<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 15:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมพงษ์&#039; แนะรร.เตรียมความพร้อมให้กับผู้ปกครองไว้ รองรับการเรียน  Onsite, Online ,On hand </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23ส.ค.64- นายสมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ ล็อกดาวน์ ไม่ล็อกการเรียนรู้ ตนได้รับฟังการเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความน่าสนใจในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางเป้าหมายของโรงเรียนอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการวางเป้าหมายแบบที่ผู้บริหาร ครู ร่วมกันคิด คือ จะต้องเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน และอีกเรื่องที่สำคัญ คือ การเผยแพร่วิสัยทัศน์ ให้เกิด แรงบันดาลใจ &amp;nbsp; หรือ Passion เพราะการเรียนออนไลน์ เป็นการการสร้างระบบการเรียนรู้ไปกับผู้ปกครอง ดังนั้นหากเราไม่แชร์วิสัยทัศน์และไม่สร้าง Passion ไปกับผู้ปกครองด้วย เรื่องการเหล่านี้จะถูกมองว่าเป็นภาระ แก่ผู้ปกครองทันที ซึ่งตนมองว่าโรงเรียนจะต้องเตรียมความพร้อมให้กับผู้ปกครองให้การเรียนรู้ที่บ้านและโรงเรียนเชื่อมโยง และมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อบุตร หลาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บทเรียนที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ โรงเรียนไม่จำเป็นต้องสั่งงาน หรือ ให้ใบงานจำนวนเยอะ แต่ขอให้เข้าใจว่าเรากำลังทำงานในโจทย์ที่มีความท้าทาย ซับซ้อน และมีเรื่องความแตกต่าง เพราะในอนาคตการเรียนรู้จะต้องมีการปรับเปลี่ยนไป จะเป็นการเรียนรู้ระหว่าง Onsite Online และ On hand ไม่ใช่มีเพียงรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง โรงเรียนจะกลายเป็นหน่วยงานกลาง ที่ผู้ปกครอง ครู ผู้บริหาร และนักเรียน มาร่วมกันออกแบบการเรียนรู้&amp;quot;กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม กสศ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นานสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้สิ่งที่ตนต้องการที่จะเน้นย้ำ อีกเรื่อง คือ เรื่องเป้าหมายชีวิต และการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก ซึ่งจากประสบการณ์ที่ตนทำงานร่วมกับเด็กยากจนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง เด็กกลุ่มนี้ไม่มีแรงบันดาลใจและเป้าหมายชีวิตไม่มี ดังนั้นหากผู้ปกครองรักบุตร หลาน เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114248</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ล็อกดาวน์, #โควิด19, #โรงเรียนทั่วไป, การเรียนออนไลน์, ผู้ปกครอง, สกศ., สมพงษ์ จิตรระดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200602/image_big_5ed6261196483.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112204</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 15:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ. เตรียมจัดสรรเงินเยียวยา ถึงมือผู้ปกครอง  31 ส.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4ส.ค.64-นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะโฆษก ศธ. กล่าวว่า ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ของ ศธ. ในการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ โดยให้ความช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาสังกัดศธ.ทั้งภาครัฐและเอกชน และสถานศึกษานอกสังกัด ศธ.ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับชั้น อนุบาล-มัธยมศึกษาปีที่ 6 และระดับอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน โดยจ่ายผ่านสถานศึกษาและให้สถานศึกษาจ่ายตรงให้แก่นักเรียนนักศึกษาหรือผู้ปกครองแล้วแต่กรณี ในรูปแบบของเงินสดนั้น ขณะนี้สำนักงานงบประมาณอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดและจะส่งเรื่องมาที่ต้นสังกัด คือ ศธ.ภายในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ จากนั้น ศธ.จะตรวจสอบข้อมูล เพื่อจัดทำขั้นตอนการจัดสรรเงินงบประมาณลงไปที่สถานศึกษาภายในวันที่ 30 สิงหาคม ดังนั้นในวันที่ 31 สิงหาคม เงินเยียวยาจำนวน 2,000 บาทจะส่งถึงนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองทันที &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นางเกศทิพย์ กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ได้รับเงินเยียวยาในส่วนของ ศธ.มีประมาณ 11 ล้านคน ซึ่งมีวงเงินรวมประมาณ 21,600 ล้านบาท &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ศธ.ดำเนินการในโครงการดังกล่าวก็เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครองและนักเรียนในสภาวะวิกฤตโควิด-19 โดยเงินเยียวยาดังกล่าวหากนักเรียนกลุ่มใดที่เรียนในรูปแบบ Online สามารถนำเงินจำนวนนี้มาช่วยค่าน้ำค่าไฟและค่าอินเตอร์เน็ตได้ ขณะที่กลุ่มนักเรียนที่เรียนในรูปแบบ Onsite สามารถนำเงินมาใช้จ่ายช่วยค่าดำรงชีพให้แก่ตัวเองและครอบครัวได้เช่นเดียวกัน ส่วนการฉีดวัคซีนของครูและบุคลากรทางการศึกษาในขณะนี้นั้นครูที่ส่งรายชื่อประสงค์จะเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ครบแล้ว 100% ดังนั้นจึงรอจังหวัดจัดสรรวัคซีน ซึ่งครูและบุคลากรทางการศึกษาจะเป็นลำดับแรกที่ได้รับการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112204</URL_LINK>
                <HASHTAG>#นักเรียน, #ศธ., ผู้ปกครอง, เกศทิพย์ ศุภาวานิช, เงินเยียวยาการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4bc8d8f159.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110579</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 15:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 15:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ. ชงโครงการมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายแบ่งเบาภาระนร. -ครู- ผปค.ให้ครม.พิจารณา 27ก.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21ก.ค.64- นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ถึงการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ว่า นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงการเรียนของนักเรียน การจัดการเรียนการสอนของครู และค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองท่ามกลางวิกฤตโควิด จึงมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดทำโครงการมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายๆ ต่างของนักเรียน ครู และผู้ปกครองในสถานการณ์โควิด ซึ่งมาตรการช่วยเหลือนี้จะครอบคลุมทั้งโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โรงเรียนสังกัดกทม.และโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยจะนำมาตรการการช่วยเหลือเหล่านี้เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบหลักการในวันที่ 27 กรกฎาคมต่อไป สำหรับงบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินการเรื่องนี้นั้น ครม.จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะใช้งบประมาณในส่วนใดมาดำเนินการ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;ทั้งนี้มาตการการช่วยเหลือนักเรียน ครู และผู้ปกครองนั้น ซึ่งมีหลักการเบื้องต้น คือ ศธ.จะไม่ทิ้งเด็กคนใดคนหนึ่งไว้ข้างหลังและไปให้ถึงผู้ปกครอง และมาตรการช่วยเหลือสถานศึกษาให้ได้พัฒนาเรื่องสื่อเรียนการสอน โดยมาตรการทั้งหมดจะใช้งบประมาณกลางในการดำเนินการ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังมีความเป็นห่วงเรื่องการเรียนการสอนออนไลน์ของนักเรียนมัยมศึกษาตอนปลายมากขึ้น โดยอยากให้เปิดช่องทางการเรียนการสอนผ่าน Onair ในรูปแบบการเรียนการสอนของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมให้มากขึ้น เพื่อให้เด็กมีช่องทางการเรียนรู้อย่างหลากหลาย&amp;quot;รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110579</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ตรีนุช เทียนทอง, #นักเรียน, #โควิด19, ค่าใช้จ่ายการศึกษา, ผู้ปกครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f677480e1c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2021 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2021 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายผู้ปกครอง ร่อนแถลงการณ์ เรียกร้องคุณสมบัติ 6 ข้อรมว.ศธ.คนใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มี.ค.64 - นางฐาณิชชา &amp;nbsp;ลิ้มพานิช &amp;nbsp;ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษาเปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา ทั้งด้านการสร้างการมีส่วนร่วมของเด็ก ในสถานศึกษา การเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็น การป้องกันการรังแกกันในโรงเรียน การดูแลพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การละเมิดเด็ก และการการะทำความรุนแรง ตลอดจนการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กนักเรียนของบุคลากรในสถานศึกษาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่ากระทรวงศึกษาฯ จะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม &amp;nbsp;เข้าใจและตระหนักในเรื่องสิทธิเด็ก ความเสมอภาคระหว่างเพศ การเคารพในสิทธิเนื้อตัวร่างกาย ดังนั้นการเข้ามาของรัฐมนตรี ไม่ใช้เห็นแก่ประโยชน์ด้านการเมือง พวกพ้อง หรือตอบโจทย์ทางการเมือง แต่ต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ กว้างไกล เห็นและมุ่งเน้นที่ประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางฐาณิชชา &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา และเครือข่ายผู้ปกครอง ขอเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;และพรรคพลังประชารัฐ ขอให้บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ควรมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้1. มีวิสัยทัศน์ไปในอนาคต (ที่ไม่เห็นแต่ประโยชน์ทางการเมือง) โดยกำหนดภาพพึงประสงค์ว่าการศึกษาไทยควรไปในทิศทางใด แม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็ยังมีกลไกขับเคลื่อนการศึกษาจนไปถึงวิสัยทัศน์ได้ 2. สร้างการมีส่วนร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมพัฒนา เด็ก ไม่ใช่แค่มุ้งเน้นเรื่องการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีมาตรการ ปกป้องคุ้มครองเด็ก อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;และมีความสามารถในการบริหารแก้ไขความขัดแย้ง ความเห็นต่าง มีความอดทน มีความยุติธรรม 3.สามารถสร้างภาคีเครือข่าย และทำงานกับภาคีเครือข่าย ทั้งในกระทรวงฯและภายนอกกระทรวงฯ หรือองค์กรพัฒนาเอกชน หรือชุมขน เห็นความสำคัญในการทำงานเป็นเครือข่ายอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การมาลงนาม ตั้งคณะทำงานเท่านั้น แต่ต้องทำเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริง 4. โปรงใส ตรวจสอบได้ ซื่อสัตย์ สุจริต เปิดกว้างต่อการตรวจสอบ ในประเด็นต่างๆทั้งในด้านการจัดการการศึกษา งบประมาณ บุคลากร เพื่อความโปร่งใสและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน &amp;nbsp;และเปิดพื้นที่รับฟังปัญหาของเด็กอย่างจริงจัง และจริงใจในการร่วมแก้ไขปัญหาทุกกรณี 5. มุ่งมั่นที่จะป้องกันและแก้ไขการหาครูล่วงละเมิดทางเพศและการหาประโยชน์อื่นกับเด็กนักเรียน &amp;nbsp;ตลอดจนการละเมิดสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาที่สั่งสมมานานและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ 6. ให้ความสำคัญกับเด็กทุกคนอย่างจริงจัง มุ่งมั่นและเข้าใจ แนวทางการพัฒนานักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ อย่างจริงจัง เท่าเทียม รวมทั้งมีรูปแบบ หรือคู่มือ หรือ การเรียนการสอนให้เด็กมีทักษะในการป้องกันตนเอง การขอความช่วยเหลือ และสนับสนุนให้เกิดกลไกการช่วยเหลือดูแลนักเรียนในโรงเรียนที่เป็นมิตรเพื่อช่วยเหลือเด็กอย่างทันท่วงทีและป้องกันการรังแกกันในโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากในอนาคต บุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษายังเห็นแก่ประโยชน์ทางการเมือง มีมุมมองและทัศนคติที่ไม่เข้าใจและไม่ตระหนักในสิทธิเด็ก &amp;nbsp;ละเลย ไม่ปกป้องคุ้มครองเด็ก เพิกเฉยต่อการกระทำความรุนแรงต่อเด็ก ไม่มีมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจังในการลงโทษบุคลากรที่ละเมิดเด็ก คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา และเครือข่ายผู้ปกครอง จะร่วมกันจับตา ร่วมปกป้องคุ้มครองเด็ก ร่วมตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ อย่างจริงจัง และในทางกลับกันเครือข่ายฯพร้อมสนับสนุนหากมีการดำเนินงานที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพก้าวหน้า แก้ปัญหาได้จริง &amp;nbsp;เพื่อให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาพึงทำหน้าที่ของตนอย่างเหมาะสม&amp;rdquo; นางฐาณิชชา &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95945</URL_LINK>
                <HASHTAG>การศึกษา, นักเรียน, ผู้ปกครอง, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210313/image_big_604c5a4e966ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67621</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2020 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2020 12:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชีวิตลู​กๆสำคัญกว่าค่าเทอม &#039;อุ๊&#039; อบรม &#039;โบว์&#039; รู้จักแยกแยะ​เรื่องความปลอดภัย​ในชีวิต​กับเรื่อง​การเมือง​บ้างเถอะ​</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย.63 - หฤทัย ม่วงบุญศรี หรือ อุ๊ นักร้องชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเห็นต่างจาก &amp;nbsp;ณัฏฐา มหัทธนา &amp;nbsp;หรือ โบว์อยากเลือกตั้ง &amp;nbsp;ว่า &amp;quot;เด็กไทยไม่ได้เรียน​โรงเรียน​เอกชน​แพงๆทุกคน​หรอกคะ!! ผู้ปกครอง​ที่ส่งลูก​เรียน​โรงเรียน​รัฐ​ก็มีเยอะนะคะ​ และไม่อยากให้เปิดเทอมก่อนเวลาอันควร​ เพราะ​ไม่อยากให้ลูก​ไปเสี่ยงติดโควิด​ เท่านั้นเองคะ!​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชีวิต​ของลู​กๆสำคัญกว่าคะ​ ไม่ใช่ค่าเทอม!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าดูถูก​ความรักของพ่อแม่เด็กเลยคะ!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รู้จักแยกแยะ​เรื่องความปลอดภัย​ในชีวิต​กับเรื่อง​การเมือง​บ้างเถอะ​คะ!&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โพสต์ของ &amp;quot;อุ๊ หฤทัย&amp;quot; สืบเนื่องจาก &amp;nbsp;&amp;quot;โบว์ &amp;nbsp;ณัฏฐา&amp;quot; ได้แสดงความคิดเห็นในทวิตเตอร์ระบุว่า &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้ปกครองจำนวนมากอยากให้ปิดโรงเรียนต่อไป เพราะไม่พร้อมจ่ายค่าเทอม นี่คือเหตุผลเดียวที่มีน้ำหนัก จับต้องได้จริง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67621</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ณัฏฐา มหัทธนา, นักเรียน, ผู้ปกครอง, หฤทัย ม่วงบุญศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200602/image_big_5ed5e6ed7df09.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2019 12:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2019 12:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจแนะผู้ปกครองเก็บปืนให้มิดชิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 22 ธ.ค.62 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีที่มีเด็กนักเรียนทำปืนลั่นใส่ตัวเองเสียชีวิตและนักเรียนแอบนำอาวุธปืนผู้ปกครองก่อเหตุยิงเพื่อนนักเรียนด้วยกันว่า ให้เป็นอุทธาหรณ์กับผู้ปกครอง หรือผู้ที่มีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยถูกกฎหมาย ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อป้องกันความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน หรือในทางกีฬายิงปืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเก็บอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนชนิดต่างๆ ไว้ในบ้าน อาคาร ควรจัดเก็บในที่ปลอดภัย ไว้ในตู้เซฟ หรือจุดที่เด็กไม่สามารถนำมาหยิบเล่นได้ มีการปลดแมกกาซีน หรือนำเครื่องกระสุน(ลูกปืน) ออกจากแมกกาซีนหรือลูกโม่ให้เรียบร้อย การนำอาวุธปืนมาทำความสะอาด หรือแม้กระทั่งมายิงในสนามยิงปืน ก็ขอให้ยึดถือตามหลักกฎแห่งความปลอดภัยการใช้อาวุธปืน 10 ประการอยู่เสมอ คือ 1. เมื่อจับปืนทุกครั้งให้พึงระลึกเสมอว่าปืนทุกกระบอกมีกระสุนบรรจุอยู่ 2. ตรวจปืนทุกครั้งที่จับว่ามีกระสุนบรรจุอยู่หรือไม่ มีวัสดุใดติดค้างอยู่ในลำกล้องหรือไม่ 3. อย่าเล็งปืนไปที่บุคคล สิ่งมีชีวิต หรือสิ่งของมีค่า ถ้าผู้ยิงไม่ต้องการยิง 4. อย่าเล็งปืนไปทางวัสดุอื่นใดที่อาจทำให้หัวกระสุนปืนสะท้อนกลับหรือแฉลบได้ เช่นวัสดุที่มีผิวแบนแข็ง ผิวน้ำ 5. อย่าพูดคุยกับผู้อื่นในขณะยิงปืน 6. อย่าทิ้งปืนที่บรรจุกระสุนปืนไว้ในที่ซึ่งมีบุคคลอื่น โดยเฉพาะเด็กอาจหยิบฉวยเอาไปเล่นได้ง่าย 7. อย่าหันปากกระบอกปืนไปทางด้านข้างหรือด้านหลัง ขณะจับปืนอยู่ในแนวยิง 8. เมื่ออยู่ในห้องฝึกหรือสนามยิงปืนต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามผู้ควบคุมการฝึกอย่างเคร่งครัด 9. ถ้าไม่เก็บปืนไว้ในซองปืน ต้องจับในลักษณะเปิดลูกโม่ หรือให้โครงเลื่อนปืนอยู่ในลักษณะค้างโครงเลื่อนปืนไว้ 10. การส่งปืนให้ผู้อื่น ต้องส่งปืนในลักษณะเปิดลูกโม่ หรือให้โครงเลื่อนปืนอยู่ในลักษณะค้างโครงเลื่อนปืนไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า ขอฝากให้ผู้ปกครอง สร้างการรับรู้ให้แก่บุตรหลาน เด็ก ว่าอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน นั้นเป็นสิ่งที่มีไว้ในการป้องกันความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน ไม่ใช่ของเล่น หรือสิ่งที่นำมาทำร้าย ก่อความรุนแรง หรือทำให้เกิดอันตรายกับผู้อื่น ซึ่งถือว่าครอบครัวนั้นเป็นสถาบันแรกของสังคมในการช่วยกันอบรมสั่งสอน บุตร หลาน อีกทั้งในการขอมีและใช้อาวุธปืน หรือแม้กระทั่งในการพกพา ก็ขอให้ดำเนินการและขออนุญาตให้ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และยึดถือตามหลักกฎแห่งความปลอดภัยในการมีและการใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวเจ้าของปืน บุคคลรอบข้าง และผู้อื่น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52998</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ปกครอง, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, เก็บปืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191210/image_big_5deee1c556d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35614</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลเปิดเทอม พ่อ-แม่เครียด วอนรัฐช่วยที!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จะเปิดเทอมแล้ว โพลสำรวจ ผู้ปกครองส่วนใหญ่เครียดปานกลางเรื่องค่าใช้จ่ายบุตรหลาน เพราะเตรียมเงินไว้แล้ว วอนรัฐเพิ่มเงินช่วยเหลือค่าอุปกรณ์การเรียนและชุดนักเรียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง &amp;ldquo;วัดระดับความเครียดของผู้ปกครอง ช่วงใกล้เปิดเทอม&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลจากผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเรียนอยู่ในระดับชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษา ทั้งสังกัดโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งสิ้น 1,149 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พบว่า พ่อแม่ ผู้ปกครอง ส่วนใหญ่ร้อยละ 50.2 ระบุว่าช่วงใกล้เปิดเทอมของบุตรหลานในปีนี้มีความเครียดเรื่องค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับปานกลาง &amp;nbsp;รองลงมาร้อยละ 17.8 ระบุว่าเครียดมาก และร้อยละ 15.9 ระบุว่าเครียดน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปัญหาหลักที่ผู้ปกครองพบเจอในช่วงใกล้เปิดเทอมปีนี้ ร้อยละ 50.6 ระบุว่ามีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น ทำให้การเงินติดขัด รองลงมาร้อยละ 41.1 ระบุว่าสินค้าเกี่ยวกับการเรียนแพงขึ้น และร้อยละ 38.1 ระบุว่าเงินช่วยเหลือที่ได้จากรัฐไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ร้อยละ 58.4 ระบุว่าเตรียมเงินค่าใช้จ่ายเรื่องการศึกษาของบุตร/หลานในช่วงเปิดเทอมปีนี้ โดยการแบ่งเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้อยู่แล้ว รองลงมาร้อยละ 42.2 ระบุว่าใช้เงินประหยัดกว่าช่วงปกติ เพื่อมีเงินพอกับค่าใช้จ่าย และร้อยละ 17.9 ระบุว่ารอเงินเดือนออก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อให้เปรียบเทียบกับปีที่แล้ว สภาพการเงิน/ปัญหาในช่วงเปิดเทอมเป็นอย่างไร ผู้ปกครองส่วนใหญ่ร้อยละ 52.6 ระบุว่าพอๆ กับปีที่แล้ว รองลงมาร้อยละ 40.1 ระบุว่าแย่กว่าปีที่แล้ว และร้อยละ 7.3 ระบุว่าดีกว่าปีที่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องที่อยากให้ภาครัฐส่งเสริม/ช่วยเหลือด้านการศึกษามากที่สุดนั้น ร้อยละ 38.9 ระบุว่าอยากให้เพิ่มเงินช่วยเหลือค่าอุปกรณ์การเรียนและชุดนักเรียน รองลงมาร้อยละ 15.7 ระบุว่าช่วยให้ค่าเทอมโรงเรียนเอกชนถูกลง/ช่วยอุดหนุนเงินบางส่วน/ลดค่ากิจกรรมลง และร้อยละ 9.9 ให้คุณครูเอาใจใส่ในการสอนมากกว่านี้ เด็กจะได้ไม่ต้องเรียนพิเศษเพิ่ม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35614</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, ช่วยเหลือค่าอุปกรณ์การเรียนและชุดนักเรียน, ผู้ปกครอง, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190511/image_big_5cd6c76ebe9f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
