<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค.รับสธ.รายงานโควิดสายพันธุ์เดลต้าเข้าไทยเร่งฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุลดรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ก.ค.64 -&amp;nbsp; เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า ในที่ประชุมเรื่องการให้บริการวัคซีนทางกรุงเทพมหานครได้รายงานด้วยว่าอีกหนึ่งบริการที่พยายามเร่งระดมบุคลากรในการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเสี่ยงได้แก่ผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีโรคหลักหรืออาจจะมีความพิการ โดยทางกรุงเทพมหานครได้มีบริการให้การฉีดวัคซีนผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเดินทางมายังศูนย์ฉีดวัคซีนเป็นผู้ติดเตียง ผู้มีภาวะพึ่งพิงหรือผู้พิการ โดยกรุงเทพมหานครได้สำรวจในเนอสซิ่งโฮมหรือสถานดูแลผู้สูงอายุ 140 แห่ง รวมทั้งผู้สูงอายุที่อยู่ติดบ้าน ในพื้นที่ 50 เขตของกรุงเทพมหานครพบว่าเนอสซิ่งโฮมมีเป้าหมายอยู่ 4,615 คน เป็นผู้สูงอายุ 2,846 คน เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ 1,769 คน ในส่วนที่อยู่ที่บ้าน 1,776 คน เป็นผู้สูงอายุ 1,470 คน และผู้ดูแล อีก 306 คน จะมีการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเร็ววันนี้ เพราะอย่างที่เรียนให้ทราบแล้วว่ากลุ่มผู้สูงอายุถือได้ว่ามีความเสี่ยงสูง ซึ่งทางสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้พระราชทานวัคซีน ซิโนฟาร์มอีก 6,400 โดส ให้กับกรุงเทพมหานครเพื่อที่จะระดมฉีดให้กับกลุ่มผู้สูงอายุที่ติดเตียงติดบ้านเพราะถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงนี้ด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พญ.อภิสมัย กล่าวว่า ตอนนี้การแพร่ระบาดทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าเริ่มเห็นสายพันธุ์เดลต้าเข้ามาแพร่ระบาดในบ้านเรา ซึ่งสายพันธุ์นี้มีรายงานการแพร่ระบาดที่ประเทศอินเดียโดยหลักการที่มีรายงานคือจะเป็นสายพันธุ์ที่ ติดกันได้ง่าย มีการแพร่ระบาดรวดเร็ว แต่การเกิดความรุนแรงนั้นจะมุ่งเน้นไปยังกลุ่มเสี่ยงที่ถือได้ว่าเป็นผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคหลักเพราะฉะนั้นจึงมีการนำสู่เกิดข้อสรุปของที่ประชุมว่าเมื่อเราได้รับวัคซีนมากขึ้น มีการกระจายที่เพียงพอ ก็ขอให้เน้นย้ำไปที่กลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มเปราะบาง ซึ่งได้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ก็หวังว่าเราจะเห็นภาพเหมือนประเทศอังกฤษที่ถึงแม้ฉีดวัคซีน มีรายงานผู้ติดเชื้อค่อนข้างสูงอยู่ แต่อัตราการเจ็บป่วยในระดับรุนแรง หรืออัตราการเสียชีวิตก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108390</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนโควิด-19, ผู้ป่วยติดเตียง, พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์, สายพันธุ์เดลต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60debb69d6fa6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108202</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 19:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 19:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สว.สมชาย&#039;ชง5ข้อจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วปฏิบัติการเชิงรุกหมอต้องรักษาผู้ป่วยถึงบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.64 - นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา อดีตผู้อำนวยการสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันและเครือข่าย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเนื้อหาดังนี้
#ประเทศไทยจะชนะคนไทยต้องร่วมด้วยช่วยกันจึงจะชนะ
#ถึงเวลาปฏิบัติการเชิงรุกหมอต้องรักษาผู้ป่วยถึงบ้าน
#Telemedicine
ขออาศัยความรู้เล็กๆน้อยๆจากการเคยทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์วิทยุร่วมด้วยช่วยกันและเครือข่าย เกือบ10ปี ช่วงประมาณ
พศ2540-2550 ในประสานงานช่วยเหลือผู้ป่วยฯลฯให้กับพี่น้องในกทม ปริมณฑลและจังหวัดต่างๆทั่วประเทศมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควร ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศบค กทม สธ มหาดไทย กลาโหมและหน่วยที่เกี่ยวข้องควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) จัดตั้งศูนย์อำนวยการข้อมูลสื่อสารประชาสัมพันธ์24ชั่วโมง โดยเพิ่มทุกช่องทางการติดต่อจากผู้ป่วยหรือชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้ความช่วยเหลือแนะนำหรือเพื่อส่งชุดปฏิบัตการเข้าพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2)จัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เร็วปฏิบัติการเชิงรุก 1,000ชุด เข้าพื้นที่เพื่อรักษาผู้ป่วยและควบคุมโรค อาการเบาให้ยารักษา อาการหนักปานกลางหรือหนักมากให้เตรียมประสานเคลื่อนย้ายเข้ารพรัฐหรือรพสนาม ในกทมและปริมณฑลรวม1,000ชุด
โดยกทม จัดศูนย์กลางรับเรื่อง 24ชั่วโมง รับประสานงานจาก50เขตแต่ละเขตจัดชุดปฏิบัติการลงพื้นที่10-20ชุดโดยใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะและมีรถกู้ภัยและรถศูนย์ผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นแม่ข่าย
จังหวัดปริมณฑลให้จัดศูนย์ประสานงานระดับจังหวัดเช่นเดียวกับ กทม ให้แต่ละอำเภอจัดชุดปฏิบัติการอำเภอละ10-20 ชุดแล้วแต่ความหนักเบาของแต่ละพื้นที่
จังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดอื่นๆให้ผวจ พิจารณา จัดตั้งศูนย์และชุดปฏิบัติการแบบเดียวกันตามความเหมาะสมกับสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3)แพทย์1คนเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาทางtelemedicineได้วันละมากกว่า1พันคน โดยตั้งศูนย์แพทย์ควบคุมการปฏิบัติทางtelemedicine ผ่านกล้องจากโทรศัพท์มือถือของชุดปฏิบัติการ ในการดูอาการ ซักถาม และสั่งให้ยาแก่ผู้ป่วยพร้อมคำแนะนำทางการแพทย์ จากชุดปฏิบัติการที่เข้าไปรักษาผู้ป่วยถึงบ้าน เพราะผู้ป่วยอาการไม่หนักมากสามารถรักษาตัวที่บ้าน(home isolation )ภายใต้การดูแลของแพทย์ได้ เป็นการลดการการแพร่เชื้อและแก้ไขปัญหาเตียงไม่พอรองรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4)ชุดปฏิบัติการเป็นกำลังผสม แพทย์ หน่วยทหารเสนารักษ์&amp;nbsp; หน่วยแพทย์ตชด เครือข่ายอาสาสมัครแพทย์พยาบาล หน่วยกู้ชีพนเรนทร หน่วยกู้ภัย อสม เครือข่ายประชาชนจิตอาสา เทศกิจ อปพร ฯลฯ ที่ต้องได้รับการฝึกอบรมปฐมพยาบาล การใช้เครื่องมือทางการแพทย์ การให้ยา การสื่อสารผ่านวิดิโอคอลทางไลน์หรือtelemedicineพื้นฐาน
พร้อมอุปกรณ์ตรวจหาเชื้อโรคเบื้องต้น ทั้งlapid test และอุปกรณ์ตรวจคัดกรองเชื้อโควิด 19 แบบ RT-PCR (Swap) ยารักษาโรคโควิดฟาวิพิราเวียร์&amp;nbsp; และยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร&amp;nbsp; และเอกสารคู่มือการปฏิบัติตัวของผู้ติดเชื้อในการกักตัวเอง14วันเพื่อรักษาและดูอาการ แนะนำให้ผู้ป่วยและคนในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) หากดำเนินการตาม1-4บรรลุผลแล้ว ให้ขยายผลและขีดความสามารถของศูนย์และหน่วยปฏิบัติการเพื่อเร่งระดมฉีดวัคซีนเชิงรุกให้กับผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยสูงอายุ และกลุ่มคนเปราะบางที่เข้าถึงรพและวัคซีนยากในแบบเดียวกัน
ผมทราบดีว่าแต่ละท่านนั้นมีภาระหนักมาตลอด1ปีครึ่งที่ผ่านมา และอาจมีคำตอบว่ามีหมอไม่เพียงพอ&amp;nbsp; แต่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด19ที่กำลังรุกคืบประเทศไทยและยังมีแนวโน้มทวีคูณทั้งคนป่วยเฉลียสูงถึงวันละ5พันคนตายวัละ30-50คน ขณะที่เตียงผู้ป่วยในห้องไอซียูและเครื่องช่วยหายใจไม่เพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ติดเชื้อใหม่และผู้เสียชีวิตอาจสูงขึ้นเท่าตัวใน1-2เดือนนี้ แม้มาตรการกึ่งล้อคดาวน์ของศบค ที่ออกมาปิดแคมป์คนงาน&amp;nbsp; ห้ามจัดชุมนุมพบปะสังสรรค์ ห้ามรับประทานอาหารในร้านฯลฯ จะออกมาแล้ว
แต่การหวังผลให้การแพร่ระบาดไม่อาจทำได้ทันที อาจใช้เวลามกว่า2-4สัปดาห์ ขณะที่ตัวเลขการระดมฉีดวัคซีนอาจได้ถึง10ล้านโดสแล้วก็ตาม แต่ยังเป็นการไล่หลังภาวะระบาด ที่กว่าจะสร้างภูมคุ้มกันหมู่ (herd immunity)คือ70%ของประชากรหรือ100ล้านโดสนั้น จะต้องใช้เวลาอีก4-6เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเสนอผ่านสื่อสาธารณะมายังท่านนายกลุงตู่และผู้เกี่ยวข้องอยากให้รับฟังข้อสนอผมสักนิด ส่วนจะไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขมากน้อยประการใดแม้ใช้ได้เพียง1ข้อเล็กน้อย ก็ดีใจแล้ว เพราะถือว่าทุกคนได้ทำบุญใหญ่ช่วยคนไทยทุกคนกันครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยจิตคารวะ
สมชาย แสวงการ
สมาชิกวุฒิสภา
ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ
และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา
อดีตผู้อำนวยการสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันและเครือข่าย
30มิย 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ ขอบคุณรูปภาพประกอบจากหลายแหล่งและหลายเหตุการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108202</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสมชาย แสวงการ, ปฏิบัติการเชิิงรุก, ผู้ป่วยติดเตียง, ภูมิคุ้มกันหมู่, โรงพยาบาลสนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cb194cac8c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2020 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2020 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผงะ! ทันตแพทย์เมืองคอนเผยภาพหนอนเป็นๆ 10 กว่าตัว หลังถอนฟันผู้ป่วยติดเตียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 พ.ค.63 - ขณะนี้โลกสังคมออนไลน์ ได้แชร์ภาพและเรื่องราวของหมอหลังได้รักษาผู้ป่วยนอนติดเตียง โดยถอนฟันเจอโพรงใหญ่และมีหนอนแมลงวันอยู่ในรูเป็นจำนวนมาก โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ &amp;quot;Thanatnon Rong Assava&amp;quot; ทันตแพทย์ โรงพยาบาลพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช โพสต์เล่าเรื่องดังกล่าวดังนี้ เคยเห็นแต่ในตำราเวลาอาจารย์สอน ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอเอง สยอง 3 วินาที หนอนแมลงวันในปากคนไข้ 12 ตัว ดิ้นได้ จะลง วิดีโอก็เกรงใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากโควิดทำพิษ พักก่อนกันสักระยะ วันนี้ได้รับแจ้งจากงานเยี่ยมบ้านว่ามีคนไข้ติดเตียงเหงือกบวมมาก เป็นผู้ป่วยเพศชายอายุ 70 ปี นอนติดเตียงเกือบ 1 ปีแล้ว จำได้ว่าเคยไปเยี่ยมและสอนผู้ดูแลแปรงฟันเมื่อตอนสิงหาคม ปีก่อน วันนี้ญาติส่งรูปให้ดู เห็นในภาพบวมแปลกๆ ด้านเพดาน ใหญ่มาก คนไข้ไม่บ่นเจ็บ เพราะพูดไม่ได้ ญาติถามหมอสะดวกไปดูวันไหน เลยบอกว่าวันนี้ได้ครับช่วงบ่าย เดี๋ยวหมอลงไปเยี่ยมที่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลยเตรียมทีมจัดแจ้งข้าวของคิดว่าไปดูก่อนว่าทำอะไรได้บ้าง ชุดป้องกันกลัวเอาโรคไปติดคนไข้ นอนติดเตียงออกรถไปเอง ญาติมารับปากทาง เข้าไป ดูสภาพแล้วมีแผลกดทับ นอนติดเตียง ผอมแห้ง ในบ้าน มีเด็ก ลูกหลานหลายคน บอกหยุดงานโควิดกัน เข้าไปวัดไข้ ไข้สูง 39.4 ไม่แน่ใจวัดใหม่ ก็ 39.3 เลยให้ผู้ดูแลเช็ดตัว และตรวจดูช่องปาก ด้านเพดานบวมออกมามาก ฟัน 4 ซี่หน้าโยก มีแผลกดทับด้านก้น มีสายอาหารคาจมูก เจาะคอ มียาจากมหาราช มียากันชัก ที่มีผลต่อะหงือกญาติบอกพบหนอนในปากตอนแรกดูที่บ้าน ไม่เจอ จึงเช็ดทำความสะอาด ประเมินด้วยไข้ด้วยสภาพ ไม่น่าทำหัตถการตรงนี้ จึงโทรปรึกษา คุณหมอ maxilo มหาราช ว่าให้ทำอย่างไรดีเพราะเคลื่อนย้ายคนไข้ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการประเมินเช็ดตัววัดไข้ เลยไม่รู้ว่าไข้จากอะไร จึงตัดสินใจประสานห้องฉุกเฉิน ให้รถโรงพยาบาลมารับคนไข้ รพ.ประสานให้รถมูลนิธิมารับ ผมกับหมอยุ้ยและผู้ช่วยก็นั่งรอ เตรียมคนไข้ไปโรงพยาบาล มาถึงก็เข้าห้องฉุกเฉิน วัดไข้ซ้ำ ก็ 39.4 หมอให้ตรวจ cbc และพยายามหาว่าเป็นไข้จากแผลกดทับหรือในปาก พยาบาลห้องฉุกเฉินล้างแผล และส่งมาห้องฟัน เนื่องจากเรากลัวสำลัก ต้องการ suction&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคสนี้พี่หมอยุ้ย ฉีดยาชาและถอนฟันก่อน พอถอนเท่านั้นแหละเห็นโพรงใหญ่ เหมือนถ้ำ ดึงออกมามีหนอน 1 ตัว หลังจากนั้นก็รื้อโพรงเจอหนอนมากมาย เนื้อที่งอกมาคือรังหนอน ค้นหาเจอ 12 ตัวเบื้องต้น vdo call กับพี่หมอผึ้ง maxilo เนื่องจากเราไม่มั่นใจว่าหนอนหมดรึยัง จึงปรึกษา พี่ดูค่า lab ไม่ค่อยดี พี่แนะนำให้เย็บปิดก่อน แล้วส่งต่อมหาราช เขียนใบรีเฟอร์ ส่งไปด้วยหัวใจเลยจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ตัดสินใจถูกที่รีบออกไปดู เพราะถ้านานกว่านี้คนไข้คงแย่ ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะเจอหนอนตัวเป็นๆในปาก สยองจนติดตา ขอบคุณ พี่ยุ้ย พี่ผึ้ง พี่ดาว ทีมงานทันตกรรม และทีมเยี่ยมบ้านที่ส่งต่อข้อมูล ดูแลกันเป็นทีม โควิดทำให้เราห่างกัน แต่ใจยังผูกพัน เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนดูแลผู้ป่วยติดเตียงอย่าให้คนไข้นอนอ้าปาก แมลงวันจะทำรัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65271</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครศรีธรรมราช, ถอนฟันเจอหนอน, ทันตแพทย์, ผู้ป่วยติดเตียง, หมอฟัน, โรงพยาบาลพระพรหม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200507/image_big_5eb371c78b092.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35566</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2019 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2019 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรบมือรัวๆ&#039;ทหาร-จิตอาสา&#039;ช่วยซ่อมแซมบ้านให้ผู้ยากไร้ป่วยติดเตียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค.62 - ร.อ.สุชาติ ผลโต &amp;nbsp;ผู้บังคับหมวดกองร้อยรักษาความสงบจังหวัดชัยนาท &amp;nbsp;นำกำลังทหารจากศูนย์การทหารปืนใหญ่ &amp;nbsp;พร้อมด้วย ประชาชนจิตอาสา &amp;nbsp;ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;ร่วมกันทำการซ่อมแซมปรับปรุงบ้านพักอาศัยที่ชำรุดทรุดโทรม ให้กับครอบครัวของ นางสายหยุด ศรีอินทร์ อายุ 59 ปี &amp;nbsp;และนายปัญญา ศรีอินทร์ อายุ 33 ปี &amp;nbsp;สองแม่ลูก ผู้ยากไร้และเป็นผู้ป่วยติดเตียง &amp;nbsp;ที่บ้านเลขที่ 144/2 &amp;nbsp;ม. 2 &amp;nbsp;ต.ไร่พัฒนา &amp;nbsp;อ.มโนรมย์ &amp;nbsp;จ.ชัยนาท &amp;nbsp; ใน &amp;ldquo;โครงการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส&amp;rdquo; &amp;nbsp;ตามนโยบายของกองทัพบก &amp;nbsp;ในการคืนความสุขให้แก่ประชาชน &amp;nbsp; ทั้งนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และเฉลิมพระเกียรติแด่ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสายหยุด ศรีอินทร์ &amp;nbsp;กล่าวทั้งน้ำตา บอกว่า รู้สึกดีใจและตื้นตันใจมาก &amp;nbsp;ด้วยพระบารมีของในหลวง &amp;nbsp;ทำให้ทหาร ผู้ใหญ่บ้าน &amp;nbsp;ชาวบ้าน และจิตอาสา &amp;nbsp;ต่างเข้ามาช่วยเหลือ &amp;nbsp;ตนดีใจที่ได้เกิดมาเป็นพสกนิกรของในหลวง &amp;nbsp;อยากขอบคุณในหลวง &amp;nbsp;ขอบคุณทหารและจิตอาสาทุกคน ที่เข้ามาช่วยซ่อมบ้านให้ &amp;nbsp;จากนี้ไปตนและลูกชาย จะได้มีบ้านที่มั่นคงแข็งแรง และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน &amp;nbsp;ร.อ.สุชาติ ผลโต &amp;nbsp;เปิดเผยว่า &amp;nbsp;จากการลงพื้นที่ดูแลความเป็นอยู่ของชาวบ้าน พบว่าบ้านหลังดังกล่าวมีสภาพทรุดโทรม ฝาบ้านพัง หลังคาบ้านทะลุ &amp;nbsp;อีกทั้งความเป็นอยู่ของครอบครัวนี้ มีความยากลำบากและมีผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ &amp;nbsp; ทางกองทัพบก จึงเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ซ่อมแซมปรับปรุงบ้านให้ใหม่ ทั้งตัวบ้านและห้องน้ำ เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การซ่อมแซมบ้านดังกล่าว &amp;nbsp;กองทัพบก ได้ให้การสนับสนุนวัสดุและอุปกรณ์การก่อสร้าง &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซม ต่อเติมเสาบ้าน ยกหลังคาบ้านให้สูงขึ้น เปลี่ยนสังกะสีมุงหลังคาใหม่ และเปลี่ยนฝาบ้านให้เป็นอิฐบล็อกและกระเบื้องแผ่นเรียบ เพื่อความแข็งแรง &amp;nbsp;รวมทั้งทำการปรับปรุงห้องน้ำให้ใหม่ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ.
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35566</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิตอาสา, ชัยนาท, ทหารสร้างบ้าน, ผู้ป่วยติดเตียง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190511/image_big_5cd64054506b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29206</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2019 16:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2019 16:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.รามาฯร่วมกับซีพีเอฟพัฒนา“ซุปไก่ผสมฟักทองและไข่” ชนิดซอง เพื่อผู้ป่วยติดเตียง สะดวกกับญาติ เก็บได้นาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.พ. 62- คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน)(ซีพีเอฟ) ลงนามความร่วมมือ ในโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภค โดยเป็นอีกหนึ่งโครงการนวัตกรรมอาหารเพื่อสังคมที่ทำร่วมกัน เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยและอำนวยความสะดวกให้ญาติผู้ดูแลผู้ป่วย โดยได้พัฒนาสูตรอาหาร ซุปไก่ผสมฟักทองและไข่ เพื่อญาติผู้ป่วยที่ต้องเดินทางมารับอาหารสำหรับผู้ป่วยที่ต้องทานอาหารเหลวได้รับความสะดวก และผู้ป่วยได้รับสารอาหารครบถ้วน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธารา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยว่า ได้เล็งเห็นว่ามีประชาชนหรือญาติผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ที่มีปัญหาการกลืน ต้องใช้สายยางใส่อาหาร หรือผู้ป่วยสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ต้องมารับอาหารปั่นจากโรงพยาบาลจำนวนมาก &amp;nbsp;ซึ่งบางคนอยู่ไกลกว่าจะมาโรงพยาบาล จึงได้ร่วมกับซีพีเอฟ พัฒนาอาหารซุปไก่ผสมฟักทองและไข่ขึ้น &amp;nbsp;ที่ผ่านมามีการทดลองใช้กับผู้ป่วยในที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล และพบว่าผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น เป็นที่พอใจของแพทย์ผู้ทำการรักษา ทำให้ประชาชนสะดวกมากขึ้น เพราะสามารถซื้อกลับบ้านได้ในปริมาณที่พอดี และเป็นอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน มีทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเครต และบุคคลทั่วไปก็สามารถรับประทานได้ กินง่าย ทั้งแบบอุณภูมิห้องหรือแบบอุ่น &amp;nbsp; คาดว่าในอนาคต อาจจะผลิตอาหารเหลวสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยไต หรือโรคที่มีความต้องการเหลวจำเพาะเจาะจงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ. สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวเสริมว่า โดยปกติจะมีการซื้ออาหารเหลวเพื่อผู้ป่วย จากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูงและต้องนำมาละลายน้ำเอง และอาหารปั่นที่ รพ.ผลิตเอง แต่มีปัญหาว่ามีอายุการเก็บสั้นเพียง 24 ชั่วโมง และต้องแช่เย็นที่อุณหภูมิ 2-6 องศาเซลเซียสตลอดเวลา ซึ่งมีญาติผู้ป่วยมารับอาหารเหลวดังกล่าว 40-50 คนต่อวัน &amp;nbsp;โรงพยาบาลมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอ &amp;nbsp;จึงต้องมีการพัฒนาอาหารที่เป็นซุปไก่ผสมฟักทองและไข่ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นสูตรเดียวกันกับที่โรงพยาบาลผลิตขึ้น &amp;nbsp;โดยมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในช่วงพักฟื้นอย่างครบถ้วน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;quot;อาหารเหลว 1 ซอง พอดีสำหรับ 1 มื้อ &amp;nbsp;มีการยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้สามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิปกติได้ยาวนานขึ้นถึง 12 เดือน &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีความสะดวกเพราะสามารถรับประทานหรือโหลดใส่สายยางได้ทันทีโดยไม่ต้องละลายน้ำเอง &amp;nbsp;ลดโอกาสปนเปื้อนของเชื้อโรคลได้อีกระดับหนึ่ง &amp;nbsp;โดยจะเริ่มวางจำหน่ายที่ร้านสุขภาพของ รพ.รามาธิบดีเป็นแห่งแรก ในส่วนของราคายังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ภายในสัปดาห์นี้ และคาดว่าจะขยายจุดขายไปยังโรงพยาบาลในเครือข่ายของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ต้องการใช้ต่อไป&amp;quot;รศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านนายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจอาหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่(ร่วม) ซีพีเอฟ กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนในการร่วมผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะผู้ป่วยต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและมีประโยชน์ ให้อาหารเปรียบเสมือนยา ซึ่งในครั้งต่อไปอาจจะมีการพัฒนาสูตรอาหารสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถกลืนได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29206</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีพีเอฟ, ซุบไก่ผสมฟักทองไข่ไก่, ผู้ป่วยติดเตียง, รพ.รามาธิบดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190215/image_big_5c6680de97d12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2018 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2018 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้สูงอายุ-คนพิการเฮ คลังอนุมัติแจกบัตรสวัสดิการเพิ่ม 3.1 ล้านราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังเปิดผลตีทะเบียนคนจนรอบพิเศษ สำหรับกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนรอบปกติ ทั้งสิ้น 4.5 ล้านราย ผ่านคุณสมบัติ 3.1 ล้านราย สามารถรับบัตรสวัสดิการได้ช่วงกลางเดือน ธ.ค. นี้ และเริ่มสตาร์ทใช้บัตรได้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มีการเปิดลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนในรอบปกติได้ ระหว่างวันที่ 15 พ.ค. &amp;ndash; 30 มิ.ย. 2561 พบว่ามีผู้มาลงทะเบียนทั้งสิ้น 4.5 ล้านราย และมีผู้ผ่านคุณสมบัติได้รับสิทธิจำนวน 3.1 ล้านคน คิดเป็น 68% ของผู้มาลงทะเบียนทั้งหมด และสามารถรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ในช่วงกลางเดือน พ.ค. 2561 เริ่มใช้บัตรได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านสิทธิสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อหน่วยงานที่ไม่ผ่านสิทธิโดยตรงระหว่างวันที่ 16-30 พ.ย. นี้ โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์อีกครั้งในช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้ามาตรการชดเชยเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยใช้ข้อมูลจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีแวต) ว่า ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ พ.ย. 2561 โดยมีข้อมูลการใช้จ่ายระหว่างวันที่ 1- 14 พ.ย. 2561 อยู่ที่ 5.57 แสนราย คิดเป็นเงิน 145 ล้านบาท มีจำนวนภาษีแวตกว่า 9 ล้านบาท โดยพร้อมในการจ่ายเงินชดเชยดังกล่าว จำนวน 5% เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ให้แก่ผู้มีสิทธิผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อนำไปใช้จ่ายต่อไป และเงินชดเชยอีก 1% เพื่อการออมเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารชนิดพิเศษที่กรมบัญชีกลางให้ธนาคารเปิดให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ความคืบหน้าของร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านประชารัฐของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ร้านค้าเอกชนอื่นที่จดทะเบียนภาษีแวต และสมัครเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว มีจำนวน 4.24 พันร้านค้า โดยผู้มีสิทธิจะได้รับเงินชดเชยต่อเมื่อชำระราคาสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งจากวงเงินกระเป๋าสวัสดิการ 200-300 บาทแล้วแต่กรณี และวงเงินที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเติมเองใน e-Money ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านประชารัฐของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่จดทะเบียนภาษีแวต และรับชำระราคาสินค้าผ่านเครื่องชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (Point of Sale : POS) ภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 แล้วเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ร้านค้าเอกชนอื่นที่สมัครเข้าร่วมมาตรการ ให้สังเกตสัญลักษณ์สติ๊กเกอร์ &amp;ldquo;จ่ายด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money PromptCard)&amp;rdquo; โดยผู้มีสิทธิสามารถใช้ได้เฉพาะส่วนของเงินใน e-Money เท่านั้นในการชำระราคาสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็จะได้รับเงินชดเชยคืนเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ร้านค้าที่พร้อมเข้าร่วมโครงการ จำนวน 4.24 พันร้านค้านี้ มีทั้งร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าเอกชน แต่หากดูในรายละเอียดแล้วจะพบว่า ปัจจุบันมีร้านธงฟ้าประชารัฐ จำนวน 3.06 หมื่นร้านค้า แต่เป็นร้านค้าที่มีการจดทะเบียนภาษีแวต และมีคุณสมบัติพร้อม เพียง 3.88 พันร้านค้าเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีร้านธงฟ้าขนาดเล็กที่ตอบรับการติดเครื่อง POS เพียง 940 ร้านค้าเท่านั้น จากทั้งหมด 2.31 พันร้านค้า โดยส่วนใหญ่ปฏิเสธ และให้เหตุผลว่ายังไม่พร้อม รวมถึงกลัวโดนตรวจสอบภาษีด้วย&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22145</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายลวรณ แสงสนิท, บัตรสวสดิการแห่งรัฐ, ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้พิการ, ผู้สูงอายุ, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, โครงการไทยนิยม ยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5bea220dd560c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21698</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2018 12:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2018 12:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯห่วงผู้ป่วยติดเตียงพื้นที่น้ำท่วม สั่งสธ.ลงดูแลจ่ายยาถึงที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ย.61 - นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ติดตามและได้รับรายงานสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เน้นปฏิบัติการที่มุ่งดูแล สวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก เช่น การอพยพไปอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากโรงพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง พร้อมทั้งจัดอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของที่จำเป็นให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีพอใจที่ทุกหน่วยงานได้วางแผนและเร่งระดมสรรพกำลังไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งการขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงและจัดเรือเข้าพื้นที่ โดยกำลังพลจากหน่วยทหาร การช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในบ้านโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง การจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคโดยเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียง โดย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นายกฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยทั้งในโรงพยาบาล และผู้ป่วยติดเตียงตามบ้านพักอาศัยเป็นพิเศษ เนื่องจากบางคนไม่สามารถดูแลตัวเองได้ รวมถึงผู้ป่วยที่ต้องรับการล้างไต ผู้ที่ต้องได้รับยาต่อเนื่อง หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็ก จึงสั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขออกสำรวจข้อมูลผู้ป่วย เพื่อให้ได้รับยาและดูแลอย่างใกล้ชิด&amp;quot;นายพุทธิพงษ์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21698</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, น้ำท่วม, บางสะพาน, ประจวบคีรีขันธ์, ผู้ป่วยติดเตียง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bd0387ed5515.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
