<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117973</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 11:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>39ผู้ประกอบการร้านอาหารฟ้อง&#039;นายกฯ&#039;กับพวก เรียกค่าเสียหาย50ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย. 64 - เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก นายดวงฤทธิ์ บุนนาค เจ้าของบริษัทเดอะเนฟเวอร์ เอนดิ้ง ซัมเมอร์ จำกัด ตัวแทนผู้ประกอบการ จำนวน 39 ราย พร้อมนางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ ได้เดินทางมายื่นฟ้องพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 5 คน ฐานความผิดละเมิดค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ความผิดทางละเมิดเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539&amp;nbsp; เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาว ส. รัตนมณี ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เดินทางมาฟ้องพล.อ.ประยุทธ, กระทรวงการคลัง, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร ในฐานนะกำกับดูแลการแก้ไขสถานการณ์โควิด -19&amp;nbsp; โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการร้านค้าและเครื่องดื่มได้รับผลกระทบ เบื้องต้นรวบรวมได้จำนวน 39 ราย ซึ่งมองว่าเป็นการบริหารงานที่ผิดพลาด ทั้งการเตรียมความพร้อม การจัดสรรวัคซีน การออกประกาศข้อกำหนดต่างๆ&amp;nbsp; เป็นการฟ้องแพ่งแบบกลุ่ม ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการทุกประเด็น ส่วนการออกข้อกำหนดต่างๆ ออกในช่วงการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) จึงต้องฟ้องที่ศาลแพ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายดวงฤทธิ์ ระบุว่า ที่ผ่านมาร้านอาหารยังไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐ ซึ่งรัฐออกประกาศข้อกำหนดโดยไม่มีความเห็นใจประชาชน ฉะนั้นต้องการให้รัฐชดเชยและจ่ายเยียวผู้ประกอบการธุรกิจได้รับความเสียหายจากการหยุดกิจการชั่วคราว และลูกค้าที่ใช้บริการน้อยลง โดยเฉพาะร้านค้านอกห้างสรรพสินค้าไม่มีการเตรียมการเรื่องขายรูปแบบเดลิเวอรี่ เมื่อขายไม่ได้จึงต้องปิดกิจการชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาศาลได้รับคำฟ้องไว้เป็นคดี ที่พ.4412/2564 และนัดไต่สวนคำร้องแบบกลุ่ม ในวันที่ 9 พ.ย.นี้เวลา 09.00 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117973</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯ, ผู้ประกอบการ, ฟ้อง, ศาลแพ่ง, เรียก50ล้าน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_61514afea4143.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 20:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 20:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>4 สิ่งที่คุณอาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับการขนส่งควบคุมอุณหภูมิ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สินค้าอุปโภคและบริโภคเป็นสิ่งที่ไม่มีวันเสื่อมความนิยม เพราะเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องกินต้องใช้ แน่นอนว่ามีผู้ประกอบการหลายท่านจำเป็นต้องสต๊อกและขนส่งสินค้าเพื่อกระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ หรือส่งออกไปยังต่างประเทศ เพื่อรักษาคุณภาพของสินค้าให้สดใหม่ ไม่เสียหายจนขาดทุน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกใช้บริการขนส่งควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน เพื่อการันตีว่าสินค้านั้นจะถูกจัดส่งไปถึงปลายทางโดยไม่เน่าเสียหรือเสื่อมคุณภาพ ในบทความนี้ เราจะพาไปดู 4 สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับบริการดังกล่าว เพื่อเป็นข้อมูลประกอบก่อนเลือกใช้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;1. เลือกใช้บริการตามระดับอุณหภูมิที่ต้องการได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การขนส่งควบคุมอุณหภูมินั้นเป็นบริการที่รองรับสินค้าหลากหลายรูปแบบที่อาจจะมีข้อจำกัดแตกต่างกัน เช่น สินค้าบางอย่างต้องแช่เย็น บางอย่างต้องแช่แข็ง ในขณะที่บางอย่างไม่ต้องแช่แต่เก็บในที่ที่ร้อนเกินไปไม่ได้ จึงต้องมีการจัดเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม และขนส่งด้วยรถที่มีอุณหภูมิเท่ากัน เพื่อไม่ให้สินค้าเสียหายระหว่างทาง โดยปกติแล้วมีตัวเลือก ดังนี้&lt;/p&gt;


	แช่เย็น อุณหภูมิประมาณ 20 ถึง 0 องศาเซลเซียส สำหรับขนส่งของสด อาหาร หรือยาบางประเภทที่ต้องแช่เย็น แต่ไม่ต้องแช่แข็ง
	แช่แข็ง ที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง เหมาะกับสินค้าที่ต้องการเก็บนาน การขนส่งที่ควบคุมอุณหภูมิแช่แข็งไว้จะช่วยรักษาคุณภาพของสินค้าได้ดี
	อุณหภูมิห้อง เหมาะกับสินค้าอย่างยา อาหารสำเร็จรูป หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพื่อไม่ให้ผิวสัมผัสเปลี่ยนหรือเกิดปฏิกิริยา


&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;2. เลือกขนาดยานพาหนะในการขนส่งได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนใหญ่แล้วบริษัทโลจิสติกส์ที่ให้บริการขนส่งควบคุมอุณหภูมิจะมียานพาหนะหลากหลายขนาดให้ผู้ประกอบการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของขนาดและจำนวนสินค้า ไม่ว่าจะเป็นรถ 4 ล้อ 6 ล้อ ไปจนถึง 10 ล้อ เพื่อให้ตอบโจทย์กับทุกกลุ่มธุรกิจมากที่สุด ซึ่งรถนั้นก็จะได้รับการออกแบบมาให้มีระบบต่าง ๆ เหมาะกับการขนส่งสินค้าประเภทเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3. มีระบบติดตามค่าอุณหภูมิตลอดการขนส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าสินค้าทุกชิ้นจะรักษาคุณภาพและความสดใหม่ได้จนถึงปลายทาง บนรถขนส่งจะมีการติดตั้ง GPS พร้อมระบบตรวจจับและติดตามอุณหภูมิเพื่อให้มั่นใจว่า ตลอดทางตั้งแต่นำสินค้าออกจากห้องเย็นไปจนถึงปลายทาง อุณหภูมิจะไม่มีตก เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเสียหายขณะขนส่งซึ่งหมายถึงต้นทุนที่ต้องเสียไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;4. นวัตกรรมการขนส่งควบคุมอุณหภูมิแบบไม่ต้องใช้น้ำแข็งแห้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมีทางเลือกในการขนส่งสินค้าแบบแช่เย็นและแช่แข็งที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะไม่ใช่น้ำแข็งแห้งใส่กล่องโฟม แต่มาจัดเก็บในบรรจุภัณฑ์อื่นที่เหมาะสมแทน อย่างบริการ COOL TA-Q-BIN ที่ทาง SCG เริ่มนำมาให้บริการแล้วนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นอย่างไรกันบ้างกับข้อมูลดี ๆ ทั้ง 4 เรื่องเกี่ยวกับการขนส่งควบคุมอุณหภูมิที่เรานำมาฝาก หวังว่าผู้ประกอบการจะเลือกใช้บริการขนส่งที่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทั้งตัวเองและลูกค้ามากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116837</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขนส่งควบคุมอุณหภูมิ, ขนส่งสินค้า, ผู้ประกอบการ, รักษาคุณภาพของสินค้า, สต๊อก, สินค้าอุปโภคและบริโภค, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_6141f6c989082.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110526</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮ! อนุมัติวงเงิน 13,500 ล้าน เยียวยาแรงงาน ผู้ประกอบการ 10 จังหวัด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;21 กรกฎาคม 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ (20 ก.ค.64) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบอนุมัติวงเงินงบประมาณจำนวนทั้งสิ้น 13,500 ล้านบาท เพื่อเยียวยากลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการตามมาตรการบรรเทาผลกระทบโควิด-19 ที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จากเดิม 10 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา ใน 9 ประเภทกิจการ ได้แก่ กิจการก่อสร้าง กิจการที่พักแรงบริการด้านอาหาร กิจกรรมศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ กิจกรรมบริการด้านอื่น ๆ สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า สาขาขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์ สาขากิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน สาขากิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ สาขาข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุชาติ กล่าวต่อไปว่า ผู้ประกันตนมาตรา 33 นอกจากได้รับชดเชยเหตุสุดวิสัย 50% แล้วผู้ประกันตน ที่มีสัญชาติไทย จะได้รับการเยียวยา จากรัฐบาล เพิ่มเติม เป็นเงินอีกคนละ 2,500 บาท โดยโอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชนเท่านั้น ส่วนนายจ้างจะได้รับการเยียวยา จากรัฐบาล ตามจำนวนลูกจ้าง หัวละ 3,000 บาท สูงสุดลูกจ้างไม่เกิน 200 คน โดยนายจ้างบุคคลธรรมดา จะได้รับเงินโอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชนเช่นกัน นายจ้างสถานะนิติบุคคล จะโอนเข้าบัญชีธนาคารตามชื่อนิติบุคคลนายจ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ท่านนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกกลุ่ม รวมทั้งนายจ้างผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จึงได้ออกมาตรการเยียวยา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่ง มติ ครม.ดังกล่าวจะทำให้กลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการในพื้นที่ 10 จังหวัดได้รับการเยียวยา นายจ้างประมาณ &amp;nbsp;160,000 ราย เป็นเงิน 6.4 พันล้านบาท ส่วนลูกจ้างมีจำนวน 2.8 ล้านราย เป็นเงิน 7.1 พันล้านบาท โดยลูกจ้างและนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาสามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้ทางเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคมตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.64 เป็นต้นไป ทั้งนี้ คาดว่าลูกจ้างและนายจ้างในพื้นที่ 10 จังหวัดจะได้รับเงินเยียวยาในวันที่ 6 ส.ค.นี้ &amp;quot; นายสุชาติ กล่าวในท้ายสุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110526</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม, ผู้ประกอบการ, สุชาติ ชมกลิ่น, อนุมัติงบ, เยียวยาแรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a61f781c70a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 22:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 21:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “เซ็นทรัลพัฒนา” กางแผน 360 องศา ช่วยคู่ค้าและผู้ประกอบการ ฝ่าวิกฤตร่วมกัน ผนึกกำลัง 7 ธนาคารชั้นนำออกโปรแกรมสินเชื่อฟื้นฟู  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กรุงเทพฯ &amp;ndash; บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา, เซ็นทรัลเฟสติวัล, เซ็นทรัล ภูเก็ต และ เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาต์เล็ตแห่งแรกของไทย จับมือเคียงข้างพันธมิตรฝ่าวิกฤตด้วยแผนช่วยเหลือคู่ค้าและผู้ประกอบการกว่า 15,000 รายทั่วประเทศ ชูกลยุทธ์ Tenant-Centric Business Partnership ที่มอบความช่วยเหลือแบบ 360 องศา ผนึกกำลัง 7 สถาบันการเงินชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต และธนาคารออมสิน ช่วยเหลือคู่ค้าในการเข้าถึงสินเชื่อฟื้นฟูสะดวกรวดเร็ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังช่วยเหลือดูแลค่าเช่าและเงินหมุนเวียนธุรกิจให้คู่ค้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นสถานการณ์โควิด-19 จนถึงปัจจุบัน อัดกลยุทธ์การตลาดช่วยดันยอดขายร้านค้า ออกแคมเปญต่อเนื่องถึงสิ้นปี เตรียมผนึกกำลังในกลุ่มเซ็นทรัลและร้านค้าทั่วประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทย พร้อมสนับสนุนภาครัฐในภารกิจระดับชาติ เปิดพื้นที่ 40,000 ตร.ม. ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล 23 สาขา เป็นต้นแบบศูนย์การค้าปลอดภัยเพื่อฉีดวัคซีนทั่วไทย สร้างโอกาสช่วยดันยอดขายกับแคมเปญ I&amp;rsquo;M VACCINATED ชวนฉีดแล้วได้รับสิทธิพิเศษจากร้านค้าต่างๆ เพื่อกระตุ้นยอดขายร้านค้า พร้อมทั้งบุกเบิกแพลตฟอร์มและบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า &amp;ldquo;เซ็นทรัลพัฒนามุ่งมั่นที่จะดูแลและช่วยเหลือคู่ค้าและผู้ประกอบการ SME ให้ผ่านพ้นจากวิฤตการณ์นี้ไปด้วยกัน ตราบใดที่ยังมีโควิด เราจะจับมือเคียงข้างพันธมิตรทุกคนต่อไปอย่างถึงที่สุด ทั้งนี้แม้เราเองจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ยังคงยึดหลักการดำเนินธุรกิจด้วยความเป็นมืออาชีพ ทั้งในส่วนปรับแผนการลงทุน ลดค่าใช้จ่าย และมีแผนการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ยังคงมีความแข็งแกร่ง เพื่อที่จะได้สามารถดูแลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั้ง 33 สาขาทั่วประเทศ เปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ มีคู่ค้าผู้เช่าอยู่กับเราถึง 15,000 ราย ซึ่งเราดูแลทั้งหมดมาตั้งแต่เริ่มต้นการแพร่ระบาด รวมความช่วยเหลือต่างๆ ทั้งเชิงธุรกิจและสังคม ในปี 2563 คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท และยังคงดูแลอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาววัลยา กล่าวต่อไปว่า &amp;ldquo;สำหรับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในปี 2564 นี้ เรายังคงประคับประคองทุกฝ่าย และในขณะเดียวกันก็ไม่หยุดยั้งที่จะขยายโอกาส สร้างยอดขาย บุกเบิกแพลตฟอร์มและบริการใหม่ๆ ที่จะหล่อเลี้ยงธุรกิจศูนย์การค้า พร้อมช่วยเหลือร้านค้าและพนักงานลูกจ้างต่อไปได้ โดยลงลึกอย่างครบถ้วนในทุกเรื่อง ภายใต้กลยุทธ์ Tenant-Centric Business Partnership ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลยุทธ์ที่ 1: เพิ่มสภาพคล่อง เข้าถึงสินเชื่อ Multi-Bank โปรแกรมสินเชื่อกับ 7 สถาบันการเงินชั้นนำ ให้คู่ค้าและผู้ประกอบการเข้าถึง &amp;lsquo;สินเชื่อฟื้นฟู&amp;rsquo; หรือเงินกู้ Soft Loan และวงเงิน O/D เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเซ็นทรัลพัฒนามีจุดแข็งที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้คู่ค้าได้ ด้วยระบบ Grading ฐานข้อมูล Credit Score หรือความน่าเชื่อถือของคู่ค้าเซ็นทรัลพัฒนา ที่จะช่วย Tailor-Made แผนสินเชื่อให้คู่ค้าแต่ละรายได้ นอกจากนี้ ยังขยายความช่วยเหลือไปยังกลุ่ม Vendors &amp;amp; Suppliers ที่ทำธุรกิจกับบริษัทฯ กว่า 5,000 รายทั่วประเทศ ด้วย Supply Chain Financing Programme ในการเพิ่มกระแสหมุนเวียนเงินสด เพิ่มแหล่งเงินทุน และช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ยธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลยุทธ์ที่ 2: ดูแลค่าเช่าและเงินหมุนเวียนธุรกิจ โดยให้ส่วนลดอย่างเหมาะสมทันทีตามสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- รายแรกที่ประกาศลดค่าเช่า ตั้งแต่เริ่มต้นการระบาดโควิดและยังคงช่วยเหลือต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ด้วยส่วนลดค่าเช่าที่สะท้อนตามสถานการณ์จริง จนถึง 100% ในกรณีที่ต้องปิดศูนย์การค้า ตามประกาศรัฐ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- Flexible-Leasing Programme ช่วยให้ผู้เช่ายังขยายธุรกิจต่อไปได้ในสาขาโครงการใหม่ เช่น เซ็นทรัล อยุธยา และเซ็นทรัล ศรีราชา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณวัลยา กล่าวเพิ่มเติมว่า &amp;ldquo;แม้จะเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่แต่ธุรกิจยังคงต้องไปต่อ เรามีคู่ค้าต้องดูแล คู่ค้ามีพนักงานที่พวกเขาต้องดูแล ดังนั้น ในฐานะผู้บริหารศูนย์การค้าเราแสวงหาโอกาสและอัดทุกกลยุทธ์ที่จะช่วยดันยอดขายให้ร้านค้าในทุกๆ ทาง ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลยุทธ์ที่ 3: Tenant-Centric Marketing การตลาดเพื่อร้านค้า ถอดรหัสความสำเร็จ กลยุทธ์ดันยอดขายร้านค้าทุก Category อัดแคมเปญการตลาดต่อเนื่องถึงสิ้นปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- Super Powerful CRM Marketing ด้วย ฐานข้อมูล The 1 เพิ่มยอดขายให้ร้านค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- สร้างโอกาสการขายด้วย Big Campaign &amp;amp; Big Promotion กระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทย รวมพลังทั้งกลุ่มเซ็นทรัลและร้านค้าทุกสาขาทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- สร้างพลังคู่ค้าร้านอาหารเป็น Food Destination ช่วยดึง blogger กว่า 100 คน รีวิวต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- Tailor-Made Marketing จับมือพันธมิตรแต่ละราย สร้างแคมเปญการตลาด อาทิ Shopee, Major, SF, Grab, AIS และ Bank Partners ต่างๆ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ผู้นำต้นแบบศูนย์การค้าปลอดภัย เป็นพื้นที่ฉีดวัคซีน ผนึกพันธมิตรกว่า 100 ราย สนับสนุนพื้นที่ 40,000 ตร.ม. ใน 23 สาขา รายแรกริเริ่มแคมเปญ&amp;nbsp; I&amp;rsquo;m Vaccinated: ฉีดแล้วช้อป ที่เซ็นทรัล พร้อมรับสิทธิพิเศษจากร้านค้าต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลยุทธ์ที่ 4: รุกแพลตฟอร์มและบริการใหม่ ที่จะช่วยสร้างยอดขายและตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- Worry-Free Omnichannel: หลากหลายช่องทางพร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม เช่น The 1 Unlimited สะสมและแลกพอยต์, Chat &amp;amp; Shop: ช้อปออนไลน์สะดวก, Credit Card Month: ช้อปปังทุกบัตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- New Services: Take-Away Food Destination รวมร้านอาหาร 300 แบรนด์ดังไว้สั่งกลับบ้านสะดวกรวดเร็ว, บริการ Delivery อย่างเช่น GrabFood, บริการ Drive-Thru Pick-UP และ Live Streaming ทุกศูนย์การค้า เพื่อกระตุ้นยอดขายร้านค้า ซึ่งได้รับผลตอบรับดีอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- โปรแกรม The 1 Biz: Effective CRM เพิ่มยอดขายให้กับคู่ค้าและแผนสนับสนุนต่อเนื่องทั้งปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- CentralPattana &amp;lsquo;Serve&amp;rsquo; Application ช่วยเหลือคู่ค้าแบบครบวงจร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#มั่นใจก้าวไปด้วยกัน เซ็นทรัลพัฒนา ในฐานะผู้นำศูนย์การค้าของไทย ขอเป็นหนึ่งในพลังบวกและกำลังสำคัญที่พร้อมร่วมมือกับทุกฝ่าย ทั้งการลดการแพร่ระบาดด้วยการเป็นผู้นำมาตรการแผนแม่บท &amp;ldquo;เซ็นทรัล สะอาด มั่นใจ&amp;rdquo; เพื่อดูแลความสะอาดและปลอดภัยในศูนย์การค้า รวมถึงการยกระดับมาตรการอย่างต่อเนื่อง อาทิ &amp;ldquo;ร้านอาหาร @เซ็นทรัล สะอาด มั่นใจ&amp;rdquo; พร้อมทั้งร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนในการผลักดันภารกิจระดับชาติ เพื่อเร่งการกระจายวัคซีนอย่างรวดเร็วที่สุด โดยเปิดพื้นที่ 40,000 ตร.ม. ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล 23 สาขาเป็นหน่วยบริการฉีดวัคซีน ที่ได้มาตรฐานและการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และร่วมมือกับภาคเอกชนรวม 26 แบรนด์ในแคมเปญ &amp;ldquo;All for Heroes&amp;rdquo; ส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์, อาหาร และของใช้จำเป็น ทั้งหมดนี้เซ็นทรัลพัฒนาต้องการอยู่เคียงข้างคนไทย ให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปอย่างดีที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105308</URL_LINK>
                <HASHTAG>All for Heroes, Big Campaign &amp; Big Promotion, Flexible-Leasing Programme, Food Destination, I’M VACCINATED, I’m Vaccinated: ฉีดแล้วช้อป, Tenant-Centric Marketing, กระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทย, กางแผน 360 องศา, ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในปี 2564, จับมือเคียงข้างพันธมิตร, ช่วยคู่ค้า, ดูแลค่าเช่าและเงินหมุนเวียนธุรกิจ, ต้นแบบศูนย์การค้าปลอดภัยเพื่อฉีดวัคซีนทั่วไทย, นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์, ผนึกกำลัง 7 ธนาคาร, ผู้ประกอบการ, ฝ่าวิกฤต, ภายใต้กลยุทธ์ Tenant-Centric Business Partnership, มั่นใจก้าวไปด้วยกัน, สนับสนุนภาครัฐ, สินเชื่อ Multi-Bank, สินเชื่อฟื้นฟู, อัดกลยุทธ์การตลาด, เงินกู้ Soft Loan, เซ็นทรัลพัฒนา, โปรแกรมสินเชื่อฟื้นฟู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba3a9b59acb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ประกอบการเฮ!รัฐจ่ายเงินเดือนลูกจ้างแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; นั่งหัวโต๊ะประชุม ศบศ. เคาะ &amp;ldquo;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;rdquo; เปิดตามกำหนดเดิม 1 ก.ค. ผู้ประกอบการระดับกลางเตรียมเฮ รัฐบาลสั่ง &amp;ldquo;สภาพัฒน์&amp;rdquo; เคาะมาตรการดูแล เล็งช่วยนายจ้างจ่ายเงินเดือนให้ รอถกรายละเอียดเลือกเวลาอุ้ม 3, 6, 9 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. เวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ครั้งที่ 2/2564 หรือ ศบศ. ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและปานกลางของจังหวัดภูเก็ต หรือภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ตามข้อเสนอของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่จะดำเนินการในวันที่ 1 ก.ค.นี้ โดยเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่ต้องกักตัว โดยต้องดำเนินการดังนี้ 1.นักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบโดสตามเกณฑ์ของวัคซีนแต่ละชนิด มีระยะเวลาฉีดมากกว่า 14 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี และเป็นผู้เดินทางจากกลุ่มประเทศต้นทางที่มีความเสี่ยงต่ำ-ปานกลางตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) 2.เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ที่เดินทางมาพร้อมกับผู้ปกครองที่ฉีดวัคซีนแล้วเดินทางเข้าได้ ในขณะที่เด็กอายุระหว่าง 6-18 ปี ต้องได้รับการตรวจเชื้อเมื่อเดินทางมาถึงสนามบินภูเก็ต
3.มีเอกสารรับรองการฉีดจากประเทศต้นทาง โดยวัคซีนต้องขึ้นทะเบียนตามกฎหมายของไทย หรือได้รับการรับรองโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) 4.มีการติดตั้งแอปพลิเคชันแจ้งเตือน 5.พำนักในโรงแรมที่พักที่ผ่านมาตรฐาน SHA+ ในเวลา 14 คืน และภายหลังการพำนักตามเวลาที่กำหนด สามารถเดินทางไปยังพื้นที่อื่นในประเทศไทยได้ และ 6.รายงานตัวและรับการตรวจเชื้อโควิด-19 ตามมาตรการควบคุมโรคของ สธ. และทำกิจกรรมท่องเที่ยวได้ภายใต้มาตรการป้องกัน ตามมาตรฐาน DMHTTA
โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ ททท.นำเสนอรายละเอียดของแผนต่อศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้น ที่ประชุมยังเห็นด้วยกับข้อเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน โดยดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง โดยมุ่งเน้นใน 4 กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย 1.กลุ่มประชากรโลกที่มีความมั่งคั่งสูง ซึ่งรวมถึงนักลงทุนที่มีกำลังซื้อสูง 2.ผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ 3.กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย และ 4.กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ
&amp;ldquo;ที่ประชุมจึงได้มอบหมายให้นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน เป็นประธานในการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำรายละเอียดของแผนการดำเนินงานด้านต่างๆ และนำเสนอ ศบศ.พิจารณาต่อไป&amp;rdquo;
ด้านนายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ศบศ.ได้พิจารณามาตรการรักษาระดับการจ้างงานของผู้ประกอบ ซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องทำอย่างรวดเร็วหลังจากมีผู้ประกอบการจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการระบาดจากโควิด-19 ในระลอกล่าสุด และมีผู้ประกอบการที่รอความช่วยเหลือของมาตรการนี้จำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพิ่มเติม โดยใช้เงินจากเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท โดยเงินกู้ส่วนหนึ่งจะนำมาใช้ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจเป็นผู้ประกอบการระดับกลาง เพราะยังไม่ค่อยได้รับประโยชน์จากมาตรการของภาครัฐ ขณะที่การเข้าถึงสินเชื่อทำได้ยาก ซึ่งในกลุ่มนี้ต้องได้รับมาตรการในการช่วยเหลือที่แตกต่างไปจากเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สศช.ได้หารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย,&amp;nbsp;&amp;nbsp; สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ได้ข้อสรุปในแนวทางร่วมกันว่ามาตรการที่จะออกมาจะเป็นลักษณะของการช่วยอุดหนุนค่าจ้างแรงงาน หรือการช่วยจ่ายเงินเดือน ซึ่งขณะนี้กำลังดูว่าจะช่วยเหลือในสัดส่วนเท่าไหร่ของเงินเดือน และจ่ายในระยะเวลาเท่าไหร่&amp;rdquo; นายดนุชากล่าว
สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ มีหลักการที่สำคัญ 3 ข้อคือ 1.เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษี มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างถูกต้องและยังคงประกอบกิจการอยู่ 2.เป็นกิจการและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 คือไม่ได้มีปัญหามาตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดการระบาด และ 3.เป็นกิจการหรือธุรกิจที่เมื่อได้รับความช่วยเหลือแล้วจะสามารถปรับตัวให้อยู่รอดและไปต่อได้หลังจากที่สถานการณ์โควิดคลี่คลายลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การช่วยเหลือในลักษณะนี้จะเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง โดยช่วยจ่ายค่าจ้างหรือเงินเดือนเพื่อช่วยรักษาและพยุงการจ้างงานในสถานประกอบการต่างๆ อาจเป็นการช่วย 3 เดือน 6 เดือน หรือ 9 เดือน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศบศ.ยังรับทราบรายงานความคืบหน้ามาตรการด้านเศรษฐกิจที่ดำเนินการไปแล้ว ในโครงการต่างๆ อาทิ โครงการเราชนะ ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 1 มิ.ย.มีผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด 33.1 ล้านคน มูลค่าการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์ รวม 257,997 ล้านบาท และ ม33 เรารักกัน มีผู้ได้รับสิทธิ์ 8,138,627 คน คิดเป็นวงเงิน 48,831.8 ล้านบาท ใช้จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 8,040,416 ราย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105301</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยนายจ้างจ่ายเงินเดือนให้, ผู้ประกอบการ, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์, มาตรการดูแล, ศบศ., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba30dd2264e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97087</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2021 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2021 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเตือนอย่าโกง’เราชนะ-คนละครึ่ง-เรารักกัน’ระวังถูกระงับสิทธิพ่วงดำเนินคดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มี.ค.2564 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ที่ผ่านมายังมีประชาชนและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจที่กระทำการทุจริต ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงได้มีการจัดตั้งคณะทำงานพิจารณาตรวจสอบข้อมูลเรื่องอุทธรณ์สำหรับโครงการคนละครึ่ง และคณะทำงานพิจารณาตรวจสอบข้อมูลเรื่องร้องเรียนสำหรับโครงการเราชนะอย่างจริงจัง &amp;nbsp;ในกรณีที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายวงเงินตามสิทธิ์ที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ เช่น การแลกวงเงินสิทธิ์เป็นเงินสด เป็นต้น โดยเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถร้องเรียนผ่าน e-mail หรือไปรษณีย์ เพื่อตรวจสอบ รวมทั้งร่วมมือกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ากระทำความผิดจริงจะดำเนินการระงับสิทธิแอพพลิเคชันถุงเงิน เครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการและกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ติดตาม ตรวจสอบพฤติกรรมดังกล่าวอย่างจริงจัง เนื่องจากการกระทำผิดดังกล่าวขัดต่อวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเยียวยา ลดภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 &amp;nbsp;ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ที่ผู้ค้ารายย่อยและผู้บริการทั่วๆ ไปจะได้ดำเนินกิจกรรมต่อไปได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97087</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุชา บูรพชัยศรี, ประชาชน, ผู้ประกอบการ, โครงการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_6047398d0de6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2020 15:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2020 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เปอร์ สุวิกรม’เปิดพื้นที่แฟนเพจให้โปรโมทร้านค้าฟรี!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากจะผุดตอนพิเศษ กับ&amp;nbsp; &amp;ldquo;Perspective Revival ก้าวต่อธุรกิจกับ Covid-19&amp;rdquo; ที่จะพาคุณผู้ชมไปพบกับ 9 นักธุรกิจใน 10 ตอนแล้ว เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์ พิธีกรดำเนินรายการ &amp;ldquo;เปอร์สเปกทิฟ&amp;rdquo; (Perspective) ทางช่อง 9 MCOT HD ยังมีไอเดียดีเปิดพื้นที่ในการฝากร้าน ผ่านแฟนเพจ PerspectiveTV ใน เปอร์สเปกทิฟ มาร์เก็ตเพลส (Perspective Market Place) โครงการที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งเล็กและใหญ่ ซึ่งกำลังประสบกับปัญหาในช่วงสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปอร์ สุวิกรม เผยว่า &amp;ldquo;ผมและทีมงานเปอร์สเปกทิฟทุกคน ได้เห็นถึงผลกระทบจากโควิด19 ว่าส่งผลกระทบไปในทุกสายอาชีพ เราในฐานะของคนผลิตสื่อจึงอยากเป็นสื่อกลางที่จะช่วยเหลือทุกคนเลยเป็นที่มาของโครงการ เปอร์สเปกทิฟ มาร์เก็ตเพลส (Perspective Market Place) เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องการขายซึ่งทางเราจะโพสต์โปรโมทร้านให้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่การฝากร้านใต้คอมเมนท์เท่านั้น สำหรับผู้ที่สนใจอยากนำสินค้าและบริการมาโปรโมทผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจของเรา สามารถเข้าไปดูกติกาได้ที่ Facebook : เปอร์สเปกทิฟทีวี (PerspectiveTV) ได้เลยครับ สมัครกันเข้ามาเยอะๆนะครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67185</URL_LINK>
                <HASHTAG>Perspective Market Place, PerspectiveTV, ช่วยเหลือผู้ประกอบการ, ผู้ประกอบการ, เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์, เปอร์สเปกทิฟ มาร์เก็ตเพลส, โปรโมทร้านฟรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200528/image_big_5ecf75ba7787e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
