<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 18:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี  พอช.’  (4) ‘กองทุนสวัสดิการชุมชน’ ร่วมมือภาคีเครือข่าย สร้างตาข่ายสังคมรองรับคนทุกข์-วิกฤติโควิด-น้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;nbsp; จ.สุรินทร์&amp;nbsp; ร่วมดูแลประชาชนในช่วงโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน จ.สิงห์บุรี&amp;nbsp; ช่วยประชาชนในช่วงน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในยามที่เกิดความทุกข์ยากลำบากในสังคม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; น้ำท่วม&amp;nbsp; น้ำแล้ง&amp;nbsp; พายุพัดถล่มบ้านเรือน&amp;nbsp; ไฟไหม้ชุมชนแออัด&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน&amp;nbsp; โดยเฉพาะคนยากจน คนเฒ่าคนแก่ คนป่วย&amp;nbsp; เด็กเล็ก &amp;nbsp;เรามักจะเห็นภาพหน่วยงานต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชนที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรมประชา สงเคราะห์ (ปัจจุบันคือกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สภากาชาดไทย&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และมูลนิธิต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ภาคประชาชนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม&amp;nbsp; กองทุน&amp;nbsp; และเครือข่ายต่างๆ เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ได้เข้ามามีบทบาทในการดูแลช่วยเหลือประชาชน&amp;nbsp; ทั้งในภาวะปกติและในยามวิกฤติ&amp;nbsp; ดังเช่นสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;และในยามเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมในขณะนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ถือเป็นการสร้างตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมรองรับผู้ทุกข์ยากที่ประชาชนคนเดินดินจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลกันเอง &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐและมูลนิธิต่างๆ เหมือนดังแต่ก่อน !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;lsquo;ออมวันละ 1 บาท&amp;rsquo; สร้างสวัสดิการภาคประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่ประชาชน&amp;nbsp; คนทั่วไป&amp;nbsp; เกษตรกร&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนา&amp;nbsp; ชาวประมง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ไม่มีระบบสวัสดิการสังคมรองรับในยามเจ็บไข้ได้ป่วย&amp;nbsp; ยามชรา&amp;nbsp; เหมือนกับข้าราชการหรือพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ดังนั้นกลุ่ม&amp;nbsp; องค์กรชาวบ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; สัจจะสะสมทรัพย์&amp;nbsp; เครดิตยูเนี่ยน&amp;nbsp; กลุ่มเกษตรกร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อนำเงินกองทุนที่สมาชิกสะสมมาให้กู้ยืมนำไปประกอบอาชีพ&amp;nbsp; แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในครอบครัว&amp;nbsp; (โดยเสียดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย)&amp;nbsp; เมื่อกลุ่มมีผลกำไรก็จะนำมาปันผลและช่วยเหลือสมาชิกในยามเจ็บป่วย&amp;nbsp; ช่วยทุนการศึกษาบุตรหลาน หรือในยามเดือดร้อนจำเป็นต่างๆ &amp;nbsp;ถือเป็นสวัสดิการภาคประชาชนที่ประชาชนดูแลกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ตัวอย่างที่ถือเป็นต้นแบบของการริเริ่มจัดสวัสดิการช่วยเหลือกันเอง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &amp;lsquo;กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรชีวิต&amp;rsquo; ของ &amp;lsquo;ครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&amp;rsquo; (ปัจจุบันเสียชีวิต) ครูประชาบาลในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา&amp;nbsp; ที่เริ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ในโรงเรียนวัดน้ำขาวตั้งแต่ปี 2522 เพื่อให้ครูและนักเรียนมีความประหยัด&amp;nbsp; อดออม&amp;nbsp; มีสัจจะ&amp;nbsp; โดยนำเงินออมมาช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงขยายไปสู่หมู่บ้านต่างๆ ในตำบล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยมีแนวคิดคือ &amp;ldquo;ให้ชาวบ้านลดรายจ่ายเพียงวันละ 1 บาท&amp;nbsp; แล้วนำเงิน 1 บาทมาสะสมร่วมกัน &amp;nbsp;เพื่อให้คนเดือดร้อนกู้ยืม&amp;nbsp; หรือนำไปประกอบอาชีพ โดยคิดดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย&amp;nbsp; เมื่อกลุ่มมีรายได้จากดอกเบี้ยจะนำมาปันผลให้สมาชิก&amp;nbsp; และช่วยเหลือสวัสดิการสมาชิกตั้งแต่เกิดจนถึงตาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากแนวคิด &amp;lsquo;กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรชีวิต&amp;rsquo; ของครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&amp;nbsp; จึงมีองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; พระสงฆ์นักพัฒนา&amp;nbsp; ฯลฯ จากทั่วประเทศได้มาศึกษาเรียนรู้และนำไปขยายผล&amp;nbsp; รวมทั้งครูชบยังได้เดินสายไปบรรยายเพื่อส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ขึ้นมาทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีหลักการคือ สมาชิกจะต้องสะสมเงินเข้ากลุ่มตามที่กำหนด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เดือนละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; อย่างน้อย 100 บาท&amp;nbsp; เมื่อสมาชิกมีความจำเป็นก็สามารถกู้ยืมเงินไปใช้จ่ายได้ตามข้อตกลงของกลุ่ม&amp;nbsp; โดยเสียดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย (ไม่เกิน 1 บาทต่อเดือน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; แนวคิด &amp;ldquo;สะสมเงินเพียงวันละ 1 บาทเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือกัน&amp;rdquo; นั้น&amp;nbsp; ได้ถูกต่อยอดจากชุมชนหลายแห่ง&amp;nbsp; จนพัฒนามาเป็น &amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;rsquo; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นมาอย่างเป็นทางการในปี 2548 &amp;nbsp;เป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบล&amp;nbsp; หรือเทศบาล&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 99 &amp;nbsp;กองทุนทั่วประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 16 ปี&amp;nbsp; (ตุลาคม 2564) พอช.ได้สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศแล้ว &amp;nbsp;รวม 6,069 กองทุน&amp;nbsp; จำนวนสมาชิกรวมกันประมาณ &amp;nbsp;5,740,000 คน &amp;nbsp;เงินกองทุนรวมกันกว่า&amp;nbsp; 18,000 ล้านบาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือเฉลี่ยกองทุนแต่ละแห่งจะมีเงินกองทุนแห่งละ 3 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; (บางกองทุนมีเงินมากกว่า 10 ล้านบาท)&amp;nbsp; เงินกองทุนเหล่านี้ได้นำไปช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวันตาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลทับมา อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ระยอง&amp;nbsp; เยี่ยมคนชรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; เพื่อคนในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนส่วนใหญ่เป็นการริเริ่มจัดตั้งโดยผู้นำในตำบล (บางแห่งริเริ่มโดยผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาล)&amp;nbsp; ชักชวนแกนนำหมู่บ้าน&amp;nbsp; กลุ่ม&amp;nbsp; องค์กรต่างๆ มาประชุมร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อชี้แจงเป้าหมาย&amp;nbsp; วัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน&amp;nbsp; คัดเลือกตัวแทนเข้ามาเป็นคณะกรรมการกองทุน&amp;nbsp; ร่วมกันกำหนดระเบียบกองทุน คุณสมบัติของสมาชิก&amp;nbsp; การสมทบเงิน&amp;nbsp; สวัสดิการที่จะช่วยเหลือสมาชิก&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนส่วนใหญ่จะให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนเป็นรายเดือนหรือรายปีตามความสะดวก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เดือนละ 30 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท&amp;nbsp; เมื่อเป็นสมาชิกแล้วอย่างน้อย 6 เดือนจึงจะได้รับสวัสดิการช่วยเหลือพื้นฐานตั้งแต่เกิดจนตาย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เช่น&amp;nbsp; คลอดบุตรช่วยเหลือ 500 บาท&amp;nbsp; นอนโรงพยาบาลช่วยเหลือคืนละ 100 บาท&amp;nbsp; ปีหนึ่งไม่เกิน 10 คืน&amp;nbsp; ช่วยสมาชิกที่เสียชีวิต&amp;nbsp; 3,000-20,000 บาท (ตามอายุการเป็นสมาชิก)&amp;nbsp; ช่วยภัยพิบัติไม่เกิน 2,000 บาท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยสมาชิกจะต้องนำหลักฐานเช่น&amp;nbsp; ใบรับรองแพทย์ บิลค่ายา&amp;nbsp; ใบมรณบัตร&amp;nbsp; มาขอเบิกแก่คณะกรรมการ&amp;nbsp; แม้จำนวนเงินที่ช่วยเหลือจะไม่มากนัก&amp;nbsp; แต่ก็เป็นการช่วยเหลือที่ทันท่วงที&amp;nbsp; ไม่มีระเบียบขั้นตอนมากมาย&amp;nbsp; ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; รัฐบาลได้สนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; โดยการสมทบเงินเข้ากองทุนในอัตรา 1 ต่อ 1 เช่น&amp;nbsp; สมาชิกสมทบเงิน 365 บาท/คน/ปี&amp;nbsp; รัฐบาลก็จะสมทบเท่ากัน&amp;nbsp; รวมทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นก็สามารถสมทบเงินเข้ากองทุนได้&amp;nbsp; เพื่อให้กองทุนเติบโต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้บางกองทุนอาจจัดสวัสดิการให้สมาชิกได้หลากหลายตามความเหมาะสม&amp;nbsp; เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน เทศบาลตำบลอุโมงค์&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ลำพูน จัดตั้งขึ้นในปี 2550 ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 7,000 คน&amp;nbsp; มีสวัสดิการถึง 24 ประเภท เช่น&amp;nbsp; ค่ารถไปโรงพยาบาล &amp;nbsp;สวัสดิการเมื่อบวช&amp;nbsp; เกณฑ์ทหาร&amp;nbsp; แต่งงาน&amp;nbsp; ขึ้นบ้านใหม่&amp;nbsp; จบการศึกษา&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ส่งเสริมกลุ่มอาชีพ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ที่ผ่านมา เทศบาลตำบลอุโมงค์ได้จัดสรรงบประมาณสมทบเงินเข้ากองทุนสวัสดิการประมาณปีละ 1 ล้านบาท&amp;nbsp; และล่าสุดในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; เทศบาลฯ ได้มอบเงินสมทบให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลอุโมงค์จำนวน 1 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลอุโมงค์รับมอบเงินสมทบ 1 ล้านบาทจากผู้บริหารเทศบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศที่ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นให้ความช่วยเหลือสมาชิกกองทุนฯ และประชาชนทั่วไปในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และน้ำท่วมในขณะนี้ด้วย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;nbsp; อ.ท่าตูม&amp;nbsp; จ.สุรินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก จ.สุรินทร์&amp;nbsp; ต้นแบบการจัดการกองทุนที่ดี-ช่วยประชาชนช่วงโควิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พัชรี บุญมี ประธาน &amp;lsquo;กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;rsquo; อ.ท่าตูม&amp;nbsp; จ.สุรินทร์ เล่าว่า &amp;nbsp;ก่อนการจัดตั้งกองทุนฯ &amp;nbsp;ชาวบ้านไม่มีความเชื่อมั่นว่าจะจัดตั้งกองทุนฯ ขึ้นมาได้ &amp;nbsp;เนื่องจากเห็นตัวอย่างกองทุนอื่นๆ ในตำบลที่ล้มเหลว &amp;nbsp;เพราะกรรมการไม่ซื่อสัตย์ &amp;nbsp;หน่วยงานราชการจึงไม่กล้าเข้ามาส่งเสริม &amp;nbsp;ตนในฐานะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จึงเข้าไปชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในตำบล ใช้เวลานานเกือบ &amp;nbsp;2 ปีจึงจัดตั้ง &amp;lsquo;กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;rsquo; ขึ้นมาได้&amp;nbsp; ในเดือนพฤษภาคม 2550&amp;nbsp; มีสมาชิกเริ่มต้น 192 คน &amp;nbsp;มาจาก อสม. 19 หมู่บ้าน (หมู่บ้านละ 10 คน) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนฯ เป็นรายเดือนหรือรายปีตามสะดวก คือ เดือนละ 30-31 บาท (ตามจำนวนวันในแต่ละเดือน) รายปีๆ ละ 365 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;นำเงินกองทุนมาช่วยเหลือสวัสดิการให้สมาชิก 15 ด้าน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;คลอดบุตร 500 บาท &amp;nbsp;แม่นอนโรงพยาบาล &amp;nbsp;คืนละ 300 บาท สมาชิกเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล &amp;nbsp;คืนละ 100 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; ปีหนึ่งไม่เกิน 10 คืน เสียชีวิตช่วยตั้งแต่ 2,500-15,000 บาท &amp;nbsp;(เป็นสมาชิกตั้งแต่ 6 เดือน-11 ปี) ทุนการศึกษาเด็ก &amp;nbsp;ช่วยงานศพ-งานบวชปลอดเหล้า ฯลฯ เบิกจ่ายสวัสดิการทุกวันที่ 5 ของเดือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากจำนวนสมาชิกเริ่มแรก 192 คนในปี 2550 &amp;nbsp;ด้วยการทำงานของคณะกรรมการทั้ง 19 หมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น&amp;nbsp;อสม.ที่เข้าถึงและใกล้ชิดกับชาวบ้านอยู่แล้ว &amp;nbsp;เพราะ อสม.จะให้การดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่ชาวบ้าน &amp;nbsp;ประกอบกับคณะกรรม การมีความซื่อสัตย์ &amp;nbsp;ทำงานด้วยความเสียสละ &amp;nbsp;จึงทำให้ชาวบ้านในตำบลให้ความเชื่อถือ &amp;nbsp;สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;จนมีสมาชิกกว่า 5,000 คน&amp;nbsp;มีเงินกองทุนสะสมกว่า 24 ล้านบาท&amp;nbsp; (จากการสมทบของสมาชิก 16.7 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; รัฐบาลสมทบผ่าน พอช. 4.2 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; เทศบาลสมทบ 2.6 ล้านบาทเศษ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบัน (ตุลาคม 2564) มีสมาชิกจำนวน 4,329&amp;nbsp; คน &amp;nbsp;มีเงินกองทุน 14.1 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมาช่วยเหลือสมาชิกไปแล้ว 7,014&amp;nbsp; คน/ครั้ง&amp;nbsp; รวมเงินช่วยเหลือ 10 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;กองทุนฯ ของเรามีระบบการบริหารจัดการที่ดี &amp;nbsp;มีความโปร่งใส &amp;nbsp;มีคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ รวมทั้งหมด 34 คน &amp;nbsp;มาจากกรรมการในระดับหมู่บ้านและตำบล &amp;nbsp;กรรมการจะไม่ถือเงินสดไว้ในมือ &amp;nbsp;เพื่อป้องกันปัญหา นอกจากนี้เรายังมีระบบตรวจสอบที่ดี &amp;nbsp;มีการตรวจสอบภายในอย่างสม่ำเสมอ &amp;nbsp;และเชิญหน่วยงานในท้องถิ่น เช่น เทศบาลมาเป็นกรรมการร่วมตรวจสอบ &amp;nbsp;โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลร่วมวางระบบเอกสาร &amp;nbsp;ระบบบัญชี &amp;nbsp;มีบัญชีรายรับ-จ่ายต่างๆ &amp;nbsp;สมาชิกสามารถ ตรวจสอบข้อมูลการเงินได้ &amp;nbsp;รวมทั้งเรายังให้กรรมการไปเคาะประตูบ้านเพื่อแจ้งข่าวสารให้แก่สมาชิก ทำให้กองทุนฯ ได้รับความเชื่อถือทั้งจากสมาชิกและหน่วยงานภายนอก&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประธานกองทุนฯ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากผลงานการบริหารกองทุนดังกล่าว กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแกจึงได้รับรางวัลด้าน &amp;lsquo;การบริหารจัดการกองทุนที่ดีและมีธรรมาภิบาล&amp;rsquo; จากการจัดประกวดกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp;รางวัล  &amp;lsquo;ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์&amp;rsquo; ปี 2563 ตามแนวคิดของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการจัดประกวดของสถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ พอช.&amp;nbsp; และภาคีเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการช่วยเหลือสมาชิกและประชาชนทั่วไปในช่วงสถานการณ์โควิดนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; พัชรี&amp;nbsp; ประธานกองทุนฯ บอกว่า&amp;nbsp; เนื่องจากคณะกรรมการกองทุนฯ ส่วนใหญ่เป็น อสม.อยู่แล้ว&amp;nbsp; เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิดรอบแรกในปี 2563&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรม การกองทุนฯ จึงมีความตื่นตัวในการเฝ้าระวังการแพร่ระบาด&amp;nbsp; มีการจัดทำหน้ากากผ้าอนามัยกว่า 10,000 ชิ้นแจกประชาชนทั้งตำบล&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือประชาชนทั่วไป&amp;nbsp; เพราะโควิดมันไม่เลือกหน้า&amp;nbsp; และให้ความรู้เพื่อป้องกันโรคด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;พอโควิดปีนี้&amp;nbsp; กองทุนฯ ก็ยังทำงานอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; โดยเราร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ร่วมกับเทศบาลตำบลเมืองแก&amp;nbsp; จัดตั้งศูนย์คัดกรองโควิดในหมู่บ้าน&amp;nbsp; จัดตั้งศูนย์กักกันผู้ที่มาจากพื้นที่เสี่ยง&amp;nbsp; ร่วมกับ รพ.สต.เมืองแกและโรงพยาบาลท่าตูมฉีดวัคซีนให้ประชาชน&amp;nbsp; ใช้งบประมาณจาก สปสช.แจกเจลล้างมือและหน้ากากอนามัยในตำบล&amp;nbsp; และใช้งบของกองทุนฯ แจกอาหารแห้ง&amp;nbsp; น้ำดื่มที่จุดพักคอยและกักกันในตำบล&amp;nbsp; รวม 18&amp;nbsp; จุด&amp;nbsp; ใช้งบ 13,200 บาท&amp;rdquo; &amp;nbsp;ประธานกองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแกบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พัชรี&amp;nbsp; ประธานกองทุนฯ&amp;nbsp; (ซ้าย) มอบสิ่งของช่วยเหลือประชาชนในช่วงโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากตัวอย่างที่กองทุนฯ ตำบลเมืองแก&amp;nbsp; จ.สุรินทร์แล้ว&amp;nbsp; ยังมีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลต่างๆ ทั่วประเทศให้ความช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลประสงค์ &amp;nbsp;อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี&amp;nbsp; บูรณาการความร่วมกับสมาคมเครือข่ายสวัสดิการชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;ร่วมกันมอบสิ่งของ &amp;nbsp;อาหาร เครื่องดื่ม &amp;nbsp;ให้กับศูนย์พักคอยในชุมชนวัดเขากอม &amp;nbsp;อ.ท่าชนะ&amp;nbsp; โดยศูนย์พักคอยแห่งนี้เปิดดำเนินการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; รองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดได้&amp;nbsp; 40 เตียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สานพลังเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยในขณะนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ&amp;nbsp; ภาคอีสาน&amp;nbsp; และภาคกลาง&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรชุมชนในภาคต่างๆ ที่รวมตัวกันในนามของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด&amp;nbsp; เครือข่ายภัยพิบัติภาคเหนือ&amp;nbsp; เครือข่ายภัยพิบัติภาคอีสาน&amp;nbsp; ได้ร่วมกับ พอช.&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เข้าไปให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม&amp;nbsp; โดยมอบอาหารสด-แห้ง&amp;nbsp; เครื่องใช้ที่จำเป็น&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;วันที่ 8 ตุลาคม &amp;nbsp;ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;เครือข่ายที่อยู่อาศัยเมืองเชียงใหม่ เครือข่ายองค์กรชุมชนอำเภอดอยเต่า &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบลดอยเต่า &amp;nbsp;องค์การบริหารส่วนตำบลดอยเต่า &amp;nbsp;พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีพัฒนา &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;กรมการปกครองอำเภอดอยเต่า &amp;nbsp;พอช.ภาคเหนือ &amp;nbsp;นิคมสร้างตนเองดอยเต่า&amp;nbsp; พร้อมทีม One Home พมจ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ร่วมกันมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม&amp;nbsp; จำนวน 4 หมู่บ้าน &amp;nbsp;รวม 200 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.สุโขทัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดสุโขทัย &amp;nbsp;9 ตุลาคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดสุโขทัย &amp;nbsp;รวมพลคนจิตสาธารณะ ร่วมกันบรรจุถุงยังชีพช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัย &amp;nbsp;จำนวน 1,000 ชุด &amp;nbsp;ณ &amp;nbsp;ศูนย์ประสานงานองค์กรชุมชนลูกพ่อขุนราม &amp;nbsp;จังหวัดสุโขทัย &amp;nbsp;ช่วงบ่ายลงมอบถุงยังชีพในพื้นที่&amp;nbsp; อ.ศรีสำโรง&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.คีรีมาศ&amp;nbsp; และ อ.กงไกรลาศ &amp;nbsp;จำนวน 777 ชุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายประชาชนจังหวัดพิจิตรช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp;  วันที่ 9 ตุลาคม &amp;nbsp;เครือข่ายภัยพิบัติภาคอีสาน &amp;nbsp;ร่วมกับ พอช. ส่งมอบความห่วงใยจากใจช่วยพี่น้องผู้เดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม &amp;nbsp;ต.พระบุ &amp;nbsp;อ.พระยืน &amp;nbsp;จ.ขอนแก่น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp; ระหว่างวันที่​ 2-3​ ตุลาคม&amp;nbsp; คณะยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจังหวัดพระนครศรี อยุธยาร่วมกับสำนักงานภาคกลางและตะวันตก พอช. &amp;nbsp;&amp;nbsp;จัดทำถุงยังชีพจำนวน 600 ชุด &amp;nbsp;ใช้งบประมาณ 120,000 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ 30 ตำบล&amp;nbsp; 8 อำเภอ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนจะช่วยเหลือในช่วงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชัยนาท&amp;nbsp; และ พอช.ช่วยเหลือชาวบ้านที่ จ.ชัยนาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดชัยนาท&amp;nbsp; สิงห์บุรี&amp;nbsp; ลพบุรี&amp;nbsp; และอ่างทอง&amp;nbsp; ร่วมกับ พอช. และ พมจ. กำนัน&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; ร่วมกันลงพื้นที่เพื่อมอบอาหารและสิ่งของจำเป็นให้แก่ชาวบ้านที่ประสบภัยเพื่อช่วยเหลือเฉพาะหน้า&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะสำรวจข้อมูลเพื่อให้ความช่วยเหลือภายหลังน้ำลด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของการรวมกลุ่มชาวบ้าน&amp;nbsp; องค์กรภาคประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่รวมพลังให้ความช่วยเหลือกัน ถือเป็นการสร้างตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม&amp;nbsp; เพื่อไม่ให้ผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; ผู้ทุกข์ยาก&amp;nbsp; ต้องร่วงหล่นกระแทกพื้นโดยไม่มีอะไรมารองรับ !!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120221</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี  พอช., กองทุนสวัสดิการชุมชน, ครูชบ  ยอดแก้ว, ผู้ประสบภัยน้ำท่วม, พอช., พัชรี บุญมี, ภาคีเครือข่าย, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, สร้างตาข่ายสังคมรองรับคนทุกข์, สะสมเงินเพียงวันละ 1 บาทเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616ea39f59d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86317</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2020 19:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2020 19:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โออาร์ จัดทำถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;นายวิทศักดิ์ จำเริญนุสิต นายอำเภอสิงหนคร&amp;nbsp;รับมอบถุงยังชีพจำนวน 300 ถุง จาก&amp;nbsp;นายวิสิทธิ์ ศิริพฤกษ์ ผู้จัดการส่วนคลังปิโตรเลียมสงขลา บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;โออาร์&amp;nbsp;เพื่อมอบให้ชุมชนในพื้นที่ชุมชนตำบลสทิงหม้อ ชุมชนตำบลชิงโค และชุมชนตำบลหัวเขา จ.สงขลา เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยต่อไป ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการดำเนินธุรกิจของโออาร์ที่มุ่งเน้นการดูแลคุณภาพชีวิตของสังคมชุมชนที่อยู่รอบพื้นที่สถานประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp;โออาร์&amp;nbsp;ยังได้ร่วมกับผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น หจก.วาสนาปิโตรเลียม และสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น บจ.สนองผล อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช จัดเตรียมถุงยังชีพ จำนวน 400 ถุง และนำไปมอบเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในพื้นที่ ต.หินตก อ.ร่อนพิบูลย์ และ ต.ช้างซ้าย อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นไปตามความตั้งใจของ&amp;nbsp;โออาร์&amp;nbsp;ที่มุ่งเน้นให้สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ช่วยดูแลชุมชน และเป็นที่พึ่งของคนในชุมชน ตามแนวคิด&amp;nbsp;Living Community&amp;nbsp;อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86317</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายซองทีโออาร์, ถุงยังชีพ, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์, ผู้ประสบภัยน้ำท่วม, วิสิทธิ์ ศิริพฤกษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201208/image_big_5fcf707b42d9f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74206</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2020 13:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2020 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปริญญ์ หน.ทีมเศรษฐกิจทันสมัย ปชป. ลงพื้นที่ จ.เลย ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม รณรงค์ปลูกไม้ยืนต้นเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ช่วยป้องกันน้ำท่วม ช่วยเสริมรายได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(10 สิงหาคม 2563) นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย ร่วมกับ นายโสภณ สุวรรณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เลย ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย น้ำท่วมที่บ้านห้วยพอด ตำบลธาตุ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย โดยนายปริญญ์ พร้อมคณะฯ ได้ตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจ รับฟังปัญหา และพบปะกับพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมทำให้ได้รับความเสียหาย พร้อมมอบถุงยังชีพจำนวน 500 ชุด และไข่ไก่ น้ำมันพืช ให้กับชาวบ้านจาก 9 หมู่บ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม ณ บริเวณหอประชุมเทศบาลตำบลธาตุ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย นอกจากนี้ยังได้รณรงค์ให้ชาวบ้านในท้องที่หันมาปลูกไม้ยืนต้น เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจระยะยาว เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังช่วยเสริมรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันเดียวกัน ยังได้มีการประชุมหารือวางแนวทางการพัฒนา/ทิศทางเศรษฐกิจไทยตามแนวนโยบายเศรษฐกิจทันสมัย ให้ชาวบ้าน/ประชาชนอยู่ดีกินดีมีความสุข สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ นักธุรกิจเอกชนและกลุ่ม YEC ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลธาตุ อ เชียงคาน จ เลย โดยนายปริญญ์ ได้มอบแนวทางการช่วยเหลือผู้ว่างงานและการสร้างแรงงานฝีมือยุคใหม่ ผ่านโครงการ &amp;ldquo;เรียนจบพบงาน&amp;rdquo; และการอบรมการใช้เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อเสริมทักษะและสมรรถนะซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในท้องถิ่น การติดอาวุธให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SMEs รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกและเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปริญญ์ ยังกล่าวด้วยว่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมถือเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน โดยการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ตามแนวทางเศรษฐกิจทันสมัย ที่ตนเองและทีมได้พยายามขับเคลื่อนมาโดยตลอด ผสานกับกลไกของพรรคผ่านรัฐมนตรีในทุกกระทรวง เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ได้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงพื้นที่ในครั้งนี้ยังมีข้าราชการในท้องถิ่นเข้าร่วมประชุมหารือ และทำกิจกรรมอีกหลายท่าน อาทิ พาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด นายณัฐพล เหลืองวงศ์ไพศาล ประธานหอการค้าจังหวัดเลย นายเกรียงศักดิ์ ตันกิจเจริญ ประธานบริษัทประชารัฐสามัคคีจำกัด และนายยงยุทธ ทิพรส ที่ปรึกษา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74206</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปริญญ์ พานิชภักดิ์, ผู้ประสบภัยน้ำท่วม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200812/image_big_5f338b44d2b93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73478</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 13:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 12:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนระดมพลังช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.เลย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพหลังน้ำลดที่บ้านสูบ หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำสวย&amp;nbsp; อ.เมืองเลย&amp;nbsp; จ.เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จ.เลย / เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเลยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมพลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ตำบลน้ำสวย อ.เมือง &amp;nbsp;จ.เลย&amp;nbsp; โดยจัดตั้งครัวกลางทำอาหารแจกจ่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบกว่า 2,000 คน&amp;nbsp; ขณะที่ พอช.ภาคอีสานเตรียมสำรวจข้อมูลความเสียหายของบ้านเรือนเพื่อบูรณาการความช่วยเหลือกับหน่วยงานต่างๆ ด้านเครือข่ายบ้านมั่นคงจังหวัดขอนแก่นเตรียมระดมข้าวสาร&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; น้ำดื่ม&amp;nbsp; ฯลฯ ไปสนับสนุนครัวกลางวันที่&amp;nbsp; 8 สิงหาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเหตุการณ์ฝนตกหนักบริเวณอำเภอเชียงคาน&amp;nbsp; เมื่อกลางดึกของวันที่ 1 สิงหาคม และต่อเนื่องมาถึงวันที่ 2 สิงหาคม&amp;nbsp; ทำให้น้ำป่าจากน้ำลายที่ไหลมาจากภูเขาแก้ว ตำบลธาตุ อ.เชียงคาน ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่บ้านสูบ หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำสวย อ.เมืองเลย ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกัน&amp;nbsp; ปริมาณน้ำจำนวนมากได้ไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; และส่วนใหญ่ประชาชนไม่ได้ระวังตัว เก็บข้าวของไม่ทัน ระดับน้ำท่วมสูงสุดถึง 2 เมตร ขณะนี้ระดับน้ำได้ลดลงแล้ว โดยมีเครือข่ายภาคประชาชน&amp;nbsp; หน่วยงานราชการ และมูลนิธิต่างๆ ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน จากการสำรวจเบื้องต้นของ อบต.น้ำสวย พบว่ามีประชาชนได้รับความเดือดร้อนประมาณ 500 ครัวเรือน  (จากจำนวนทั้งหมด 1,826 ครัวเรือน) มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนไม่ต่ำกว่า 2,000 คน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเชิด&amp;nbsp; สิงห์คำป้อง&amp;nbsp; ประธานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเลย &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ตำบลน้ำสวย&amp;nbsp; อ.เมืองเลย&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ทำให้ประชาชนในหมู่ที่ 1 บ้านสูบ&amp;nbsp; และหมู่ที่ 9 บ้านนาสำราญ&amp;nbsp; ได้รับความเสียหายมากที่สุด&amp;nbsp; โดยเฉพาะบ้านเรือนบริเวณชั้นล่างที่ขนข้าวของหนีไม่ทัน&amp;nbsp; ทำให้ข้าวของต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เสื้อผ้า&amp;nbsp; เครื่องครัว&amp;nbsp; รวมทั้งรถอีแต๋น&amp;nbsp; รถอีแต็ก&amp;nbsp; ไหลไปกับกระแสน้ำ&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังทำให้ประตู&amp;nbsp; หน้าต่าง&amp;nbsp; พังเสียหายจากแรงปะทะของน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ตำบลน้ำสวยนี้&amp;nbsp; เครือข่ายพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดเลยจึงระดมกำลังกันไปจัดตั้งครัวกลางเพื่อทำอาหารแจกจ่ายชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนตั้งแต่วันที่&amp;nbsp; 2 สิงหาคม&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เสียเครื่องครัว&amp;nbsp; หม้อข้าว&amp;nbsp; หม้อแกง&amp;nbsp; กระทะไปกับสายน้ำ&amp;nbsp; เราจึงต้องจัดทำครัวกลางช่วยเหลือกันก่อน&amp;nbsp; ใช้งบจากการบริจาคของพี่น้องเครือข่าย&amp;nbsp; บางคนก็เอาข้าว&amp;nbsp; ปลา&amp;nbsp; เอาผักต่างๆ มาให้ทำครัว &amp;nbsp;มีคนหมุนเวียนมาช่วยทำครัวประมาณ 30-40 คน&amp;nbsp; เอาที่กินง่ายๆ เช่น&amp;nbsp; ข้าวผัดกะเพรา&amp;nbsp; ผัดพริก บางวันก็มีไก่ย่าง&amp;nbsp; ส้มตำ แล้วแต่จะมีใครเอาอะไรมาช่วย ทำอาหารกันทั้งวัน เพราะตำบลนี้เป็นตำบลใหญ่&amp;nbsp; มีคนอยู่เกือบ 6,000 คน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ประธานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเลยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเชิด&amp;nbsp; ตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสานและจังหวัดเลยมอบเงินช่วยเหลือน้ำท่วมให้ตัวแทนชาวบ้านสูบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเชิดกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเลย&amp;nbsp; มีสมาชิกที่จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวน 102 แห่ง&amp;nbsp; จึงสื่อสารบอกข่าวเพื่อให้ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนเหล่านี้ระดมความช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อทำครัวกลางแจกอาหารกันกินก่อน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;หลังจากนั้นจะร่วมกันสำรวจความเสียหาย&amp;nbsp; และดูว่าสภาองค์กรชุมชนตำบลใดจะช่วยเหลือพี่น้องที่บ้านเรือนเสียหายด้านใดได้บ้าง&amp;nbsp; ส่วนประชาชนทั่วไปที่อยากจะให้ความช่วยเหลือ&amp;nbsp; ขณะนี้ชาวบ้านต้องการเรื่องอาหารแห้ง&amp;nbsp; และเครื่องครัว&amp;nbsp; สามารถติดต่อผ่านทางจังหวัดเลยหรือ อบต.น้ำสวยได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครัวกลาง (ซ้าย) &amp;nbsp;&amp;nbsp;และนายชัยวัฒน์  ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย (เสื้อเหลือง-ขวา) ร่วมทำอาหารมอบให้ผู้ประสบภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการฟื้นฟูหลังจากน้ำลดลงแล้ว &amp;nbsp;นายเชิดกล่าวว่า &amp;nbsp;หลังจากนี้จะต้องมีการประชุมเพื่อสรุปบทเรียนปัญหาและการป้องกันภัยพิบัติ &amp;nbsp;เพราะพื้นที่ที่ตำบลน้ำสวยยังไม่เคยประสบภัยพิบัติจากน้ำท่วม&amp;nbsp; ชาวบ้านยังไม่มีการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อเตือนภัยหรือป้องกันภัยพิบัติ เมื่อเกิดน้ำป่าไหลหลากอย่างรวดเร็วชาวบ้านจึงตั้งตัวไม่ทัน ดังนั้นหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้แล้ว&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนและสภาองค์กรชุมชนในจังหวัดเลยจะเข้ามาจัดเวทีพูดคุยที่ตำบลน้ำสวย&amp;nbsp; รวมทั้งพื้นที่เสี่ยงภัยอื่นๆ เพื่อหารือเรื่องการเตรียมการป้องกันและเตือนภัยพิบัติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพัฒน์&amp;nbsp; จันทนา&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ทางสถาบันฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ที่ตำบลน้ำสวยเพื่อสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นร่วมกับเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเลยตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมแล้ว&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะร่วมกับเครือข่ายฯ &amp;nbsp;อบต.น้ำสวย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จังหวัดเลย&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเลย (พมจ.) สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด (ปภ.จังหวัด)&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลความเสียหายทั้งหมด&amp;nbsp; เพื่อประสานงานและบูรณาการการฟื้นฟูชุมชนและครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายร่วมกันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าพี่ พอช.ลงพื้นที่ประชุมร่วมกับผู้แทนชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ล่าสุดวันนี้ (5 สิงหาคม 2563) พอช.สำนักงานภาคอีสานได้อนุมัติงบ จำนวน 72,000 บาท เพื่อสนับสนุนครัวกลาง นอกจากนี้ในวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคมนี้&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคงจังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; ในนามของ &amp;lsquo;ครัวกลางชุมชนคนขอนแก่นไม่ทิ้งกัน&amp;rsquo; จะระดมข้าวสาร&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; น้ำดื่ม&amp;nbsp; และสิ่งของจำเป็น&amp;nbsp; นำไปสนับสนุนโรงครัวกลางที่ตำบลน้ำสวย&amp;nbsp; รวมทั้งเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; และเจ้าหน้าที่ พอช.จะร่วมสนับสนุนการจัดตั้งครัวกลางครั้งนี้ด้วย&amp;rdquo; &amp;nbsp;นายสุพัฒน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้พื้นที่ตำบลน้ำสวย&amp;nbsp; อ.เมืองเลย&amp;nbsp; มีสภาพเป็นภูเขาล้อมรอบ&amp;nbsp; มีลำห้วยไหลผ่าน &amp;nbsp;มีน้ำตลอดทั้งปี&amp;nbsp; คือ ห้วยน้ำลาย &amp;nbsp;และมีน้ำซับจากภูเขาหลายแห่ง &amp;nbsp;มี 9 หมู่บ้าน &amp;nbsp;รวม 1,826 ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชากรทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 6,300 คน &amp;nbsp;บ้านเรือนส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบบริเวณลำห้วยไหลผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวระดับน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73478</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ประสบภัยน้ำท่วม, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200805/image_big_5f2a44dac681d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55015</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2020 11:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2020 11:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จัดงานบายศรีสู่ขวัญผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.อุบลราชธานี ต่อเรือ-แพแล้ว  13 ลำ พร้อมรับมือภัยพิบัติ เน้นชุมชนพึ่งตนเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;เรือที่ชาวชุมชนต่อขึ้นมาเตรียมรับมือกับภัยน้ำท่วมเพื่อใช้ขนย้ายผู้คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;อุบลราชธานี/ ภาคีเครือข่ายหลายหน่วยงานและชาวชุมชนริมฝั่งแม่น้ำมูล&amp;nbsp; จ.อุบลฯ จัดงานบายศรีสู่ขวัญ &amp;ldquo;เอิ้นขวัญ &amp;nbsp;ฮ่วมแฮง &amp;nbsp;ฮ่วมใจ &amp;nbsp;สร้างวิถีชีวิตชุมชนใหม่รับมือภัยพิบัติ&amp;rdquo; เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม&amp;nbsp; เตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสร้างเครือข่ายอาสาสมัครป้องกันภัยพิบัติ &amp;nbsp;โดยเน้นการพึ่งพาตนเอง&amp;nbsp; สร้างเรือแล้ว 12 ลำ&amp;nbsp; แพ 1 ลำ&amp;nbsp; พร้อมขนย้ายและอพยพชาวบ้านหากเกิดน้ำท่วมอีก&amp;nbsp; พร้อมออกแถลง การณ์เร่งรัดให้หน่วยงานรัฐเร่งจ่ายค่าชดเชยซ่อมแซมบ้าน และสนับสนุนงบประมาณไปสู่ชุมชนและท้องถิ่นในการบริหารจัดการภัยพิบัติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;จากเหตุการณ์น้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานี&amp;nbsp; ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากจังหวัดอุบลฯ และพื้นที่ต่างๆ ในภาคอีสานถูกอิทธิพลจากพายุโพดุลและคาจิกิพัดถล่มทำให้เกิดฝนตกหนัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; มวลน้ำจากหลายจังหวัดไหลลงสู่แม่น้ำมูล &amp;nbsp;โดยมวลน้ำมาบรรจบกันที่เขื่อนปากมูลก่อนไหลออกสู่แม่น้ำโขง&amp;nbsp; แต่เขื่อนไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน &amp;nbsp;ทำให้ให้เกิดน้ำท่วมสูง&amp;nbsp; โดยเฉพาะบริเวณชุมชนริมฝั่งแม่น้ำมูลที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองและวารินชำราบบางพื้นที่มีน้ำท่วมสูงกว่า 10&amp;nbsp; เมตร&amp;nbsp; ทำให้บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหายประมาณ&amp;nbsp; 4,000 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; จนถึงขณะนี้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบยังไม่ได้รับการช่วยเหลือการซ่อมแซมบ้านจากหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ล่าสุดเมื่อวันที่&amp;nbsp; 19 มกราคม 2563 &amp;nbsp;ที่ผ่านมา&amp;nbsp; มูลนิธิชุมชนไท &amp;nbsp;&amp;nbsp;เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง จังหวัดอุบลราชธานี (คปสม.) &amp;nbsp;ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุบลราชธานี &amp;nbsp;เทศบาลเมืองวารินชำราบ &amp;nbsp;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถานทูตแคนาดา &amp;nbsp;ร่วมกันจัดงานบายศรีสู่ขวัญ &amp;nbsp;ผู้ประสบภัยน้ำท่วมคืนสู่ชุมชน &amp;nbsp;&amp;ldquo;เอิ้นขวัญ &amp;nbsp;ฮ่วมแฮง &amp;nbsp;ฮ่วมใจ &amp;nbsp;สร้างวิถีชีวิตชุมชนใหม่รับมือภัยพิบัติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ที่โรงเรียนบ้านหาดสวนยา&amp;nbsp; เทศบาลตำบลวารินชำราบ &amp;nbsp;อ.วารินชำราบ &amp;nbsp;&amp;nbsp;จ.อุบลราชธานี &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย &amp;nbsp;เตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสร้างเครือข่ายอาสาสมัครป้องกันภัยพิบัติ &amp;nbsp;โดยมีนายธนาคม กองเพียร &amp;nbsp;นายอำเภอวารินชำราบเป็นประธานในพิธี&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 300 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นายศราวุธ &amp;nbsp;เผ่าภูรี &amp;nbsp;ตัวแทนชุมชนผู้ประสบภัย &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;ปี 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; น้ำมาแรงมาก&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตนเกิดมาตอนนี้อายุ 40 กว่าปียังไม่เคยเจอ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ช่วงวันที่ 30 สิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน 2562 &amp;nbsp;น้ำขึ้นวันละ 1 เมตร &amp;nbsp;สูงสุด 2 เมตรกว่า &amp;nbsp;ขึ้นเร็วและขึ้นแรง &amp;nbsp;ทำให้ชาวบ้านเตรียมรับมือไม่ทัน &amp;nbsp;และไม่มีการแจ้งเตือนจากหน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;ชุมชนมีการอพยพ 2 ครั้ง &amp;nbsp;เบื้องต้นก็ได้รับการช่วยเหลือจากทางวัด &amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งตนเองยังติดใจเรื่องการบริหารจัดการน้ำ &amp;nbsp;เพราะมีการผันน้ำจากจังหวัดต่างๆ มาที่อุบลฯ &amp;nbsp;ทำให้เกิดน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้รู้ว่าพี่น้องต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยตอนนี้ได้มีการทำแพเพื่อรับมือ &amp;nbsp;ลดความสูญเสีย &amp;nbsp;และต้องมีการเตรียมเรือ &amp;nbsp;ซึ่งจะต้องใช้เรือใหญ่เพราะน้ำมูลไหลแรง&amp;nbsp; เอาไว้ใช้สำหรับขนของและอพยพผู้คน &amp;nbsp;และไว้เฝ้าระวังข้าวของเพราะที่ผ่านมามีการลักขโมย &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนเรื่องไฟฟ้าเมื่อเกิดน้ำท่วมจะมีการตัดไฟ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงต้องใช้แบตเตอรี่แต่ไม่สะดวก &amp;nbsp;ซึ่งต่อไปจะมีการใช้โซล่าเซลล์แทน &amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้จะมีการเตรียมอาสาสมัคร &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีการซ้อม &amp;nbsp;เตรียมยารักษาโรค&amp;nbsp; เพราะปีที่ผ่านมาชาวบ้านมีความประมาททำให้เกิดความเสียหายมาก &amp;nbsp;และอยากให้ทางรัฐเน้นเรื่องการบริหารจัดการน้ำ &amp;nbsp;จะช่วยลดความเสียหายได้มาก&amp;rdquo;&amp;nbsp; ตัวแทนผู้ประสบภัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;เวทีเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นางจำปี &amp;nbsp;มรดก &amp;nbsp;ชาวบ้านชุมชนเกตุแก้ว &amp;nbsp;อ.วารินชำราบ&amp;nbsp; เล่าว่า &amp;nbsp;ปีนี้ชุมชนไม่ได้เตรียมการรับมือ &amp;nbsp;เมื่อเกิดน้ำท่วมจึงได้รับความเสียหายมาก &amp;nbsp;เพราะเราไม่มีประสบการณ์น้ำท่วมมานาน &amp;nbsp;จึงมีปัญหาเรื่องการขนย้าย &amp;nbsp;ได้บทเรียนว่าต้องมีการศึกษาข้อมูล &amp;nbsp;ต้องทำข้อมูลเรื่องน้ำ &amp;nbsp;&amp;nbsp;และตอนที่ประสบภัยนั้นเรือก็ไม่มี &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีเรือทหารเพียงลำเดียวที่จะมาอพยพคน 53 ครอบครัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เราเป็นสมาชิกเครือข่ายฯ (คปสม.) จึงประสานการช่วยเหลือกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;ชุมชนทุกชุมชนต้องเตรียมเรือของชุมชน &amp;nbsp;มีอาสาสมัคร &amp;nbsp;มีข้อมูล &amp;nbsp;มีการสื่อสาร &amp;nbsp;จะได้มีการเตรียมเรือช่วยเหลือกันเองได้ &amp;nbsp;ซึ่งตอนนี้มีการเตรียมเรือไว้แล้ว 5 ลำ &amp;nbsp;และมีอาสาสมัครพร้อมรับมือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงอยากให้หน่วยงานสนับสนุนให้พี่น้องมีเรือ ช่วยให้พี่น้องมีความเข้มแข็งสามารถอยู่กับน้ำ อยู่ในชุมชนได้ และไม่ต้องการอพยพไปไกลบ้าน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ชาวบ้านรายนี้กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ว่าที่ร้อยตรีมนต์สง่า &amp;nbsp;ลีลาศสง่างาม รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงานป้องกันภัยและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดอุบลราชธานี &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;การรับมือน้ำท่วมต่อไป &amp;nbsp;จะมีการนำข้อมูลโทรศัพท์มือถือของชาวบ้านเพื่อการแจ้งเตือนให้เข้าถึงข้อมูล &amp;nbsp;และสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือ &amp;nbsp;การรับถุงยังชีพอย่างทั่วถึง &amp;nbsp;ปีนี้สื่อโซเชียลมาแรง &amp;nbsp;ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูล โดยเฉพาะในเฟสบุ๊ค &amp;nbsp;ทำให้คนทั่วไปเห็นความเดือดร้อนและมีการแชร์ต่อ &amp;nbsp;นับว่ามีทั้งผลดีและผลเสีย&amp;nbsp; เพราะมีการเติมต่อข้อมูลในทางลบ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปีนี้คิดว่าในอีสาน 17 จังหวัดน้ำจะมาลงที่จังหวัดอุบลฯ ซึ่งต้องดูว่าพายุจะเข้าหรือไม่ &amp;nbsp;น้ำโขงจะหนุนหรือไม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในส่วนของจังหวัดจะนำสมาร์ทโฟนมาใช้ประโยชน์ตามนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดในเรื่องสมาร์ทซิตี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นายสมชาติ &amp;nbsp;ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า &amp;nbsp;ขอให้กำลังใจพี่น้องที่มีความรักสามัคคี &amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัญหาภัยพิบัติเป็นปัญหาระดับโลก &amp;nbsp;เนื่องจากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ &amp;nbsp;การรับรู้ข้อมูลข่าวสารบนความรู้เดิม &amp;nbsp;เส้นทางน้ำมีการเปลี่ยนทิศทาง &amp;nbsp;ซึ่งเป็นบทเรียนการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่จะต้องมีความรวดเร็วมากขึ้น &amp;nbsp;สิ่งสำคัญคือการดำรงตนของชุมชน &amp;nbsp;ต้องมีการรวมตัวกัน &amp;nbsp;หาที่พักที่ปลอดภัย &amp;nbsp;ดูแลทรัพย์สินบ้านเรือน &amp;nbsp;ชุมชนต้องมีแผนการรับมือในอนาคต &amp;nbsp;ใช้โอกาสปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสที่จะสร้างทางเลือกใหม่ๆ ในทุกมิติ &amp;nbsp;และชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเอง &amp;nbsp;เรื่องภัยพิบัติ &amp;nbsp;เราต้องให้ชุมชนรับรู้ข้อมูล &amp;nbsp;วางแผนระยะเผชิญเหตุ &amp;nbsp;และส่วนราชการเข้ามาหนุนเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นายไมตรี &amp;nbsp;จงไกรจักร &amp;nbsp;ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;เรื่องภัยพิบัติเป็นเรื่องสำคัญมาก &amp;nbsp;มูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับ พอช.ทำงานเรื่องภัยพิบัติกันมาตั้งแต่เหตุการณ์สึนามิปี 2547 &amp;nbsp;และนำบทเรียนไปปรับใช้ในพื้นที่ต่างๆ &amp;nbsp;แม้ระบบการจัดการภัยพิบัติของไทยจะอยู่ท้ายๆ ของโลก&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การฟื้นฟูภัยพิบัติของประเทศไทยดีมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก &amp;nbsp;จากการแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งโดยรวมเราดีกว่าหลายๆ ประเทศ &amp;nbsp;การจัดการภัยพิบัติ &amp;nbsp;เรากลายเป็นโมเดล 1 ใน 3 ของโลกที่ให้ชุมชนเป็นหลักในการจัดการรับมือภัยพิบัติ &amp;nbsp;เป็นบทเรียนที่เราได้สรุป &amp;nbsp;เพราะการรับมืออย่าไปหวังพึ่งราชการหรือหน่วยงาน &amp;nbsp;แต่ชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการพึ่งตนเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และชุมชนต้องคิดว่าทำอย่างไรจึงจะให้หน่วยงานๆ มาสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาเราหวังให้หน่วยงานมาบอกแจ้งเตือนเราให้อพยพ &amp;nbsp;เรื่องน้ำต้องมีการให้ข้อมูลกับศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ &amp;nbsp;แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ได้ให้ข้อมูลจึงไม่มีการแจ้งเตือน &amp;nbsp;เราจะสื่อสารเพื่อการเตือนภัยประชาชนอย่างไร &amp;nbsp;เราต้องมีเครือข่ายในการสื่อสารเตือนภัย &amp;nbsp;ประชาชนจะอยู่รอดอย่างไร &amp;nbsp;ต้องมีการเตรียมพร้อมชุมชนให้พร้อมรับมือ &amp;nbsp;จะรอการช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐอย่างที่ผ่านมาไม่ได้ &amp;nbsp;ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมารับมือจัดการ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;เริ่มมีการต่อเรือจากลำแรกขณะนี้มีจำนวน 12 ลำ และเราจะทำอย่างไรให้นโยบายของรัฐบาลมีการใช้งบประมาณในเรื่องการรับมือภัยพิบัติโดยชุมชน &amp;nbsp;จากการศึกษาโมเดลที่ชุมชนต่างๆ &amp;nbsp;ได้ดำเนินการมา &amp;nbsp;เพื่อเป็นทางเลือกและทางรอดจากภัยพิบัติ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายไมตรีเสนอความเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ต่อแพเตรียมรับมือภัยพิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ในการจัดงานบายศรีสู่ขวัญในครั้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง จังหวัดอุบลราชธานี (คปสม.) ได้ออกแถลงการณ์ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้&amp;nbsp; 1.ให้เร่งรัด&amp;nbsp; เร่งด่วน&amp;nbsp; ในการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานีตามสิทธิ์ที่ควรได้รับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;2.ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสนับสนุนวัสดุ&amp;nbsp; อุปกรณ์&amp;nbsp; ให้ชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การต่อเรือ&amp;nbsp; สร้างแพลอยน้ำ&amp;nbsp; หอเตือนภัย&amp;nbsp; เพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ&amp;nbsp; 3.ให้รัฐบาลปรับปรุงกฎหมาย&amp;nbsp; และมีนโยบายส่งเสริมให้ชุมชนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดตั้งครัวกลาง&amp;nbsp; โดยให้ผู้ประสบภัยดูแลกันเองได้อย่างทั่วถึง&amp;nbsp; เป็นธรรม&amp;nbsp; พร้อมสนับสนุนงบประมาณไปสู่ชุมชนและท้องถิ่นในการบริหารจัดการภัยพิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;บ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมเกือบมิดหลังคายังไม่ได้รับการช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;4.จัดให้มีศูนย์ภัยพิบัติชุมชนที่ประกอบด้วย&amp;nbsp; การฝึกให้มีอาสาสมัครภัยพิบัติชุมชน&amp;nbsp; มีข้อมูลเสี่ยงภัย&amp;nbsp; มีอุปกรณ์&amp;nbsp; เครื่องมือในการลดการเสี่ยงภัย&amp;nbsp; 5.จัดศูนย์อพยพให้มีมาตรฐาน&amp;nbsp; มีที่พัก&amp;nbsp; ห้องน้ำ&amp;nbsp; โรงครัว&amp;nbsp; และอยู่ใกล้บริเวณบ้าน &amp;nbsp;6.ปรับปรุงระบบเตือนภัย&amp;nbsp; และระบบข้อมูลให้มีเอกภาพ&amp;nbsp; มีข้อมูลที่ถูกต้อง&amp;nbsp; รวดเร็ว&amp;nbsp; และเข้าถึงชุมชนได้หลายช่องทาง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;7.จัดทำแผนชุมชนทุกมิติ&amp;nbsp; ไม่เฉพาะแผนภัยพิบัติ&amp;nbsp; 8.จัดให้มีการสื่อสาร&amp;nbsp; เชื่อมโยง&amp;nbsp; ขยายเครือข่าย&amp;nbsp; เพื่อการเตือนภัยระดับชุมชนและเครือข่าย&amp;nbsp; 9.นำการจัดการองค์ความรู้มาใช้ในระบบการเตือนภัย&amp;nbsp; และ 10. เพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนในการทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในระดับจังหวัดและประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:12.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55015</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ, ผู้ประสบภัยน้ำท่วม, ภัยพิบัติ, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., อุบลราชธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200120/image_big_5e25273e86e1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2019 17:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2019 17:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คปภ.- ภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ร่วมใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม”  จัดคาราวานฟื้นฟูหลังน้ำลด มอบหม้อหุงข้าว – ถุงยังชีพเครื่องอุปโภค บริโภคเพื่อคืนรอยยิ้ม ให้ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์พายุโซนร้อน &amp;ldquo;โพดุล&amp;rdquo;และพายุโซนร้อน &amp;ldquo;คาจิกิ&amp;rdquo; ทำให้ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และพืชผลทางการเกษตรเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้ออก 7 มาตรการด้านประกันภัย เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างเป็นระบบไปแล้วก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังได้กำหนดมาตรการฟื้นฟูหลังน้ำลด เพื่อเยียวยาความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ โดยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562 สำนักงาน คปภ. ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ประกอบด้วย สมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย กองทุนประกันชีวิต กองทุนประกันวินาศภัย บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท โตเกียวมารีนประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดทำโครงการ &amp;ldquo;คปภ.- ภาคอุตสาหกรรมประกันภัยร่วมใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม&amp;rdquo; เพื่อเป็นการฟื้นฟูหลังน้ำลด และแสดงความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย จากสำนักงาน คปภ. และภาคอุตสาหกรรมประกันภัยไทย โดยจัดเป็นคาราวานมอบหม้อหุงข้าวและถุงยังชีพเครื่องอุปโภค บริโภค เพื่อคืนรอยยิ้มให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการจัดคาราวานให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ ได้ลงพื้นที่ 2 จุด คือ จุดแรก ณ ศาลา วัดเจริญศรีสุข ตำบลไร่ใต้ อำเภอพิบูลมังสาหาร โดยมีประชาชนผู้ประสบภัยมารับมอบหม้อหุงข้าวและถุงยังชีพเครื่องอุปโภค บริโภค จำนวน 300 ชุด และจุดที่สอง ณ ศาลาประชาวาริน เทศบาลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จำนวน 300 ชุด ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มของชาวบ้านที่มารอรับสิ่งของดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคง สาระปัญญา ชาวบ้านตำบลไร่ใต้ อำเภอพิบูลมังสาหาร กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่สำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัย จัดสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภค มอบให้กับชาวบ้าน โดยเฉพาะหม้อหุงข้าว ซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวบ้านเป็นอย่างมาก เนื่องจากน้ำท่วมในครั้งนี้สร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก สิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายและไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก อย่างไรก็ดีในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี ที่ชาวบ้านได้รับความช่วยเหลือและยังได้รู้จัก สำนักงาน คปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ดูแลประชาชนเกี่ยวกับการประกันภัย ทำให้ชาวบ้านเข้าใจเกี่ยวกับการทำประกันภัยว่ามีความสำคัญอย่างมากในการบริหารความเสี่ยงทั้งชีวิตและทรัพย์สิน หากเกิดภัยธรรมชาติก็จะได้รับการเยียวยาในรูปแบบของค่าสินไหมทดแทน โดยเฉพาะนาข้าวที่ถูกน้ำท่วมจะได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 1,260 บาทต่อไร่ ดังนั้น จึงอยากให้ สำนักงาน คปภ. และ ผู้ประกอบการธุรกิจประกันภัย ที่มาลงพื้นที่ในครั้งนี้ กลับมาให้ความรู้ด้านประกันภัยกับชาวบ้านอีก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เริ่มตระหนักถึงภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี จึงต้องการเครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติในปีต่อๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมนตรี พรมพาณิชย์ ประธานชุมชนท่าบ้งมั่ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้บ้านเรือน สิ่งของเครื่องใช้ภายในครัวเรือนได้รับความเสียหายจำนวนมาก โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็น วัว ควาย หมู เป็ด ไก่ สูญหายและล้มตายไปกับสายน้ำเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงอยากให้ สำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัยเข้ามาให้ความรู้ด้านประกันภัยกับชาวบ้าน เกี่ยวกับการทำประกันภัยสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ รวมทั้งการทำประกันภัยที่เกี่ยวกับภัยน้ำท่วม เนื่องจากชาวบ้านยังขาดความรู้ด้านประกันภัยในรูปแบบต่างๆ แต่ได้ตระหนักถึงความสูญเสียที่เกิดจากภัยธรรมชาติกันมากขึ้น ดังนั้น จึงขอขอบคุณ สำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัย ที่นำเครื่องอุปโภคบริโภค มามอบให้ชาวบ้านในครั้งนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีครั้งนี้สร้างความเสียหายให้ประชาชนเป็นวงกว้าง ซึ่งขณะนี้สถานการณ์น้ำลดเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ในช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงที่หน่วยงานภาครัฐเข้าฟื้นฟูบ้านเรือนให้กับประชาชน ในขณะที่ สำนักงาน คปภ. ได้เข้ามาดูแลในเรื่องการจ่ายค่าสินไหมทดแทนด้านประกันภัย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้ทำประกันภัยเป็นอย่างมากที่จะได้นำเงินจากค่าสินไหม ไปฟื้นฟูบ้านเรือน รวมทั้งรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง จึงอยากให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญในการทำประกันภัยเพื่อบริหารความเสี่ยงในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมีความรุนแรงและสร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะการทำประกันภัยข้าวนาปี หากทำประกันภัยไว้ก็จะทำให้ประชาชนมีเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัยจากภัยธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ และในโอกาสนี้ต้องขอขอบคุณ สำนักงาน คปภ. และภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ที่ร่วมใจกันนำสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภค มามอบให้กับพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุทธิพล กล่าวด้วยว่า จากอุทกภัยครั้งนี้ ได้สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอย่างมาก สำนักงาน คปภ. ได้เร่งรัดให้บริษัทประกันภัยดำเนินการจ่ายค่าสินไหมแก่ผู้ประสบภัยทุกรายการเป็นการด่วน ส่วนความเสียหายในภาพรวมที่ได้ทำประกันภัยไว้นั้น ต้องรอเข้าสำรวจภัยภายหลังน้ำลด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเข้าสำรวจความเสียหายในบางพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว&amp;nbsp; ดังนั้น จึงฝากเตือนผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและได้จัดทำประกันภัยไว้ขอให้รีบตรวจสอบเอกสารและหลักฐานการทำประกันภัยเท่าที่หาได้ เพื่อนำไปยื่นขอรับค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทที่รับประกันภัยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำนักงาน คปภ. มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ระดมสรรพกำลังร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัยเพื่อรวบรวมเครื่องอุปโภค บริโภค ไปช่วยเหลือเยียวยาเป็นกำลังใจในครั้งนี้ ตลอดจนได้เร่งรัดเยียวยาด้านการประกันภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งจากภัยธรรมชาติและภัยพิบัติในรูปแบบต่างๆ ได้สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก ระบบประกันภัยจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนช่วยเยียวยา ความเดือดร้อนจากภัยเหล่านั้นได้&amp;nbsp; จึงขอให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญและหันมาทำประกันภัยให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นเครื่องมือรองรับความเสี่ยงภัยให้กับตนเองและครอบครัวในอนาคต หากมีข้อสงสัยให้สอบถามได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186&amp;rdquo; เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47390</URL_LINK>
                <HASHTAG>คปภ., ค่าสินไหมทดแทน, ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ, ประกันภัย, ผู้ประสบภัยน้ำท่วม, อุบลราชธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191005/image_big_5d987421d62ea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2019 14:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2019 14:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศุภาลัย ส่งธารน้ำใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.อุบลราชธานี พร้อมแนะการเลือกทำเลที่อยู่อาศัยให้ห่างไกลจากภัยน้ำท่วม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายบุญชัย ชัยอนันต์บวร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานโครงการภูมิภาค 2 บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในรอบ 20 ปี ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ทางบริษัทฯ พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ. อุบลราชธานี จำนวน 400 ถุง ใน 4 พื้นที่ โดยมี ศูนย์รับบริจาค วัดบ้านดงบังเหนือ, ศูนย์รับบริจาค แขวงทางหลวงอุบลราชธานีที่ 1 อ.เมืองอุบลราชธานี, &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จุดช่วยเหลือ บ้านฮ่องอ้อ อ.สว่างวีระวงศ์ และบ้านหนองกินเพล อ.วารินชำราบ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับแนวทางในการเลือกทำเลที่อยู่อาศัยให้ห่างไกลจากภัยน้ำท่วม คำนึงถึงส่วนได้ส่วนเสียชุมชนรอบๆ โครงการ ไม่ควรเลือกทำเลที่เป็นพื้นที่รับน้ำหรือเป็นแก้มลิง ทางน้ำไหลผ่าน โดยจะสำรวจพื้นที่ว่าเคยมีน้ำท่วมหรือไม่ ตรวจสอบย้อนหลังหลายๆ ปี หากมีจะทำการตรวจเช็คระดับน้ำท่วมสูงสุดเท่าไร &amp;nbsp;โอกาสเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน แล้วต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามี คู คลองระบายน้ำได้ดีหรือไม่ แต่หากเลือกทำเลได้จะถมดินสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดประมาณ 60 ซม. โดยทำทางระบายน้ำ ไม่ให้ชุมชนรอบๆ โครงการได้รับความเดือนร้อน ทำเลที่ตั้งที่ดีควรมีทางสาธารณะ ถนน เข้า-ออกหลายทาง หากน้ำท่วมเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งเรายังสามารถใช้เส้นทาง เข้า-ออก เส้นอื่นและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้านผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม พบว่าทั้ง 5 โครงการของศุภาลัย ใน จ.อุบลราชธานี ไม่ได้รับผลกระทบ สามารถขับรถเข้า-ออก ในโครงการได้โดยสะดวก รวมทั้งสามารถจับจ่ายใช้สอยเครื่องอุปโภคบริโภคได้ตามปกติ เนื่องจากทั้ง 5 โครงการของศุภาลัยอยู่ในทำเลที่มีระบบสาธารณูปโภค ที่มาจากการคัดสรรทำเลอย่างมืออาชีพตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นตามประสบการณ์ที่ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มากว่า 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยขณะนี้ได้เปิดรับบริจาคของใช้จำเป็น อาทิ เสื้อผ้า ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน ยากันยุง จากพนักงาน และครอบครัวศุภาลัยใน 5 โครงการของ จ.อุบลราชธานี รวมทั้ง ประชาชนทั่วไปที่มีจิตศรัทธา โดยกลุ่มจิตอาสาศุภาลัย จะรวบรวมนำไปมอบถึงครอบครัวผู้ประสบภัย ผู้สนใจร่วมบริจาคสามารถนำสิ่งของมาบริจาคได้ที่ สำนักงานขาย โครงการศุภาลัย โมด้า, ศุภาลัย วิลล์, ศุภาลัย เบลล่า, ศุภาลัย พรีโม่ และศุภาลัย เบลล่า ชยางกูร-ขามใหญ่ ตั้งแต่วันนี้ -21 กันยายน 2562 นี้เท่านั้น และขอส่งแรงใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.อุบลราชธานี ขอให้ผ่านพ้นวิกฤตได้โดยเร็ววัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46131</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุญชัย ชัยอนันต์บวร, ผู้ประสบภัยน้ำท่วม, ศุภาลัย จำ, อุบลราชธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190919/image_big_5d832bd1ea46f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
