<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>8559</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2018 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2018 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“SEAC ศูนย์พัฒนาผู้นำและผู้บริหารระดับสูง”ในเมืองไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะทำให้ผู้เข้าไปศึกษาเล่าเรียน ได้รับความรู้และปริญญาบัตรติดตัวกลับมา เพื่อประกอบอาชีพการงาน แต่ถึงกระนั้น ก็มิได้หมายความว่า ความรู้ที่ได้จากสถาบันการศึกษาต่างๆจะเพียงพอ &amp;nbsp;เมื่อลงสู่สนามการทำงาน &amp;nbsp;สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำงานนั้นก็คือประสบการณ์ในแง่มุมต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กล่าวมาข้างต้น ยังเป็นโจทย์สำคัญชองผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ๆ &amp;nbsp;ที่ต้องใช้ความพยายามวิริยะอุตสาหะเพิ่มพูนพัฒนาความสามารถให้กับตนเอง &amp;nbsp;แต่สำหรับผู้บริหารองค์กรแล้ว แม้ว่าจะมีประสบการณ์ในการบริหารองค์กรมาไม่น้อย แต่กลับมีความจำเป็นในการพัฒนาตนเอง ยิ่งกว่าพวกที่เรียนจบใหม่ๆ &amp;nbsp; เนื่องจาก ในการทำธุรกิจก็เหมือนการเข้าสู่สนามรบ ซึ่งจะต้องมีคู่แข่งขันมากหน้าหลายตา &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ บรรดาผู้นำจากองค์กรต่างๆ จึงจำเป็นต้องมาฝึกอบรม&amp;quot;ศาสตร์ขั้นสูง&amp;quot; เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพความสามารถให้กับตนเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;SEAC&amp;rdquo; (เอสอีเอซี หรือ South East Asia Center) เป็นหนึ่งในศูนย์พัฒนาผู้นำและผู้บริหารระดับสูงที่ครบวงจรและใหญ่ที่สุดแห่งแรกในอาเซียน&amp;rdquo; ด้วยการทุ่มงบดำเนินการกว่า 300 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์ขยายขอบเขตวิสัยทัศน์ ในการพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กรและบุคลากรต่างๆ ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่ครอบคลุมไปในระดับประชาคมอาเซียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการSEAC กล่าวว่า หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรและนำพาความเปลี่ยนแปลงมาพัฒนาองค์กรให้ก้าวสู่ความสำเร็จได้ คือ ผู้นำองค์กรที่มีศักยภาพ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีความเท่าทันสถานการณ์ เห็นเทรนด์ทางธุรกิจ และกล้าที่จะเปลี่ยน &amp;nbsp; ทุกวันนี้โลกธุรกิจพัฒนาไป อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เกิดการเปลี่ยนแปลง &amp;nbsp;ผนวกกับพลวัตทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป ล้วนมีผลกระทบกับธรุกิจในทุกอุตสาหกรรม คู่แข่งในยุคปัจจุบันจึง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ได้มาจากผู้ที่อยู่อุตสาหกรรมเดียวกันหรืออยู่ในประเทศเดียวกันอีกต่อไปเท่านั้น แต่คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดอาจมาจากอุตสาหกรรมอื่น &amp;nbsp;หรือจากต่างประเทศ ที่มองเห็นโอกาสและมีศักยภาพในการช่วงชิงความได้เปรียบทางธุรกิจก่อน การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันจึงไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จและอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนได้เลย หากยังมุ่งที่จะทำธุรกิจจากฐานลูกค้ากลุ่มเดิม ตลาดเดิม และด้วยวิธีการแบบเดิมๆ ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งนี้จาก ผลการสำรวจโดยAPM group เมื่อปี 2012 พบว่า ผู้บริหารชาวไทย &amp;nbsp;ยังมีจุดอ่อนอันดับต้นๆในเรื่องของ คุณสมบัติการปรับตัว &amp;nbsp;ขณะพี่ประเทศไทยขับเคลื่อนไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 แต่เราจะยกระดับไม่ได้ถ้าทำแบบเดิมทั้งหมด &amp;nbsp;และองค์กรต่างๆจำเป็นต้องยกระดับด้วย &amp;nbsp; แต่ขณะเดียวกัน โลกยุคปัจจุบันมีความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้นภาคธุรกิจมีความเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวตลอดเวลา ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างไปจากเดิมมาก &amp;nbsp;การแข่งขันมีการข้ามอุตสาหกรรม ไม่มีขอบเขตชัดเจน คู่แข่งที่น่ากลัวอาจมาจากต่างอุตสาหกรรม ที่มองเห็นโอกาส และสามารถปรับตัวได้เร็ว &amp;nbsp;เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ ดังเช่นปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีสตาร์ทอัพ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายใหม่ ที่น่าจับตามองในหลายอุตสาหกรรม ดังนั้น ผู้บริหารองค์กรต่างๆ จำเป็นต้องมีคุณสมบัติความพร้อมรับกับความไม่แน่นอนนั้นด้วย &amp;nbsp;ตลอดจนต้องมีความสามารถในการแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างฉับไว และสร้างสรรค์ &amp;quot;อภิญญากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเปรียบเทียบศักยภาพผู้บริหารไทยกับต่างประเทศ ในฐานะองค์กรพัฒนาผู้นำและผู้บริหารระดับสูงชั้นนำ &amp;nbsp;ที่มีประสบการณ์สัมผัสกับผู้บริหารประเทศต่างๆในอาเซียนมาแล้ว &amp;nbsp;อริญญา กล่าวว่า &amp;nbsp;ผู้บริหารธุรกิจในอินโดนีเซียน่าจับตามองมาก คนรุ่นใหม่มีการศึกษาดี จบการศึกษาต่างประเทศ ไม่ยึดติดกรอบเดิมๆ มีอัตราการปรับตัวที่รวดเร็วมาก ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับเมืองไทย ขณะที่ ประเทศพม่านักธุรกิจ ไม่อยากยึดติดกับระบบเดิม และมีความกระหายต้องการความเปลี่ยนแปลงมาก &amp;nbsp;หิวโหยความรู้ ขณะที่เวียดนาม มีนิสัยความใฝ่รู้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว &amp;nbsp;แต่อัตราความเร็วที่จะเปลี่ยนแปลงยังไม่เร็วเท่าอินโดนีเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ โปรแกรมการฝึกอบรม ของ &amp;nbsp; &amp;nbsp;SEAC อริญญา กล่าวว่า SEAC มีความแตกต่างอย่างโดดเด่นไปจากศูนย์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั่วไป &amp;nbsp;สิ่งที่เน้นคือ &amp;quot;การทำให้ผู้อบรม สามารถสร้างนวัตกรรมทางความคิด&amp;quot;ขึ้นเองได้ หรือที่เรียกว่า&amp;quot; Design Thinking &amp;quot;&amp;nbsp; โดยได้รับเอกสิทธิ์Exclusive Partnership จากสถาบันการศึกษาและเทรนนิ่งชั้นนำของโลก อาทิ Stanford Center for Professional Development มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด, สถาบันอาร์บิงเจอร์ (The Arbinger Institute), สถาบันเคน บลานชาร์ด (The Ken Blanchard Companies), สถาบันทิเรี่ยน (Tirian) ฯลฯ ซึ่งผู้อบรมจะได้ศึกษาเรียนรู้อย่างใกล้ชิดกับนักคิดทางธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสถาบันระดับโลก ผ่านโปรแกรมการเรียนการสอนที่ถูกออกแบบเป็นพิเศษให้เหมาะสมและสอดคล้องในแต่ละธุรกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมทางความคิด SEAC เริ่มตั้งแต่ การออกแบบพื้นที่ของศูนย์ฝึกอบรม ที่มีพื้นที่ขนาด &amp;nbsp;4,500 ตารางเมตร &amp;nbsp;แนวความคิดที่มาจาก&amp;quot;กระดาษ&amp;quot; เป็นคอนเซ็ปต์ Unfolding Paper หรือการคลี่คลายกระดาษ โดยมีที่มาจากแนวความคิดที่ว่า ในการค้นหาศักยภาพตนเอง หรือคิดค้นหาไอเดีย และนวัตกรรมใหม่ๆ เรามักเริ่มต้นเชียนไอเดียลงในแผ่นกระดาษ &amp;nbsp; จากนั้นจึงเริ่มลงมือทำ แต่ถ้ายังไม่เข้าท่า ก็อาจจะขยำทิ้ง และเริ่มเขียนลงบนกระดาษแผ่นใหม่อีกครั้ง จนในที่สุดเราก็จะค้นพบไอเดียที่ใช้ได้ ไม่ต้องขยำกระดาษทิ้งอีก เสมือนความเชื่อที่ว่า คนที่ลงมือทำแล้วผิดพลาดเท่านั้น ถึงจะพัฒนาความสามารถได้ และความผิดพลาดนั้นทำให้เราได้เรียนรู้ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ จนเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราวางเป้าหมายไว้ว่าภายในปีนี้ SEAC จะสามารถเดินหน้าพัฒนาองค์กรในเมืองไทยและอาเซียนกว่า 500 องค์กร เราเชื่อมั่นว่าผู้นำและบุคลากรในประเทศไทยและอาเซียนมีความสามารถและศักยภาพที่ซ่อนอยู่ แต่อาจจะยังไม่สามารถนำออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งโปรแกรมต่างๆ ของ SEAC จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้ผู้นำสามารถดึงศักยภาพในด้านต่างๆ ของตนออกมาบริหารองค์กร และเมื่อองค์กรเกิดความก้าวหน้า เศรษฐกิจจะเกิดการฟื้นตัว ควบคู่ไปกับสังคมและประเทศที่พัฒนา อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของ SEAC โดยแต่ละโปรแกรมของ SEAC มีส่วนช่วยยกระดับขีดความสามารถ และให้แนวทางการเป็นผู้นำที่มีศักยภาพ กล้าที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเองและองค์กรเพื่อที่จะก้าวล้ำนำหน้าคู่แข่งและประสบความสำเร็จท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก &amp;nbsp;เราหวังที่จะสร้างผู้นำให้เติบโตเพื่อเปลี่ยนเกมส์ธุรกิจ และเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของอาเซียนและโลกในอนาคต&amp;rsquo; อริญญากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ SEAC ในปี 2561 มีมูลค่าธุรกิจด้านการพัฒนาองค์กรและทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 2,200 &amp;nbsp;ล้านบาท โดย SEAC มีส่วนแบ่งตลาดส่วนนี้ 18% &amp;nbsp;และตั้งเป้าที่จะเข้าไปเปิดสาขาในประเทศสิงคโปร์ในอนาคตเร็วๆนี้ &amp;nbsp;และวางเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำพัฒนาผู้นำ ผู้บริหารระดับสูงธุรกิจต่างๆประเทศในกลุ่มอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8559</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อาเซียน, Design thinking, SEAC, ผู้บริหารไทย, ศูนย์พัฒนาผู้นำและผู้บริหารระดับสูงเมืองไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180505/image_big_5aed84b9682f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
