<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30572</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2019 17:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2019 17:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีอัมพร&#039;ย้อนถามรัฐบาล พ.ร.บ.ไซเบอร์ ระดับวิกฤติใช้อะไรชี้วัด ไม่มีหลักประกันให้ศาลถ่วงดุล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.62-นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ให้ความเห็นถึงกรณีที่ สนช.ได้ผ่านกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เเละเว็บไซต์รัฐบาลไทย http://www.thaigov.go.th ได้ชี้แจงว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิประชาชน แต่ใช้ป้องกันไม่ให้เกิดภัยคุกคามต่อระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งการใช้อำนาจตรวจค้นยึดล้วงข้อมูลต้องขออนุญาตศาล ยกเว้นระดับวิกฤติที่กระทบความมั่นคง แต่เสร็จแล้วต้องแจ้งศาลโดยเร็ว ว่า ต้องขอย้อนถามกลับว่า มาตรการ 1-3 ที่กล่าวมาใครเป็นคนจำแนกชี้ขาด เป็นตัวคณะกรรมการใช่หรือไม่ ตรงนี้มันไม่สามารถหาอะไรมาชี้วัดได้ ถ้าคุณบอกว่าเป็นเรื่องภัยวิกฤติร้ายแรง จริงๆ ปัจจุบันนี้มันก็มีกฎหมายอื่นที่ใช้ในสภาวะฉุกเฉิน เช่น กฎอัยการศึกอยู่แล้ว แต่ในขณะที่บ้านเมืองเราเป็นปกติ ขณะนี้ควรจะเอากฎหมายแบบนี้มาใช้หรือไม่ ถ้าคุณบอกเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ศาลบอกว่าไม่ร้ายแรง &amp;nbsp;กลายเป็นว่ากรรมการไซเบอร์ดังกล่าวสามารถชี้ขาดได้เลย หลักการตรวจค้นในที่เกิดเหตุสภาวะฉุกเฉิน กฎหมายก็ให้อำนาจเจ้าพนักงานในการตรวจค้นไม่ต้องขอศาลอยู่แล้ว เช่น ในที่ที่ผู้บัญชาการทหารในท้องที่ใดมีการประกาศกฎอัยการศึกอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ดังกล่าว ไม่มีหลักประกันที่ระบุไว้ว่าถ้าวิกฤติมีการตรวจค้นแล้วให้รายงานศาล &amp;nbsp;ตนถามว่าถ้าแบบนั้นจะมารายงานศาลทำไม เพราะคุณสงสัยคุณเข้าไปจับกุมตรวจค้น ถ้าตรวจพบก็แจ้งข้อหา ถ้าไม่พบก็ปล่อยแล้วมาบอกศาลที่หลัง ตอนนั้นศาลจะทำอะไรได้ แล้วไปยับยั้งการค้นได้หรือไม่ เพราะทำไปแล้ว มีการชี้แจงว่าในร่างดังกล่าวให้ระดับความร้ายแรงขั้นที่ 1-2 มาศาลได้ แต่ทำไมขั้นที่ 3 จะมาไม่ได้ ศาลยุติธรรมมีการจัดให้ผู้พิพากษาเข้าเวร 24 ชั่วโมงในการพิจารณาออกหมายค้นหมายจับ มีทุกศาลและทุกวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนที่อ้างว่ากฎหมายดังกล่าวใช้เฉพาะกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่มีการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ในส่วนพวกแฮกเกอร์ จะไม่เกี่ยวกับประชาชนทั่วไปนั้น ตนเห็นว่า ลองไปดูตัวกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ว่าจะเอาเฉพาะความผิดที่เป็นลักษณะแฮกเกอร์เท่านั้น เขียนไว้ว่าถ้าเกิดสงสัยในบุคคลหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ไหน เขาสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องมีหมาย แม้จะมีการแก้ไขผ่อนลงหน่อยนึงว่า ถ้าไม่ถึงวิกฤติต้องขอหมายศาลโดยอ้างว่าไม่ทันการ ก็อย่างที่กล่าวย้ำไปแล้วว่ามันมีกฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ แต่นี่คุณไปค้นก่อนที่จะรู้ว่ามีความผิดเกิดมันขัดกับหลักการสากล คุณแค่สงสัยแล้วไปค้น ไม่ผิดก็แล้วไป แต่ถ้าผิดก็ดำเนินคดี ตรงนี้เป็นการกลับหลักในกระบวนการยุติธรรม ตัวคนที่ถูกสงสัยโดนตรวจค้นยึดไปแล้ว เกิดความเสียหายไปแล้ว ดุลพินิจตรงนี้ต้องระวังเพราะหลักการของประชาธิปไตยเราต้องเชื่อในหลักการที่ว่า ต้องใช้ระบบตรวจสอบมากกว่าใช้คน &amp;nbsp;เพราะการเชื่อในตัวบุคคลเป็นเรื่องอันตราย เราต้องไม่เชื่อว่าบุคคลเป็นคนดีแท้ได้ตลอดไป อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเกิดไม่ดีขึ้นมาก็จะเกิดความเสียหายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่านอกจาก พ.ร.บ.ไซเบอร์แล้ว สนช.ยังมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ... ตรงนี้เป็นการคุ้มครองถ่วงดุลได้หรือไม่ นายศรีอัมพร กล่าวว่า ปรกติแล้วเรื่องนี้ไม่ต้องออกกฎหมายยังได้ เพราะการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลักพื้นฐานว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะไม่ต้องเข้าไปละเมิดล้วงความลับของบุคคล ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพ ตรงนี้ไม่ควรทำ หากเจ้าหน้าที่ของรัฐทำขึ้นมาก็จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่มิชอบ แต่จะมีกฎหมายที่ห้ามบุคคลอื่นเข้ามาล้วงข้อมูลก็เป็นเรื่องดี เป็นการปกป้องประชาชนเพิ่มขึ้น ที่ตนห่วง พ.ร.บ.ไซเบอร์ เพราะมันเปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานใช้อำนาจได้เต็มที่เพียงต้องสงสัย ความจริงกฎหมายนี้ก็มีการแก้ได้ถูกต้องในเรื่องการต้องขอหมายศาลค้น ติดตรงที่เรื่องวิกฤตร้ายแรงทำไมไม่ขอศาล หรือฝ่ายบริหารไม่เชื่อในกระบวนการตุลาการ หรือเกรงว่าศาลจะไม่ให้หมายค้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีอัมพร กล่าวต่อว่า ในระยะหลังที่ตนสังเกตพบว่าเจ้าพนักงานของรัฐพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้การทำงานผ่านการถ่วงดุลโดยศาล โดยอ้างว่าทำงานไม่สะดวก ต้องคิดด้วยว่าถ้าไม่มีอำนาจศาลในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐจะเป็นอย่างไร ปกติที่ผ่านมามีการขอหมายจับหมายค้นถ้าเป็นเรื่องร้ายแรงและนำพยานหลักฐานมาแสดงแบบคดีฆ่า ส่วนมากศาลก็ออกหมายให้ ขอได้ 24 ชั่วโมง ที่เป็นปัญหาที่ศาลไม่ให้ก็จะเป็นเรื่องพยานหลักฐานว่ามีเหตุสมควรในการออกหมายหรือไม่ แต่ไม่ใช่ว่าศาลจะไม่ให้ตลอด ส่วนใหญ่เกินร้อยละ 80 ศาลอนุญาตออกหมายให้ถ้ามีพยานหลักฐานชัดเจน ถ้าคลุมเคลือเราก็ไม่ให้ เรื่องร้ายแรงมีหลักฐานศาลก็ออกให้ทันที ตรงนี้เราไม่ได้ไปต่อต้านกับการจัดการภัยทางไซเบอร์ หากมีพยานหลักฐานมาอธิบายให้ศาลฟัง ศาลก็ร่วมมือออกหมายให้ แต่ถ้าไปละเมิดสิทธิมากไปเราก็ไม่ให้ ส่วนที่กลัวว่าข้อมูลของศาลรั่วเองได้นั้น ที่ผ่านมายังไม่เคยมีที่พอศาลออกหมายค้นหมายจับมีคนรู้ตัวไหวตัวทัน เพราะไม่ได้รู้จักกับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ต้องปล่อยความลับรั่วไหล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การออกกฎหมายระยะหลังมีการออกให้เลี่ยงการตรวจสอบของศาลหลายฉบับ แต่องค์กรศาลเป็นองค์กรเดียวที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐในระดับปกติถึงสูงที่สุดได้ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งที่หลักการสากลเขาจะต้องใช้หลักการตรวจสอบถ่วงดุลที่จะทำให้ความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐเกิดน้อยลง มิหนำซ้ำยังเป็นการคุ้มครองการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อย่างดี เพราะได้รับอนุญาตจากคำสั่งศาลแล้ว การที่จะไปถูกดำเนินคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบไม่มีทางเกิด เพราะศาลอนุญาตตรวจค้นการกระทำก็เป็นโดยชอบ ดีกว่าเราไปใช้คณะกรรมการชื่อเรียกชุดเดียวกันแต่ระดับสูงกว่า ที่จะทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องการใช้อำนาจ หากเกิดการละเมิดข้อมูลทางการค้าหรือเทคโนโลยีต่างๆ ที่ยากแก่การเยียวยาความเสียหายของเอกชน ทำให้กรอบการคุ้มครองอ่อนแอลงและล่อแหลมที่ข้อมูลประชาชนหรือนิติบุคคลจะรั่วไหล ตรงนี้มันเป็นผลเสีย&amp;rdquo; ผู้พิพากษาอาวุโส กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30572</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายไซเบอร์, นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์, ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181118/image_big_5bf1635ae6de8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2018 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2018 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้พิพากษา &#039;ศรีอัมพร&#039; ยก 8 เหตุค้านร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ทำลายหลักถ่วงดุลตรวจสอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ย.61 - ที่อาคารศาลอุทธรณ์กลาง ถ.รัชดาภิเษก นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ให้สัมภาษณ์ความเห็นถึงร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เคยสั่งการฝ่ายกฎหมายไปทบทวนรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งในเรื่องการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงควรพิจารณาว่าจะมีกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจกันอย่างไร ซึ่งตนทราบว่าร่างดังกล่าวที่มีการแก้ไขแล้วจะถูกนำเสนอเข้า &amp;nbsp;ครม.ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ซึ่งจากการที่ตนได้อ่านร่างที่มีการแก้ไขไปแล้วพบว่า ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มีหลักการและเหตุผล ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ร่าง พ.ร.บ.นี้ มีเจตนารมณ์ที่จะวางมาตรการป้องปรามการกระทำผิดทางไซเบอร์ ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของรัฐ เนื่องจากกระทรวงดิจิทัลฯ ผู้เสนอร่างอ้างเหตุผลว่า ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความรุนแรงยากแก่การป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดไซเบอร์ &amp;nbsp;จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.บ.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. มีการตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลโครงสร้างการทำงานของการใช้กฎหมายฉบับนี้ โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลสำนักงานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ขึ้น เพื่อควบคุมโครงสร้างการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ การวิจัยและพัฒนาความรู้ เพื่อป้องกันการกระทำผิดทางไซเบอร์ ตลอดจนการกำหนดโครงสร้างเงินเดือนและตำแหน่งของสำนักงานป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. จัดให้มีคณะกรรมการป้องกันความปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติขึ้น ซึ่งมีชื่อว่า &amp;ldquo;กปช.&amp;rdquo; คณะกรรมการ กปช. นี้มีอำนาจมากในการกำกับดูแลเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงาน กปช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. มีการใช้อำนาจ กปช. และพนักงานเจ้าหน้าที่ที่พบการกระทำความผิดหรือสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดทางไซเบอร์ มีอำนาจเรียกให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานของเอกชน ตลอดจนผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์ ระบบสารสนเทศ ระบบผู้ใช้บริการทางไซเบอร์ เช่น ADMIN PAGE ผู้ที่ประกอบธุรกิจบริการทางไซเบอร์ต้องเข้าพบและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานที่น่าสงสัยว่าเป็นการกระทำผิดหรือน่าสงสัยว่าจะกระทำผิดต่อเจ้าพนักงาน กปช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย กปช. มีอำนาจบังคับใช้หน่วยงานของรัฐและเอกชน ผู้ประกอบการเกี่ยวกับไซเบอร์ทำรายงาน โครงสร้าง ความเสี่ยงและแผนป้องกันการกระทำผิดทางไซเบอร์ส่งให้แก่ &amp;nbsp;กปช. ตามที่ กปช. กำหนดหรือตามคำสั่งของ กปช. ซึ่งจะมีอำนาจให้เจ้าพนักงาน กปช. เข้าไปในเคหสถานตรวจยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ &amp;nbsp;SERVER หน่วยความจำ (HARD DRIVE) อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการทางไซเบอร์ เช่น WEBSITE ผู้ใช้บริการ &amp;nbsp;ADMIN เครื่องวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยไม่จำต้องมีหมายค้น แม้ยังไม่มีคดีความหรือการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในคดีอาญา กปช. ก็มีอำนาจตรวจยึดอุปกรณ์ทางไซเบอร์เหล่านั้นได้ โดยอำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจที่สามารถใช้ได้อย่างไม่จำกัด &amp;nbsp;ไม่มีองค์กรฝ่ายตุลาการเข้ามาตรวจสอบหรือถ่วงดุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีบทกำหนดโทษตั้งแต่มาตรา 61 &amp;ndash; 68 กรณีที่ผู้ดำเนินการทางไซเบอร์ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนไม่ดำเนินการส่งรายงานการควบคุมการทำงานของไซเบอร์ในความครอบครองของตน การขัดขวางไม่ยอมให้เจ้าพนักงานของ กปช. ตรวจยึดเครื่องอุปกรณ์ทางไซเบอร์ การที่บุคคลหรือนิติบุคคลปฏิเสธไม่ยอมบอกรหัสผ่าน เพื่อเปิดอุปกรณ์ทางไซเบอร์ กฎหมายนี้ให้นายกเป็นผู้รักษาการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งตนเห็นว่า ผลกระทบหากร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ หากมีการใช้บังคับจะมีดังนี้&amp;nbsp;
1. &amp;nbsp;เป็นการทำลายหลักการและโครงสร้างของระบบประชาธิปไตย
2. &amp;nbsp;ทำให้กระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และสิทธิความเป็นมนุษย์ สิทธิทางการเมือง สิทธิความเป็นส่วนตัวถูกทำลาย
3. &amp;nbsp;ทำให้กระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในระบอบประชาธิปไตยเกิดความล้มเหลว
4. &amp;nbsp;เป็นการทำให้โครงสร้างการปกครองจากนิติรัฐ &amp;nbsp;กลายเป็นรัฐตำรวจ ผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองและเป็นฝ่ายบริหารจะให้กฎหมายนี้ กำราบปราบปรามศัตรูทางการเมือง ศัตรูทางความคิดที่ไม่ตรงกับผู้ปกครองได้โดยง่าย
5. &amp;nbsp;ทำให้ประเทศชาติไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ &amp;nbsp;เพราะโครงสร้างระบอบประชาธิปไตยถูกบิดเบือนไป &amp;nbsp;เป็นระบบคณาธิปไตย เป็นการขัดต่อธรรมเนียมการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และวัฒนธรรมทางการเมืองที่ประเทศที่นิยมประชาธิปไตยถือปฏิบัติ
6. &amp;nbsp;เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุนจากประเทศอื่น &amp;nbsp;เนื่องจากผู้ค้าและผู้มาลงทุน ไม่ไว้วางใจในการจะถูกล่วงละเมิดความลับทางการค้า ทางลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตร ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าและเครือข่ายการทำธุรกิจ
​7. &amp;nbsp;จะทำให้เป็นการบั่นทอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;เนื่องจากจะไม่มีนักลงทุนจากต่างประเทศที่กล้ามาลงทุนภายในประเทศ
8. &amp;nbsp;ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสื่อมทรามและไม่เชื่อมั่นในประเทศของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายศรีอัมพร ยังระบุอีกว่า หากร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์มีผลบังคับ จะเป็นการทำลายหลักการและโครงสร้างระบอบประชาธิปไตย การที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ระดับปฎิบัติมากเกินไปในการจับ ค้น ขัง ยึดโดยไม่ผ่านกระบวนการศาล จะทำให้กระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน สิทธิทางการเมือง สิทธิทางการเมือง สิทธิความเป็นส่วนตัว และจะทำให้กลายเป็นเครื่องมือปราบปรามฝ่ายตรงข้าม เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุน บั่นทอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แม้ร่างกฎหมายบอกว่า จะใช้วิธีการดังกล่าวกับกรณีกระทบความมั่นคงและเป็นเรื่องร้ายแรงเท่านั้น แต่คำว่า &amp;ldquo;ร้ายแรง&amp;rdquo; มันแค่ไหน เป็นดุลยพินิจหรือ ซึ่งดุลยพินิจแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่มีมาตรฐาน ไม่เหมือนระบบการตรวจสอบโดยศาล
&amp;nbsp;
ในช่วงการร่างกฎหมาย คณะผู้ร่างไม่ได้เชิญผู้แทนจากสำนักงานศาลยุติธรรมเข้าไปรับฟังหรือให้ข้อมูล ทั้งที่มั่นมีประเด็นเกี่ยวกับการจับ การค้น การยึด ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญาชั้นต้น และมีโทษทางอาญา หากให้ศาลมีอำนาจในการตรวจสอบการค้นการจับการขังการยึด ก็ควรเป็นศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจเหนือท้องที่เกิดเหตุหรือศาลอาญา และหากคณะผู้ร่างเชิญตัวแทนจากศาลยุติธรรม ตนก็พร้อมที่จะเป็นตัวแทนเข้าไปแสดงความคิดเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีอัมพร กล่าวด้วยว่า ในต่างประเทศเรื่องกระบวนการยุติธรรมจะต้องผ่านศาล ไม่มีที่ไหนที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารตั้งแล้วมาดูแล ซึ่งความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ สามารถที่จะตรวจสอบไอพีได้ ที่ผ่านมา &amp;nbsp;ปอท.ก็มีการดำเนินการจับกุมได้ ซึ่งอยากถามว่า ก.ดิจิทัลฯ ไม่มีบุคลากรหรือเครื่องมือที่มีความสามารถเลยหรืออย่างไร ถึงมาผลักดันร่างกฎหมายลักษณะแบบนี้ การที่เราออกกฎหมายให้อำนาจความสะดวกแก่เจ้าพนักเจ้าหน้าที่ เท่ากับเราละเลย เพิกเฉยต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน การกระทำในลักษณะแบบนี้จะไม่สอดคล้องกับบริหารแบบประชาธิปไตย แต่จะเป็นลักษณะลัทธิเผด็จการ ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่านายกรัฐมนตรี เคยสั่งให้มีการทบทวนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เกี่ยวกับเรื่องหลักการถ่วงดุล ตรวจสอบ แต่ปรากฎว่าจากที่ตนอ่านร่างที่ว่ากันว่ามีการแก้ไขแล้ว ก็ไม่พบว่ามีหลักการที่จะตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของคณะกรรมการดังกล่าว อีกทั้งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีการพิจารณาออกมาจำนวนหลายร่าง มีก่รเชิญหน่วยงานอื่นๆ ไปร่วมประชุมแต่กลับไม่มีการเชิญสำนักงานศาลยุติธรรมไปร่วมประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าที่มีพยายามการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในช่วงนี้ จะถูกมองว่านำไปช่วงชิงความได้เปรียบในช่วงเลือกตั้งได้หรือไม่ นายศรีอัมพร ระบุว่า ยังไม่อาจที่สันนิษฐานอย่างนั้นได้ เราต้องเชื่อมั่นว่าทุกคนมีความสุจริต ความตั้งใจของ ก.ดิจิทัลฯ นั้น เป็นเจตนาดีในการปราบปรามการกระทำผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแถลงข่าวของนายศรีอัมพรในวันนี้ เป็นการแถลงข่าวในนามของนักกฎหมายมหาชนที่ศึกษากฎหมายระหว่างประเทศ ที่มีความเป็นห่วงต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่เกี่ยวข้องกับทางสำนักงานศาลยุติธรรม และไม่มีการพูดถึงเนื้อหาเกี่ยวกับคดีความ โดยในวันนี้มีการเชิญตัวแทนจากกระทรวงดิจิทัลฯ มาร่วมฟังการแถลงข่าว 2 คน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22279</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์, ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์, ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180823/image_big_5b7e798a08056.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2018 17:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2018 17:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ เตือน ร่างกฎหมายไซเบอร์ละเมิดสิทธิประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19&amp;nbsp;ต.ค.61 - ที่ศาลอุทธรณ์ ถ.รัชดาภิเษก นายศรีอัมพร&amp;nbsp;ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ให้สัมภาษณ์ความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ว่า ในต่างประเทศตื่นตัวที่จะป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ จึงทำกฎหมายเพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์ขึ้น หลักการเดิมถ้าบุคคลใดหรือองค์กรใดกระทำผิด รัฐมีหน้าที่เข้าตรวจสอบหาเส้นทาง แต่วิธีการยังมีหลักการที่จะคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนด้วยการตรวจสอบถ่วงดุล ถ้าจะขอเข้าค้นต้องผ่านการกลั่นกรองของศาล เหมือนกับการจับกุมตรวจค้นต้องขอหมายศาล เพื่อกลั่นกรองว่าเจ้าหน้าที่มีเหตุสมควรที่ต้องกระทำหรือไม่ ส่วนใหญ่ต้องอ้างว่ามีความผิดเกิดขึ้น เมื่อผิดก็สามารถตรวจค้นมีคดีขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีอัมพร กล่าวต่อไปว่า แต่หลักการตามร่างกฎหมายใหม่คือไม่ต้องมีคดี คณะกรรมการเพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจะมีอำนาจเยอะ โดยจะมีการตรวจค้น จับกุม ยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ หน่วยบันทึกความจำ บังคับบอกรหัสเพื่อเปิดข้อมูลได้หมด โดยไม่ต้องผ่านการกลั่นกรองของศาล ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลโดยฝ่ายตุลาการ ปัญหาคืออำนาจอย่างนี้ ต่างประเทศซึ่งมีการกระทำผิดรุนแรงทางไซเบอร์ เขายังไม่กล้าออกกฎหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น จับกุม ยึดโดยไม่มีหมายจับหมายค้น คดียังไม่เกิดแค่สงสัยก็สามารถเข้าไปได้หมดทั้งหน่วยงานเอกชน บริษัท ประชาชนทั่วไป เข้าไปยึดเพื่อตรวจสอบแจ้งข้อหาทีหลังโดยไม่ต้องมีหมาย ยึดแล้วเอาข้อมูลไป ระบบนี้ไม่ใช่ระบบสากล ปกติแล้วนิติรัฐจะต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุล เพราะตัวบุคคลถ้ามีอำนาจมากไปจะทุจริตใช้อำนาจในทางมิชอบได้ ถ้ามองก้าวหน้าไปในทางการเมืองอาจใช้กฎหมายเข้ามาล่วงละเมิดแย่งชิงความได้เปรียบ ซึ่งถือว่าอันตรายมากต่อระบอบประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อีกอย่างหนึ่งที่ผมเป็นห่วงมากก็คือ ถ้าเรามีกฎหมายประเภทนี้ มันจะมีลักษณะให้อำนาจเบ็ดเสร็จของพนักงานเจ้าหน้าที่&amp;nbsp;Cyber Security&amp;nbsp;ซึ่งมีอำนาจกว้างขวางกว่าตำรวจซึ่งจะต้องขอออกหมายค้นหมายจับ แล้วไม่มีการกลั่นกรองหรือตรวจสอบถ่วงดุลจากฝ่ายตุลาการ จะเกิดปัญหาว่าบุคคลที่เข้ามาทำในตำแหน่งพนักงานรักษาความสงบในไซเบอร์ หรือเจ้าหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ก็มีโอกาสที่จะกระทำผิด หรือใช้อำนาจที่ล่วงเกินสิทธิเสรีภาพ นอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยตรงแล้ว ยังสามารถที่จะหาผลประโยชน์จากข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าข้อมูลทางราชการหน่วยใดก็ตาม ธนาคารชาติ ธนาคารทุกแห่ง บริษัทใหญ่ๆ บริษัทข้ามชาติซึ่งเข้ามาลงทุน เขาก็กังวลในเรื่องนี้อยู่ ถ้ากฎหมายนี้ผ่านออกไปโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลโดยฝ่ายตุลาการ ปัญหาของชาติจะเกิดขึ้นโดยการลงทุนจากต่างประเทศจะชะงักงันทันที เพราะเขาจะไม่เชื่อในระบบงานยุติธรรมขั้นต้นของไทย ความลับทางการค้ามีมูลค่าเป็นหลายแสนล้าน เขาจะมาเสี่ยงกับประเทศไทยหรือ&amp;rdquo; นายศรีอัมพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีอัมพร กล่าวอีกว่า ในขณะที่รัฐมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นจากต่างประเทศเข้ามา กฎหมายตัวนี้สร้างอำนาจให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารมากเหลือเกิน ครอบคลุมความเป็นส่วนตัวของประชาชนทุกคน จะกลายเป็นการปกครองแบบรัฐตำรวจ ในขณะที่เราเป็นนิติรัฐ เรื่องนี้อันตราย การยึดอายัดได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องมีคดี คล้ายกับรัสเซียสมัยก่อนล่มสลายที่มีโปลิตบูโร ลักษณะองค์กรคล้ายกัน ตนในฐานะที่เป็นนักกฎหมายที่เคยศึกษา ไม่มีประเทศไหนออกกฎหมายให้คนกลุ่มเดียวมีอำนาจล้นฟ้าไม่มีการตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงสหรัฐอเมริกามีซีไอเอหรือเอฟบีไอใช้การตรวจสอบอย่างไร นายศรีอัมพร กล่าวว่า การใช้อำนาจลับผิดกฎหมาย แต่เขาไม่บอก เท่าที่ทราบก็มีการใช้อำนาจลับอยู่ เช่นการดักฟัง ซึ่งตามกฎหมายการดักฟังต้องขออำนาจจากอธิบดีศาลอาญาคนเดียว แต่ร่างกฎหมายไซเบอร์หนักเลย ข้อมูลความเป็นส่วนตัวที่สหรัฐอเมริกาถือมากใครจะล่วงละเมิดไม่ได้ แต่องค์กรลับของเขาทำแบบเงียบๆ ที่สหรัฐอเมริกาผ่อนคลายความเข้มงวดนี้หลังเหตุการณ์9/11&amp;nbsp;แต่กฎหมายในอเมริกาหรือประเทศไหนไม่ปรากฏว่าจะให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารเข้าไปจัดการกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นโดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อตราเป็นกฎหมายแล้วเข้าไปล่วงละเมิดในสิทธิส่วนตัว เขาก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะอ้างว่าทำตามกฎหมาย ประชาชนเอกชนก็ไม่มีโอกาสได้รับการเยียวยาโดยการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าจะคล้ายกับเกาหลีเหนือหรือไม่ นายศรีอัมพร กล่าวว่า คงไม่ต้องถึงขนาดนั้น เพราะเกาหลีเหนือสามารถสอดแนมประชาชนทุกคนได้ แต่ดูภาพใหญ่คล้ายกับว่ารัฐสามารถที่จะสอดแนมเข้าไปในประชาชนทุกคนได้ ลักษณะกฎหมายอย่างนี้ตนเป็นห่วงสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ถูกละเมิดโดยชอบด้วยกฎหมาย และห่วงเรื่องการค้าซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ ประเทศจะเจริญเติบโตได้ ต่างประเทศต้องเข้ามาลงทุน ถ้าหยุดเมื่อไหร่เราตาย และเป็นหน้าตาของประเทศไทย เพราะต่างประเทศจะดูว่าประเทศไหนมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาก จากรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ค่อนข้างมองประเทศไทยในแง่ลบอยู่แล้ว ถ้ากฎหมายนี้ออกมาจะเป็นการซ้ำเติม กลายเป็นว่าประเทศไทยไม่น่าลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงขั้นตอนของร่างกฎหมายในขณะนี้ นายศรีอัมพร กล่าวว่า ขณะนี้กฎหมายอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วก็ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็เป็นห่วงในเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลของเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ที่จะมาเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์ด้วย ตนก็เห็นว่าน่าดีใจที่นายกฯ ให้ความสำคัญต่อประเด็นนี้ สำหรับหน่วยงานที่ริเริ่มเสนอกฎหมายฉบับนี้คือกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งก่อนที่หน่วยงานรัฐจะออกกฎหมายใด ก็อยากให้ดูกฎหมายของอารยประเทศด้วย เพราะไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็อาจจะถอยหลังเข้าคลองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าผู้ปกครองหรือรัฐบาลของเราเป็นรัฐบาลที่ดีไม่มีปัญหา เขาก็อาจจะไม่ยอมให้ใช้อำนาจรัฐ แต่ถ้าเราได้ผู้ปกครองหรือรัฐบาลที่มีปัญหาขึ้นมา ประชาชนจะเดือดร้อนมาก ในฐานะผมเป็นประชาชน ผมก็เดือดร้อนด้วยว่า อยู่ดีๆ เขามายึดโทรศัพท์มือถือของท่านไป แล้วก็ไปหาว่าท่านกระทำผิดอย่างไร&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายศรีอัมพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าควรจะยกเลิกหรือแก้ไขร่าง พ.ร.บ.นี้อย่างไร นายศรีอัมพร กล่าวว่า ไม่ควรเร่งรีบออกฎหมายฉบับนี้ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการแก้ไขความมั่นคงของประเทศ แต่เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ ระดับนานาชาติ ที่ประเทศต่างๆ เขาจะมาคบกับประเทศเราหรือเปล่า ถ้าเรามีกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดสิทธิประโยชน์ทางการค้าอย่างรุนแรง สหรัฐอเมริกาเขาเพ่งเล็งในเรื่องนี้มาก อย่างเช่นที่สหรัฐอเมริกาตั้งกำแพงภาษีสูงกับสาธารณรัฐประชาชนจีน สาเหตุหนึ่งเพราะเขาอ้างว่ามีการล่วงรู้หรือเอาข้อมูลในลักษณะนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่เราก็กำลังที่จะเปิดโอกาสให้มีการโจมตีข้อมูลโดยเจ้าหน้าที่รัฐได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่เจ้าหน้าที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือ นายศรีอัมพร กล่าวว่า ข้อเสนอของกระทรวงดิจิตอลฯ คือไม่เพียงพอ ไม่สามารถปราบปรามการกระทำผิดได้ทัน แต่ปัญหาการปราบปรามไม่ทัน ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาออกกฎหมายใหม่ แต่เป็นเรื่องความสามารถของเจ้าหน้าที่กระทรวงดิจิตอลฯ ไม่เพียงพอ ควรเลิกจ้างไปเลย เพราะคนที่ไม่มีฝีมือไม่ควรมาอยู่ บริษัทต่างๆ เขามีมืออาชีพทั้งนั้นในการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ไซเบอร์ไทย มีมืออาชีพคนไทยซึ่งเก่งเยอะแยะ แต่ไม่มีโอกาสเข้ารับราชการ จะต้องใช้ระบบกึ่งราชการจ้างบุคคลที่เก่งเข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การสืบแทรกกิ้งทางไซเบอร์ว่าใครทำผิดอะไร มันมีร่องรอยอยู่แล้ว และร่องรอยนั้นเป็นร่องรอยที่ประจักษ์ด้วย แม้ว่ามันจะมีการส่งไปยังต่างประเทศหลายแห่ง แล้วถึงกลับเข้ามาไทยก็ตามได้ แต่เรายิ่งไปโอ๋ หรือไปทะนุถนอมพนักงานเจ้าหน้าที่ที่อ่อนแอ อย่างนี้ผมว่าไม่ไหวหรอกนะ ไม่ใช่มืออาชีพ มันไม่ควรกระทำ&amp;rdquo; นายศรีอัมพร กล่าวและว่า ควรไปแก้ปัญหาเรื่องบุคลากรหรือเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายมากกว่า ไม่ใช่ปัญหาของประชาชนหรือประเทศชาติเลย อันไหนที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนก็ต้องมีกลไก อย่างน้อยที่สุดต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีอัมพร กล่าวด้วยว่า ถ้าหากพูดถึงหน่วยงานของรัฐก็พยายามสร้างงานขึ้นมา แล้วสร้างอัตรากำลังขึ้นมา เพื่อมีงบประมาณและภารกิจ ซึ่งการเพิ่มหน่วยธุรการขึ้นมาก็ไม่ได้ทำให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลของการทำงานด้านเทคโนโลยีระดับสูงได้ มันควรต้องจ้างมืออาชีพ แล้วค่าตอบแทนก็ไม่ควรใช้ตามระบบราชการ ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีฝีมือ หรือเราจ้าง&amp;nbsp;Outsource&amp;nbsp;ที่เก่งเข้ามาได้ไม่มีปัญหา ต่างประเทศทำได้ ของเราส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ ไม่มีแนวนโยบายตั้งมืออาชีพ จริงๆ แล้วผู้ปฏิบัติมีความสำคัญ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20285</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์, ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์, พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181019/image_big_5bc9b680b3582.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
