่าการมีวัฒนธรรมร่วมกันจะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่เชื่อมโยงประชาชนเข้าด้วยกัน ส่วนเรื่องปัญหาโรฮีนจา ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันในที่ประชุม คาดว่าจะหารือกันในเวทีวันพรุ่งนี้(23&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39212</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชุมสุดยอดอาเซียน, ประชุมอาเซียน, ผู้นำอาเซียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190622/image_big_5d0e2f5044435.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39191</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2019 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2019 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯบิ๊กตู่สุดปลื้ม!โพสต์รัวๆผลหารือผู้นำประเทศอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย.62 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha โดยมีเนื้อหาดังนี้ &amp;nbsp;&amp;quot;ผมได้หารือร่วมกับ นาง ออง ซาน ซู จี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปัญหาแรงงาน หรือผู้ลี้ภัย ผ่านความร่วมมือของประเทศเราทั้งสองว่าที่มีความราบรื่น ทำให้สามารถร่วมกันแก้ปัญหาต่างๆ ได้จนประสบความสำเร็จด้วยความเชื่อมั่นและจริงใจระหว่างกันครับ ????&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นายกรัฐมนตรีเวียดนาม แสดงความเชื่อมั่นในรัฐบาลและประเทศไทย เราพร้อมร่วมมือยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ความมั่นคงให้มีเสถียรภาพมากยิ่ง เราพร้อมสนับสนุน และอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนจากทั้งสองประเทศครับ????&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไทย-อินโดนีเซีย เราเห็นตรงกันต้องส่งเสริมความร่วมมือทุกมิติเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าการลงทุนระหว่างกันรวมทั้งร่วมมือด้านความมั่นคงเพื่อสร้างบรรยากาศที่เกื้อกูลต่อการขับเคลื่อนอาเซียนให้เข้มแข็งสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ให้ได้ #ASEAN2019TH&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39191</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครั้งที่34, ประชุมสุดยอดอาเซียน, ผู้นำอาเซียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190622/image_big_5d0deb736166f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39178</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2019 11:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2019 11:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อิจฉาอย่างแรง&#039;วัฒนา&#039;หา&#039;บิ๊กตู่&#039;กระเสือกกระสนอยากเป็นผู้นำอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย.62 - &amp;nbsp;นายวัฒนา เมืองสุข &amp;nbsp; สมาชิกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านทวีตเตอร์ ระบุว่า &amp;quot;กระเสือกกระสนอยากเป็นผู้นำอาเซียนก็ควรรู้ว่าเวทีอาเซียนมีไว้ให้ผู้นำได้แสดงวิสัยทัศน์ ไม่ใช่สถานที่ให้พ่นเรื่องส่วนตัวหรือคำถามสื่อ สิ่งที่ควรทำคือการพูดจาอย่างชาญฉลาดไม่ให้คนไทยต้องอับอายว่ามีผู้นำที่มาจากเผด็จการ ไร้สติปัญญา วุฒิภาวะต่ำตม อุดมไปด้วยความเฉิ่ม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39178</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่, ผู้นำอาเซียน, พลเอกประยุทธ์, วัฒนา เมืองสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a0b8db3bb4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประยุทธ์โอ่ไทยพร้อมนำอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ฟื้นความเชื่อมั่นผู้นำธุรกิจอาเซียน ยันรัฐบาลใหม่มีแน่ สัญญาเป็นนายกฯ ที่เรียบร้อยขึ้น พอใจค้ามนุษย์ไทยรั้งเทียร์ 2 &amp;quot;ประวิตร&amp;quot; สั่งเดินหน้าต่อหวังขยับขึ้นเทียร์ 1 คุมเข้ม รปภ.อาเซียนซัมมิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลา&amp;nbsp;09.00&amp;nbsp;น. ที่โรงแรม&amp;nbsp;Waldorf Astoria&amp;nbsp;ถนนราชดำริ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่ชาติ (คสช.) กล่าวปาฐกถาในการประชุมผู้นำธุรกิจอาเซียน ครั้งที่&amp;nbsp;5 (The Fifth Bloomberg ASEAN Business Summit - ABS)&amp;nbsp;เนื่องในโอกาสการประชุมผู้นำธุรกิจอาเซียน ครั้งที่&amp;nbsp;5 หัวข้อ&amp;nbsp;&amp;ldquo;The Future of Thailand and ASEAN&amp;rdquo;&amp;nbsp;ซึ่งถือเป็นเวทีแรกของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการเปิดตัวและแสดงวิสัยทัศน์ต่อนักลงทุนต่างประเทศ หลังรับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วิสัยทัศน์ประเทศไทยนั้น มีศักยภาพและความพร้อมในหลายด้าน ที่จะเดินหน้าพัฒนาประเทศไปสู่ความก้าวหน้าพร้อมกับภูมิภาค ปัจจุบันเหตุการณ์ในประเทศมีเสถียรภาพ โดยไทยได้ก้าวพ้นสถานการณ์ความไม่สงบ มีความปรองดอง และสามารถแก้ปัญหาคั่งค้างที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น การประมงผิดกฎหมาย การปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างเป็นระบบ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ เป็นต้น&amp;nbsp;
และที่สำคัญต่อประชาชนชาวไทยมากก็คือ การที่เราได้ผ่านพ้นการเลือกตั้งทั่วไปตามกระบวนการประชาธิปไตยด้วยความเรียบร้อย เป็นไปตามโรดแมปที่กำหนด ซึ่งช่วยให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ และตนยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ให้ทำหน้าที่นายกฯ ต่อ และจะพยายามปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อสืบสานนโยบายพัฒนาประเทศ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งที่อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่จุดยืนที่จะสนับสนุนกระบวนการของอาเซียนให้ก้าวหน้าต่อไปจะคงเดิม
นายกฯ กล่าวว่า ในปี&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;ที่ผ่านมา ดัชนีเศรษฐกิจต่างๆ ของไทยบ่งชี้ว่า สถานการณ์ในประเทศดีขึ้นมาก เศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ&amp;nbsp;4.1&amp;nbsp;ถือเป็นอัตราสูงสุดในรอบ&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ปี มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ระดับ&amp;nbsp;2.53&amp;nbsp;แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ การลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ&amp;nbsp;3.8&amp;nbsp;ซึ่งสูงที่สุดในรอบ&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ปีเช่นกัน สำหรับภาคการท่องเที่ยวก็เติบโตได้ต่อเนื่อง โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเยือนประเทศไทยถึง&amp;nbsp;38&amp;nbsp;ล้านคน ในปี&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;2.9&amp;nbsp;ล้านคนจากปีก่อนหน้า และปีนี้คาดว่าเราจะได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวถึง&amp;nbsp;40&amp;nbsp;ล้านคน นอกจากนี้ เสถียรภาพด้านต่างประเทศยังแข็งแกร่ง สะท้อนจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง และเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงเป็นอันดับ&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ของโลก ทั้งนี้ เพื่อให้นโยบายในการพัฒนาประเทศมีความต่อเนื่อง ประเทศไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ปีขึ้น เพื่อเป็นกรอบในการทำงานและนำพา&amp;nbsp;
ขอใจเย็นมีรัฐบาลใหม่แน่
&amp;ldquo;เรามีความพร้อมทั้งในแง่พื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี เสถียรภาพทางการเมือง ที่นำไปสู่ความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งรัฐบาลใหม่ก็พร้อมสานต่อนโยบายที่ได้วางรากฐานไว้ ขอให้ใจเย็นๆ รัฐบาลใหม่เกิดขึ้นแน่นอนอยู่แล้ว วันนี้ผมก็ยืนอยู่ตรงนี้ ผมก็เป็นคนหนึ่งในรัฐบาลใหม่ ผมพูดอะไรก็ต้องทำอย่างนั้นอยู่แล้ว จึงขอให้ภาคเอกชนเชื่อมั่น และใช้ประโยชน์จากโอกาสและความพร้อมของไทยและอาเซียน ในการขยายโอกาสทางธุรกิจระหว่างกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
ทั้งนี้ ในช่วงท้าย นายกฯ ได้กล่าวหยอกล้อกับผู้ร่วมสัมมนาว่า ความจริงวันนี้ไม่ได้อยากพูดยาว แต่ก็อยากคุย เพราะไม่ได้พูดคุยมาหลายวัน ก่อนหน้านี้คุยกันแต่เรื่องปัญหา หลังจากนี้จะเป็นนายกฯ ที่เรียบร้อย เรื่องอะไรไม่สำคัญก็จะไม่ตอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี พล.ต.อ.จักรทิพย์&amp;nbsp;ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าตรวจเยี่ยมและตรวจสอบความพร้อมข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกการจราจรการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่&amp;nbsp;34&amp;nbsp;ระหว่างวันที่ 22-23 มิ.ย.2562 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ พร้อมกันนี้ได้กำชับตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในการอำนวยความสะดวกการจราจรและการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญอย่างสมเกียรติ พร้อมสืบสวน หาข้อมูล ด้านการข่าว กลุ่มเคลื่อนไหวที่อาจกระทบต่อการประชุมในทุกมิติ รวมไปถึงการหามาตรการในการป้องกันเหตุต่างๆ ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ สร้างช่องทางรับรู้ ข้อมูลเส้นทางการจราจร ที่สามารถใช้หลีกเลี่ยง เพื่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกนาย ทุกภาคส่วน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง เรียบร้อย อย่างเต็มกำลังความสามารถ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างดีที่สุด และพยายามทำให้ปลอดภัยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์สื่อมวลชน โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พอยท์ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 34 พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้ความสำคัญในมติข้อตกลงของการประชุมครั้งนี้อย่างมาก โดยต้องการให้นโยบายต่างๆ ที่จะได้จากการหารือและข้อตกลงร่วมกัน นำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในอนาคต โดยเฉพาะความมั่นคง อาชญากรรมข้ามชาติ เพราะมีผลต่อเสถียรภาพของประเทศและภูมิภาค ซึ่งจำเป็นต้องเชื่อมโยงความร่วมมือของทุกชาติ ให้ครอบคลุมทุกมิติ พร้อมรองรับต่อทุกสถานการณ์ เช่น ปัจจุบันที่มีสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและจีน ด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับอาเซียน ป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันต้องทบทวนอุปสรรคเพื่อลดจุดอ่อนและช่องว่างของแต่ละประเทศ สร้างความเข้มแข็งมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ เป็นปีแรกที่ริเริ่มปีแห่งวัฒนธรรมอาเซียน ซึ่งไทยในฐานะประธานอาเซียนจะมีการผลักดันในเรื่องดังกล่าวด้วย เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงด้านวัฒนธรรม เชื่อมโยงดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมระหว่างเทคโนโลยีระหว่างกันในภูมิภาค นอกจากนี้ นายกฯ มีความตั้งใจผลักดันอีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซป) เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนมีศักยภาพต่อเนื่อง นับเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจกับโลกและเอเปก ซึ่งไทยหวังที่จะได้ข้อสรุปในเรื่องดังกล่าวภายในปีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวด้วยว่า ในที่ประชุมจะมีการรับรองปฏิญญา 4 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยปีแห่งวัฒนธรรมอาเซียน พ.ศ.2562 ร่างวิสัยทัศน์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืน และร่างเอกสารมุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก โดยประเทศไทยให้ความสำคัญและจะผลักดันการลดขยะพลาสติกในภูมิภาค หลังพบเป็นปัญหาที่มีในทั่วโลก ดังนั้น การประชุมครั้งนี้ จะต้องได้ข้อตกลงด้านขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน เพื่อนำเสนอในที่ประชุมกลุ่มประเทศเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ หรือจี 20 ที่นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่นต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัย ในภาพรวมยังไม่มีความกังวล โดยทุกฝ่ายได้บูรณาการทำงานด้านการข่าวอย่างใกล้ชิด ส่วนในช่วงเย็นวันนี้ จะมีการซักซ้อมการแสดงต่างๆ ที่จะให้การต้อนรับผู้นำอาเซียนที่เดินทางมาร่วมประชุมครั้งนี้&amp;rdquo; พล.ท.วีรชนระบุ
พอใจค้ามนุษย์ไทยเทียร์ 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. เวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2562 (TIP Report 2019) โดยในปีนี้ไทยได้รับการจัดระดับให้อยู่ในเทียร์ 2 ซึ่งเป็นการคงอันดับเดิมจากปี 2561 ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติของไทย โดยรัฐบาลไทยมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนากรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเพิ่มพูนประสิทธิภาพการทำงานของทุกส่วนราชการที่รับผิดชอบ และจะแก้ไขสิ่งที่ยังบกพร่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อขจัดการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบและปกป้องคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรมที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ พอใจสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2562 ของไทย ที่อยู่ในระดับเทียร์ 2 เช่นเดียวกับปีที่แล้ว สะท้อนว่าสหรัฐตระหนักถึงความมุ่งมั่นพยายามของไทย ซึ่งมีความคืบหน้าหลายอย่างที่รัฐบาลและภาคส่วนต่างๆ ร่วมมือกันเพื่อป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลใหม่จะยังเดินหน้าเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.วีรชน?กล่าวว่า? นายกฯ ขอบคุณทุกฝ่ายทั้งข้าราชการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม เราจะต้องทำงานหนักต่อไป ทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการสอบสวนคดีพิเศษ อัยการสูงสุด ฯลฯ เพราะบางพื้นที่ยังพบปัญหาอยู่ รวมทั้งยินดีรับฟังข้อเสนอแนะของสหรัฐและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อขจัดการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไป?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ขณะนี้การแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ยังไม่หมดเป็นเทียร์ 1 ซึ่งเรากำลังดำเนินการอยู่ แต่ถือว่าดีขึ้นเรื่อยๆ และต้องทำต่อไปตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยได้กำชับไปยังทุกหน่วยงานให้เร่งรัดดำเนินการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39151</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมผู้นำธุรกิจอาเซียน ครั้งที่ 5, นำอาเซียน, ผู้นำธุรกิจอาเซียน, ผู้นำอาเซียน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190621/image_big_5d0cef55cf381.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
