<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 18:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 16:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.ร่วมกับหน่วยงานภาคีพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย จ.อุทัยธานี ซ่อมสร้างบ้านในเมืองและชนบทรวม 1,183 หลัง-ซ่อมแพแล้วกว่า 100 แพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-left:-.05pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:-.05pt&quot;&gt;ลงนามบันทึกข้อตกลงพัฒนาที่อยู่อาศัยชาวอุทัยธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุทัยธานี /&amp;nbsp; พอช. ร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; และหน่วยงานภาคี&amp;nbsp; เดินหน้าพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในเมืองรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; และในชนบทที่ อ.ห้วยคต&amp;nbsp; รวม 1,183 หลัง&amp;nbsp; ใช้งบกว่า 60 ล้านบาท&amp;nbsp; ขณะที่การอนุรักษ์และฟื้นฟูชุมชนชาวแพสะแกกรัง&amp;nbsp; โดยการซ่อมสร้างแพที่ชำรุดทรุดโทรมคืบหน้าไปแล้วกว่า 100 แพจากทั้งหมด 122 แพ&amp;nbsp; พร้อมทั้งมีแผนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายในประเทศไทย&amp;nbsp; สร้างตลาดชาวแพ&amp;nbsp; อนุรักษ์ปลาและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เพื่อให้ชาวชุมชนมีอาชีพ &amp;nbsp;มีรายได้&amp;nbsp; ขณะที่กรมชลประทานเตรียมศึกษาหาทางแก้ปัญหาน้ำสะแกกรังแห้งแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;วันนี้&amp;nbsp; (28 มิถุนายน) ระหว่างเวลา 10.00-12.00 น.&amp;nbsp; ที่ห้องประชุมเทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วม มือ &amp;lsquo;การแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยจังหวัดอุทัยธานี&amp;rsquo; &amp;nbsp;ระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กับหน่วยงานและภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; โดยมนายณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย &amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; นายชาดา ไทยเศรษฐ์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส.ส. จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน&amp;nbsp; มีผู้แทนส่วนราชการ&amp;nbsp; ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; และผู้แทนชุมชนเข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 100 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในการลงนามครั้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้มอบงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ประกอบด้วย 1. โครงการบ้านมั่นคงเมือง&amp;nbsp; การพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 392 ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ&amp;nbsp; 23 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; 2.โครงการบ้านมั่นคงชนบท&amp;nbsp; ตำบลห้วยคต&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; รวม 304 ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ 12.9 ล้านบาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3.โครงการบ้านมั่นคงชนบท ตำบลทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต รวม 219&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ 11.3 ล้านบาท&amp;nbsp; และ 4.โครงการบ้านมั่นคงชนบทตำบลสุขฤทัย&amp;nbsp; อ.ห้วยคต รวม&amp;nbsp; 268 ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ&amp;nbsp; 12.9 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 1,183&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณทั้งหมด 60 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; โดยจะเริ่มโครงการทั้งหมดนี้ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;มอบงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้หน่วยงานที่ร่วมลงนามการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชาวอุทัยธานีทั้งในเมืองและชนบท&amp;nbsp; รวมทั้งหมดกว่า 40 หน่วยงาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; อบจ.&amp;nbsp; ที่ดินจังหวัด&amp;nbsp; ธนารักษ์จังหวัด&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด&amp;nbsp; เกษตรและสหกรณ์จังหวัด&amp;nbsp; สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด&amp;nbsp; โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด&amp;nbsp; การประปาส่วนภูมิภาค&amp;nbsp; ผู้แทนขบวนที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินภาคเหนือ&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการลงนามเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดอุทัยธานีตั้งแต่ปี 2553 &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; จำนวน 70 ครัวเรือน&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงชนบทตำบลระบำ&amp;nbsp; อำเภอลานสัก&amp;nbsp; สร้างบ้านใหม่ในที่ดิน ส.ป.ก. ในปี 2560-2561 รวม 349 ครัวเรือน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งโครงการในปัจจุบัน &amp;nbsp;คือ&amp;nbsp; ชุมชนชาวแพ, ชุมชนรอบเขาสะแกกรัง &amp;nbsp;และบ้านมั่นคงชนบท อำเภอห้วยคต&amp;nbsp; รวม 7 โครงการ&amp;nbsp; จำนวน 1,729 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;นายวิชัย&amp;nbsp; นะสุวรรณโน &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานภาคเหนือ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; กล่าวว่า&amp;nbsp; พอช.เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)&amp;nbsp; มีเป้าหมายในการสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งสร้างความเป็นธรรม&amp;nbsp; ลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การพัฒนาด้านที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบทตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในจังหวัดอุทัยธานีนั้น&amp;nbsp; พอช.เริ่มสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของชาวชุมชนเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังตั้งแต่ต้นปี 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยนายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนชาวแพในแม่น้ำสะแกกรังในเรื่องที่อยู่อาศัยทรุดโทรมและคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; จึงได้มอบหมายให้ พอช.ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นบรูณาการการแก้ไขปัญหาร่วมกัน&amp;nbsp; โดยมีการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งหมด 122 หลัง (แพ)&amp;nbsp; รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; รายได้ ฯลฯ&amp;nbsp; ใช้งบประมาณรวม 8.8 ล้านบาทเศษ &amp;nbsp;ขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว 100 หลัง (แพ)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พอช.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดอุทัยธานีสำรวจปัญหาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองและชนบท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในเมืองสำรวจชุมชนผู้มีรายได้น้อยบริเวณรอบเขาสะแกกรังในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; พบผู้เดือดร้อนทั้งหมด 392 ครัวเรือน (มี 3 โซน &amp;nbsp;คือ 1. โซนชุมชนหน้าเขาและหลังสนามกีฬา 2. โซนชุมชนหลังเขา&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 3. โซนหน้าวัดสังกัดรัตนคีรี)&amp;nbsp; ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในที่ดินสาธารณะและที่ดินวัด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;สภาพชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นในช่วงต้นปี 2564 จึงเสนอโครงการไปยังคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและที่ดิน พอช.เพื่อเสนอขออนุมัติโครงการและงบประมาณ&amp;nbsp; และได้รับอนุมัติการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตรวมทั้งหมด 392 ครัวเรือน&amp;nbsp; (อุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; พัฒนาสาธารณูปโภค&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; บริหารจัดการ&amp;nbsp; เฉลี่ยครัวเรือนละ 60,000 บาท) รวมงบประมาณ 23,354,800 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีรูปแบบการพัฒนาตามสภาพชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การปรับปรุงที่อยู่อาศัยในชุมชนเดิมที่มีสภาพแออัด&amp;nbsp; บ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; ให้มีสภาพเหมาะแก่การอยู่อาศัย&amp;nbsp; การรื้อเพื่อปรับผังชุมชนและสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจะใช้ระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 2-3 ปี&amp;nbsp; ทำให้ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีมีความน่าอยู่&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อทำใช้คุณภาพชีวิตชาวชุมชนดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; โดยเฉพาะชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; ถือเป็นโอกาสที่ชุมชนจะใช้เรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเรื่องอื่นๆ ด้วย&amp;nbsp; เพราะนอกจากจะแก้ไขปัญหาเรื่องชุมชนแออัดแล้ว&amp;nbsp; ควรจะต้องใช้โอกาสนี้พัฒนาเรื่องการศึกษาให้ลูกหลาน&amp;nbsp; รวมถึงเรื่องอาชีพของชาวชุมชน&amp;nbsp; โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับจังหวัดและกระทรวงจะต้องร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวปานัดฌา&amp;nbsp; ไทยเศรษฐ์ &amp;nbsp;นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ที่ผ่านมา เทศบาลเมืองอุทัยธานีมีความพยายามจะแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยในชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; แต่ที่ดินที่ชาวบ้านอยู่อาศัยมีปัญหาทับซ้อนกันระหว่างที่ดินวัดสังกัสรัตนคีรีกับที่ดินสาธารณะและเป็นปัญหามานาน&amp;nbsp; ดังนั้นในขณะนี้เทศบาลจึงขอให้สำนักงานที่ดินจังหวัดมารังวัดและตรวจสอบแนวเขตที่ดินให้แน่ชัด&amp;nbsp; หากพื้นที่ใดเป็นที่ดินสาธารณะ&amp;nbsp; เทศบาลจะได้ทำเรื่องขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ประชาชนเช่าหรืออยู่อาศัยได้อย่างถูกกฎหมาย&amp;nbsp; และเทศบาลจะร่วมกับ พอช.พัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชาวชุมชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกาญจนี&amp;nbsp; ปรีดารัตน์ &amp;nbsp;กรรมการชุมชนหลังเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวชุมชนส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; ทำงานรับจ้างทั่วไปในเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; ต้องอยู่อาศัยในที่ดินสาธารณะและที่ดินวัดสังกัสรัตนคีรีมานานหลายสิบปี&amp;nbsp; ที่ผ่านมามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดมาติดประกาศห้ามบุกรุกที่ดิน&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านเกิดความกังวล&amp;nbsp; เพราะไม่รู้ว่าจะถูกขับไล่ในวันใด&amp;nbsp; เมื่อมีการลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในวันนี้&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านเกิดความสบายใจ&amp;nbsp; และจะร่วมกันพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ทรุดโทรมให้มีความแข็งแรง&amp;nbsp; ปลอดภัย&amp;nbsp; มีสภาพแวดล้อมที่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ที่ผ่านมา&amp;nbsp; พอช.ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับชาวชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สร้างความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชน&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; จัดทำแผนที่&amp;nbsp; วิเคราะห์ผังชุมชน&amp;nbsp; ส่งเสริมให้ชุมชนรวมตัวกันตั้งกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; จัดทำแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สาธารณูปโภค&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ทำแนวกันไฟ&amp;nbsp; พัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับกรรมการเมืองและคณะทำงานขับเคลื่อนที่อยู่อาศัยจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; เพื่อพัฒนาชุมชนรอบเขาสะแกกรังทั้งหมด 3 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 392 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวกะเหรี่ยงภูเหม็นเตรียมซ่อมบ้าน-ทำประปาภูเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการพัฒนาชุมชนรอบเขาสะแกกรังแล้ว&amp;nbsp; พอช.ยังมีแผนงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคงชนบท&amp;rsquo; ในอำเภอห้วยคต&amp;nbsp; จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; รวม 3 ตำบล &amp;nbsp;คือ&amp;nbsp; ทองหลาง&amp;nbsp; ห้วยคต&amp;nbsp; และสุขฤทัย&amp;nbsp; เนื่องจากสภาพบ้านทรุดโทรมเพราะปลูกสร้างมานาน&amp;nbsp; และชาวบ้านมีรายได้น้อย&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 791 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ใช้งบประมาณรวม&amp;nbsp; 37 ล้านบาทเศษ (เฉลี่ยครัวเรือนละ 46,000 บาท) &amp;nbsp;โดยจะเริ่มโครงการได้ภายในเดือนสิงหาคมเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยงภูเหม็นร่วมออกแบบการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงอังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; ต.ทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นมีประมาณ 200 ครัวเรือน&amp;nbsp; มีอาชีพปลูกข้าวไร่เป็นหลัก&amp;nbsp; ต้องอาศัยน้ำธรรมชาติในการทำไร่และนำมาใช้ในครัวเรือน&amp;nbsp; จึงจัดทำโครงการบ้านมั่นคงชนบทเสนอต่อ พอช.และได้งบสนับสนุนประมาณ 1 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; เพื่อนำมาจัดทำโครงการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ซ่อมแซมบ้านเรือนที่ทรุดโทรม&amp;nbsp; จำนวน 51 ครัวเรือน&amp;nbsp; ทำประปาภูเขาโดยต่อท่อประปาจากแหล่งน้ำเข้ามาในหมู่บ้านระยะทางประมาณ 500 เมตร&amp;nbsp; จัดทำครัวกลางเพื่อใช้ทำอาหารในงานพิธีต่างๆ&amp;nbsp; จัดทำพิพิธภัณฑ์ชุมชน&amp;nbsp; และสร้างพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; โดยจะปลูกไม้ผล&amp;nbsp; ไม้ยืนต้นในที่ดินรอบๆ ชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 61 แปลง&amp;nbsp; จะเริ่มโครงการได้ในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซ่อมแพในแม่น้ำสะแกกรังแล้วกว่า 100 แพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าการฟื้นฟูและพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งประสบปัญหาเรือนแพทรุดโทรม&amp;nbsp; แพเกยตื้นและลูกบวบพยุงแพเสียหายเพราะแม่น้ำสะแกกรังแห้งแล้ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัญหาแม่น้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; ผักตบชวาขวางกั้นการเดินเรือ&amp;nbsp; ทำให้ชาวเรือนแพซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; จับปลา&amp;nbsp; ทำประมงพื้นบ้าน ฯลฯ ได้รับความเดือดร้อนนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;สภาพแม่น้ำสะแกกรังที่แห้ง&amp;nbsp; ทำให้แพเกยตื้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช. ร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; จัดทำแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัย (เรือนแพ)&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 122 หลัง&amp;nbsp; เริ่มซ่อมสร้างตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 &amp;nbsp;ปัจจุบัน (มิถุนายน 2564)&amp;nbsp; ซ่อมสร้างเสร็จแล้วประมาณ 102 หลัง &amp;nbsp;ส่วนที่เหลืออีก 20 หลังอยู่ในระหว่างการดำเนินงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;สภาพแพที่ทรุดโทรม&amp;nbsp; ต้องรื้อซ่อมใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; จะร่วมกันพัฒนาชุมชนเรือนแพเพื่อให้ชาวชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; ใช้ต้นทุนที่มีอยู่พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว&amp;nbsp; สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชาวชุมชน &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; มีตลาดชาวแพ&amp;nbsp; หรือแพจำหน่ายสินค้า&amp;nbsp; แพกลางเพื่อเป็นศูนย์ข้อมูล&amp;nbsp; บริการนักท่องเที่ยว ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการแก้ไขปัญหาน้ำในแม่น้ำสะแกกรังแห้งแล้งนั้น&amp;nbsp; นายชาดา ไทยเศรษฐ์&amp;nbsp; ส.ส.อุทัยธานี&amp;nbsp; พรรคภูมิใจไทย&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา&amp;nbsp; ตนได้พูดคุยกับชลประทานจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ทราบว่าขณะนี้กรมชลประทานมีโครงการศึกษาการแก้ไขปัญหาแม่น้ำสะแกกรังแห้งแล้ง&amp;nbsp; อันเนื่องมาจากภาวะวิกฤต&amp;nbsp; น้ำในเขื่อนที่จะปล่อยลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้อย&amp;nbsp; จึงไม่สามารถสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาเติมได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยกรมชลประทานจะใช้งบประมาณ 30 ล้านบาทเพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษาสำรวจข้อมูลปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาตลอดลำน้ำสะแกกรัง (ระยะทางจากต้นน้ำที่ จ.กำแพงเพชร&amp;nbsp; ลงมาถึง จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; ประมาณ 225 กิโลเมตร) คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ผู้แทนหน่วยงานและภาคีต่างๆ ที่ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตกับผู้แทนชุมชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107928</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, ชนบท, ที่อยู่อาศัย, บ้านในเมือง, ผู้มีรายได้น้อย, พอช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9ab86d9d7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28213</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2019 19:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2019 19:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการ&#039;ธนกฤต&#039;กระทุ้งรัฐเจียดงบซื้อหน้าหน้ากากป้องกันฝุ่น ให้นักเรียนและผู้มีรายได้น้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.พ. 2562 นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณมาแจกหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 ให้แก่เด็กนักเรียนและผู้มีรายได้น้อย โดยจากรายงานการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษระบุไว้ว่า ในช่วงเดือนปลายเดือนธันวาคมถึงมีนาคมของทุกปีย้อนหลังไป 8 ปี ตั้งแต่ปี 2554 ถึง 2561 สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐานมาโดยตลอด&amp;nbsp;
ประกอบกับหากในช่วงใดที่มีอุณหภูมิต่ำ ความกดอากาศสูง ท้องฟ้าปิด สภาพอากาศสงบนิ่งไม่กระจายตัว จะเกิดการสะสมของฝุ่น PM 2.5 ทำให้ค่าของฝุ่น PM 2.5 สูงกว่าปกติ เช่นในปีนี้ที่มีปัญหาฝุ่น PM 2.5 เกินเกณฑ์มาตรฐานเช่นเดียวกับปีที่แล้ว แต่สถานการณ์รุนแรงกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา เพราะสภาพอากาศที่สงบนิ่ง ไม่ลอยตัวขึ้นสู่บรรยากาศ จึงทำให้ไม่มีการหมุนเวียนของอากาศและทำให้มีการสะสมของฝุ่น PM 2.5 มากขึ้นกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา โดยฝุ่น PM 2.5 ที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นผม 25 เท่า เมื่อสูดหายใจเข้าไปจึงสามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดและไหลเวียนไปยังอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้ง่าย และเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด โรคมะเร็ง กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ โรคหอบหืด รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการทางสมองของเด็กด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีงานวิจัยระบุไว้ว่าฝุ่น PM 2.5 มีสารก่อมะเร็งถึง 14 ชนิด และมีโลหะหนักที่เกินมาตรฐานและเป็นพิษต่อร่างกายถึง 18 ตัว โดยสารที่พบมากคือทังสเตน แคดเมียมและสารหนู องค์การอนามัยโลกจึงได้กำหนดให้ฝุ่น PM 2.5 อยู่ในกลุ่มของสารก่อมะเร็ง ฝุ่น PM 2.5 จึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งเด็กและผู้ใหญ่จำนวนมากที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดต่าง ๆ ที่ประสบปัญหาค่าฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน และจากรายงานการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษที่กล่าวมา สถานการณ์ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานจะยังคงอยู่ต่อไปจนถึงเดือนมีนาคมเช่นเดียวกับทุก ๆ ปี ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์มลพิษจากฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานนี้ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 4 จึงถือว่าเป็นสาธารณภัย โดยเป็นภัยอันมีผลกระทบต่อสาธารณชนซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและร่างกายของประชาชน และกระทบโดยตรงกับชีวิตผู้คนจำนวนมากมายเป็นสิบ ๆ ล้านคนในหลายจังหวัด และหากจะจัดว่าเป็นภัยพิบัติก็น่าจะได้ เพราะก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของประชาชน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของผู้คนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ขอรับบริจาคหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น PM 2.5 เพื่อแจกให้แก่เด็กนักเรียนในเขตพื้นที่ที่ประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีงบประมาณไม่เพียงพอในการจัดซื้อ ในเรื่องนี้หากจะรอให้มีผู้มาบริจาคก็คงต้องใช้เวลา และการจะขอรับบริจาคหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 เพื่อแจกจ่ายให้แก่เด็กนักเรียนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากให้ทั่วถึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก รัฐบาลจึงควรจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งมีจำนวน 2,500 ล้านบาท และเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งมีจำนวน 99,000 ล้านบาท รวมงบประมาณทั้ง 2 ส่วนนี้เป็นเงินร่วม 1 แสนล้านบาท โดยแบ่งสรรงบประมาณส่วนหนึ่งมาใช้ในการแจกหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 ให้แก่เด็กนักเรียนและประชาชนผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะเป็นสถานการณ์เร่งด่วนและปัญหาฝุ่น PM 2.5 อยู่ในภาวะวิกฤตติดต่อกันมาได้ระยะหนึ่งแล้ว จึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องให้ความใส่ใจดูแลชีวิตและสุขภาพอนามัยของเด็กนักเรียนและประชาชนอย่างรีบด่วน สำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อย หากจะต้องใช้จ่ายซื้อหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 ซึ่งมีราคาหลายสิบบาทในแต่ละวัน ถือว่าเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยเลย หากรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือแจกหน้ากากให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าให้ประชาชนกลุ่มนี้ต้องหาหนทางดูแลป้องกันตนเองให้พ้นอันตรายจากฝุ่น PM 2.5 อย่างเป็นไปตามบุญตามกรรมหรือตามมีตามเกิดของแต่ละคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จากรายงานการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษ พบว่าฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล มาจากไอเสียรถยนต์ดีเซล 29.2 % การเผาชีวมวลซึ่งเป็นวัสดุการเกษตร 37.8% ฝุ่นทุติยภูมิ 20.7% โรงงาน 5.6 % จึงเห็นได้ว่าค่าฝุ่น PM 2.5 ที่มาจากการเผาอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก การเผาในที่โล่งจึงเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของปัญหาฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานนอกเหนือไปจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ใกล้จะถึงนี้ ประเพณีในระหว่างเทศกาลตรุษจีนก็เป็นสิ่งที่ต้องรักษาและประพฤติปฏิบัติสืบเนื่องต่อกันไป แต่สิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของชีวิตผู้คนโดยรอบในสังคมก็เป็นสิ่งที่ต้องดูแลรักษาควบคู่กันไปด้วย การป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน นอกจากจะเป็นภาระหน้าที่ของภาครัฐโดยตรงแล้วก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องการการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้วย ภาครัฐจึงควรจะประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ที่ถูกต้องในเรื่องฝุ่น PM 2.5 แก่ประชาชน และรณรงค์ขอความร่วมมือจากประชาชนให้เผากระดาษ เครื่องเซ่นไหว้ และจุดธูป เท่าที่จำเป็น ในช่วงเทศกาลตรุษจีนด้วย ซึ่งหากมีการสร้างความรู้เข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 แล้ว ย่อมไม่เป็นการยากลำบากที่จะได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ร่วมกับภาครัฐแต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28213</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อหน้ากาป้องกันฝุ่น PM2.5, ธนกฤต วรธนัชชากุล, นักเรียน, ผู้มีรายได้น้อย, รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณ, อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181122/image_big_5bf6c4d16b7db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2018 15:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2018 15:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มาร์ค&#039;ฉะรัฐบาลคสช.ไร้ระบบช่วยผู้มีรายได้น้อย จากสวัสดิการกลายเป็นประชานิยม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ย.61 - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&amp;nbsp;ทั้งการดูแลผู้สูงอายุ ค่าน้ำและค่าไฟ ว่า&amp;nbsp;รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกำลังซื้อของชาวบ้านที่ขณะนี้กำลังย่ำแย่ อย่างไรก็ตาม เราเคยคาดหวังว่าหากจะมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องทำอย่างเป็นเป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องที่จะให้รัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งทำตามใจชอบ วันนี้ถือว่ารัฐบาลไม่ได้ทำเป็นระบบ เพราะมติที่ออกมาไม่ทราบว่าในปีหน้าจะมีอีกหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;เริ่มแรกอุตส่าห์จะสร้างให้เป็นสวัสดิการ แต่วันนี้กลับเข้าไปสู่ประชานิยมเหมือนเดิม เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์และระบบ เพราะขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลในขณะนั้นๆ จะด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจหรือปัจจัยทางการเมือง ก็ตัดสินใจได้ตามใจชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า มาตรการที่ออกมาในรายละเอียดงบประมาณมีทั้งให้แบบเงินสดส่วนหนึ่ง ซึ่งความจริงปชป.ได้บอกแล้วว่าถ้าทุกอย่างทำด้วยเงินสดตั้งแต่ต้นจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีอีกหลายส่วนที่รายละเอียดสลับซับซ้อนพอสมควร เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ต้องจ่ายไม่เกินเท่าไหร่ จึงกลับมาเป็นเครดิตได้ หรือแม้แต่ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ก็มีเกณฑ์กำหนดอายุ เท่ากับจะทำให้ระบบดังกล่าวมีความซับซ้อน ยุ่งยาก และเริ่มนำนโยบายอื่นมาพันกับบัตรสวัสดิการมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อะไรที่ช่วยเหลือประชาชน เราอยากให้ช่วย แต่การช่วยก็นึกว่าจะตั้งหลักว่าช่วยแบบเป็นระบบ แบบมีหลักเกณฑ์ ยั่งยืน แต่ลักษณะการตัดสินใจของครม.กลับไม่ได้ออกมาตามแนวทางนี้&amp;rdquo; นายอภิสิทธิ์ กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามาตรการช่วยค่าน้ำค่าไฟจะช่วยจนถึงเดือนก.ย. 62 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าคิดว่าดีเหตุใดจึงสิ้นสุดแค่เดือนก.ย.ปีหน้า นี่คือตัวอย่างว่ารัฐบาลไม่ได้คิดเป็นระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามอีกว่าเป็นการชิงความได้เปรียบทางการเมืองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่เชื่อประชาชนมองออก และคิดว่าไม่เป็นอย่างที่รัฐบาลหวังว่าจะให้ประชาชนสนับสนุนในหลายอย่างมากขึ้น ส่วนมาตรการดังกล่าวจะเป็นการหาเสียงหรือไม่ ไม่ทราบเช่นกัน แต่คิดว่าจะไม่ได้เสียงมาก ทั้งนี้ ลักษณะการอนุมัติดังกล่าวไม่ต่างจากประชานิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามต่อว่าหากประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลจะจัดการกับมาตรการนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า แนวคิดเกี่ยวกับสวัสดิการเพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อย ปชป.สนับสนุนแต่ต้น และหากจะทำต้องมีระบบที่มีหลักเกณฑ์และทำได้ตลอด หากทำแบบรัฐบาลนี้จะทำให้ผู้ที่ถือบัตรได้อะไรขึ้นมากเรื่อยๆทั้งที่หลายคนอาจพ้นจากสถานภาพเป็นคนที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว ในทางกลับกัน ผู้ที่ไม่ได้ถือบัตรจะเสียสิทธิ์เรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่าสิทธิ์ที่พึ่งได้ควรให้เป็นการทั่วไปให้มากที่สุด และควรให้ในรูปแบบที่สะดวกที่สุด อีกทั้งหากต้องการเพิ่มกำลังการซื้อของประชาชนไม่ควรจะจำกัดช่องทางการใช้เงิน เพราะทำให้ประชาชนไม่สะดวกไม่มีทางเลือก อีกทั้งเงินก็จะไม่หมุนเวียนในตลาดหรือร้านค้า ที่สำคัญ คนที่ขายของให้กับผู้มีรายได้น้อยจะสูญเสียมูลค่าทางธุรกิจอย่างมหาศาล ทำให้เพิ่มจำนวนคนที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; หัวหน้าพรรค กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22439</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ประชานิยม, ผู้มีรายได้น้อย, สวัสดิการแห่งรัฐ, หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, หาเสียงเลือกตั้ง, แจกเงินคนจน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181119/image_big_5bf25609a6c58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17866</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2018 16:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2018 16:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียวคืนแวตผู้มีรายได้น้อย เริ่ม 1 พ.ย.-30 เม.ย.62</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.61 - พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอมาตรการชดเชยเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยใช้ข้อมูลจากจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้มีรายได้น้อยได้ชำระจากราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยไม่รวมสินค้าและบริการที่มีภาษีสรรพสามิต สำหรับการชำระราคาสินค้าและบริการจากร้านธงฟ้า ประชารัฐหรือร้านค้าเอกชนอื่นที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ผ่านเครื่อง&amp;nbsp;EDC&amp;nbsp;ที่มีการเชื่อมต่อระบบ&amp;nbsp;POS&amp;nbsp;โดยร้านค้าดังกล่าวต้องส่งข้อมูลให้แก่กรมบัญชีกลางผ่านระบบที่ บมจ. ธนาคารกรุงไทย พัฒนารองรับการทำงานนี้ แต่ข้อมูลจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้มีรายได้น้อยได้ชำระผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะได้รับเงินชดเชยจะต้องเป็นข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.61&amp;nbsp;&amp;ndash;&amp;nbsp;30 เม.ย.62 รวมระยะ 6 เดือนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า ทั้งนี้ ให้กรมบัญชีกลางดำเนินการจ่ายเงินชดเชยดังกล่าว โดยใช้ข้อมูลจากจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้มีรายได้น้อยได้ชำระ เพื่อนำมาประมวลผลคัดแยกจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 7 ออกจากราคาสินค้าและบริการที่ผู้มีรายได้น้อยได้ชำระผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปจริงในแต่ละเดือน โดยกันไว้ร้อยละ 1 ซึ่งเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้มีรายได้น้อยได้ชำระราคาสินค้าและบริการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว ส่วนที่เหลือร้อยละ 6 ให้นำมาจำแนกข้อมูลออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ร้อยละ 5 เพื่อการใช้จ่าย และส่วนที่ 2 ร้อยละ 1 เพื่อการออม โดยเงินชดเชยที่ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับทั้ง 2 ส่วน เมื่อรวมกันแล้ว ต้องไม่เกินจำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน โดยใช้จ่ายจากเงินกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ทั้งสิ้น จำนวน 5,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า และได้อนุมัติค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบ&amp;nbsp;POS&amp;nbsp;สำหรับร้านธงฟ้าประชารัฐกลุ่มเป้าหมาย โดยจัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 90 ล้านบาท และมอบหมายให้สำนักงบประมาณเร่งรัดการพิจารณารายละเอียดค่าใช้จ่ายดังกล่าว เพื่อให้กรมบัญชีกลางสามารถดำเนินการจ้าง บมจ. ธนาคารกรุงไทย ได้ทันวันที่ 1 ต.ค.61 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยผู้ที่มีรายได้น้อยกว่าหนึ่งแสนบาทต่อปี และผู้ที่มีรายได้น้อยมาก คือต่ำกว่าสามหมื่นบาทต่อปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17866</URL_LINK>
                <HASHTAG>คืนภาษีแวต, ผู้มีรายได้น้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180411/image_big_5acd5ae1522e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2018 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2018 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯประกาศไม่ทอดทิ้งคนจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ พอใจความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจของประชาชนดีขึ้น ย้ำรัฐบาลไม่ทอดทิ้งผู้มีรายได้น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พอใจผลประเมินดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน ก.ค. 61 ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่รายงานว่า อยู่ที่ระดับ 82.2 ซึ่งถือว่าปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องและเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 62 เดือน นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 56 โดยทุกรายการปรับตัวดีขึ้นแทบทั้งสิ้น &amp;nbsp;เนื่องจากประชาชนเห็นว่าการส่งออกและการท่องเที่ยวขยายตัวดีจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมให้ดีขึ้น ส่วนราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการเริ่มดีขึ้น และกำลังซื้อของประชาชนในหลายจังหวัดก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน&amp;nbsp;เช่นเดียวกับรายงานดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนไทยเดือน ก.ค.61 ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ระบุว่า ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน จากระดับ 44.7 ในเดือน มิ.ย. มาอยู่ที่ 45.1 เนื่องจากครัวเรือนมีมุมมองต่อเรื่องรายได้และการมีงานทำดีขึ้น ขณะที่ภาคเกษตรกรรมเริ่มเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาด ช่วยหนุนให้เกษตรกรมีรายได้&amp;nbsp;ส่วนตัวเลขการจ้างงานของประเทศ เพิ่มขึ้นจาก ช่วงเดียวกันของ ปีก่อน 651,970 อัตรา และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 260,500 อัตรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายกฯเน้นย้ำว่ารัฐบาลจะพยายามแก้ไขปัญหารายได้ของประชาชนไม่เพียงต่อค่าครองชีพในปัจจุบันโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือหลายอย่างเพื่อเพิ่มรายได้และลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นาโนไฟแนนซ์ พักชำระหนี้เกษตรกร ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกร โครงการแฟรนไชส์สร้างอาชีพ เป็นต้น&amp;nbsp;สำหรับข้อกังวลว่าเศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างประเทศนั้น ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณผลกระทบใด ๆ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ประมาท โดยได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;นอกจากนี้ นายกฯยังแสดงความยินดีที่ประเทศไทยมีอันดับความสามารถด้านโลจิสติกส์ในปี 2561 ดีขึ้น จากการประกาศของธนาคารโลก โดยอยู่ในอันดับที่ 32 จากเดิมเมื่อปี 2559 อยู่ที่อันดับ 45 ซึ่งนับว่าดีขึ้นถึง 13 อันดับ เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลได้ขับเคลื่อนแผนงานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศจนเห็นเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ และสนามบิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15233</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนจน, ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ, นายกรัฐมนตรี, ผู้มีรายได้น้อย, พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180528/image_big_5b0bdb1196d4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14675</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2018 14:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2018 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเพิ่มอีก 1 แสนร้านค้า ช่องทางใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค.61 - พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการดำเนินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า โครงการนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ต้องการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในการใช้ชีวิตประจำวันให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และต้องการนำข้อมูลของประชาชนมาจัดทำนโยบายเพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด อีกทั้งยังต้องการให้ผู้มีรายได้น้อยได้พัฒนาชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น ซึ่งการดำเนินการโครงการดังกล่าวมีประชาชนลงทะเบียนรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งสิ้น 14.1 ล้านคน ผ่านหลักเกณฑ์ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 11.4 ล้านคน ซึ่งขณะนี้ได้รับบัตรไปแล้ว 97% โดยสวัสดิการจากบัตรดังกล่าวในเฟสแรก ระหว่างเดือน ต.ค.60 &amp;ndash; มิ.ย. 61 สำหรับผู้มีรายได้เกิน 3 หมื่นบาทแต่ไม่ถึง 1 แสนบาทต่อปี จะได้รับเงินจับซื้อสิ่งของจำเป็นในร้านค่าที่มีเครื่องรูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 200 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่ถึง 3 หมื่นบาทต่อปีจะได้รับ 300 บาทต่อเดือน โดยเฟสสอง ระหว่างเดือน ก.พ.61-ก.ค.61 จะมีการปรับเพิ่มเงินให้กับผู้เข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาคุณภาพชีวิตและอาชีพที่ภาครัฐจัดให้ เป็น 300 และ 500 บาท ตามลำดับ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.อธิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในเฟสสองจะเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้สะดวกขึ้น โดยโครงการเงินประชารัฐ ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ในร้านค้าปลีกทั่วไปผ่านแอปพลิเคชั่นของธนาคารกรุงไทย ซึ่งในเดือน ก.ค.นี้มีร้านค้ารายย่อยลงทะเบียนแล้ว 1.5 หมื่นร้านค้า คาดว่าในเดือนก.ย. จะมีร้านค่าเข้าร่วม 1 แสนแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการหักภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับผู้ใช้บัตรประชารัฐ โดยจะเป็นเงินคืนเข้าบัตรในเดือนต่อไป ถ้าไม่มีข้อติดขัดอะไรจะสามารถเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในปลายปีนี้&amp;nbsp; และ รัฐบาลจะพยายามรับฟังความคิดเห็นเพื่อพัฒนาการให้บริการประชาชนต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14675</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ผู้มีรายได้น้อย, ร้านธงฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae823b523e4f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2018 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2018 18:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ปิยะสกล’ระบุบัตรทองผู้มีรายได้น้อยมีสิทธิอยู่แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบมาตรการเพิ่มเติมในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้สามารถเข้ารับบริการในสิทธิบัตรทอง
โดยไม่ต้องเสียเงินว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ประชาชน 48 ล้านคนยังได้รับสิทธิเหมือนเดิม โดยไม่ต้องยกเลิกอะไรโดย ผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีประมาณ 21 ล้านคน และอยู่ในสิทธิบัตรทองประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งก็ไม่ต้องจ่ายอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14598</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, บัตรทอง, ผู้มีรายได้น้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180802/image_big_5b62ed27afd1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
