<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81227</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2020 13:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2020 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่มั่นใจจีดีพีกลับโตบวกกลางปี 64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค. 2563 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การขยายตัวเศรษฐกิจไทยจากนี้ไปติดลบทุกไตรมาส ต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 1/2564 ก่อนจะกลับมาเป็นการฟื้นตัวเป็นบวกในไตรมาส 2/2564 โดยเป็นลักษณะของการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ยาว ๆ ส่วนจะได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวในลักษณะก่อนการระบาดของโควิด-19 น่าจะเป็นช่วงไตรมาส 3/2565 ซึ่งการฟื้นตัวจะอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอนสูงมาก โดยคาดว่าในปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเหลือ 6.7 ล้านคน จากคาดการณ์เดิมที่ 40 ล้านคน รายรับหายไป 10% ของจีดีพี ขณะที่การส่งออกสินค้าหดตัวหนักสุดในไตรมาส 2/2563

&amp;quot;จะให้ระดับจีดีพีกลับมาก่อนโควิด คงไม่เห็นจนกระทั่งไตรมาส 3/2565 สื่อว่าเรื่องการฟื้นตัวไม่มาเร็ว ใช้เวลานาน และสุดท้ายการฟื้นตัวเหล่านี้จะมีความไม่แน่นอนสูงมาก&amp;quot; นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ จะมีการระบาดรอบสองหรือไม่ วัคซีนมาเมื่อไหร่ นักท่องเที่ยวจะมาเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ แม้จะมีการประเมินได้เป็นการทั่วไป แต่คำถามยังไม่มีคำตอบชัดเจน ทำให้ความไม่แน่นอนมีอยู่สูงมาก ตรงนี้เป็นตัวถ่วงการฟื้นตัว ทำให้หลายกิจกรรมที่ควรเกิด ไม่เกิด ทุกคนอยู่ในโหมดรอคอย แต่จากการคลายมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาล บริบทประเทศได้เปลี่ยนไปอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ 1. การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน 2. การฟื้นตัวใช้เวลานาน และ 3.&amp;nbsp; การฟื้นตัวมีความไม่แน่นอน

นอกจากนี้ จากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในขณะนี้ ได้ส่งผลต่อความไม่แน่นอนทางการเมือง ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามใกล้ชิด ส่วนผลกระทบกับเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ต้องดูสถานการณ์ว่าลากยาวหรือไม่ แต่ที่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน คือ ความเชื่อมั่น การบริโภค และท่องเที่ยว แต่สิ่งที่ ธปท. ให้ความสำคัญที่สุด คือการจัดการปัญหา โดย ธปท. จะต้องเป็นที่พึงทางใจในด้านเศรษฐกิจ เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลังจากนี้ ต้องเปลี่ยนจากเดิมที่เป็นปูพรม มาเป็นตรงจุด แยกแยะระหว่างคนที่ถูกกระทบ และต้องมีความยืดหยุ่น เพราะว่าสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง จึงต้องออกมาตรการที่ยืดหยุ่น และต้องครบวงจร ต้องมองข้างหน้า ระยะ 2 ปี เพราะการแก้ปัญหาใช้เวลานาน และเครื่องมือที่จะรองรับ 2 ปีหน้ามีอะไรบ้าง โจทย์ไม่ใช่แค่การพักชำระหนี้ แต่หลังจากนั้นต้องทำอย่างไรให้กระบวนการปรับโครงสร้างมันดี และต้องดูว่าเมื่อปรับโครงสร้างหนี้ ท้ายที่สุดจะต้องมีหนี้เสีย เราจะจัดการกับส่วนนี้อย่างไร

ทั้งนี้ ในฐานะที่เข้ามาเป็นผู้ว่าการ ธปท. ได้วางโจทย์สำคัญ 5 เรื่อง คือ 1. แก้วิกฤติหนี้อย่างยั่งยืน เพื่อให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจผ่านพ้นวิกฤติ และฟื้นตัวได้ 2. รักษาเสถียรภาพระบบการเงิน เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจ 3. รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ให้โครงสร้างเศรษฐกิจการเงินไทยรองรับการเปลี่ยนแปลงภายใต้วิกฤติโควิด-19 และได้เน้นย้ำในข้อที่ 4. คือการสร้างความเชื่อมั่นของสาธารณชน ว่า ธปท. จะเป็นหนึ่งในองค์กรทีประชาชนเชื่อมั่นที่สุด ภายใต้แนวคิด คิดรอบ ตอบได้ และ 5. พัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานของ ธปท. ที่มุ่งผลสำฤทธิ์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81227</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201020/image_big_5f8e7d1ca8d10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75437</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2020 20:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2020 20:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง &#039;เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ&#039; ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค. 63 - เว็บไชต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ ตามพระราชบัญญัติ ธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๒๘/๑๔&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศณ วันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75437</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, ราชกิจจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55760</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2020 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2020 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์ชาติเปิดเป้าหมายนโยบายการเงินปี63หากเกิดเหตุด่วน&#039;ขุนคลัง-กนง.&#039;อาจออกนโยบายก่อนเสนอครม.!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ม.ค.2563 - นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ออกประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงิน ที่ สนง. 3/2562 เรื่อง เป้าหมายของนโยบายการเงิน ประจำปี 2563 และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 28 ม.ค.2563 โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะประธานคณะกรรมการ
นโยบายการเงินได้ตกลงร่วมกัน ดังนี้ 1. หลักการดาเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น ระบบเศรษฐกิจการเงินโลกและไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้พลวัตเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มต่างจากในอดีต อีกทั้งโครงสร้างตะกร้าเงินเฟ้อไทยที่มีสัดส่วนของอาหารและพลังงานสูง ทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากราคาอาหารสดในประเทศและราคาพลังงานโลกที่มีแนวโน้มลดลง&amp;nbsp;
นอกจากนี้ ระบบเศรษฐกิจการเงินโลกที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงระหว่างกันมากขึ้น ทำให้ปัจจัยภายนอกประเทศต่าง ๆ อาทิ สงครามการค้าและปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้นในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่นในปัจจุบันเอื้อให้ กนง. สามารถพิจารณานโยบายการเงินได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป โดยจะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาในระยะปานกลางเป็นเป้าหมายหลัก ควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคาและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการตัดสินนโยบายการเงินแต่ละครั้ง กนง. จะพิจารณาความสำคัญของเป้าหมายด้านต่าง ๆ อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวและชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียของการดำเนินนโยบายการเงินในแต่ละทางเลือก (policy trade-off) ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงพร้อมใช้เครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงินต่าง ๆ ที่มีอยู่ในลักษณะผสมผสาน เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เป้าหมายนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลาง และเป้าหมายสำหรับปี 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและ กนง. มีข้อตกลงร่วมกันโดยกำหนดให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงร้อยละ 1 - 3 เป็นเป้าหมายนโยบายการเงินด้านเสถียรภาพราคาสำหรับระยะปานกลาง และเป็นเป้าหมายสำหรับปี 2563 โดยอัตราเงินเฟ้อในช่วงดังกล่าวเป็นระดับที่เหมาะสมกับพลวัตเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพของระบบเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ การเปลี่ยนรูปแบบเป้าหมายเป็นช่วง ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้โลกที่ผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูง ประกอบกับสามารถดูแลเป้าหมายด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพระบบการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ การกำหนดเป้าหมายระยะปานกลาง เพื่อให้สอดคล้องกับประสิทธิผลการดำเนินนโยบายการเงินที่ต้องใช้เวลาในการส่งผ่านผลไปยังภาคเศรษฐกิจจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การติดตามความเคลื่อนไหวของเป้าหมายของนโยบายการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจะหารือร่วมกันเป็นประจำและ/หรือเมื่อมีเหตุจำเป็นอื่นตามที่ทั้งสองหน่วยงานจะเห็นสมควร เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของนโยบายการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้การดำเนินนโยบายการคลังและนโยบายการเงินเป็นไปในทิศทางที่สอดประสานกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนง. จะจัดทำรายงานผลการดำเนินนโยบายการเงินทุกครึ่งปี ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับ (1) การดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา (2) แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะถัดไป และ (3) การคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจในอนาคต เพื่อแจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบ รวมถึงจะเผยแพร่รายงานนโยบายการเงินทุกไตรมาสเป็นการทั่วไป อันจะช่วยเพิ่มการรับรู้ของสาธารณชนถึงแนวทางการตัดสินนโยบายการเงินของ กนง. ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การเคลื่อนไหวของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปออกนอกกรอบเป้าหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนง. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในระยะต่อไปจะผันผวนจากความไม่แน่นอนของราคาพลังงานและราคาอาหารสด ความเสี่ยงจากต่างประเทศโดยเฉพาะนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา และมาตรการตอบโต้ของประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ดังนั้น หากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมาหรือประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนข้างหน้าเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมาย กนง. จะมีจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยจะชี้แจงถึง (1) สาเหตุของการเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมายดังกล่าว (2) แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา และในระยะต่อไปเพื่อนาอัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะเวลาที่เหมาะสม และ (3) ระยะเวลาที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย นอกจากนี้ กนง. จะมีจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทุก 6 เดือน หากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยตามแนวทางข้างต้นยังคงอยู่นอกกรอบเป้าหมาย และจะรายงานความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาเป็นระยะตามสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.การแก้ไขเป้าหมายของนโยบายการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรหรือจำเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ กนง. อาจตกลงร่วมกันเพื่อแก้ไขเป้าหมายของนโยบายการเงินได้ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดฉบับเต็มที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55760</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ธปท., ประกาศ, ประธานคณะกรรมการนโยบายการเงิน, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, วิรไท สันติประภพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180702/image_big_5b39858b6b77c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ว่าฯธปท.แจง ปัดลดดอกเบี้ย แก้บาทแข็งค่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติแจงลดดอกเบี้ยไม่ช่วยแก้บาทแข็ง รับห่วงถูกจับตาประเทศแทรกแซงค่าเงิน พร้อมออกมาตรการเพิ่มหากค่าบาทผิดปกติ นักเศรษฐศาสตร์คาดยาวถึงต้นปี 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น เป็นผลจากเงินดอลลาร์สหรัฐมีทิศทางอ่อนค่าลง ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ทำให้มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด จนเป็นผลทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยเงินทุนที่ไหลเข้ามานั้นส่วนใหญ่ไหลเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์แบบกระจุกตัวในบางช่วง ทำให้ค่าเงินบาทมีความผันผวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ธปท.มีความกังวลและเข้าดูแลสถานการณ์เงินบาทอย่างใกล้ชิด แต่ก็เป็นห่วงหากประเทศไทยจะถูกจับตาว่าเป็นประเทศที่มีการแทรกแซงค่าเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจไม่ส่งผลมากนักกับการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง&amp;quot; นายวิรไทระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 1.75% ซึ่งการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิม เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีการปรับคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของปีนี้เหลือ 3.3% ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 0%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท.ได้ปรับปรุงมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท และเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานข้อมูลการลงทุนในตราสารของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งยังต้องรอประเมินผลว่ามาตรการที่ออกมาแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าได้หรือไม่ ทั้งนี้ ธปท.ยืนยันว่าความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยโดยรวมไม่ได้ลดลง และมีบางจุดที่มีความเปราะบางเพิ่มขึ้น ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนมีพฤติกรรมลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และการออกกฎหมายคุมสหกรณ์ออมทรัพย์ล่าช้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ธปท.พร้อมที่จะออกมาตรการเพิ่มเติม หากค่าเงินบาทมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องต่อพื้นฐานของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน โดย ธปท.จะต้องติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด ส่วนภาคการเมืองไม่ควรเข้าไปแทรกแซงค่าเงิน เพราะถ้าประเทศไม่ดีจริง เงินลงทุนคงไม่ไหลเข้ามา แต่ตอนนี้มีเงินลงทุนเข้ามาทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว แต่ที่ไทยต้องการคือเงินลงทุนระยะยาว ขณะที่เงินลงทุนระยะสั้นก็ต้องกำกับดูแลให้ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้าน น.ส.นลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทไทยมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่แข็งค่าไปจนถึงช่วงต้นปี 2563 เพราะมีเงินทุนไหลเข้าจำนวนมาก ซึ่งได้ประเมินว่าหากธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังจากส่งสัญญาณมากขึ้น เพราะเป็นห่วงเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว จะทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ โดยคาดว่าปีนี้เงินบาทจะอยู่ในกรอบ 31.00-32.00 บาทต่อดอลลาร์ และยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นจะอยู่ได้นานหรือไม่ และรายได้จากต่างประเทศจากการส่งออกและการท่องเที่ยวยังไม่ได้ดีขึ้นชัดเจน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41259</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, ลดดอกเบี้ย, วิรไท สันติประภพ, หนังสือพิมพ์, เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2f3f6de1adb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26277</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2019 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. ไม่ห่วงเฟ้อส่อหลุดเป้าหมายหลังประชาชนใช้จ่ายปกติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ไม่ห่วงเงินเฟ้อปีนี้ส่อหลุดเป้าหมาย เหตุประชาชนยังใช้จ่ายปกติ แถมเศรษฐกิจไทยยังเติบโตสอดคล้องศักยภาพ ยันมีเครื่องมือดูแลหากสถานการณ์พลิกล็อก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ไม่กังวลว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้อาจจะหลุดกรอบล่างของตัวเลขคาดการณ์ที่ 1-4% เนื่องจากประชาชนยังคงใช้จ่ายเป็นปกติ และเศรษฐกิจไทยยังเติบโตสอดคล้องกับศักยภาพ โดย ธปท.มีเครื่องมือดูแลเศรษฐกิจหากสถานการณ์ในประเทศไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การที่อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 1% แต่คนยังมองว่าของไม่ถูกนั้น ยังมีปัจจัยที่ถ่วงน้ำหนักให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำอยู่ที่สินค้าเทคโนโลยีค่อนข้างมาก เช่น โทรศัพท์มือถือ ทีวีจอแบน ซึ่งแม้สินค้าเหล่านี้จะไม่ใช่สินค้าที่ประชาชนจับจ่ายใช้สอยทุกวัน แต่ก็อยู่ในตะกร้าที่ต้องนำมาคำนวณเงินเฟ้อเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับใกล้เคียงหรือต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายนโยบายการเงิน แต่ก็ยังไม่น่ากังวล เพราะตราบใดที่เศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้ การบริโภค การจ้างงาน การลงทุนยังขยายตัว ไม่ได้มีสัญญาณว่าเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำกว่าปกตินี้จะทำให้พฤติกรรมของประชาชนเปลี่ยนไปจนทำให้ชะลอการจับจ่ายใช้สอย โดยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำส่วนหนึ่งมาจากราคาพลังงานในตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อพิจารณาแล้ว เงินเฟ้อที่ต่ำอยู่ในกรอบล่าง ก็ไม่ได้มีความกังวลมาก ซึ่งในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น ธปท.ให้ความสำคัญกับเพดานหรือกรอบบนมากกว่า เพราะถ้าเมื่อใดก็ตามที่เงินเฟ้อสูงกว่ากรอบเพดานจะมีผลกระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะเงินเฟ้อที่สูงมาก จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และปัญหาด้านสังคมตามมา ซึ่งเราให้น้ำหนักตรงนี้มากกว่า&amp;quot; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า ขณะนี้เสถียรภาพระบบการเงินของไทยจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไปก็ยังไม่สามารถวางใจได้เต็มที่นัก เนื่องจากยังมีพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เปรียบเสมือนเป็นธนาคารเงาขนาดใหญ่ในระบบการเงินไทย, การออกพันธบัตรที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ, การแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจขนาดใหญ่, การให้สินเชื่อแบบมีเงินทอนในภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณให้เห็นว่ามีการประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็นในระบบการเงิน จึงทำให้ยังไม่สามารถวางใจได้เต็มที่นักกับเสถียรภาพระบบการเงินของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พอเสถียรภาพระบบการเงินไม่เกิดปัญหา ทุกคนก็จะไม่รู้สึกว่ามันสำคัญ แต่พอรู้สึกว่าเสถียรภาพมีปัญหา มันก็จะช้าไปแล้ว ดังนั้นมาตรการการดูแลเสถียรภาพจะต้องทำล่วงหน้า เป็นมาตรการเชิงป้องกัน เราจึงไม่ควรวางใจ หรือวางใจได้ไม่เต็มที่นัก เพราะไม่ใช่ข้อมูลตัวเลขที่ทำให้กังวล แต่พฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบการเงินเป็นสัญญาณที่ให้เห็นว่ามีการประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็นในระบบการเงิน มี NPL ในสินเชื่อที่อยู่อาศัย แข่งขันปล่อยสินเชื่อแบบเกินพอดี ดังนั้นการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน ต้องใช้มาตรการหลายอย่างเข้ามาดูแลร่วมกัน ทั้ง Micro Prudential, Macro Prudential และมีนโยบายการเงินในภาพใหญ่ที่ต้องสอดคล้องกัน&amp;quot; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า สิ่งที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คำนึงถึงและให้ความสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ผลข้างเคียงจากการที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำต่อเนื่องนาน มาสร้างความเปราะบางและเป็นปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจการเงินไทยในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง และมีความเสี่ยงในด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น โดยปีนี้ ธปท.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ราว 4% แต่ยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับศักยภาพ อย่างไรก็ดี ธปท.พร้อมจะใช้เครื่องมือต่างๆ ทางการเงินเข้ามาดูแล หากเห็นว่าความเสี่ยงมีแนวโน้มจะเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะยังมีความเหมาะสมในระยะข้างหน้า และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจะไม่เป็นไปอย่างต่อเนื่องดังเช่นในอดีต ซึ่ง กนง.จะมีการประเมินสถานการณ์ตามพัฒนาการของข้อมูลเป็นสำคัญ ทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาประกอบการดำเนินนโยบายทางการเงินที่เหมาะสมในระยะต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26277</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, วิรไท สันติประภพ, หลุดกรอบล่าง, อัตราเงินเฟ้อในปีนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b88a6d520c64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2018 17:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2018 17:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฐานะไทยเจ๋ง! ทุนสำรอง 7.8 ล้านล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มิ.ย.2561 &amp;ndash; เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 44 ง ได้เผยแพร่ประกาศประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ฝบช. 4/2561 ซึ่งลงนามโดยนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่อง รายงานฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศของทางการประจำเดือนเมษายน พ.ศ.2561 โดยมีเนื้อหาระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 และที่แก้ไขเพิ่มเติมให้จัดทำรายงานแสดงฐานะของเงินสำรองระหว่างประเทศของทางการ ทั้งในฐานะรวม ฐานะสุทธิ และฐานะล่วงหน้าสุทธิ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นประจำทุกเดือน นั้น ธนาคาร แห่งประเทศไทยประกาศรายงานดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศของทางการ ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2561 มีทองคำ 6,505.04 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือ &amp;nbsp;204,973.96 ล้านบาท, สิทธิพิเศษถอนเงิน 1,406.78 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือ 44,327.51 ล้านบาท, สินทรัพย์ส่งสมทบกองทุนการเงินระหว่างประเทศและเงินให้กู้แก่กองทุนฯ 683.83 ล้านดอลลาร์ สรอ.&amp;nbsp;หรือ 21,547.46 ล้านบาท และสินทรัพย์ต่างประเทศ 206,556.43 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือ 6,508,592.97 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้มีฐานะรวมอยู่ที่ 215,152.08 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือ 6,779,441.90 ล้านบาท ส่วนฐานะล่วงหน้าสุทธิอยู่ที่ 34,160 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือ 1,076,381.60 ล้านบาท ทำให้ฐานะสุทธิอยู่ที่ 249,312.08 &amp;nbsp;ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือ 7,855,823.50 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลเทียบเท่าบาทคำนวณจากมูลค่าเทียบเท่าดอลลาร์ สรอ. ที่แสดงเป็นหลักหน่วย โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคาร ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2561 ดอลลาร์ สรอ. ต่อ 31.510 บาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11368</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, ราชกิจจานุเบกษา, วิรไท สันติประภพ, เงินสำรองระหว่างประเทศ, เมษายน, เว็บไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e614b2649b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10445</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2018 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2018 08:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. ลุยปฏิรูปแบงก์ ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่อนปรนธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ไฟเขียว 6 บริษัทผ่านคุณสมบัติทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศกับธนาคารพาณิชย์ โดยไม่ต้องแสดงเอกสาร พร้อมตั้งธง 4 เดือนยกเครื่องกำกับดูแลสถาบันการเงินดึงใช้ดิจิทัลรองรับการให้บริการ เชื่อมีผลช่วยลดต้นทุนเอสเอ็มอี-สถาบันการเงินต้นทุนทางการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้อนุญาตให้บริษัทที่ผ่านการตรวจคุณสมบัติจำนวน 6 แห่ง สามารถทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศกับธนาคารพาณิชย์ได้ โดยไม่ต้องแสดงเอกสาร เช่น ใบกำกับสินค้า สัญญาเงินกู้ หรือเอกสารอื่นๆ ในการทำธุรกรรม เป็นการอำนายความสะดวกลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการและธนาคารพาณิชย์มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบริษัท 6 &amp;nbsp;แห่ง ประกอบด้วย บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย จำกัด, บริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนฺนิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัท มิตรผล เทรซเชอรี่ เซ็นเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่ ธปท. อนุมัติ และยังขยายให้เวลาให้บริษัทที่สนใจเข้ามาสมัครเพิ่มจนถึงวันที่ 16 พ.ย. 2561 โดยมีการปรับเกณฑ์ใหม่ให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำธุรกิจของทั้งบริษัทไทยและต่างประเทศมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ธปท. จะดำเนินการปฏิรูปกฎเกณฑ์การควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศระยะที่ 2 โดยจะเน้นกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และบุคคลรายย่อยให้มีการบริหารเงินตราต่างประเทศได้คล่องตัวมากขึ้น เช่น การลดเอกสารในการทำธุรกรรม การรวมบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศที่ปัจจุบันมีหลายประเภทเข้าด้วยกัน รวมถึงการผ่อนคลายการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ โดยไม่ต้องผ่านตัวแทน นอกจากนี้ยังจะมีการผ่อนคลายหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศ ให้สอดคล้องกับการบริการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในครึ่งปีหลังนี้ ธปท. ยังมีแผนดำเนินการปฏิรูปการกำกับสถาบันการเงิน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp;1 มิ.ย. 2561 ซึ่งจะเชิญสถาบันการเงินและภาคธุรกิจจำนวนมากเข้ามาร่วมในการปฏิรูปครั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 4 เดือน ประเด็นสำคัญของการปฏิรูปจะต้องทำให้สถาบันการเงินทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ให้คล่องตัวมากขึ้น ทั้งเรื่องการทำงานภายในและการทำธุรกิจของสถาบันการเงิน ขยายขอบเขตการลงทุนไปในบริษัทเทคโนโลยีที่เกิดใหม่มากขึ้น&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า ยังต้องทำให้สถาบันการเงินปล่อยกู้สินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยลดขั้นตอนการพิจารณาสินเชื่อ การลดจำนวนเอกสาร การบริหารจัดการสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ซึ่งจะลดต้นทุนทั้งของสถาบันการเงินและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ถือเป็นประโยชน์กับทั้งผู้ประกอบการและสถาบันการเงินด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10445</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปฏิรูปการกำกับสถาบันการเงิน, ธนาคารพาณิชย์, ธปท., ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ, นายวิรไท สันติประภพ, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180123/image_big_5a6704de7f661.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
