<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102738</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วอล์กอินฉีดวัคซีน ไฟเขียวทุกจว.ปูพรมเข็มแรก/ผงะคุกติดโควิดเฉียด3พัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศบค.แจงติดเชื้อรายใหม่ 1,983 ราย เสียชีวิตเป็นนิวไฮ 34 ราย ห่วงผู้ป่วยอาการหนักพุ่ง สั่งเพิ่มมาตรการเข้มระบบขนส่งสาธารณะ เหตุพนง.ติดโควิดมากขึ้น &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ปูพรมฉีดวัคซีนทั่วประเทศ ขยายจุดฉีดไป ตจว.ลดแออัด &amp;quot;มติ คกก.วัคซีนแห่งชาติ&amp;quot; ไฟเขียวทุก จว.เปิดวอล์กอินฉีดวัคซีนโควิดเข็มแรก แบ่งสัดส่วนผ่านแอปฯ 30% รพ.นัด 50% วอล์กอิน 20% หวังครอบคลุม 70% ของประชากร ผงะ! นักโทษเรือนจำติดโควิดเกือบ 3 พันคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 พ.ค. พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,983 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 1,974 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 1,328 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 646 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 9 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ข้ามแดนมาจากกัมพูชาและลาว ประเทศละ 2 ราย ที่ข้ามแดนผิดกฎหมาย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 88,907 ราย หายป่วยสะสม 59,043 ราย อยู่ระหว่างรักษา 29,378 ราย อาการหนัก 1,226 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 401 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 34 ราย ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุด เป็นชาย 16 ราย หญิง 18 ราย อยู่ในสมุทรปราการ 13 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขสะสมตลอดสัปดาห์ กทม. 10 ราย นครปฐม, ปทุมธานี จังหวัดละ 2 ราย สุพรรณบุรี, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร,เพชรบูรณ์, ชลบุรี, นครนายก, สระแก้วจังหวัดละ 1 ราย ส่วนปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว มีภาวะอ้วน และเป็นผู้สูงอายุ รวมถึงโรคปอดเรื้อรัง โดยมีข้อมูลว่าผู้ที่สูบบุหรี่ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดามีโอกาสติดเชื้อมากกว่าคนปกติถึง 14 เท่า ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 486 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มีผู้ติดเชื้อสะสม 160,322,840 ราย เสียชีวิตสะสม 3,331,127 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากข้อมูลผู้ป่วยที่มีอาการหนักตั้งแต่วันที่ 1-11 พ.ค. จะเห็นว่าตัวเลขไม่ลดลงเลย มีทิศทางพุ่งขึ้นตลอด แม้จะไม่ชัน แต่เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และจากตัวเลขผู้ป่วยอาการหนักที่เพิ่มขึ้นก็จะสะท้อนไปที่ผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจและผู้เสียชีวิตที่จะเป็นเส้นขนานกันไป ดังนั้นคนที่ทราบว่าตัวเองใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือมีความเสี่ยง อย่ารอจนกระทั่งมีอาการ เมื่อทราบแล้วให้รีบไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน&amp;quot; พญ.อภิสมัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าวว่า สำหรับข้อมูลผู้ติดเชื้อวันนี้จะเห็นว่า กทม.และปริมณฑลมีผู้ติดเชื้อรวมกันถึง 3 ใน 4 ของผู้ติดเชื้อทั้งประเทศ ขณะที่ 5 เขตในกทม.ที่มีผู้ติดเชื้อสะสมมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ วัฒนา, ดินแดง, ห้วยขวาง,คลองเตยและบางเขน โดยในที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก สำนักอนามัย กทม.ได้รายงานว่า ได้มีการวางมาตรการเพิ่มเติมในระบบขนส่งสาธารณะเพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น เนื่องจากพบบุคลากรในขนส่งสาธารณะทั้งพนักงานขับรถ พนักงานเก็บค่าโดยสาร คนขับแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ รวมถึงเจ้าหน้าที่รถไฟฟ้า พบการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นในระยะหลัง จึงเสนอให้มีการฉีดวัคซีนให้กับคนเหล่านี้ ซึ่ง กทม.ได้ดำเนินการแล้วควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีนให้กับผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กยังได้พูดคุยคลัสเตอร์ตลาดค้าพลอย จ.จันทบุรี ที่พบผู้ป่วยรายแรกเป็นหญิงชาวกินี อายุ 21 ปี ที่ตั้งครรภ์ตรวจพบเชื้อก่อนไปผ่าคลอดเมื่อวันที่ 2 พ.ค. ทำให้มีการสอบสวนโรคคนใกล้ชิด คือ สามีชาวกินี อายุ 57 ปี ซึ่งเป็นนักธุรกิจค้าพลอย ที่เดินทางไปมาที่ตลาดค้าพลอย จ.จันทบุรี และมาค้าขายพลอยที่ย่านบางรัก กทม. ทำให้มีการตรวจเชิงรุกในตลาดค้าพลอย 992 ราย พบเชื้อ 137 ราย และจากการตรวจสายพันธุ์ของชายชาวกินี ไม่ใช่สายพันธุ์แอฟริกา เมื่อสอบประวัติชายคนดังกล่าวพบได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจ ละหมาดวันละ 5 เวลา ถือเป็นการรวมกลุ่ม ดังนั้นถ้าใครรู้ตัวว่าใกล้ชิดกับชายคนนี้สามารถเดินทางเข้าตรวจเชื้อโควิด-19 ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าวว่า อีกประเด็นที่สำนักอนามัยเป็นห่วงคือเรื่องแรงงานต่างด้าว เพราะโดยปกติแล้วแรงงานต่างด้าวหากเกิดการเจ็บป่วยถึงแม้ว่าจะเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย เมื่อมาอยู่กับนายจ้างแล้วป่วยเราก็ต้องให้การดูแล โดยให้มีการตรวจหาเชื้อ ถ้าพบเป็นผู้ติดเชื้อจะต้องจัดสถานที่ให้เขาได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม แต่การกระทำความผิดจะต้องได้รับการทบทวนและแก้ไขปัญหาควบคู่กันไปด้วย
ปูพรมเข็มแรกทั่ว ปท.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เราจับได้ว่าทำผิดกฎหมาย ข้ามแดนทางพรมแดนธรรมชาตินั้น รองผู้ว่าฯ สมุทรสาครได้รายงานว่า จ.สมุทรสาครได้หารือกับบริษัทจัดหาแรงงานกว่า 20 แห่งของจังหวัด ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ หอการค้าฯ ประกาศนโยบายไม่ยอมรับแรงงานผิดกฎหมาย เพราะ จ.สมุทรสาคร เป็นแหล่งใหญ่ที่แรงงานเพื่อนบ้านเข้ามาทำงาน แต่ทำให้เกิดการลักลอบนำแรงงานผิดกฎหมายเข้าประเทศตามแนวชายแดน ทาง จ.สมุทรสาคร จึงได้เน้นย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างที่รับแรงงานผิดกฎหมาย ผู้จัดหา เอเยนต์ต่างๆ หรือคนที่นำพา คนขับรถรับแรงงาน ให้ที่พักให้การช่วยเหลือเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย จ.สมุทรสาคร จะประกาศแบนทั้งหมด ซึ่ง จ.สมุทรสาครได้ทำเป็นต้นแบบแล้ว กรุงเทพมหานครจะได้นำนโยบายเหล่านี้มาทบทวน และหวังว่าเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในส่วนของการจัดการแรงงานผิดกฎหมายด้วย&amp;quot; ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ที่ประชุมยังได้มีการสรุปเรื่องการฉีดวัคซีน โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รายงานว่าวันที่ 10 พ.ค. มีผู้ฉีดวัคซีนไปแล้ว 1,809,894 โดส เข็มที่ 2 มีประชาชนได้รับวัคซีนไปแล้ว 513,454 ราย และในสัปดาห์นี้จะมีการระดมอาชีพสาธารณะผู้ที่ขับขี่รถ เรือ เครื่องบิน ครู พนักงานเก็บขยะ จะมีการระดมให้ฉีดวัคซีนในช่วงระยะแรกไปพร้อมกับผู้สูงอายุและผู้มีประวัติมีโรคประจำตัว
&amp;nbsp;พร้อมเน้นย้ำไปยังกระทรวงมหาดไทยให้ส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งรัฐและเอกชนให้กระจายวัคซีนให้ได้ตามแผน ดังนั้นตอนนี้ทุกจังหวัดเริ่มมาตรการนี้แล้ว โดยแยกตามประชากรของแต่ละจังหวัด และรวมถึงประชากรแฝงในพื้นที่ที่อาจจะมีบ้างด้วย โดยคร่าวๆ ในเดือน ก.ย. จังหวัดจะดำเนินการฉีดวัคซีนแล้วเสร็จ 70% และฉีดเข็มที่ 2 ให้ทันในเดือน ธ.ค. โดยทาง ศบค.จะติดตามการกระจายวัคซีนให้เป็นไปตามแผนการป้องกันการแพร่ระบาดของ สธ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาล ณ บริเวณชั้น 3 sky Hall ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว เขตจตุจักร มีพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. และผู้บริหารโรงพยาบาลรามาธิบดี รวมทั้งผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัลกรุ๊ปให้การต้อนรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานที่ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาล หรือหน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 กรุงเทพมหานคร-หอการค้าไทย ณ บริเวณชั้น 3 sky Hall ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว เป็น 1 ใน 14 แห่ง โดยความร่วมมือบริการวัคซีนโควิด-19 ระหว่างกรุงเทพมหานคร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และโรงพยาบาลรามาธิบดี มีความพร้อมในการให้บริการวัคซีนตามขั้นตอนต่างๆ ครบถ้วน สามารถให้บริการ 1,000 คนต่อวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. กลุ่มเป้าหมายแรกของการให้บริการเป็นกลุ่มบุคลากรด่านหน้า ที่ต้องปฏิบัติงานในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคและกลุ่มที่มีอาชีพเสี่ยง ซึ่งได้รับการลงทะเบียนกับสำนักอนามัย กทม.แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการตรวจเยี่ยมว่า เราต้องทำลายความหวาดวิตก ความกลัวในการฉีดวัคซีนให้ได้ต้องทำลายมันให้ได้ ต้องมีความเชื่อมั่น เพราะรัฐบาลยืนยันวัคซีนที่นำเข้ามามีการตรวจสอบมาตรฐาน อาจจะเข้มงวดกว่าต่างประเทศเขาด้วยซ้ำไป วันนี้เราต้องเดินหน้าไปได้ทั้งการจัดหาวัคซีน การฉีดวัคซีน และการดูแลต่างๆ ทุกมิติเป็นวาระแห่งชาติไทย ประเทศไทยของเราทุกคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราต้องร่วมมือกัน และฟังในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ถ้าเผยแพร่มาที่ไม่เป็นเรื่องจริง คุณดูก็รู้แล้ว ไม่จริงก็อย่าไปแพร่ต่อ เพราะรู้ว่ามันไม่จริง ด้วยเซนส์ของทุกคนก็น่าจะรู้ ก็พยายามฟังช่องทางของรัฐบาลให้มากหน่อย ของกระทรวงสาธารณสุข ของสภาหอการค้าฯ ของเอกชนอะไรก็แล้วแต่ ทำงานเป็นทีมให้ได้ นี่คือทีมประเทศไทย ซึ่งทำเพื่อประเทศไทยที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน ก็ขอให้ไปเชิญชวนคนมาฉีดให้มากขึ้น วัคซีนอาจจะจำกัดนิดหนึ่งในเดือนนี้ เดือนหน้าจะเข้ามามาก และจะเริ่มมีกลุ่มโน้นกลุ่มนี้เข้ามาเพิ่มเติมให้ในวันหน้า&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและคณะ ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมฯ และกรุงเทพมหานคร ทั้งหมดได้ร่วมขับเคลื่อนไปในแนวทางเดียวกันสอดคล้องกับสภาพการเป็นวาระแห่งชาติ การจัดหาวัคซีน การกระจาย การฉีดวัคซีน เป็นแนวทางในการร่วมมือในช่วงเดือน พ.ค. ซึ่งมีจำนวนวัคซีนเพิ่มขึ้นมาตามที่รัฐบาลหามาได้ และต่อไปในเดือน มิ.ย.ก็จะมีเพิ่มอีก และในไตรมาส 3 และ 4 ก็จะมียี่ห้ออื่นเพิ่มเข้ามาอีก ซึ่งรัฐบาลจะต้องเดินหน้าเป็นขั้นๆ ไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตามเป้าหมายในเดือน มิ.ย.นี้จะปูพรมระดมฉีดวัคซีนเข็มแรก เพราะเราทราบดีว่าแค่การฉีดวัคซีนเข็มเดียวก็สามารถป้องกันได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นฉีดย่อมดีกว่าไม่ฉีด วันนี้เรามีศูนย์ฉีดวัคซีนเอกชนแล้ว 14 แห่ง ที่พร้อมให้บริการ และจะเพิ่มเป็น 25 แห่งในเร็วๆ นี้ โดยจะขยายโมเดลนี้ไปยังจังหวัดอื่นๆต่อไป ไม่เช่นนั้นจะเกิดความแออัด เพราะวัคซีนเข้ามามากก็จะไปได้ทั้งหมด ซึ่งเดือนหน้าก็คงจะดีขึ้น ในส่วนการจองวัคซีนวันนี้อาจจะมีปัญหาอยู่บ้างพอสมควร เรากำลังปรับปรุงแอปพลิเคชันหมอพร้อม เพราะบางทีหมอพร้อมท่านก็ไม่พร้อม เพราะเข้ากันไปทีเดียวพร้อมกัน จึงขอให้ฟังการชี้แจงจากทางการด้วย&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เปิดวอล์กอินฉีดวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าจะมีการปรับระบบการฉีดวัคซีนหรือไม่ เพราะขณะนี้มีการกระจายไปทั่ว ไม่ได้อยู่เฉพาะแค่กลุ่มบุคคลแล้ว นายกฯ กล่าวว่า &amp;quot;ฉีดเมื่อพร้อม&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2564 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบเพิ่มการจัดหาจำนวนวัคซีนโควิด-19 อีก 50 ล้านโดส เพื่อเตรียมไว้ฉีดให้กับประชากร ทำให้ไทยจะมีวัคซีนโควิด-19 ในปี 2565 จำนวน 150 ล้านโดส และเร่งเจรจากับบริษัทผู้ผลิตวัคซีน เพื่อจัดหาวัคซีนให้ครอบคลุมเรื่องการกลายพันธุ์ เพิ่มโอกาสการรับวัคซีนในประชาชน รวมถึงการปูพรมฉีดวัคซีนเข็มแรกให้เร็วที่สุด เพื่อลดความรุนแรงของโรค โดยเริ่มได้ทันทีตามความพร้อมของแต่ละจังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การฉีดวัคซีนจะมี 3 รูปแบบ 1.นัดหมายผ่านแอปฯ หรือไลน์หมอพร้อม 2.การนัดหมายเป็นกลุ่มก้อนของทางหน่วยงาน เพื่อขอรับวัคซีน และ 3.รับการฉีดแบบไม่นัดหมายล่วงหน้า หรือวอล์กอิน โดยให้จังหวัดทำหน้าที่บริหารจัดการเอง สธ.มีหน้าที่กระจายวัคซีนตามคำขอเท่านั้น พร้อมย้ำขณะนี้วัคซีนมีเพียงพอ เพราะ สธ.ทำหน้าที่จัดหา แต่กังวลเรื่องคนไม่มาฉีดกว่า ขอย้ำวัคซีนมีความปลอดภัย&amp;quot; นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การฉีดวัคซีนเข็มแรกแบบปูพรมไม่จำกัดแค่พื้นที่ระบาด แต่ให้ทำในทุกพื้นที่ เป็นหน้าที่ของแต่ละจังหวัดรับผิดชอบ ไม่จำกัดแค่พื้นที่ที่มีการระบาดหนัก โดยตั้งเป้าการฉีดวัคซีนในแต่ละจังหวัดต้องครอบคลุมร้อยละ 70 ของประชากร หากจังหวัดไหนพร้อมเริ่มฉีดได้ทันที และการฉีดวัคซีนแบบไม่นัดหมายล่วงหน้าหรือวอล์กอิน จะช่วยลดอุปสรรคของคนที่ไม่เข้าถึงเทคโนโลยี ไม่มีแอปฯหรือดำเนินการผ่านแอปฯ หมอพร้อมไม่ได้ และคนที่ไม่มีประวัติเจ็บป่วยมาก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาสกล่าวว่า สัดส่วนของการฉีดแบบไม่ได้นัดหมายล่วงหน้าหรือวอล์กอินกับการนัดผ่านแอปฯ หมอพร้อม และ รพ.นัดหมาย แบ่งเป็นสัดส่วน 30-50-20 ปรับเปลี่ยนได้ตามเหมาะสม เช่นมีวัคซีน 1,000 โดส อาจเป็นให้การนัดผ่านหมอพร้อม ร้อยละ 30 รพ.นัดหมายร้อยละ 50 และแบบไม่นัดหมายหรือวอล์กอิน ร้อยละ 20 เป็นต้น ซึ่งทุกขั้นตอนการฉีดยังต้องมีมาตรฐาน สังเกตอาการ 30 นาที และแม้จะลดขั้นตอนการลงทะเบียนผ่านแอปฯ หมอพร้อมในตอนแรกที่เป็นช่องทางการรับวัคซีนขาเข้า แต่หลังฉีดเสร็จยังต้องลงทะเบียนในแอปฯ หรือไลน์หมอพร้อม เพื่อกรอกข้อมูลเก็บไว้ใช้ในการติดตามผลของวัคซีน, นัดหมายฉีดเข็ม 2 และใช้ในการออกใบรับรองว่าได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วัคซีนทุกยี่ห้อมีความปลอดภัยไม่อยากให้ประชาชนมัวเลือก หรือพิจารณานานว่าสมควรฉีดหรือไม่ เพราะวัคซีนทุกตัวมีความปลอดภัยข้อบ่งชี้ในการฉีดแต่ละยี่ห้อ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าใครมีความเหมาะสมรับวัคซีนยี่ห้อไหน ชนิดไหน ฉะนั้นให้มั่นใจมีความปลอดภัย ที่ผ่านมาฉีดไปแล้ว 2 ล้านโดส ไม่พบคนเสียชีวิตหรือพิการ และขณะนี้กระจายวัคซีนไปแล้ว 2.5 ล้านโดส เหลืออีก 1 ล้านโดส ที่อยู่ระหว่างการรอตรวจสอบเอกสารต้นทาง&amp;quot; อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว
ผงะนักโทษติดโควิดอื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดหาวัคซีนก็จะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องว่า ในเดือน พ.ค.นี้จะเข้ามา 3.5 ล้านโดส จากซิโนแวคและเดือนมิ.ย.อีก 6 ล้านโดส จากแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไทย จากนั้นเดือนก.ค. จะได้รับอย่างน้อยเดือนละ 10 ล้านโดส ส่วนการเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนรายอื่น เช่น ไฟเซอร์ สปุตนิก วี หรือจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ขณะนี้รัฐบาลตั้งเป้าที่จะเร่งจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมจากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะให้ได้ 100 ล้านโดส ก็ตั้งใจที่จะจัดหามาให้ครบ 150 ล้านโดสภายใน 2564 นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงมาตรการป้องกันหรือจะยกระดับหลังพบโควิดสายพันธุ์อินเดีย นายอนุชากล่าวว่า ศบค.ได้หารือและมีมติให้กระทรวงการต่างประเทศระงับการออกหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทยสำหรับชาวต่างชาติที่มีต้นทาง หรือมีถิ่นพำนักจากประเทศที่พบเชื้อกลายพันธุ์ พบครั้งแรกในประเทศอินเดีย โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้สั่งการสถานเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ระงับการออกหนังสือรับรองดังกล่าว การตรวจลงตราสำหรับชาวต่างชาติบังกลาเทศ ปากีสถาน และเนปาล ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา รวมอินเดีย ที่มีประกาศออกไปก่อนหน้านั้น นอกจากนั้นชาวต่างชาติที่เดินทางออกจาก 4 ประเทศ และแวะพักเครื่องหรือเปลี่ยนเครื่อง หรือท่องเที่ยวใน 4 ประเทศ ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศไทยเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มาตรการดังกล่าวเป็นการชั่วคราวที่ต้องระวังการติดเชื้อกลายพันธุ์แพร่ระบาดในประเทศไทย ซึ่งเป็นมาตรการสำหรับชาวต่างชาติจาก 4 ประเทศ แต่ไม่ได้ห้ามคนไทย นักการทูตต่างชาติที่มีจุดประสงค์เพื่อรับงานและครอบครัว ผู้ที่มีถิ่นพำนักถาวรในประเทศไทยสามารถกลับเข้าประเทศไทยได้ แต่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดต้องกักตัว 14 วันในสถานที่รัฐจัดให้หรือสถานที่กักตัวทางเลือก&amp;quot; นายอนุชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ?กรมราชทัณฑ์ออกเอกสาร?ข่าว?ชี้แจงกรณีมีสื่อตั้งข้อสงสัยว่ามีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเรือนจำได้อย่างไร และมีการปกปิดข้อมูลไทม์ไลน์การรักษาผู้ติดเชื้อหรือไม่ ระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 มีการกระจายเป็นวงกว้างในทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงเรือนจำและทัณฑสถานที่ต้องรับตัวผู้ต้องขังเข้าใหม่ และนำผู้ต้องขังออกศาลอยู่เสมอ จึงอาจมีการหลุดรอดของเชื้อเข้าสู่เรือนจำได้ อย่างไรก็ดี กรมราชทัณฑ์ได้ป้องกันอย่างเต็มที่ด้วยมาตรการเชิงรุก คือแยกกักตัวผู้ต้องขังเข้าใหม่อย่างน้อย 21 วัน พร้อมตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 2 ครั้ง ก่อนผู้ต้องขังพ้นระยะแยกกักโรค ซึ่งการตรวจพบการติดเชื้อของผู้ต้องขังที่ผ่านมา ถือว่าเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับผู้ติดเชื้อทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมราชทัณฑ์ระบุว่า สำหรับผู้ต้องขังที่ตรวจพบเชื้อจะได้รับการรักษาโดยการให้ยาฟาวิพิราเวียร์ทั้งในโรงพยาบาลสนามเรือนจำและโรงพยาบาลแม่ข่ายตามลักษณะอาการป่วยของแต่ละราย โดยกรมราชทัณฑ์ขอยืนยันสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เรือนจำทัณฑสถานทุกแห่งมีมาตรการอย่างเคร่งครัด เพราะมีการควบคุมบับเบิล แอนด์ซีล เช่น กรณีเรือนจำจังหวัดนราธิวาส ที่มีผู้ต้องขังติดเชื้อก็สามารถดูแลรักษาจนหาย และไม่มียอดผู้ติดเชื้ออยู่ในเรือนจำอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรมราชทัณฑ์ได้ตรวจเชิงรุกเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขัง 100% ซึ่งได้พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของเรือนจำและทัณฑสถานที่พบการติดเชื้อ ได้แก่ ทัณฑสถานหญิงกลาง มียอดผู้ติดเชื้อรวม 1,040 ราย และเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มียอดผู้ติดเชื้อรวม 1,795 ราย ซึ่งทุกรายอยู่ระหว่างการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสนาม ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ หากในบางรายมีอาการหนักจะได้มีการย้ายออก เพื่อรับการรักษายังโรงพยาบาลภายนอก เชื่อว่ามาตรฐานการดำเนินการของกรมราชทัณฑ์กับกระทรวงสาธารณสุขจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้ ไม่ขยายตัวไปสู่วงกว้างได้ เวลานี้ได้มีแดนกักโรคและโรงพยาบาลสนาม โดยมีแพทย์และพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด และการให้ยารักษาและการดูแลทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานของสาธารณสุข รวมทั้งมีการวางแผนเพื่อฉีดวัคซีนให้ผู้ต้องขังด้วย อยู่ระหว่างรอการจัดสรรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายเอกสารระบุว่า ที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 เชิงรุกในเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขัง ซึ่งในส่วนของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ไปแล้วกว่า 17,000 ครั้ง ทำให้คัดแยกผู้ติดเชื้อไปรักษาได้รวดเร็ว สามารถแยกผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงออกมากักตัว เพื่อสังเกตอาการได้เป็นอย่างดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102738</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ฉีดวัคซีน, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19, ติดเชื้อรายใหม่, ผู้ป่วยอาการหนักพุ่ง, วัคซีนโควิด, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เพิ่มมาตรการเข้มระบบขนส่งสาธารณะ, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609be57f55ff2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
