<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113196</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 19:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2021 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนภัยเครื่องอัลเทอราปีเถื่อน เป็นเหยื่ออยากสวยยังต้องเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รายงานข่าวแจ้งว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา มีกรณีเกี่ยวกับเครื่องอัลเทอราปีปลอมระบาด อันเป็นเหตุให้มีผู้เสียหายและมีหลายสื่อออกมาเตือนภัยเพื่อให้ผู้บริโภคระมัดระวังและรอบคอบในการหาข้อมูลเกี่ยวกับแพทย์และคลินิกที่จะใช้บริการ รวมถึงตัวผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น และแม้ว่าผู้บริโภคหลายคนจะระวังตัวกันมากแล้ว แต่ก็ยังไม่วายโดนหลอกซ้ำ จากผู้ที่ฉวยโอกาสนำเข้าเครื่องอัลเทอราปีเถื่อนมาให้บริการ ซึ่งหากผู้บริโภครู้ไม่เท่าทันก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งด้านทรัพย์สินและร่างกายได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;กรณีนี้ บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ ผู้นำเข้าเครื่องอัลเทอราปีลิขสิทธิ์แท้เจ้าเดียวในประเทศไทยจากประเทศเยอรมัน ได้เชิญ แพทย์หญิง อัจจิมา สุวรรณจินดา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผ่าตัดผิวหนัง มะเร็งผิวหนังและเลเซอร์ผิวหนัง คุณเกศิณี ปิ่นเจริญ บิ้วตี้บล็อกเกอร์เจ้าของเพจ Florence room มาร่วมเตือนภัยและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการเข้ารับบริการทรีทเมนต์อัลเทอราปี เพราะตอนนี้ได้มีผู้ฉวยโอกาสยกระดับจากเครื่องปลอมมาเป็นการนำเข้าเครื่องเถื่อน โดยไม่ผ่านการรับรองอย่างถูกต้องจากองค์การอาหารและยา ซึ่งอาจจะนำความเสี่ยงมาสู่ตัวผู้เข้ารับบริการได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เภสัชกรหญิง กิตติวรรณ รัตนจันทร์ ผู้จัดการใหญ่ เมิร์ซ เอสเธติกส์ ไทยแลนด์ ได้เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงของวงการปรับรูปหน้าด้วยเครื่องอัลเทอราปี ว่า &amp;ldquo;3 ปีให้หลังมานี้ บริการปรับรูปหน้าด้วยเครื่องอัลเทอราปีได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น แต่นั่นกลับเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการคลินิกเสริมความงามที่ไม่เป็นทางการบางรายฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค ในปีที่แล้วเกิดการระบาดของ &amp;ldquo;เครื่องปลอม&amp;rdquo; ซึ่งเป็นเครื่องที่ทำเลียนแบบตัวเครื่องอัลเทอราปี แต่ไม่เหมือนและเคลมว่าเป็นนวัตกรรมเครื่องอัลเทอราปีแท้ ซึ่งทางเมิร์ซ เอสเธติกส์ ก็ได้ออกมาแสดงจุดยืนถึงการใช้เครื่องมือหรือหัตถการที่ผ่านการรับรองว่าเป็นเครื่องจริงเท่านั้น แต่ในปีนี้ค้นพบว่า &amp;ldquo;เครื่องเถื่อน&amp;rdquo; กลับเข้ามาตีตลาดแทนเครื่องปลอม ซึ่งเป็นการหิ้วเครื่องที่อาจจะผ่านการใช้งานแล้วและเป็นเครื่องเก่า นำมาหมุนเวียนใช้ใหม่ โดยไม่สามารถการันตีได้ว่าเครื่องนั้นเป็นนวัตกรรมของอัลเทอราปีจริงแต่ไม่ได้รับการอัปเดตรุ่น หรือเป็นเครื่องที่ทำเลียนแบบขึ้น รวมทั้งยังนำเข้ามาในไทยอย่างผิดกฏหมาย บางรายไม่ได้สั่งซื้อหัวที่ยิง จากทาง เมิร์ซ เอสเธติกส์ เพื่อหวังฟันกำไรจากผู้บริโภค ทำให้ตัวเครื่องทั้งหมดไม่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บางกรณีอาจเกิดจากความไม่ชำนาญของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเนื่องจากไม่ได้รับการอบรมหรือรับรองจากทาง เมิร์ซ เอสเธติกส์ ซึ่งหากผู้บริโภครู้ไม่เท่าทัน ก็อาจจะต้องแบกรับความเสี่ยงโดยใช้ใบหน้าเป็นตัวทดลอง สุดท้าย คือ ไม่เห็นผลในการยกกระชับใบหน้า ทำให้เกิดความเสียหายด้านทรัพย์สิน และอาจเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อผิว จนกลายเป็นแผลเป็นบนใบหน้าได้อีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แพทย์หญิง อัจจิมา สุวรรณจินดา ชี้แจงเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเข้ารับบริการจากแพทย์ คลินิกเสริมความงาม และเครื่องอัลเทอราปีที่ไม่ได้การรับรอง ว่า &amp;ldquo;เครื่องนั้นมีความซับซ้อนมาก นอกจากความเชี่ยวชาญของแพทย์ ความรู้และความเข้าใจในการใช้เครื่องมือนั้นถือว่าสำคัญมากเช่นเดียวกัน การเข้ารับบริการทรีตเมนต์อัลเทอราปีแล้วเจอกับเครื่องเถื่อน ผลที่ได้จะแตกต่างกันไป อาทิ เกิดอาการหน้าไหม้ มีอาการแสบร้อนหลังรับบริการ หลายรายมีอาการร้ายแรง อย่างใบหน้าบิดเบี้ยวและผิดรูป ความสำคัญอยู่ที่หัวยิงอัลเทอราปี ถือเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของทรีตเม้นต์อัลเทอราปี พบว่าในปัจจุบันมีการฉวยโอกาสของหลายคลินิก นำหัวยิงอัลเทอราปีปลอมเข้าร่วมให้บริการและเวียนใช้หัวยิงอัลเทอราปีซ้ำ ทั้งที่ถึงกำหนดเวลาต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ ซึ่งนี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ที่เข้ารับบริการไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง หรือผลของการรักษา ทำให้สูญเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์และอาจจะเกิดผลกระทบต่อผิวหน้าได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รู้แบบนี้แล้ว ใครที่อยากสวยไม่เสี่ยง ต้องมีสติ อย่าให้ราคาและโปรโมชั่นที่ถูกเกินจริงมาครอบงำ เพราะเราอาจจะตกเป็นเหยื่อและเสี่ยงหน้าพังไม่รู้ตัว! &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113196</URL_LINK>
                <HASHTAG>Florence room, คุณเกศิณี ปิ่นเจริญ, บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์, ปลอม, ผู้นำเข้าเครื่องอัลเทอราปีลิขสิทธิ์แท้, ผู้บริโภค, ผู้ประกอบการคลินิกเสริมความงาม, เครื่องอัลเทอราปี, เครื่องอัลเทอราปีเถื่อน, เตือนภัย, เภสัชกรหญิง กิตติวรรณ รัตนจันทร์, แพทย์หญิง อัจจิมา สุวรรณจินดา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_6116665b1cfc1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53922</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2020 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2020 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>75 ร้านซวยแล้ว!พี่ศรีฯร้อง&#039;สคบ.&#039;สอบเอาเปรียบผู้บริโภคไม่จัดหาภาชนะรองรับแทนถุงพลาสติก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค. 63 - ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ สคบ. ให้ดำเนินการสอบเครือข่ายภาคธุรกิจเอกชน ทั้งห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ ออกมาณรงค์และนำร่องงดแจกถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวโดยสิ้นเชิง ในบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งห้างสรรพสินค้าและร้านค้าสะดวกซื้อรายใหญ่กว่า 75 บริษัท อาทิ ห้างเซลทรัล เดอะมอลล์ บิ๊กซี เซเว่น อีเลฟเว่น โลตัส ฯลฯ ที่งดแจกถุงพลาสติกให้กับลูกค้าตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา จนกลายเป็นกระแสอินเทรนด์อยู่ในขณะนี้นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การงดแจกถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวดังกล่าว กลับมิได้มีการเตรียมการหาภาชนะอื่นใดมาใช้ทดแทนให้กับประชาชนผู้มาใช้บริการห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ ดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจห้างสรรพสินค้าและร้านค้าสะดวกซื้อที่จะได้ลดต้นทุนด้านการจัดเตรียมถุงพลาสติกไว้ให้บริการลูกค้าลง แถมมีห้างสรรพสินค้าบางรายฉวยโอกาสในการโขกสับเรียกค่าภาชนะบรรจุสินค้าในราคาที่สูงเกินควร โดยที่ผู้บริโภคไม่สามารถปฏิเสธได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของร้านค้าที่จะต้องเตรียมหาภาชนะอื่นมาให้บริการลูกค้าฟรีมิใช่มาขูดรีดเอากับลูกค้า และดูเหมือนภาครัฐก็เพิกเฉย ทั้ง ๆ ที่เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคด้านต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ สคบ. เพื่อให้ดำเนินการ 3 ประการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1)สั่งมห้ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อทั้ง 75 บริษัท จัดหาภาชนะที่ใช้ทดแทนถุงพลาสติกมาให้บริการลูกค้าโดยไม่คิดมูลค่าใดๆ หากทำไม่ได้ให้ลดราคาสินค้าลงตามสัดส่วนต้นทุนพลาสติกที่ได้ประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2)หากผู้ประกอบการไม่ดำเนินการตามข้อ 1) ข้างต้นให้ใช้อำนาจตามมาตรา 39 พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค 2522 ในการดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภคดังกล่าว และ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3)ให้เสนอความเห็นค่อ ครม.เพื่อกำหนดนโยบายและมาตรการในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคมิให้ถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของ สคบ.ตาม ม.61 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบ ม.10 (1) (7) (9) ซึ่งจะต้องดำเนินการและมีคำตอบภายใน 90 วันตามที่กฎหมายบัญญัติ หาก สคบ.นิ่งเฉยสมาคมฯจะนำความขึ้นฟ้องร้อง สคบ.ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53922</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถุงพลาสติก, ผู้บริโภค, ศรีสุวรรณ จรรยา, สคบ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200106/image_big_5e12e76ea0a26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13774</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2018 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2018 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงศรีคอนซูมเมอร์ ยกระดับการให้บริการเปิดระบบชำระเงินผ่านคิวอาร์โค๊ด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุงศรี คอนซูมเมอร์ มุ่งยกระดับการให้บริการลูกค้า เตรียมเปิดระบบชำระเงินผ่านคิวอาร์โค๊ด คาดให้บริการในเดือน ส.ค.นี้ พร้อมโชว์ผลงานครึ่งแรกปี 61 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรรวมกว่า 165,000 ล้านบาท โต 9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค. 61 นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดบัตรเครดิตในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 โดยคาดว่าน่าจะมีทิศทางขยายตัวได้ดีขึ้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งทำให้ทั้งปีนี้เชื่อว่าภาพรวมตลาดบัตรเครดิตจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 13% โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาภาพรวมตลาดบัตรเครดิตคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 9-10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 นี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นในการยกระดับการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนในการให้บริการชำระเงินผ่านระบบคิวอาร์โค๊ด เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าพร้อมรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล สำหรับระบบการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค๊ดจะให้บริการได้ในเดือน สิงหาคม นี้ นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดตัวอีคูปองในแอพพลิเคชั่นยูชู้ด (Application Choose) และยังมีการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ในชื่อ Card Control บนแอพพลิเคชั่นยูชู้ด รวมไปถึงการเปิดตัวเครดิตใหม่&amp;rdquo;ทาคาชิมาญ่า&amp;rdquo;อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งแรกที่ผ่านมา บริษัทมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรจำนวน 165,000 ล้านบาท เติบโต 9% ในส่วนของยอดสินเชื่อใหม่ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 44,500 โต 7% ส่วนการเปิดบัญชีลูกค้าใหม่มีจำนวนรวม 410,000 บัญชี เติบโต 5% แบ่งเป็น บัญชีบัตรเครดิต 225,000 เติบโต 9% และ บัญชีสินเชื่อใหม่รวมจำนวน 185,000 บัญชี ลดลง 2% อย่างไรก็ตามในปัจจุบันบริษัทมีจำนนบัญชีรวม 8.6 ล้านบัญชี เติบโต 6.9% และมียอดสินเชื่อคงค้างรวม 140,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 153,000 ล้านบาท เติบโต 6%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13774</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงศรี คอนซูมเมอร์, ฐากร ปิยะพันธ์, บัตรเครดิต, ผู้บริโภค, ยุคดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b519f595d9d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9656</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2018 18:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2018 16:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสเตทกูรู ลุยแนวราบ ผุด 3 โครงการ มูลค่ากว่า 880 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
เอสเตท กูรู โชว์แผน มุ่งพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด&amp;rdquo;เหนือกว่า สุขกว่า สะดวกกว่า&amp;rdquo; จ่อพัฒนาโครงการเพิ่ม 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 880 ล้านบาท คาดสิ้นปีมียอดขาย 450 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;21 พ.ค. 61-นายสรวุฒิ มานะสมจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเตท กูรู จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2561 นี้ ว่า บริษัทยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด&amp;rdquo;เหนือกว่า สุขกว่า สะดวกกว่า&amp;rdquo;โดยในปีนี้บริษัทจะมีการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เข้ามาช่วยในการขายและผลักดันการติดสินใจซื้อของผู้บริโภคให้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีแผนโฆษณาประชาสัมพันธ์ ผ่านช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่เชื่อว่าจะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;อย่างไรก็ตามในปี 2561 นี้บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 880 ล้านบาท ได้แก่ โครงการวิสทาวน์ เพชรเกษม 91 บนพื้นที่ 3 ไร่ จำนวน มูลค่า 120 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบซึ่งจะมีอาคารพาณิชย์ และทาวน์โฮม ราคาขายเริ่มต้น 2.3 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดจองแล้ว 40% คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนโครงการวิสทาวน์ พัทยา-เขาตาโล บนพื้นที่ 24 จำนวน 206 ยูนิต มูลค่า 600 ล้านบาท &amp;nbsp;คาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จภายในปี 2562 และโครงการวิสทาวน์ แม่น้ำคู้-ปลวกแดง ระยอง บนพื้นที่ 12 ไร่ 131 ยูนิต มูลค่า 160 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2563 ซึ่งจะมีแผนจะเปิดขายในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ &amp;nbsp;หรับในปีนี้บริษัทเตรียมงบซื้อที่ดินไว้ที่ 300 ล้านบาท โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมียอดรับรู้รายได้ที่ประมาณ 200 ล้านบาท และมียอดขายที่ 450 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9656</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชาสัมพันธ์, ผู้บริโภค, สื่อออนไลน์, เอสเตท กูรู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180521/image_big_5b0290a86ccac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8760</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2018 18:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2018 17:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมทรัพย์ฯ แนะผู้บริโภคซื้อสินค้าออนไลน์อาจได้ของปลอม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมทรัพย์สินทางปัญญา ออกโรงเตือนภัยผู้บริโภคซื้อสินค้าออนไลน์ ระวังตกเป็นเหยื่อซื้อของปลอม แนะเลือกซื้อจากเว็บไซต์หรือแหล่งที่เชื่อถือได้ ป้องกันได้สินค้าห่วย อันตรายต่อสุขภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค.61- นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ มีข้อแนะนำถึงผู้บริโภคที่ต้องการซื้อสินค้าออนไลน์ ขอให้ระมัดระวังและเลือกซื้อสินค้าจากเว็บไซต์หรือแหล่งที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรหลีกเลี่ยงสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะหากซื้อมาแล้วอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย หรือความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ส่วนการดาวน์โหลดหรือสตรีมมิ่งภาพยนตร์หรือเพลงละเมิดจากเว็บไซต์ต่างๆ อาจมีไวรัสหรือมัลแวร์ที่ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์เสียหายหรืออาจโจรกรรมข้อมูลสำคัญได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังขอแนะนผู้ประกอบการให้นำสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน หรือสินค้าที่ไม่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามาจำหน่ายหรือให้ดาวโหลดทางอีคอมเมิร์ซ และต้องตรวจสอบที่มาของสินค้าที่นำมาจำหน่ายด้วยว่ามาจากแหล่งหรือผู้ผลิตที่เชื่อถือและตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาโดยไม่รู้ตัว เพราะหากถูกตรวจสอบและถูกจับกุม ก็จะมีความผิดเช่นเดียวกับการขายตามร้านค้าทั่วไป และกรณีการจำหน่ายหรือทำให้แพร่หลายซึ่งสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ จะได้รับโทษสูงกว่าการขายสินค้าละเมิดทางช่องทางการค้าปกติด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กรมฯ ขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ ISP ซึ่งเป็นผู้ให้บริการช่องทางการเข้าสู่อินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ หรือผู้รับฝากคอนเท้นต์ หรือเจ้าของเว็บไซต์ ต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา โดยจัดให้มีช่องทางรับแจ้งการละเมิดที่ชัดเจน และมีกระบวนการและมาตรการในการนำสินค้าละเมิดออกจากระบบคอมพิวเตอร์เมื่อได้รับแจ้งหรือทราบว่ามีสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจำหน่ายบนเครือข่ายหรือระบบคอมพิวเตอร์ที่ตนให้บริการอยู่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8760</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพย์สินทางปัญญา, ของปลอม, ผู้บริโภค, สินค้า, สินค้าออนไลน์, สุขภาพ, อันตราย, เว็บไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa7931172093.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 13:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 13:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออก-ท่องเที่ยวโตดันเชื่อมั่นผู้บริโภคเม.ย.พุ่งสูงสุดในรอบ 40 เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเม.ย. พุ่งสูงสุดในรอบ 40 เดือน หลังส่งออกและท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจฟื้น &amp;nbsp; ห่วงปัจจัยลบปัญหาการเมือง เลื่อนเลือกตั้ง ค่าครองชีพสูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองคณบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเม.ย.2561 อยู่ที่ 80.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนมี.ค.ที่ 79.9 เป็นค่าดัชนีที่สูงสุดในรอบ 40 เดือน นับตั้งแต่เดือนม.ค.2558 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 55.3 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 91.9 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 67.8 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 75.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 99.1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาเหตุที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้น มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยมีภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อน โดยการส่งออกเริ่มส่งผลดี มีการกระจายคำสั่งซื้อไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และด้านการท่องเที่ยว มีการเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน และยังได้รับผลดีจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้นในรอบ 6-12 เดือน เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด ความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลาย และค่าเงินบาทที่เคยมองว่าจะเป็นปัญหาสำคัญ ก็ไม่แข็งค่าทะลุ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัจจัยลบที่ฉุดความเชื่อมั่น ยังคงเป็นปัญหาการเมืองภายในประเทศที่อาจจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากเดือนก.พ.2562 ราคาขายปลีกน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สินค้าเกษตรบางรายการยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ เช่น ปาล์มน้ำมัน และยางพารา เงินบาทแข็งค่า และปัญหาค่าครองชีพที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8344</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าครองชีพสูง, ดัชนีความเชื่อมั่น, ท่องเที่ยว, ธนวรรธน์ พลวิชัย, ผู้บริโภค, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ส่งออก, เศรษฐกิจฟื้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae95f5869c31.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2018 02:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2018 02:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพจหัวหมออ้างชื่อ‘ชมพู่ อารยา’ขายของ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถูกเพจดังนำชื่อไปแอบอ้างในการโฆษณาให้ซื้อสินค้า ทำเอาคุณแม่ลูกแฝดอย่าง ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ถึงกันออกอาการไม่ปลื้ม ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง หวานเจี๊ยบ ผู้จัดการส่วนตัวของชมพู่ ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตอนนี้สินค้าประเภทเสื้อผ้าเอารูปและชื่อของ คุณชมพู่ อารยา ไปแอบอ้างว่าทำให้ผอมได้หลังคลอด จะบอกว่า ไม่เคยใช้สินค้าตัวนั้นเลย&amp;nbsp; สิ่งที่ทำให้รูปร่างของคุณชมพู่กลับมาดีได้อย่างรวดเร็วคือวินัยในการดูแลตัวเอง ไม่อยากให้สาวๆ ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อนะคะ เลยขอชี้แจงตรงนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ ปล. เราควรซื่อสัตย์กับผู้บริโภค แค่เริ่มก็หลอกลวงกันแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด ชมพู่ อารยา ก็ได้มีโอกาสออกมาพูดถึงเรื่องดังกล่าวเช่นกัน &amp;nbsp;&amp;ldquo;คนแรกที่ส่งมาให้ดูคือเทรนเนอร์ชม เขาเห็นแล้วก็คงโมโหเพราะว่าเราเขาเป็นคนเทรนเราเอง ชมก็ส่งให้ผู้จัดการดูอีกที จริงๆ เราก็เจอกรณีแบบนี้ค่อนข้างเยอะ ก็เหนื่อยที่จะไปจัดการเอาเรื่อง เพราะมันมีอะไรให้ทำอีกเยอะ แต่เรื่องนี้มันก็น่าโมโห เราไม่อยากให้คนอื่นถูกหลอก เอาเป็นว่าชมไม่พูดล่ะกันว่าชมจะทำอะไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องที่เกิดขึ้นมันก็คือการแอบอ้าง ถ้าพูดกันตามหลังแบบเชิงพาณิชย์ คุณเอาเราไปทำแบบนี้ เรามีมูลค่านะ เราสร้างตัวเรามา สร้างแบรนด์เรามา ตัวเราก็เหมือนแบรนด์ๆ หนึ่ง เราออกกำลังกายมาเพื่อให้ร่างกายเราฟิตเฟิร์มแข็งแรง &amp;nbsp;ไม่ใช่ให้คุณเอาไปฉกฉวยผลประโยชน์ทางการค้าของคุณ ถ้าคุณอยากเอาไปใช้คุณติดต่อมาให้เป็นเรื่องเป็นราวแบบมืออาชีพ ไม่ใช่แบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถามว่าเสียหายไหม บางคนก็มองว่าไม่เสียหาย แต่ถ้าคุณมองในเรื่องธุรกิจมันก็ไม่ใช่ นี่คือการฉวยโอกาส &amp;nbsp;เป็นเรื่องขนาดนี้เขายังไม่มีการติดต่ออะไรมาเลย เอาเป็นว่าพูดแบบรวมๆ ก็แล้วกัน การทำธุรกิจในลักษณะไม่ซื่อตรงไม่โปร่งใส มันก็จะได้แบบประเดี๋ยวประด๋าว คือต่อให้ได้เป็นกอบเป็นกรรม แต่เรื่องของเวรกรรมมันมีจริง ชมเชื่อในเรื่องการทำธุรกิจมันต้องมีจริยธรรมด้วยค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม @hwanjeabjeab @chomismaterialgirl&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4854</URL_LINK>
                <HASHTAG>การออกกำลังกาย, ชมพู่ อารยา, ช่อง 3, นางเอก, ผู้บริโภค, พายุ, ลดน้ำหนัก, ลูกแฝด, สายฟ้า, สินค้า, หลอกลวง, หวานเจี๊ยบ, เพจดัง, แอบอ้าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa6cc9a9ea0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
