<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109495</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 22:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุมเข้มจุดตรวจ-สั่งปราบข่าวปลอม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศปม.ลงพื้นที่จุดตรวจเคอร์ฟิววันแรก พบหลายจุดยังมีผู้ฝ่าฝืน &amp;quot;ตร.&amp;quot; ปูพรมตั้งด่าน 10 จังหวัดทั่วประเทศ 147 จุด เน้นประชาสัมพันธ์ ปชช.ก่อนบังคับใช้ กม.จริงจัง &amp;quot;บิ๊กปั๊ด&amp;quot; สั่งปราบข่าวปลอมสร้างความตระหนกช่วงโควิด &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; แจงโพสต์ความจริงไม่ผิดข้อกำหนดฉบับ 27 ปัดจำกัดเสรีภาพนำเสนอข้อมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่ช่วงคืนวันอาทิตย์ต่อเนื่องเช้าวันที่ 12 ก.ค. &amp;nbsp;พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (หน.ศปม.) มอบหมายให้ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เสนาธิการทหาร ในฐานะเสนาธิการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (เสธ.ศปม.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมจุดตรวจจุดสกัดการเคลื่อนย้ายแรงงานและจุดตรวจป้องกันอาชญากรรมหลายพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ซึ่งได้จัดกำลังจากศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล กองบัญชาการกองทัพไทย (ศตก.) &amp;nbsp;จำนวน 8 นาย ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีตำรวจตลิ่งชัน จำนวน 8 นาย แบ่งการปฏิบัติเป็น 2 &amp;nbsp;ผลัด ผลัดละ 4 นาย รับผิดชอบในพื้นที่กรุงธนเหนือ เขตตลิ่งชัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.อ.สุพจน์เดินทางต่อไปยังจุดตรวจป้องกันอาชญากรรมในช่วงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ บริเวณแยกเคหะร่มเกล้า ถนนร่มเกล้า ซึ่งรับผิดชอบโดยสถานีตำรวจนครบาลร่มเกล้า รับผิดชอบในพื้นที่เขตลาดกระบัง &amp;nbsp;ได้แก่ แขวงคลองสามประเวศ และแขวงคลองสองต้นนุ่น &amp;nbsp;รวมทั้งพื้นที่เขตมีนบุรี ได้แก่ แขวงแสนแสบ ทั้งนี้ยังได้ปฏิบัติการร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จำนวน 3 นาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 01.00 น. เดินทางไปตรวจเยี่ยมจุดตรวจป้องกันอาชญากรรมในช่วงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ จุดตรวจใต้ด่วนลาดพร้าว ซึ่งรับผิดชอบโดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง กองทัพบก &amp;nbsp;(ศปม.ทบ.) โดยกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) ซึ่งจัดกำลังพล จำนวน 2 นาย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจโชคชัย จำนวน 8 นาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมาศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงได้รับข้อมูลเบาะแสอันเป็นประโยชน์จากประชาชนจนนำไปสู่การจับกุมได้หลายครั้ง ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นผู้ทำการละเมิดกฎหมายสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วน 1111 ทำเนียบรัฐบาล หรือหมายเลข 191, 1599 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสายด่วนศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง &amp;nbsp;หมายเลข 1138 กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ตลอด 24 &amp;nbsp;ชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ภาพรวมผลการตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่จังหวัดที่ประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จำนวน 10 จังหวัด มี 1.กทม. ตั้งจุดตรวจจำนวน &amp;nbsp;88 จุด 2.สมุทรปราการ ตั้งจุดตรวจจำนวน 4 จุด 3.นนทบุรี ตั้งจุดตรวจจำนวน 2 จุด 4.ปทุมธานี ตั้งจุดตรวจจำนวน 4 จุด 5.นครปฐม ตั้งจุดตรวจจำนวน 5 จุด 6.สมุทรสาคร ตั้งจุดตรวจจำนวน 5 จุด 7.สงขลา ตั้งจุดตรวจจำนวน 9 จุด 8.ยะลา ตั้งจุดตรวจจำนวน 12 จุด 9.ปัตตานี &amp;nbsp;ตั้งจุดตรวจจำนวน 11 จุด และ 10.นราธิวาส ตั้งจุดตรวจจำนวน 7 จุด รวมตั้งจุดตรวจจำนวน 147 จุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในเบื้องต้นผู้บังคับบัญชาเน้นย้ำให้ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ให้ได้รับทราบถึงข้อหาและโทษที่จะได้รับหากมีการฝ่าฝืนประกาศดังกล่าว&amp;quot; โฆษก ตร.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวถึงการแชร์ข่าวปลอมบนสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ว่า ในช่วงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;ได้รับข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลฯ &amp;nbsp;และเบาะแสจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่ง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ได้สั่งการให้พิสูจน์ทราบ จนพบผู้ที่เกี่ยวข้องกับสร้างข่าวปลอมและอยู่ในข่ายที่ต้องดำเนินคดีกว่า 50 คดี ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดโควิด-19 จำนวนกว่า 30 คดี รวมถึงเรื่องการบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนและกระบวนการทางสาธารณสุข ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และจะมีการพิสูจน์ทราบตัวผู้กระทำผิดในกรณีอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อนำมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การกระทำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 &amp;nbsp;บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และฝากเตือนไปยังผู้ที่กระทำความผิดว่าให้หยุดการกระทำของท่านเสีย&amp;quot; รองโฆษก ตร.กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีข้อกำหนดฉบับที่ 27 ระบุการเผยแพร่ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือมีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ &amp;nbsp;ถ้าเป็นกรณีที่นำเสนอข้อเท็จจริงแต่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวจะถือว่ามีความผิดหรือไม่ว่า ถ้าเสนอข่าวข้อเท็จจริงไม่ถือว่ามีความผิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าการกำหนดเช่นนี้เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ข้อความดังกล่าวลอกมาจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถ้าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพก็ขัดรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ตอนออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ส่วนกรณีข้อกำหนดดังกล่าวจะใช้เป็นเวลา 14 วัน เว้นแต่จะประเมินสถานการณ์ความเหมาะสมต่อไปนั้น ขณะนี้ผู้เกี่ยวข้องเขาประเมินอยู่ทุกวัน โดยดูจากตัวเลขผู้ติดเชื้อ ผู้เสียชีวิต จำนวนการฉีดวัคซีนว่ามีมากน้อยอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามในประกาศสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแนวทางการปฏิบัติงานภายในที่พัก และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ฉบับที่ 4 ตอนหนึ่งระบุว่า ขอให้บุคลากรสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติงานภายในที่พัก (เวิร์กฟรอมโฮม) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 99 ยกเว้นงานบริการประชาชนให้ปฏิบัติงานที่สำนักงานเท่าที่จำเป็น ตั้งแต่วันที่ 12-31 ก.ค.64
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในวันแรกของมาตรการเคอร์ฟิว 14 วัน ซึ่ง จ.สงขลาเป็นหนึ่งใน 10 &amp;nbsp;จังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดสีแดงเข้ม โดยยอดผู้ป่วยยังพุ่งไม่หยุด ซึ่งยอดสะสมตั้งแต่เดือนเมษายนอยู่ที่ 7,870 ราย คนเสียชีวิต 32 คน เจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายตำรวจทหารและฝ่ายปกครองเริ่มตั้งด่านตรวจเพื่อควบคุมการเดินทางออกนอกจังหวัดอย่างเข้มงวด โดยมีการตั้งด่านตรวจหลักจำนวน 9 จุดในเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดทั้งรอยต่อ จ.พัทลุง จ.นครศรีธรรมราช และ &amp;nbsp;3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งจุดตรวจในแต่ละอำเภอทั้ง 16 อำเภอ โดยผู้ที่จะเดินทางออกจาก จ.สงขลาต้องมีใบอนุญาตเท่านั้น รวมหนังสือรับรองการฉีดวัคซีน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบรรยากาศที่ สภ.หาดใหญ่ ตั้งแต่ช่วงเช้าได้มีประชาชนมายื่นเรื่องขออนุญาตเดินทางออกนอกจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องเดินทางไปทำธุระ ทำธุรกิจส่วนตัว และเดินทางกลับบ้านในช่วงเคอร์ฟิว แต่ผู้ที่จะมาขออนุญาตเดินทางจะต้องเป็นผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วเท่านั้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109495</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์, พล.ต.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์, พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เคอร์ฟิววันแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210710/image_big_60e9569788523.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109393</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 22:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาจริง!ฝ่าเคอร์ฟิว ทหาร-ตร.ประสานเสียง มท.กำชับทุกจังหวัดเข้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศปม.ตั้ง 147 จุดตรวจ 10 จังหวัดคุมเข้มช่วงเคอร์ฟิว ลั่นดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้ละเมิด มท.สั่งการ ผวจ.ปฏิบัติตามคำสั่ง ศบค.โดยเคร่งครัด แจงทุกหน่วยและประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือ นครบาลเตือนจงใจฝ่าเคอร์ฟิวคุก 2 ปี-ปรับ 4 หมื่น เอาผิดยกกองประกวดมิสแกรนด์สมุทรสาครขัด พ.ร.ก.ฉุกเฉินและ พ.ร.บ.โรคติดต่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 &amp;nbsp;กรกฎาคม พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (หน.ศปม.) แถลงว่า ภายหลังรัฐบาลโดยศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. &amp;nbsp;ประกาศล็อกดาวน์และเคอร์ฟิว ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ &amp;nbsp;12 ก.ค.นั้น เป็นการยกระดับมาตรการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดหรือจำกัดการเคลื่อนย้ายการเดินทางของบุคคล ลดการรวมกลุ่มของบุคคล เพื่อควบคุมและลดการแพร่เชื้อโควิด-19 ศปม.ที่ประกอบด้วย กองทัพไทย &amp;nbsp;สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ซึ่งจะมีความเข้มข้นตามระดับพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด &amp;nbsp;ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี, ปทุมธานี, &amp;nbsp;สมุทรปราการ, นครปฐม, สมุทรสาคร, สงขลา, ยะลา, &amp;nbsp;ปัตตานี และนราธิวาส จะบังคับใช้การห้ามออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 21.00-04.00 น. จะมีการตรวจการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคและตรวจคัดกรองการเดินทางเข้าออกจังหวัด ซึ่งใน กทม.มีการตั้งจุดตรวจ 88 แห่ง จังหวัดปริมณฑล 5 จังหวัด 20 แห่ง &amp;nbsp;และจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 จังหวัด 39 แห่ง จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางข้ามจังหวัดโดยไม่จำเป็น &amp;nbsp;ซึ่งมีการจัดชุดตรวจสายตรวจร่วมและชุดลาดตระเวนร่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อตรวจและกวดขันให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด รวมทั้งบังคับใช้มาตรการห้ามการจัดกิจกรรมในการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจำนวนมากกว่า 5 คน และร่วมกลุ่มทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจังหวัดอื่นๆ ได้จัดตั้งจุดตรวจคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าออกจังหวัด โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยแนวทางปฏิบัติของ ศปม.จะเริ่มจัดจุดตรวจ สายตรวจร่วมและชุดลาดตระเวนร่วมตั้งแต่บัดนี้ ในขั้นต้นเป็นการตรวจตามการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค โดยใช้วิธีชี้แจงทำความเข้าใจและขอความร่วมมือจากประชาชน และเมื่อข้อกำหนดมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ก.ค. ศปม.จะยึดหลักความเข้มงวดในการบังคับใช้มาตรการ จะดำเนินการต่อผู้ละเมิดอย่างเด็ดขาด &amp;nbsp;สำหรับประชาชนทั่วไปที่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดอาจได้รับผลกระทบบ้าง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการโดยให้มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตน้อยที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พื้นที่ชายแดนมีการเข้มงวดกวดขันป้องกันและปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย รวมถึงการลักลอบขนส่งยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายต่างๆ &amp;nbsp;ตลอดจนการดำเนินมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยใช้กองกำลังป้องกันชายแดนในการจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัดและลาดตระเวนเฝ้าตรวจพื้นที่ &amp;nbsp;โดยเฉพาะช่องทางธรรมชาติจะเสริมด้วยการวางเครื่องกีดขวางและใช้เครื่องมือพิเศษเพิ่มประสิทธิภาพ รวมทั้งร่วมกับฝ่ายปกครองทำการสำรวจตรวจสอบหมู่บ้านตามแนวชายแดน ปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย และร่วมกับหน่วยราชการเครือข่ายภาคประชาชนในการจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัดทั้งแบบประจำที่และไม่ประจำที่ รวมถึงจัดชุดสายตรวจร่วมลาดตระเวนตามเส้นทางตลอดแนวชายแดนและเส้นทางในการลักลอบเข้าสู่พื้นที่ทางตอนใน ช่วงที่ผ่านมาได้รับข้อมูลเบาะแสจากประชาชนนำไปสู่การจับกุมได้หลายครั้ง และขอเชิญชวนในการร่วมมือให้ข้อมูลที่สายด่วน 191, 1599, 1138, 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;
กำชับ ผวจ.ปฏิบัติตามคำสั่ง ศบค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินภายใต้ ศบค.มท.ได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศและ กทม. ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 &amp;nbsp;(ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 10 ก.ค.64 และคำสั่ง ศบค. ที่ &amp;nbsp;9/2564 ลงวันที่ 10 ก.ค.64 กำหนดเขตพื้นที่สถานการณ์เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 &amp;nbsp;จังหวัด พื้นที่ควบคุมสูงสุด 24 จังหวัด พื้นที่ควบคุม 25 &amp;nbsp;จังหวัด และพื้นที่เฝ้าระวังสูง 18 จังหวัด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.เป็นต้นไปโดยเคร่งครัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมสร้างการรับรู้แก่ผู้ประกอบการ พนักงาน ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ให้รับทราบถึงเจตนารมณ์ของมาตรการตามข้อกำหนดดังกล่าวในการมุ่งจำกัดการเคลื่อนย้าย ลดการรวมกลุ่มของบุคคล และเร่งรัดมาตรการด้านการป้องกันและการควบคุมโรค การรักษาพยาบาล และการฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงของโรค และในขณะเดียวกันก็ยังคงมาตรการเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจพื้นฐานยังคงดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ &amp;ldquo;จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน&amp;rdquo; เพื่อให้ฝ่าวิกฤตินี้ให้ผ่านพ้นไปด้วยกัน นอกจากนี้ ให้นำมาตรการควบคุมแบบบูรณาการสำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ข้อห้าม และข้อปฏิบัติตามข้อกำหนดฯ (ฉบับที่ 24) ลงวันที่ 19 &amp;nbsp;มิ.ย.64 และข้อกำหนดฯ (ฉบับที่ 25) ลงวันที่ 26 &amp;nbsp;มิ.ย.64 ใช้บังคับกับพื้นที่ สถานการณ์เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อกำหนดฯ ฉบับล่าสุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าฯ กทม.และผู้ว่าราชการจังหวัดปริมณฑลหารือกับคณะกรรมการโรคติดต่อ กทม./คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ประสานการปฏิบัติกับฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางระบบและกำกับติดตามให้เป็นไปตามมาตรการตามข้อกำหนด ได้แก่ 1.ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานในระหว่างเวลา 21.00-04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วัน &amp;nbsp;นับแต่วันที่ข้อกำหนดฉบับนี้ใช้บังคับ 2.ให้หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐดำเนินมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งให้เต็มความสามารถที่จะทำได้ สำหรับการปฏิบัติงานของภาคเอกชน ให้เจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการ หรือผู้รับผิดชอบในสถานประกอบการพิจารณาสนับสนุนปรับรูปแบบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และบุคลากรในสังกัดให้เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.มาตรการควบคุมแบบบูรณาการเร่งด่วนสำหรับสถานที่ กิจการ หรือกิจกรรม ให้เปิดดำเนินการได้ภายใต้เงื่อนไข เงื่อนเวลา การจัดระบบ ระเบียบ และมาตรการป้องกันโรคที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ตามข้อกำหนดฯ (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 10 ก.ค.64 โดยกรณีกิจกรรมรวมกลุ่มของบุคคลที่พนักงานเจ้าหน้าที่ให้จัดกิจกรรมได้ หากประสงค์จะจัดกิจกรรมในช่วงระยะเวลานี้ ให้ผู้รับผิดชอบการจัดกิจกรรมดังกล่าวดำเนินการขออนุญาตต่อคณะกรรมการโรคติดต่อ กทม./คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด &amp;nbsp;และให้พนักงานเจ้าหน้าที่กวดขันการมั่วสุมประชุมกัน เพื่อเล่นการพนัน ดื่มสุรา เสพยาเสพติด หรือการกระทำผิดกฎหมายอื่นใดอย่างเคร่งครัดและให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองการเดินทางข้ามจังหวัด ในเส้นทางคมนาคมเข้า-ออกกรุงเทพมหานคร และจังหวัดปริมณฑล เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายแรงงาน และคัดกรองการเดินทางของประชาชนทั่วไป 5.มาตรการป้องกันและรองรับผู้ติดเชื้อ ให้ประสานการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่ สนับสนุนให้มีการใช้สมุนไพรหรือการแพทย์แผนไทยในการบำบัดหรือรักษา เพิ่มโอกาสการเข้าถึงระบบการตรวจหาเชื้อ เร่งรัดจัดตั้งสถานพยาบาลชั่วคราว โรงพยาบาลสนาม การวางระบบหรือจัดหาสถานที่เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์พักคอยรอการส่งตัว หรือระบบแยกกักเพื่อรองรับการให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ &amp;nbsp;เพิ่มจำนวนจุดบริการตรวจคัดกรองและเร่งรัดการให้บริการตรวจคัดกรอง รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคในกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและในพื้นที่การแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อน
ฝ่าเคอร์ฟิวคุก 2 ปีปรับ 4 หมื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหารือกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ประสานการปฏิบัติกับฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางระบบและกำกับติดตามให้เป็นไปตามมาตรการ ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานในระหว่างเวลา 21.00-04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วัน &amp;nbsp;นับแต่วันที่ข้อกำหนดฉบับนี้ใช้บังคับ การปฏิบัติกรณีบุคคลที่ได้รับการยกเว้นการห้ามออกนอกเคหสถาน ดำเนินการตามแนวทางเดียวกันกับ กทม.และจังหวัดปริมณฑล รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองการเดินทางข้ามจังหวัดในเส้นทางคมนาคมเข้าออกจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายแรงงานและคัดกรองการเดินทางของประชาชนทั่วไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในการเดินทางข้ามจังหวัดของประชาชนในพื้นที่อื่นๆ ให้ทุกจังหวัดประสานการปฏิบัติกับฝ่ายทหาร &amp;nbsp;ตำรวจ ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างการรับรู้ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงหรือชะลอการเดินทางข้ามพื้นที่จังหวัดในช่วงระยะเวลานี้โดยไม่มีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม กรณีที่จำเป็นต้องเดินทางข้ามเขตพื้นที่อาจไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางและอาจต้องใช้ระยะเวลามากกว่าปกติ พร้อมเฝ้าระวัง คัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงการตั้งด่านตรวจ 88 จุดในช่วงเวลาเคอร์ฟิวว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ &amp;nbsp;ผู้บังคับบัญชาสามารถตรวจสอบการปฏิบัติของผู้ใต้บังคับบัญชาได้ตลอดเวลา ทำให้การปฏิบัติหน้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย ผบ.ตร.มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจการตระหนักรู้ให้ประชาชนได้รับทราบว่า ในคืนนี้จะต้องปฏิบัติตนอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกันนี้ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.ให้ใช้หลักนิติศาสตร์และหลักรัฐศาสตร์ควบคู่กัน ดูเหตุผลความจำเป็น ส่วนในกรณีที่มีการจงใจฝ่าฝืนข้อกำหนดอย่างชัดเจน เช่นการไปสังสรรค์ งานปาร์ตี้ งานวันเกิด แล้วกลับเกินเวลากำหนด จะถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน อัตราโทษเป็นความผิดตาม &amp;nbsp;พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ปิยะกล่าวถึงกรณีผู้อำนวยการเขตห้วยขวางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกองประกวดมิสแกรนด์สมุทรสาคร &amp;nbsp;2021 ที่มิรินเธียร์เตอร์ RCA เขตห้วยขวาง เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามแผนการจัดงานและมาตรการควบคุมโรค จนมีการแพร่ระบาดเชื้อโรคว่า การประกวดดังกล่าวปรากฏภาพและเสียงตามโซเชียลและสื่อต่างๆ รวมทั้งการไลฟ์สด &amp;nbsp;มีการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่พนักงานเจ้าหน้าที่คือ ผู้อำนวยการเขตที่อนุญาตและกำหนดเงื่อนไขไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในกรณีนี้มีความผิดชัดเจน พนักงานสอบสวนต้องเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องมาแจ้งข้อกล่าวหา ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดต้องถูกดำเนินคดี ทั้งผู้ที่ร่วมงาน มิสแกรนด์หรือผู้สมัคร รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องและร่วมงานที่มีเจตนาจงใจ ฝ่าฝืนข้อกำหนดเหล่านี้เป็นความผิดตามข้อกฎหมายทั้งหมดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินและประกาศของกรุงเทพมหานครฉบับที่ 44 และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ทั้งนี้พบว่ามีผู้เข้าร่วมประกวดมิสแกรนด์ติดเชื้อ 13 คน ส่วนผู้ติดตามหรือพี่เลี้ยงติดเชื้ออีก 9 คน ซึ่งเป็นความผิดชัดเจน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109393</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพมหานคร, นครปฐม, นนทบุรี, นราธิวาส, ปทุมธานี, ปัตตานี, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์, ยะลา, สงขลา, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เคอร์ฟิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60eaa3c7d6b3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94091</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 13:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 13:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทหารไม่ยุ่งวัคซีน!ให้’หมอหนู’บริหารจัดการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.พ.2564 - พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่วัคซีนซิโนแวคจากจีนถูกจัดส่งมาประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ทหารจะจัดอยู่ในกลุ่มใดในการเข้าถึงวัคซีนว่า เรื่องนี้ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการจัดการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94091</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิโนแวค, ผบ.ทสส., ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์, วัคซีน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201005/image_big_5f7b1f3e2f65d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78353</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 13:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 13:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยิ่งใหญ่จริงๆ&#039;ประชาชนปลดแอก&#039;ขู่ลากคอ&#039;บิ๊กแดง&#039;ออกจากสภา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.2563 - &amp;nbsp;คณะประชาชนปลดแอกเดินสายจัดกิจกรรม &amp;quot;จับ ส.ว.ลงหม้อ&amp;quot; ปราศรัยบนรถ 6 ล้อ แห่กระชากวิญญาณและพิธีกรรมและพิธีกรรมจับผีร้าย ส.ว.โดยตำแหน่ง ประกอบด้วย พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก, พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ, พล.อ.อ. มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมาถึง กองบัญชาการทหารบก ในเวลา 11.00 น. พร้อมปราศรัยว่า ผบ.ทบ.เอ๋ยจงมาเถิด กลับมาอยู่ที่ของตัวเองได้แล้ว เหตุใดท่านถึงไม่รู้จักตำแหน่งแห่งที่ของตัวเอง วิญญาณที่สิงสถิตในเก้าอี้ ส.ว.ที่มาโดยตำแหน่งจงกลับมา ณ กองทัพบกแห่งนี้ กลับมาทำหน้าที่ของตัวเอง ในรัฐสภาไม่ใช่หน้าที่ของท่าน และพรุ่งนี้ (24 ก.ย.) จะเป็นวันประชุมร่วม 2 สภา ทั้ง ส.ส.และ สว. เพื่อพิจารณาญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และหากเราพบ ผบ.ทบ. จะเข้าไปลากคอออกจากสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้อยากฝากไปถึง พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. คนใหม่ ที่เข้ามารับหน้าที่ต่อในขณะนี้ท่านยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์เพราะฉะนั้นอย่ารับตำแหน่ง ส.ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการดูแลรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 จำนวน 1 กองร้อย รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งใน-นอกเครื่องแบบ สน.นางเลิ้ง จำนวน 20 นาย พร้อมนำแผงเหล็กมากั้นล้อมรอบประตูกองบัญชาการบัญชาการกองทัพบก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำประกาศ พร้อมประกาศผ่านเครื่องกระจายเสียง ให้ยุติการชุมนุม เนื่องจากการชุมนุมต้องขออนุญาตเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ สน.นางเลิ้ง ตามมาตรา 10 ซึ่งถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 14 ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นผู้ชุมนุมเดินทางไปทำกิจกรรมที่กระทรวงกลาโหม ,กองบัญชาการกองทัพเรือ, กองทัพอากาศ, &amp;nbsp;กองบัญชาการกองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในขณะเดียวกัน ภายในกองทัพบกได้จัดพิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตข้าราชการทหารของนายทหารชั้นนายพลประจำปี 2563 ให้กับ พล.อ.พรพิพัฒน์ และ พล.อ.อภิรัชต์ และนายทหารชั้นนายพลที่เกษียณอายุราชการกว่า 300 นาย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78353</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะประชาชนปลดแอก, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์, ส.ว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200923/image_big_5f6ae4fa07ab3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78329</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 10:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาพชุดพิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตราชการทหารของนายทหารชั้นนายพล ประจำปี 2563 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78329</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพล, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี, พิธีเทิดเกียรติ, อำลาชีวิตราชการทหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200923/image_big_5f6abe1e7ee08.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กองทัพบก&#039;จัดพิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตราชการทหารประจำปี2563</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.2563 - &amp;nbsp;เมื่อเวลา 08.05 น. พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินทางเข้าร่วมพิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตราชการทหารของนายทหารชั้นนายพล ประจำปี 2563 ณ กองบัญชาการกองทัพบก โดยประกอบด้วยพิธีกองทหารเกียรติยศ รับผู้บัญชาการทหารสูงสุด ณ โถงทางลาดอาคาร 1 กองบัญชาการกองทัพบก จากนั้นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะ พร้อมด้วยนายทหารชั้นนายพล (อัตราพลเอก (พิเศษ)) ที่เกษียณอายุราชการ กระทำพิธีถวายสักการะพระบรมรูป รัชกาลที่ 5 ณ ห้องพระบารมีปกเกล้า พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ เสร็จแล้วจึงเข้าสู่กิจกรรมของนักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่งมีนักเรียนนายร้อย ร่วมกิจกรรม จำนวน 3 กองพัน กองพันละ 166 นาย หมู่ธงประจำหน่วย 88 ธง จากส่วนราชการในกองทัพบก ประกอบด้วย ส่วนราชการ ส่วนบัญชาการ, ส่วนกำลังรบ, ส่วนสนับสนุนการรบ, ส่วนส่งกำลังบำรุง, ส่วนภูมิภาค, ส่วนการฝึกศึกษาและหลักนิยม และส่วนพัฒนาประเทศ ณ ลานหน้าพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้แทนนักเรียนนายร้อยกล่าวตั้งปณิธาน &amp;ldquo;เดินตามรอยเท้า&amp;rdquo; และผู้ร่วมพิธีทั้งหมดร้องเพลง &amp;ldquo;รั้วแดงกำแพงเหลือง และมนต์มัฆวาน&amp;rdquo; หลังจากนั้นกำลังพลในกองบัญชาการกองทัพบกเข้าแถวรายทาง ตั้งแต่หลังอาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติไปยังพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 จากนั้นนายทหารชั้นนายพลที่เกษียณอายุราชการ นำโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดเดินแถวตามวงขลุ่ยกลองนักเรียนนายร้อย จากด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติไปยังพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลำดับต่อมาผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะ พร้อมด้วยนายทหารชั้นนายพลที่เกษียณอายุราชการ ร่วมกันถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ก่อนเข้าสู่หอประชุมกิตติขจร เพื่อกระทำพิธีเทิดเกียรติและมอบของที่ระลึกแก่นายทหารชั้นนายพลที่อำลาชีวิตราชการทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตราชการทหารของนายทหารชั้นนายพลเดิมจะจัดขึ้นที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า บริเวณเขาชะโงก ตำบลพรหมณี อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก แต่ปีนี้เปลี่ยนสถานที่มาจัดที่กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ เนื่องจากเคยเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่เป็นแหล่งผลิตนายทหารหลักที่สร้างชื่อเสียงเกียรติยศแก่กองทัพบกหลายท่าน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งนายทหารที่สำเร็จจากสถาบันแห่งนี้ มีความผูกพันกับสถานที่ตั้งดังกล่าว และนับว่าเป็นสถานที่ที่สะดวกในการเดินทางมากระทำพิธี เพราะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ &amp;nbsp;โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานกำเนิด เมื่อ 5 สิงหาคม 2430 ณ บริเวณพระราชวังสราญรมย์ ต่อมาเมื่อปี 2452 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายที่ตั้งโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม มาอยู่ที่ถนนราชดำเนินนอก จนกระทั่งปี 2523 จึงย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนครนายกจวบจนปัจจุบัน.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78328</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพล, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี, พิธีเทิดเกียรติ, อำลาชีวิตราชการทหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200923/image_big_5f6abc9589989.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70920</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2020 11:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2020 11:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบ.ทหารสูงสุด เผยนายกฯกำชับป้องกันลักลอบนำแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมาย ห่วงโรคระบาดหาต้นตอไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค.63 - ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) กล่าวภายหลังเป็นประธานในการจัดงานวันสถาปนากองบัญชาการกองทัพไทย ประจำปี 2563​ ครบ 60​ ปี ว่า การจัดงานในวันนี้ เป็นการเลื่อนมาจากกำหนดการเดิม คือวันที่ 16 มี.ค. 2563 เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการผ่อนคลายของรัฐบาล ความสำคัญของกองทัพไทย เป็นหน่วยราชการที่เติบโตทางด้านปฎิบัติการร่วมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก่อตั้งขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการพัฒนาตามลำดับ ปัจจุบันมีภารกิจและหน้าที่ตามกฎหมายที่ได้รับความสำคัญและเกียรติจากหลายหน่วยงาน แต่สิ่งที่ต้องพัฒนาคือเทคโนโลยีทางทหารตามกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน รวมทั้งเตรียมกำลังพลให้พร้อมสำหรับรูปแบบการปฎิบัติหน้าที่ที่ซับซ้อนในอนาคต กับกระแสโลกที้เปลี่ยนไป โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีให้มีความพร้อมในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผบ.ทสส.ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (หน.ศปม.) กล่าวว่า สำหรับการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 ระยะที่ 5 ว่าแม้จะอยู่ในช่วงผ่อนคลาย แต่ยังไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังเชื้อโรค ที่มาจากทุกทิศทุกทาง และฝ่ายความมั่นคงยังมีความเข้มงวดจริงจัง จากคนที่จะเข้ามาในประเทศทุกมิติ ทั้งทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ ที่จะต้องเข้มงวดกันต่อไป ส่วนที่กังวลคือการกลับมาเปิดธุรกิจหรือติดต่อธุรกิจต่างๆ ขอผู้ประกอบการดูแรงงานที่จะกลับมาทำงานให้เข้ามาถูกต้องตามกฎหมายมีการตรวจสอบโรคก่อน เพื่อไม่ให้มีปัญหาเกิดการแพร่เชื้อเข้ามาจนเป็นซุปเปอร์สเปดเดอร์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าศบค. ได้เน้นย้ำการปฎิบัติของกองกำลังชายแดน เพื่อไม่ให้เกิดการลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย โดยทุกหน่วยให้ความจริงจังในเรื่องนี้ จึงขอให้ผู้ประกอบการคำนึงในเรื่องนี้ว่าทุกฝ่ายเป็นห่วงไม่อยากให้เกิดการแทรกซ้อนของเชื้อโรค นำไปสู่การแพร่ระบาดจนหาที่มาไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.พรพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับการป้องกันทางกายภาพ อาจมีการใส่หน้ากากอนามัยแต่ขอให้คงสำนึกเสมอว่าทุกครั้งไปที่สาธารณะอาจมีเชื้อแพร่อยู่ในอากาศได้ ต้องตระหนัก และไม่เข้าไปในที่แออัดหรือที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด โดยสามารถทำหน้าที่แจ้งเตือนบอกกล่าวขอร้องเพื่อให้เกิดความระมัดระวังกับบุคคลอื่นได้ เพราะถือว่าคนไทยด้วยกันจะต้องมีความร่วมมือกันต่อไปหลังจากที่ได้ร่วมมือกันมาอย่างดีตั้งแต่เดือนมีนาคนจนสามารถป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้จนถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการเดินทางเยือนของผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐฯ และคณะที่มาไทยนั้น ในวันที่ 9-10 ก.ค. นี้ พล.อ.พรพิพัฒน์ กล่าวว่า ยอมรับว่าในที่สุดแล้วประเทศไทย จะต้องมีแขกมาจากต่างประเทศมากขึ้น อาจมีเจ้าของธุรกิจ เจ้าของกิจการ เพราะต้องมีการทำธุรกิจกัน และเศรษฐกิจประเทศต้องเดินหน้า ซึ่งทางศบค.ได้มีข้อกำหนดให้ปฎิบัติตัวไว้อย่างเคร่งครัด โดยอาจมีการเดินทางมาระยะสั้น ซึ่งทางสหรัฐได้ปฎิบัติตามระเบียบไม่มีเกี่ยงงอน โดยเชื่อว่าเมื่อผู้นำสหรัฐเดินทางกลับแล้ว จะสามารถใช้ข้อปฎิบัตินี้ เป็นแบบอย่างในการปฎิบัติได้สำหรับการเดินทางในระยะสั้นๆในการเยือนของแขกได้ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70920</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200709/image_big_5f0695cf73635.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
