<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68653</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2020 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2020 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;เผยการบ้าน 9 ข้อของผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มิ.ย.63-นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงปัญหาภาระหนี้สิน 6.1 ล้านล้านบาทและการขาดทุนทางบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทย 300,000 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2562 ว่า จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาผลกระทบทางลบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศอย่างที่วิตกกังวลกัน และ ภาระหนี้สิน 6.1 ล้านล้านบาทจะไม่ได้นับรวมเป็นภาระหนี้สาธารณะของประเทศ ภาระหนี้สินแสดงถึงการบริหารสภาพคล่องของระบบการเงินอันเป็นการปฏิบัติตามพันธกิจของความเป็นธนาคารกลาง การทำพันธกิจของแบงก์ชาติไม่ว่าจะออกพันธบัตรเพื่อดูแลสภาพคล่องของระบบการเงินให้เหมาะสม การพิมพ์ธนบัตรออกใช้หรือการรับฝากเงินจากธนาคารพาณิชย์ทำให้ตัวเลขหนี้สินเพิ่มขึ้นแต่แบงก์ชาติก็จะมีตัวเลขทรัพย์สินเพิ่มขึ้นควบคู่กัน อย่างไรก็ตาม หนี้สินดังกล่าวของแบงก์ชาติไม่เป็นภาระต่อสาธารณชนตราบเท่าที่หนี้สินมีสินทรัพย์หนุนหลังหรือรองรับอยู่ ฉะนั้นการบริหารจัดการไม่ให้สินทรัพย์ด้อยค่าจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและการบริหารดุลยภาพของหนี้สินของแบงก์ชาติที่เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจการเงินของประเทศในแต่ละช่วงเวลาจึงมีความจำเป็น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 237,245 ล้านดอลลาร์ (สิ้นปี 62 &amp;nbsp;2.59 แสนล้านดอลลาร์ สิ้นปี 61 อยู่ที่ 2.39 แสนล้านดอลลาร์) มีทุนสำรองติดอันดับ 12-13 ของโลก ส่วนการขาดทุนทางบัญชีหรือการขาดทุนจากการตีค่าทรัพย์สินหรือหนี้สินที่ถืออยู่ของแบงก์ชาติไม่ใช่ปัญหาตราบเท่าที่การขาดทุนมากกว่า 80-90% เป็นผลจากการตีราคาสินทรัพย์ทางการเงินที่ถืออยู่ จะมีปัญหาก็ต่อเมื่อเกิดจากผลการดำเนินงานในการลงทุนที่ผิดพลาดหรือการปรับสัดส่วนในการลงทุนที่ไม่เหมาะสม งบปี 62 ธนาคารแห่งประเทศไทยมีผลขาดทุนรวม 3 แสนล้านบาทและมีผลขาดทุนสะสมประมาณ 1.069 ล้านล้านบาท เป็นผลจากเงินบาทแข็งค่าประมาณ 7-8% ในปี 2562 เมื่อไตรมาสแรกของปีนี้ แบงก์ชาติก็กำไรทางบัญชีเพิ่มขึ้น 3 แสนกว่าล้านบาทจากการที่เงินบาทอ่อนค่า จะเห็นได้ชัดว่า ตราบเท่าที่ 80-90% ของการขาดทุนหรือกำไรเป็นผลจากการตีราคาสินทรัพย์ต่างประเทศที่แบงก์ชาติถืออยู่เราไม่ต้องวิตกกังวลใดๆทั้งสิ้นและยังไม่มีปัญหาอะไรในระบบเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ การขาดทุนในปี 62 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับมาตรฐานทางบัญชีใหม่อีกด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ช่วงเวลานี้มีการเปิดรับสมัครผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ จึงฝากการบ้านพร้อมข้อเสนอให้ว่าที่ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ไว้พิจารณาดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อที่หนึ่ง แม้นประเทศไทยจะมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงอันเป็นผลจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ต้องไม่ประมาทเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและโลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกจากต่างประเทศน้อยกว่าเดิมอย่างชัดเจน และ พึ่งตระหนักว่าเงินสำรองระหว่างประเทศส่วนหนึ่งเป็นเงินระยะสั้นที่พร้อมไหลออกตลอดหากประเทศไทยมีปัญหา การรักษามูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศของแบงก์ชาติและท่านผู้ว่าคนใหม่ต้องทำให้มีความเพียงพอต่อการรองรับความผันผัวนของตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก รักษาอำนาจซื้อในตลาดโลกของระบบเศรษฐกิจไทย และต้องมีเงินสำรองระหว่างประเทศให้เพียงพอต่อสภาพคล่องภายในเมื่อจำเป็นเพื่อหนุนหลังการพิมพ์ธนบัตรออกใช้ การปฏิรูประบบการบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศใหม่ เนื่องจาก เงินดอลลาร์ เงินยูโร เงินเยนจะผันผวนอย่างมากและด้อยค่าลงรวมทั้งความเชื่อมั่นต่อเงินสกุลเหล่านี้จะลดลง ทุนสำรองระหว่างประเทศที่สะสมเอาไว้จะด้อยค่าลง ควรเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองของประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยควรนำเอาการศึกษาที่ทำไว้แล้วเรื่อง &amp;ldquo;การจัดตั้งกองทุนเพื่อความมั่งคั่ง&amp;rdquo; มาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง และ ควรศึกษาเพิ่มเติมถึงการใช้ Digital Currency ในทุนสำรองระหว่างประเทศ รวมทั้ง การจัดตั้งกองทุนและทำ Swap Agreement กับประเทศในเอเชียเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสอง ต้องศึกษามาตรการสกัดกั้นกระแสเงินทุนระยะสั้นเก็งกำไรจำนวนมากจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดการเงินของไทยและเอเชีย หากไม่มีมาตรการควบคุมที่ดีพอจะก่อให้เกิดความผันผวนและความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสาม ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยบริหารกองทุน BSF (Corporate Bond Stabilization Funds หรือ กองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้) ด้วยความรัดกุม ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเงินสาธารณะ ที่ผ่านมา ธปท ได้กำหนดอัตราผลตอบแทนที่คำนึงถึงความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงของ &amp;ldquo;เงินสาธารณะ&amp;rdquo; ได้ดีพอสมควร อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพและสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้จึงอยู่ที่ความสามารถในการกำกับดูแลของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือบอร์ดแบงก์ชาติ การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายกองทุน BSF ต่อคณะกรรมการลงทุนและระบบการกลั่นกรองขั้นต้นจาก บลจ กรุงไทย แต่ผู้ที่มีความสำคัญจะต้องรับผิดชอบไม่ให้เกิดการแปลงหนี้เอกชนเป็นหนี้สาธารณะ คือ ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ และ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ต้องยึดถือธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสี่ ธนาคารกลางต้องทบทวนการดำเนินนโยบายแบบอนุรักษ์นิยมทางการเงิน หันมาใช้นโยบายการเงินแบบเชิงรุกมากขึ้นและมาตรการการเงินขยายตัวมากเป็นพิเศษมีความจำเป็นเพื่อรับมือกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาการว่างงานในระดับโลกและไทย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อห้า ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ควรมีบทบาทร่วมกับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและการฟอกเงินในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของการทุจริตคอร์รัปชันและพฤติกรรมการฟอกเงินที่เกิดขึ้นในทุกระดับของสังคมไทย เทคโนโลยีบล็อคเชนที่นำมาใช้ในระบบการเงินจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารกำกับดูแล ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปรกติอันเกี่ยวเนื่องกับการทุจริตคอร์รัปชันได้ง่ายขึ้น วิธีการดัดหลังผู้กระทำการทุจริตแล้วเก็บเงินสดไว้ที่บ้าน คือ การดำเนินการยกเลิกธนบัตรบางรุ่นเพื่อให้นำมาแลกคืน &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอให้ว่าที่ผู้ว่าแบงก์ชาติลองไปศึกษาวิธีการของรัฐบาลและธนาคารกลางของอินเดียในการยกเลิกการใช้ธนบัตรเพื่อปราบปรามการทุจริตเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อหก ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยภายใต้ผู้ว่าคนใหม่ได้ฟื้นฟูเกียรติภูมิของ ศ. ดร. ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้ง &amp;ldquo;สำนักงานธนาคารชาติไทย&amp;rdquo; ซึ่งต่อมาก็คือ &amp;ldquo;ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;rdquo; ด้วย เพราะที่ผ่านมาได้มีความพยายามลดบทบาทของรัฐบุรุษผู้นี้ที่มีต่อการจัดตั้งแบงก์ชาติ นอกจากนี้ควรกล่าวยกย่องสามัญชนอีกท่านหนึ่ง คือ พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) เจ้าของหนังสือ &amp;ldquo;ทรัพย์ศาสตร์&amp;rdquo; ตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรก และ ผู้เสนอแนวคิดการจัดตั้งธนาคารกลางตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเจ็ด ประเทศไทยควรพัฒนาสู่สังคมไร้เงินสด ขณะเดียวกัน หากธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิมพ์ธนบัตรในอนาคตรุ่นใหม่ ควรพิมพ์ให้มีความหลากหลายสวยงาม มีเหตุการณ์สำคัญของประเทศทางด้านต่างๆเพื่อให้ประชาชนมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาวสยาม ขอเสนอให้ ผู้ว่า ธปท คนใหม่ ควรใช้ &amp;ldquo;พันธบัตร&amp;rdquo; ของไทยแสดงสัญลักษณ์ของความเป็นประเทศไทยที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของมากขึ้นและควรมีภาพเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้นและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อแปด ขอให้ศึกษาถึงข้อดีข้อเสียและความเป็นไปได้ในการพัฒนาให้ &amp;ldquo;เงินบาท&amp;rdquo; เป็นเงินสกุลหลักในอินโดจีน พม่าและในขั้นต่อไปในอาเซียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเก้า พัฒนาระบบการเงิน ระบบธนาคาร ระบบการชำระเงิน และ การกำกับดูแลระบบสถาบันการเงินซึ่งได้มาตรฐานสากลอยู่แล้วให้ยกระดับขึ้นไปอยู่แถวหน้าของเอเชียเพื่อพัฒนา &amp;ldquo;กรุงเทพ&amp;rdquo; ไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเชียในระดับเดียวกับสิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68653</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย, ทุนสำรองระหว่างประเทศ, นายอนุสรณ์ ธรรมใจ, ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
