<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111369</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2021 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อึ้ง!! หมอเฉลิมชัย ชี้ กทม. มีผู้ติดเชื้อโควิดไม่แสดงอาการ 4-5 แสนคน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 ก.ค. 2564 น.พ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ (หมอเฉลิมชัย) รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว &amp;nbsp;มีเนื้อหาดังนี้
ความรู้เรื่องCOVID-19 (ตอนที่746) 27กค2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประมาณการว่า กรุงเทพฯ น่าจะยังมีผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการอยู่ประมาณ 4-5 แสนราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุที่ไวรัสโคโรนาลำดับที่เจ็ด เป็นไวรัสใหม่และก่อให้เกิดโรคใหม่คือ โควิด-19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงทำให้องค์ความรู้เกี่ยวกับไวรัสและโรคโควิด-19 ทยอยพัฒนาเพิ่มขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากความรู้ทางด้านไวรัส ที่มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พบว่าเมื่อตอนต้นปี 2563 นักวิชาการคาดคะเนว่า ในผู้ติดเชื้อไวรัสจะแสดงอาการมากถึง 80% และติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการ 20%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่อเวลาผ่านมาหนึ่งปีเศษ จากการเก็บข้อมูลผู้ป่วยจริงและการตรวจวิเคราะห์ต่างๆ ก็ประมาณการว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ติดเชื้อที่แสดงอาการมีเพียง 20% หรือหนึ่งในห้า และมีการติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการมากถึง 80% หรือสี่ในห้าส่วน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ศักยภาพการตรวจมาตรฐานเพื่อหาไวรัสหรือ RT-PCR มีข้อจำกัดทั้งเรื่องการเก็บตัวอย่างที่ยุ่งยาก ต้องใช้บุคลากรทางสาธารณสุข ต้องจัดหาอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่มีความซับซ้อนและราคาแพง ตลอดจนน้ำยาชุดตรวจก็มีค่าใช้จ่ายสูง การรอผลการตรวจก็กินเวลามาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงทำให้เป็นข้อจำกัด ที่ทุกประเทศจะต้องเน้นตรวจเฉพาะผู้ที่แสดงอาการเป็นหลัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และถ้ายังมีศักยภาพเหลือบางส่วน จึงจะนำไปตรวจผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ แต่มีประวัติสัมผัสเสี่ยงที่เรียกว่า การตรวจเชิงรุก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน จึงพบรายงานผลการตรวจในแต่ละวันว่า ผู้ติดเชื้อจะอยู่ในกลุ่มตรวจพบในระบบบริการ มากกว่าการตรวจเชิงรุก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 เป็นการตรวจพบในระบบบริการ 10,407 ราย ในขณะที่เป็นการตรวจเชิงรุกเพียง 3,459 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อเก็บข้อมูลสะสมย้อนหลังไป 14 วัน พบว่าเป็นการตรวจพบในระบบ 126,181 ราย คิดเป็น 76.20% ในขณะที่เป็นการตรวจเชิงรุกเพียง 39,402 รายคิดเป็น 23.80%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งสอดคล้องกับสัดส่วนของการตรวจพบผู้ติดเชื้อแสดงอาการ และไม่แสดงอาการดังกล่าวข้างต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงคาดได้ว่า ยังมีประชากรที่ติดเชื้อแล้ว แต่ยังไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเล็กน้อยมาก จึงยังไม่ได้รับการตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน RT-PCT เป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และประชากรส่วนนี้ อาจเป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้การเกิดการแพร่ระบาดและควบคุมโรคได้ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะเจ้าตัวเอง ก็ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ จึงไม่ได้ระมัดระวัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเร่งตรวจเชิงรุก เพื่อหาผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการเหล่านี้ จึงเป็นมาตรการสำคัญยิ่ง เพื่อที่จะสกัดหรือทำการควบคุมการระบาดของ โควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะนี้ ได้มีการพัฒนาชุดทดสอบหาไวรัสด้วยตนเองที่บ้านเรียกว่า Antigen Test Kit :ATK ซึ่งทำได้ง่าย ทราบผลเร็ว ราคาถูก และผลิตได้เป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ทางการของไทย ก็ได้อนุญาตให้ประชาชนสามารถหาซื้อมาตรวจด้วยตนเองได้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเกิดประเด็นคำถามสำคัญขึ้นว่า ถ้ามีการระดมตรวจด้วยชุดทดสอบด้วยตนเองที่บ้าน (ATK) อย่างกว้างขวาง จะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกมากน้อยเพียงใด และจะเป็นภาระในการดูแลผู้ติดเชื้อเหล่านี้อย่างไรต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีวิธีการคาดเดาหรือประเมินได้สองวิธีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) ประเมินจากองค์ความรู้ ที่บอกว่า ผู้ที่ติดเชื้อไวรัส 100 คน จะแสดงอาการเพียง 20 คน แล้วติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการถึง 80 คน สัดส่วนหนึ่งต่อสี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้กรุงเทพมหานคร พบผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 137,263 ราย เป็นการตรวจพบผู้ติดเชื้อที่มีอาการในระบบ 104,594 ราย ทำให้คาดได้ว่าน่าจะมีผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการเป็นสี่เท่าเท่ากับ 418,378 ราย
แต่ในการตรวจของกรุงเทพมหานครนั้นได้ตรวจเชิงรุกพบผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการไปแล้ว 39,402 ราย
เมื่อนำมาหักออกจากค่าประมาณการ 418,378 ราย จึงคาดว่าจะเหลือผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการอยู่อีก 378,976 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ประเมินจากการพบสัดส่วนผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ ด้วยชุดทดสอบตนเองที่บ้านแล้ว พบว่ามีการตรวจพบผู้ติดเชื้อ 11.70% ของจำนวนผู้ทดสอบทั้งหมด (โดยมาจากตัวอย่างเบื้องต้น 9427 ตัวอย่าง)
เมื่อคำนวณประชากรของกรุงเทพมหานคร ตามทะเบียนราษฎร์ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จำนวน 5,487,876 คน จึงคาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อ 642,081 คนขณะนี้ตรวจไปแล้วทั้งสิ้น 137,263 คน จึงเหลือผู้ที่ติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการอยู่ 504,818 คนจะเห็นได้ว่า การประเมินหรือคาดเดา จากทั้งสองวิธีนั้น มีตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ ในเขตกรุงเทพฯ ประมาณ 4-5 แสนคน
ทำให้ผู้รับผิดชอบในเขตกรุงเทพฯ จำเป็นที่จะต้องวางระบบ เพื่อรองรับ ผู้ที่ตรวจพบผลเป็นบวก จากชุดทดสอบด้วยตนเองดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งทางการได้ประกาศว่า จะแจกหรือใช้ตรวจให้กับประชาชนฟรีจำนวน 8.5 ล้านชุดทดสอบ

ถ้าเราตรวจพบผู้ติดเชื้อในเขตกรุงเทพฯ 4- 500,000 รายดังกล่าว ซึ่งเกือบทั้งหมดจะเป็นผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ จึงสามารถกักตัวอยู่ที่บ้านได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีเพียงส่วนน้อย ที่อาจจะต้องเข้าโรงพยาบาลสนามหรือโรงพยาบาลหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดระบบความพร้อม ของผู้ที่กักตัวอยู่ที่บ้าน (Home Isolation) จำนวนมากนี้ จำเป็นจะต้องมีซอฟต์แวร์หรือแพลตฟอร์มที่จะรายงานอาการของผู้ที่กักตัวอยู่ที่บ้าน ให้ทราบการเปลี่ยนแปลงและแจ้งผลมาที่โรงพยาบาลหลักโดยเร็วทุกวัน เพื่อที่จะรองรับการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อที่บ้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจากการคาดหมายในทำนองเดียวกัน ในเขตปริมณฑลอีกห้าจังหวัด ซึ่งมีประชากรรวม 5,228,137 คน เทียบเท่ากับประชากรของ กรุงเทพมหานครจำนวน 5,487,876 ราย
แยกเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมุทรปราการ 1,332,683&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนนนทบุรี&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1,266,730 คน
ปทุมธานี&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1,166,979 คน
นครปฐม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;910,511 คน
สมุทรสาคร &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;551,234 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็คงจะมีผู้ติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการและตรวจพบด้วยชุดทดสอบด้วยตนเองที่บ้านในจำนวนใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ และต้องดูแลรักษาตัวที่บ้านในเขตกรุงเทพและปริมณฑลมีจำนวนมากถึง 800,000 ถึง 1,000,000 คน จากจำนวนประชากรทั้งสิ้น 10,000,000 คน
จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่จะต้องจัดระบบรองรับเป็นอย่างดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111369</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ผู้ป่วยไม่แสดงอาการ, หมอเฉลิมชัย, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_60939b5741659.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102009</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 17:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แผนกทม.สะดุด กรมการแพทย์ แถลงการณ์ไม่ควรให้&#039; ยาฟาวิพิราเวียร์ &#039; กับผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรือกลุ่มผู้ป่วยสีเขียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6พ.ค.64-&amp;nbsp; สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ กรุงเทพมหานคร ได้ระดมความเห็นจากคณะแพทย์ว่าควรให้่ยาฟาวิพิราเวียร์ กับผู้ติดเชื้อโควิด 19 ที่ไม่แสดงอาการ หรือเป็นกลุ่มผู้ป่วยสายสีเขียวหรือไม่&amp;nbsp; เนื่องจาก มีนักวิชาการทักท้วงว่า การให้่ยาฟาวิพิราเวียร์ กับผู้ป่วยกลุ่มนี้ไปก่อน อาจจะทำให้่เกิดการดื้อยาได้ภายหลัง ซึ่งจากความเห็น ของคณะแพทย์ ที่ให้คำปรึกษากับกทม. เห็นควรว่าสามารถให้ยาดังกล่าวได้ และเป็นการศึกษาข้อดีข้อเสียไปในตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง &amp;quot;การใช้ยาฟาร์วิพิราเวียร์รักษาผู้ติดเชื้อโควิด 19 ที่ไม่มีอาการ&amp;quot; ว่า &amp;nbsp; จากการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 &amp;nbsp;มีความเห็นเป็นไปในทางเดียวกันว่ายาฟาร์วิพิราเวียร์มีประโยชน์ในกรรักษาผู้ติดเชื้อในสถานการณ์ของโรคโควิด 19 ที่มีการระบาดเป็นวงกว้าง ในกรุงเทพมหานคร กรมการแพทย์ทราบถึงความห่วงใยและความหวังดีของทุกฝ่ายที่ต้องการให้ผู้ติดเชื้อได้รับยาฟาร์วิพิราเวียร์ ตั้งแต่ยังไม่มีอาการโดยเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสนับสนุนทางวิชาการในประเด็นนี้ยังมีไม่เพียงพอ รวมถึงแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่แนะนำให้ใช้ยาฟาร์วิพิราเวียร์สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด 19 ที่ไม่มีอาการ (ยกเว้นผู้ที่มีโรคร่วม และ/ หรือมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ) เนื่องจากผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ที่ไม่มีอาการมักจะหายจากโรตได้โตยไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัส ซึ่งหากจะนำมาใช้ &amp;nbsp;ควรดำเนินการในลักษณะของการศึกษาวิจัยที่เป็นไปตามหลักการปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกที่ดี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด 19 ในภาพรวมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ กรมการแพทย์ ยังคงแนะนำและสนับสนุนให้ใช้ยาฟาร์วิพิราเวียร์รักษาผู้ป่วยโควิด 19 ตามแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID-19) ของกระทรวงสาธารณสุขจนกว่จะมีข้อมูลทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102009</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ยาฟาวิพิราเวียร์, กรมการแพทย์, ผู้ป่วยไม่แสดงอาการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_6093bf78c3d26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66115</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2020 08:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เป็นศูนย์อีกแล้ว ไม่พบผู้ติดโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยชนะ! หมอทวีศิลป์แถลงไม่พบผู้ป่วยใหม่-ตายเป็นศูนย์ เหลือรักษาตัวที่โรงพยาบาลแค่ 114 &amp;nbsp;รายเท่านั้น 50 จังหวัดไม่พบรายใหม่นาน 28 วัน ย้ำยังมีผู้ป่วยไม่แสดงอาการวนเวียนใกล้ๆ ตัวเรา แต่ไม่รู้อยู่ตรงไหน ขอมั่นใจปลด &amp;quot;จีน-เกาหลี&amp;quot; &amp;nbsp;ออกเขตโรคติดต่อฯ ไม่ได้เข้าไทยง่ายๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 16 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้เป็นวันที่เรามีข่าวดีอีกวันหนึ่ง ซึ่งเรามีตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นศูนย์ &amp;nbsp;ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความร่วมมือมาตลอด ซึ่งวันที่ 17 พ.ค. จะเป็นวันแรกที่เราจะเข้าสู่มาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวันนี้ผู้เสียชีวิตใหม่เป็นศูนย์เช่นกัน ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังคงเป็นตัวเลขเดิมที่ 56 คน ส่วนผู้ป่วยที่หายแล้วเพิ่มขึ้น 1 ราย รวม 2,855 ราย ยอดผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,025 ราย รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 114 ราย ต้องขอบคุณคนไทยทุกคนที่ร่วมมือกันทำทั้งประเทศ ที่ต้องร่วมมือกันทั้ง 90-100 เปอร์เซ็นต์ นี่คือพลังชัยชนะของคนไทยต่อโรคร้ายโควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเรายังมีผู้ที่ติดเชื้ออยู่ แต่ว่าไม่แสดงอาการอยู่วนเวียนอยู่ใกล้ๆ ตัวเรา แต่ไม่รู้อยู่ตรงไหน ถ้ามีอาการให้มาตรวจเพื่อรักษา หรือมีกระบวนการของทางกระทรวงสาธารณสุขเข้าไปตรวจเชิงรุก ขอให้ต่างคนต่างช่วยกัน เราจะเดินผ่านพ้นมันไปได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า สำหรับในการกระจายของทั้งประเทศ &amp;nbsp;จังหวัดที่มีรายงานผู้ป่วยใน 28 วันที่ผ่านมามี 18 จังหวัด จังหวัดที่ไม่มีรายงานผู้ป่วยช่วง 28 วัน มี 50 จังหวัด และจังหวัดที่ไม่มีรายงานผู้ป่วยมาก่อน 9 จังหวัดยังคงเดิม จึงขอย้ำเรายังต้องไม่ประมาท การ์ดอย่าตก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ศบค.กล่าวว่า ในส่วนสถานการณ์โลกพบผู้ป่วย 4,628,356 ราย เสียชีวิต 308,645 ราย ส่วนการนำคนไทยที่ตกค้างกลับประเทศ วันที่ 16 พ.ค. มี 2 เที่ยวบิน จากสหรัฐอเมริกา เที่ยวแรก 204 ราย และอีกเที่ยวบิน 187 ราย ส่วนวันที่ 17 พ.ค. มี 3 เที่ยวบิน จากมัลดีฟส์ 150 ราย, แคนาดา 80 ราย และอินเดีย 80 ราย สำหรับสถิติคนไทยเดินทางกลับเข้าประเทศผ่านจุดผ่านแดนทางบก มีผู้ประสงค์เดินทางกลับเข้ามาจากเมียนมา 14 ราย, &amp;nbsp;มาเลเซีย 273 ราย, สปป.ลาว 15 ราย และกัมพูชา 6 ราย ขณะที่ยอดผู้เดินทางเข้าประเทศที่ต้องเข้ากักกันในสถานที่ของรัฐและส่วนภูมิภาค สะสม 19,428 ราย ยังกักตัวอยู่ในปัจจุบัน 9,527 ราย กลับบ้านแล้ว 9,901 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า ส่วนศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงที่ตรวจเรื่องเคอร์ฟิว พบมี 40 รายกระทำผิดในการมั่วสุมชุมนุม อันดับ 1 ยาเสพติด 2.ดื่มสุรา และ 3.อื่นๆ ส่วนการตรวจร้านค้า กิจการ กิจกรรม วันที่ 15 พ.ค. 23,289 แห่ง ส่วนใหญ่ปฏิบัติตามได้ดี มีปฏิบัติไม่ครบ 162 แห่ง ไม่ปฏิบัติตาม 1 แห่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการยกเลิกจีนและเกาหลีออกจากเขตโรคติดต่ออันตราย อยากให้อธิบายเหตุผลของการถอดพื้นที่ดังกล่าวออก และการถอดพื้นที่ดังกล่าวออกมาจะส่งผลต่อการควบคุมโรคในประเทศหรือไม่ เพราะประชาชนกังวลว่าอาจจะกลายเป็นช่องโหว่ที่ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ นพ.ทวีศิลป์ชี้แจงว่า ทั้งสองประเทศนี้เป็นประเทศแรกๆ ที่ปรากฏเป็นข่าวในการที่เกิดการระบาด ผ่านมาหลายเดือนสถิติการเกิดโรคของเขาเป็นหลักหน่วยแล้ว และมีระบบควบคุมการระบาดได้อย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อเทียบกับทั่วโลกที่ติดเชื้อสูงกว่านี้ แต่ไม่ปรากฏว่าถูกประกาศให้เป็นเขตติดโรคอย่างสองประเทศนี้ จึงดูว่าไม่ยุติธรรม จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องคงค้างไว้ เพราะว่าการระบาดของเขาก็ผ่านมาพอสมควร และระบบของเขาก็ดี นี่คือเหตุผลที่ต้องเอาออก ส่วนที่เกรงว่าคนจีนเป็นนักท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดจะเข้ามาจำนวนมากๆ หรือเปล่านั้น ไม่เกี่ยวกัน การเอาออกจากรายชื่อของเขตติดโรคก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การกำกับติดตาม ป้องกัน ไม่ให้คนเข้าประเทศเป็นอีกเรื่องหนึ่ง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า จำได้หรือไม่ที่เราพูดว่าคนจะเข้าประเทศไทยจะต้องมีใบรับรองแพทย์ ต้องมีการตรวจเรื่อง Fit To Fly จะต้องมีเรื่องของประกัน เราใช้มาตรการพวกนั้นเป็นตัวจัดการแทน แถมถ้ามาเมืองไทยจะต้องอยู่ในสถานที่ที่รัฐจัดให้อีก 14 วัน นักท่องเที่ยวที่ไหนอยากจะมา มาตรการเหล่านี้ยังไม่ยกเลิก มาตรการที่ตรึงไว้ สนามบินยังไม่ได้เปิดทุกที่ เครื่องบินยังไม่ได้ลงแบบเสรี ฉะนั้นมั่นใจได้เลยระบบของเรายังควบคุมได้อย่างดี แล้วไม่ได้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามา ยกเว้นนักการทูต คนไทยเราเองอย่างนี้ให้กลับมา หรือเป็นต่างชาติที่ต้องเข้ามาดูธุรกิจใหญ่ๆ ของเขาที่ต้องมีการคัดกรองก่อนเข้ามา คนกลุ่มนี้จะต้องมีระบบของการดูแล เราสามารถติดตามได้ในพื้นที่ มั่นใจเราออกแบบระบบมา 3-4 เดือน เข้าสู่เดือนที่ 5 ทำมาอย่างดี ก็สามารถทำให้มั่นใจหรือการันตีได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า อยากให้อธิบายการใช้แอปพลิเคชันไทยชนะ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ขอให้เรียกว่าแพลตฟอร์ม เพราะเป็นระบบใหญ่กว่าแอปพลิเคชัน โดยในวันที่ 17 พ.ค. มีการเปิดห้างสรรพสินค้า และการคลายล็อกในระยะที่ 2 ขอเน้นย้ำเรื่องที่จะให้ผู้ให้บริการ ห้างร้านไปดาวน์โหลดแพลตฟอร์ม &amp;ldquo;ไทยชนะ&amp;rdquo; จากเว็บไซต์ w ww.ไทยชนะ.com ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 17 พ.ค. หากมีเหตุขัดข้องโทร.ได้ที่ 1119 โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวผู้ให้บริการต้องปรินต์คิวอาร์โค้ดติดหน้าร้าน เพื่อให้ผู้รับบริการสแกนเพื่อเช็กอิน เช็กเอาต์ ตรวจสอบความแออัดของร้านค้า ร้านอาหาร รวมทั้งติดตามตัวผู้ใช้บริการหากมีความจำเป็น ดังนั้นวันที่ 17 พ.ค. เราจะได้เห็นปรากฏการณ์ใหม่ของเมืองไทยเรา จะไปสู่แพลตฟอร์มไทยชนะ เป็นการปกป้องระบบของคนในประเทศไทย ฝากทุกท่านให้ความร่วมมือด้วย ทั้งนี้ หากไม่มีโทรศัพท์มือถือผู้ประกอบการอาจจะต้องจดข้อมูลได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่โรงพยาบาลตำรวจประกาศข่าวดีของสถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ล่าสุดผู้ป่วยโควิดรายสุดท้ายที่รักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจกลับบ้านอย่างปลอดภัย โรงพยาบาลตำรวจเริ่มให้การรักษาดูแลผู้ป่วยรายแรกตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2563 จนถึงปัจจุบันรวม 38 ราย มีผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบรวม 13 ราย โดยที่ไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิตแม้แต่รายเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับที่อาคารดีลักซ์ โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ผศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยรักษ์ ผอ.รพ.สนามธรรมศาสตร์, ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้จัดการ รพ.สนามธรรมศาสตร์ พร้อมทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่บุคลากร ได้ร่วมกันส่งตัวผู้ที่หายป่วยจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาโควิด-19 จำนวน 3 รายสุดท้าย โดยเป็นชาย 2 ราย และหญิง 1 ราย ซึ่งถือเป็นผู้ป่วยสองรายสุดท้ายของจาก รพ.สนามธรรมศาสตร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.นพ.ฉัตรชัยกล่าวว่า หลังจากทั้ง 3 รายออกไปแล้ว ก็จะไม่เหลือคนไข้อีก ซึ่งก็เป็นวันที่โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์จะปิดตัวลง แต่เป็นการปิดแบบ stand by ก็คือจะไม่มีเจ้าหน้าที่บุคลากรมาทำงาน แต่ในแง่ของสถานที่ ทุกอย่างยังคงไว้ และก็จะสามารถเปิดได้ใน 24 ชั่วโมง เมื่อเกิดมีเหตุที่จำเป็นก็จะสามารถเปิดได้ทันที ซึ่งก็จะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในการปิดโรงพยาบาลสนาม ในวันอังคารที่ 19 พ.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านผู้จัดการสนาม ดร.ปริญญากล่าวว่า ผู้ป่วย 3 คนสุดท้ายก็หายเรียบร้อยแล้ว ตรวจเชื้อโควิดไม่มีแล้ว ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี แม้ว่าโรงพยาบาลสนามผู้ป่วยคนสุดท้ายจะออกแล้ววันนี้ แต่เราก็จะคงอุปกรณ์ทุกอย่างเอาไว้อีกระยะหนึ่ง ซึ่งก็คงจะอีกหลายเดือน ถ้าหากหน้าฝนที่มาถึงเกิดการแพร่ระบาดรอบ 2 ที่นี่ก็พร้อมที่จะปฏิบัติการได้อีกครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66115</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19, ผู้ป่วยไม่แสดงอาการ, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19, โควิด 19, โควิด-19, ไม่พบผู้ป่วยใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200515/image_big_5ebe91f9bb672.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
