<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 11:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 11:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สิระ&#039;ยื่นศาลอาญาคดีทุจริตฯถอนประกัน&#039;ไผ่ ดาวดิน&#039;-พวก 29 คนพร้อมตั้งรางวัลนำจับ500 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.64 - เมื่อเวลา 10.30 น.นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ยื่นหนังสือถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ขอให้พิจารณาถอนประกันตัว นายจตุภัทร์ บุญภัทรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน กับพวก รวม 29 คน ผู้ต้องหา คดีร่วมกันชุมนุม ก่อความวุ่นวาย ร่วมกันพยายามข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายและร่วมกันชุมนุมหรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในพื้นที่ที่มีการประกาศหรือคำสั่งกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จากเหตุการณ์ที่ผู้ต้องหาทั้ง 29 คนได้รวมตัวกันที่หน้า บช.ปส. ถนนวิภาวดีรังสิต ชุมนุมและข่มขู่กดดันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคืนรถบรรทุก6ล้อ และเครื่องขยายเสียงซึ่งถูกยึดเป็นของกลางในคดี โดยได้นำสีแดงสาดใส่รั้วประตู บช.ปส.และ จนท.ตำรวจและพยายามเข้าไปในสถานที่ราชการเพื่อเอาของกลางที่ถูกยึดไว้ ซึ่ง จนท.ตำรวจได้เข้าจับกุมเพื่อดำเนินคดีตามกฏหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาศาลอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 29 คน เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 แต่หลังจากได้ปล่อยตัวตามคำสั่งศาลแล้วในวันเดียวกัน ผู้ต้องหาทั้ง 29 คน ได้ชุมนุมก่อความวุ่นวาย พร้อมทั้งทำลายทรัพย์สินของราชการของสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้องอีกหลังจากที่ได้รับการปล่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสิระ กล่าวว่า พฤติการณ์ของนายจตุภัทร์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในลักษณะเดิมๆ เป็นพฤติการณ์ของคนที่ไม่เกรงกลัวต่อกฏหมาย ไม่เคารพกฏหมายบ้านเมือง เข้าลักษณะเป็นคนนอกกฏหมาย อันอาจทำให้ผู้อื่นเอาเยี่ยงอย่างเพื่อก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และกระทำผิดต่อเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวใน กรณี ห้ามก่อความวุ่นวายหรือทำกิจกรรมในลักษณะเดียวกันกับที่ถูกกล่าวหาในคดีแรก จึงขอยื่นเรื่องให้อธิบดีผู้พากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิจารณาตรวจสอบว่าเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขในการให้ประกันตัวหรือไม่ และให้พิจารณาถอนการประกันตัวนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา กับพวก ทั้งหมดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมในฐานะประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ&amp;nbsp; ไม่ยอมให้คนกลุ่มนี้อยู่เหนือกฎหมาย นายไผ่จบนิติศาสตร์ ย่อมรู้ดีว่าการกระทำใดเป็นการทำผิดกฎหมาย แต่พฤติกรรมนานเป็นปี ๆ กลับมีการใช้กำลังทำตัวอยู่นอกกฎหมายตลอดเวลา บุคคลเหล่านี้เป็นคนไม่ปกติ จะอยู่ร่วมกับคนปกติไม่ได้ ผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินการ วันนี้ชัดเจนแล้วว่านายไผ่และพรรคพวกจงใจก่อม๊อบเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ และเจตนาล้มล้างสถาบัน&amp;rdquo;นายสิระ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสิระ กล่าวต่อว่า ได้มีการออกหมายจับนายจตุภัทร์แล้ว ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจอสามารถจับได้ทันที ใครจับได้ขอตั้งรางวัลนำจับ 500 บาท ตนประเมินราคานายไผ่น้อยกว่านี้ 500 บาทก็ราคาแพงเกินความจริงแล้ว ตอนแรกจะให้ 5 บาทก็เกรงใจ ก็เลยคิดว่ามีค่าเท่านี้ เหมือนโจร 500&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 7 ส.ค. นายสิระ กล่าวว่า ไม่ห่วงการชุมนุมที่จะเกิดขึ้น เพราะเชื่อว่ามีคนไม่กี่คนที่จะออกไปทำพฤติกรรมเลว ๆ แบบนั้น และเชื่อว่าผู้ปกครองต้องตักเตือนเยาวชนในปกครองของตัวเอง และที่สำคัญที่สุด เยาวชนต้องรู้ทันบรรดาแกนนำที่รู้กฎหมาย เพราะถ้ารู้ว่าทำแล้วชอบด้วยกฎหมาย ทำไมแกนนำอีแอบเหล่านั้น ทั้งปลอมตัว ปกปิดไปยืนหลังม๊อบ เตี้ยหลังม๊อบ ถึงไม่ขึ้นเวทีเปิดเผยตัวให้ชัด ไม่ใช่ไปเป็นอีแอบหลอกใช้เยาวชน ในสัปดาห์หน้าตนก็จะไปยื่นเอาผิดกับ ส.ส.อีแอบ ที่อ้างว่าไปสังเกตุการณ์ในที่ชุมนุม โดยที่ไม่ได้รับการมอบหมายใด ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112391</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุภัทธ์  บุญภัทรรักษา, นายสิระ เจนจาคะ, ผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ, ม็อบ7สิงหา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610cbc1fe5a45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49178</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2019 12:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2019 12:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลคดีทุจริตฯรับคดีฟ้อง7กกต.ปฏิบัติมิชอบ ให้บิ๊กตู่เป็นแคนดิเดตนายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ต.ค. 62 &amp;ndash; ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลได้อ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ (นางอุบลรัตน์ ลุยวิกัย ในขณะนั้น) วท. 12/ 2562 ศาลอุทธรณ์ที่มีคำวินิจฉัยลงวันที่วันที่ 4 ก.ย. 2562 ในคดีหมายเลขดำที่ อท.54/2562 ที่นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ กับพวกรวม 2 คนยื่นฟ้อง นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับพวกซึ่งเป็น กกต. รวม 7คน&amp;nbsp; ขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 7 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 43 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 29 ประกอบมาตรา 25 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 149 และมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยทั้ง 7 มีกำหนด 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้ส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ เพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ 2559 มาตรา 11&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันอ่านคำสั่งของประธานศาลอุทธรณ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 1 และเป็นตัวโจทก์ที่ 2 เดินทางมาศาล พร้อมกับทนายโจทก์ทั้งสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิเคราะห์แล้วเห็นว่า กกต. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 12 ส่วนที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 224 เมื่อจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งประธาน กกต.จำเลยที่ 2-7 ดำรงตำแหน่ง กกต.จำเลยทั้ง 7 จึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้ง 7 จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 23 ประกอบมาตรา 149 และ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. 2560 มาตรา 21 ประกอบ 22 และมาตรา 38 ไม่ตรวจคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นบุคคลที่พรรคพลังประชารัฐแจ้งว่าจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และร่วมกันออกประกาศ กกต. เรื่องการแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ฉบับลงวันที่ 11 ก.พ. 2562 ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นบุคคลที่พรรคพลังประชารัฐแจ้งว่าจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 30 เพื่อให้เป็นคุณแก่พรรคพลังประชารัฐ ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 มี.ค. 2562 (เลือกตั้งล่วงหน้า) และในวันที่ 24 มี.ค.2562 (เลือกตั้งทั่วไป) ทั้งเมื่อนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นหนังสือเพื่อขอให้ตรวจสอบการคัดเลือก พลอ.ประยุทธ์ จำเลยทั้ง 7 ก็มิได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้งดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเมื่อนายวิญญัติ ชาติมนตรี ยื่นหนังสือคัดค้านการประกาศรายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และขอให้เพิกถอนชื่อบุคคลดังกล่าว จำเลยทั้ง 7 ยังคงให้มีการประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง การแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ต่อไป เมื่อนายเรืองไกรยื่นหนังสือขอให้ กกต.วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่เป็นครั้งที่ 2 จำเลยทั้ง 7 ก็ยังคงปล่อยให้มีการประกาศเรื่องการแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยทั้ง 7 รับทราบข้อโต้แย้งแล้ว แต่ไม่ดำเนินการตามหน้าที่สั่งให้ระงับยับยั้งหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้การเลือกตั้งการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย กับให้พล.อ.ประยุทธ์ สามารถรณรงค์หาเสียงหรือขึ้นเวทีปราศรัย ในฐานะที่เป็นผู้ถูกแสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐได้ ซึ่งความจริง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.เป็น &amp;ldquo; เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ&amp;rdquo; ไม่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามการเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 และ พ.ร.ป.ด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 มาตรา 13, 44 การกระทำของจำเลยทั้ง 7 เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.กกต.มาตรา 5 ประกอบมาตรา 25 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 23 ประกอบมาตรา 144&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเป็นการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ซึ่งหากจะฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามบทบัญญัติ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2560 มาตรา 23 กำหนดผู้มีอำนาจฟ้องคดี ได้แก่ อัยการสูงสุด และคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตเเห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกำหนด ใช้บังคับในกรณีที่อัยการสูงสุดและ ป.ป.ช.เป็นผู้ฟ้องคดี แต่คดีนี้ผู้ฟ้องคดีคือโจทก์ทั้งสอง มิใช่อัยการสูงสุดหรือ ป.ป.ช.ย่อมไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้ง 7 โดยจำเลยที่ 1 เป็นประธาน กกต.จำเลยที่ 2-7 เป็น กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 149 และ พ.ร.ป.กกต.2560 มาตรา 38 กำหนดว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้ง 7 ให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2555 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) วินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จึงมีคำสั่งให้รับคดีไว้ตรวจฟ้องนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา (ในชั้นตรวจฟ้อง) ในวันที่ 3 ธ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) กล่าวว่า ในฐานะที่เคยยื่นหนังสือคัดค้านการประกาศรายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และขอให้เพิกถอนชื่อบุคคลดังกล่าวต่อ กกต. ได้ทราบคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยให้คดีฟ้อง กกต.เป็นคดีอยู่ในอำนาจของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ประชาชนสามารถฟ้องเองได้ อาจถือว่าเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่รับรองถึงการใช้สิทธิฟ้ององค์กรอิสระต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้โดยตรง แม้โจทก์ที่ยื่นฟ้องคดี ปัจจุบันได้เป็น ส.ส.ได้ถอนฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คนแล้วก็ตาม แต่คำวินิจฉัยนี้จะเป็นบรรทัดฐานว่าด้วยผู้มีอำนาจฟ้องคดีที่สำคัญต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49178</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ, รับวินิจฉัย, วิญญัติ, ศาลอุทธรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191030/image_big_5db91c24c5ab7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35613</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำนักงานศาลจี้‘เพื่อนโชค’ รายงานข้อเท็จจริงเบ่งขับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;เพื่อนโชค&amp;quot; โดนแล้ว สำนักงานศาลยุติธรรมมีหนังสือแจ้งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 รายงานข้อเท็จจริง ขับแล้วเบ่ง จับตา 13 พ.ค.ประชุม ก.ต. ฟันหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับการเผยแพร่คลิปในสื่อโซเชียล เหตุการณ์มีบุคคลอ้างเป็นข้าราชการระดับสูงคนหนึ่งในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 พูดคุยโต้ตอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อเรียกตรวจรถและขอตรวจดูใบขับขี่บริเวณด่านตรวจ ทั้งมีการกล่าวอ้างความรู้จักกับ พ.ต.อ.โชคดี รักษ์วัฒนพงษ์ ผู้กำกับการ สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังมีรายงานเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับปฏิบัติการนั้นถูกย้ายเข้ามาทำงานใน สภ.อ.ทุ่งใหญ่ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสื่อออนไลน์ กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนที่มีอ้างอิงถึงชายในคลิปที่ถูกเรียกตรวจว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 นั้น หลังจากทางศาลรับทราบเรื่องแล้วตามที่ปรากฏทางสื่อ มีรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานศาลยุติธรรม โดย เลขาธิการฯ และเลขานุการคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ได้มีหนังสือแจ้งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 รายงานข้อเท็จจริงประเด็นดังกล่าวเพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนนอกเหนือจากข้อมูลที่ปรากฏเป็นประเด็นข่าวและในโซเชียลฯ โดยหากได้รับรายงานข้อเท็จจริงจากอธิบดีพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 แล้ว จะตรวจพิจารณาว่าเหตุการณ์ที่เกี่ยวพันนั้นเป็นจริงหรือไม่ อย่างไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยขั้นตอนนี้จะเป็นการรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงจากผู้ถูกพาดพิงโดยตรงในส่วนของการตรวจสอบภายในองค์กรศาล เสนอประธานศาลฎีกาและที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ซึ่งประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ก.ต.ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ในการกำหนดประชุม ก.ต.นัดวาระปกติอยู่แล้ว ในเช้าวันจันทร์ที่ 13 พ.ค.นี้ ต้องติดตามว่าจะมีการนำประเด็นดังกล่าวเสนอสู่วาระการประชุม ให้ ก.ต.ทราบเรื่อง เพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอนอย่างไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขั้นตอนปฏิบัติ เมื่อมีเหตุการณ์ใดกล่าวอ้างถึงบุคคลในองค์กร ก็จะดำเนินการได้ใน 2 แนวทาง คือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ผู้ที่มีชื่อถูกอ้างถึง รายงานชี้แจงข้อเท็จจริงตามลำดับชั้นบังคับบัญชาได้เองก่อน ซึ่งระดับอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 การรายงานเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงสามารถดำเนินการผ่านสำนักงานศาลยุติธรรม เสนอถึงประธานศาลฎีกาได้เลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กรณีที่สำนักงานศาลยุติธรรม โดยเลขาธิการฯ มีหนังสือแจ้งผู้ที่ถูกพาดพิง ขอให้รายงานข้อเท็จจริงเพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนเสนอประธานศาลฎีกา และที่ประชุม ก.ต.กรณีรายงานเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับองค์กรและผู้พิพากษา ซึ่งการรายงานข้อเท็จจริงนั้นก็ถือเป็นการให้โอกาสแสดงความชัดเจนที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี หากเป็นเรื่องที่ต้องให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายเป็นความผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ หรือทางวินัยหรือไม่ ก็จะดำเนินการตามลำดับขั้นตอนที่ ก.ต.กำหนดต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา เมื่อได้มีการติดต่อไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 เพื่อจะขอสัมภาษณ์ข้อเท็จจริงจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 8 เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ได้รับแจ้งจากอธิบดีฯ ผ่านทางเจ้าหน้าที่ว่า การให้ข้อมูลข่าวต่อสื่อมวลชน สำนักงานศาลยุติธรรมจะเป็นผู้ดำเนินการทางข่าวเองต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.โชคดี รักษ์วัฒนพงษ์ ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า กฎหมายที่ควรรู้ ถ้าท่านอ่านฎีกานี้เข้าใจแล้วทุกคนจะรู้ว่าทำไมผมจึงแก้ปัญหาให้ลูกน้องแบบนั้น เพราะไม่ต้องการให้เขามาฟ้องร้องตำรวจของตัวเองในภายหลัง โดยเฉพาะผู้ที่ถูกตรวจค้นเป็นนักกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ พ.ร.บ.รถยนต์ มาตรา 42 บัญญัติไว้ว่า ผู้ขับรถต้องมีใบอนุญาตขับรถในขณะขับ เพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานได้ทันที แต่นั่นมิได้หมายความว่าให้อำนาจเจ้าพนักงานมีอำนาจเรียกตรวจสอบได้ทุกกรณี เจ้าหน้าที่จะเรียกตรวจสอบได้เฉพาะมีเหตุสงสัยเท่านั้น ตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดี สำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า &amp;quot;ข้าราชการอย่างเราท่าน ถ้ารู้จักถอดหัวโขนไว้ที่ทำงานบ้าง ก็ทำให้ชีวิตเป็นสุขและสงบครับ&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35613</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผมเพื่อนโชค, ผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ, สำนักงานศาลยุติธรรม, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190511/image_big_5cd6df53607e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
