<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>8 จังหวัดภาคเหนือรวมพลังแก้ปัญหาฝุ่นควัน เสนอรัฐบาล 8 มาตรการแก้วิกฤตก่อนเข้าสู่ฤดูเผาไหม้รอบใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงนามความร่วมมือแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน 8 จังหวัดภาคเหนือและภาคีเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชียงใหม่/ ภาคีเครือข่าย 8 จังหวัดภาคเหนือร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง &amp;lsquo;ขับเคลื่อนสภาลมหายใจภาคเหนือ&amp;rsquo; แก้ปัญหาฝุ่นควันที่เรื้อรังมานานกว่า 15 ปี&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน กระทบด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; การท่องเที่ยว &amp;nbsp;เสนอมาตรการ 8 ข้อต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ประกาศมาตรฐานคุณภาพอากาศใหม่เป็นไปตามมาตรฐานของ WHO &amp;nbsp;ขยายผล &amp;lsquo;โรงเรียนสู้ฝุ่น&amp;rsquo; กระจายอำนาจร่วมจัดการไฟให้ชุมชนและท้องถิ่น&amp;nbsp; แก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือ&amp;nbsp; โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานกว่า 15 ปี&amp;nbsp; โดยมีสาเหตุที่หลากหลาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไฟป่า&amp;nbsp; การเผาเศษซากไร่&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากการเผาซากไร่ข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากในเมือง&amp;nbsp; ผลกระทบจากโลกร้อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ทำให้เกิดการรวมตัวของภาคประชาสังคมตั้งแต่ปี 2562 เพื่อรณรงค์และหามาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันโดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในนาม &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; &amp;nbsp;และปัจจุบันได้ขยายความร่วมมือไปยังภาคีเครือข่าย 8 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดวันนี้ (9 กรกฎาคม) ที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว&amp;nbsp; ระหว่างเวลา 9.00-10.30 น. มีการประชุม &amp;lsquo;สภาลมหายใจภาคเหนือครั้งที่ 1&amp;nbsp; และพิธีลงนามความร่วมมือ 8 จังหวัด&amp;nbsp; ขับเคลื่อนสภาลมหายใจภาคเหนือ&amp;rsquo; โดยมีนายเจริญฤทธิ์&amp;nbsp; สงวนสัตย์&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; เป็นประธานในพิธี&amp;nbsp; มีผู้แทนสภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; สภาลมหายใจภาคเหนือ 8 จังหวัด&amp;nbsp; ผู้แทนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)&amp;nbsp; นายวิชัย&amp;nbsp; นะสุวรรณโน&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสำนักงานภาคเหนือ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และผู้แทนภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานประมาณ 50 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิทยา ครองทรัพย์ หัวหน้าโครงการขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ (สภน.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากปัญหามลพิษอากาศฝุ่นควัน PM 2.5 ของภาคเหนือเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี&amp;nbsp; และเป็นปัญหาต่อเนื่องมานานกว่า 15 ปี ส่งผลให้ประชาชนในภาคเหนือได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ และส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยมีสาเหตุปัจจัยที่เป็นภาพรวมและมีความแตกต่างกันในแต่ละจังหวัดของภาคเหนือ โดยปัญหาฝุ่นควันดังกล่าวมีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยในภาคเหนือเป็นอย่างมาก&amp;nbsp; และมีแนวโน้มปัญหาจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น &amp;nbsp;แต่ยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืนเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ดังนั้น ภาคีเครือข่ายจึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อระดมความคิดเห็น&amp;nbsp; และพัฒนาข้อเสนอของเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ รวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อให้บรรลุการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในการลดความรุนแรงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือในอนาคต จึงได้จัดการประชุมและร่วมลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนสภาลมหายใจภาคเหนือ 8 จังหวัดในวันนี้&amp;rdquo; นายวิทยากล่าวถึงความเป็นมาของโครงการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาบอกว่า&amp;nbsp; สมาชิกสภาลมหายใจภาคเหนือ 8 จังหวัด&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; เชียงใหม่&amp;nbsp; ลำพูน&amp;nbsp; เชียงราย&amp;nbsp; แพร่&amp;nbsp; พะเยา&amp;nbsp; ลำปาง&amp;nbsp; แม่ฮ่องสอน และน่าน&amp;nbsp; &amp;nbsp;และต่อไปจะขยายให้ครบทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายหลายหน่วยงาน เช่น &amp;nbsp;หอการค้าภาคเหนือ สภาการเกษตร &amp;nbsp;สถาบันการศึกษาในแต่ละพื้นที่ องค์กรพัฒนาเอกชน ชมรมด้านสิ่งแวดล้อมทางอากาศ &amp;nbsp;และภาคประชาสังคม&amp;nbsp; เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเจริญฤทธิ์&amp;nbsp; สงวนสัตย์&amp;nbsp; ผวจ.เชียงใหม่ (แถวหลังที่ 5 จากซ้ายไปขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสมบัติ ชินสุขเสริม ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ หอการค้าไทย และที่ปรึกษาสภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวว่า แนวโน้มของสถานการณ์มลพิษทางอากาศมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้มีการขยายตัวของมลพิษครอบคลุมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ กว้างขวางขึ้น  และยังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคเหนือแลประเทศ ทั้งในด้านงบประมาณในการรักษาพยาบาล ความเสียหายต่อธุรกิจการท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของประชาชนและการจัดการมลพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;หอการค้าไทย และหอการค้าจังหวัดภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด พร้อมที่จะร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของสภาลมหายใจภาคเหนือ &amp;nbsp;และทุกภาคส่วน &amp;nbsp;เพื่อช่วยกันแก้ไขฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศให้หมดไปในอนาคต&amp;rdquo; นายสมบัติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.ชายชาญ &amp;nbsp;โพธิรัตน์ &amp;nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ &amp;nbsp;คณะแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ปรึกษาสภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวว่า จากการถอดบทเรียนของปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือในปี 2564 ช่วงวิกฤติฤดูแล้งที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการรายงานต่อคณะรัฐมนตรีว่าสถานการณ์ดีขึ้นโดยลำดับ เมื่อได้วิเคราะห์ประเด็นปัญหาแล้วพบว่า&amp;nbsp; สถิติจุดความร้อนลดลงอย่างชัดเจน &amp;nbsp;ส่วนหนึ่งมาจากการยกระดับปัจจัยจากการบริหารจัดการในบางจังหวัด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไฟป่าที่เชียงใหม่&amp;nbsp; ภาพโดย Phurinat &amp;nbsp;Singthorat&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่ปัจจัยเอื้อสำคัญที่สุดมาจากสภาพภูมิอากาศ เกิดปรากฏการณ์ลานีญ่ามีฝนมากกว่าปกติ ค่ามลพิษและการเกิดไฟโดยเฉพาะในเดือนเมษายนลดลงเมื่อเทียบจากปีปกติ จึงไม่อาจยืนยันว่ามาตรการแก้ปัญหาของปี 2564 ได้รับความสำเร็จ และยังพบว่ามาตรการแก้ปัญหาของรัฐหลายประการยังมีปัญหาในเชิงประสิทธิภาพ ไม่เป็นไปตามแผนปฏิบัติการตามวาระแห่งชาติฯ และคาดว่าปัญหามลพิษอากาศฝุ่นควันไฟ pm 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือระยะต่อจากนี้ไปถึงปลายปี 2564 และต้นปี 2565 จะรุนแรงขึ้นกว่าปีนี้&amp;nbsp; เนื่องปัจจัยทางภูมิอากาศความแห้งแล้ง และการสะสมของเชื้อเพลิงจากใบไม้ในป่า รวมถึงพื้นที่เผาไหม้ทางการเกษตรในเขตภาคเหนือตอนล่าง และจากประเทศเพื่อนบ้าน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ศ.นพ.ชายชาญแจงรายละเอียด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากเหตุผลดังกล่าว&amp;nbsp; สภาลมหายใจภาคเหนือ จึงได้เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาที่ถูกละเลยก่อนฤดูฝุ่นควันรอบใหม่ พ.ศ.2565 &amp;nbsp;รวม 8 ด้านด้วยกัน &amp;nbsp;ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.รัฐบาลต้องประกาศมาตรฐานคุณภาพอากาศใหม่เป็นไปตามเป้าหมายระยะ 3 ของ WHO คือ ค่าเฉลี่ยราย 24 ชั่วโมง&amp;nbsp; ปรับจาก 50 มคก./ลบ.ม. เป็น 37มคก./ลบ.ม. และค่าเฉลี่ยรายปีปรับจาก 25 มคก./ลบ.. เป็น15 มคก./ลบ.ม. ขอให้รัฐบาลจัดการต่อยอดขยายโครงการโรงเรียนสู้ฝุ่น ซึ่งจะมีการให้องค์ความรู้ในการป้องกันตัวเองของนักเรียนและชุมชน ติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพให้ครอบคลุมทุกตำบลใน 8 จังหวัดภาคเหนือที่มีวิกฤตคุณภาพอากาศเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เกิดการตื่นตัวในหมู่ประชาชนและเป็นการเตรียมการป้องกันด้านสุขภาพของตัวเองด้วยก่อนขยายไปทั้งภาคเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับภาคีเครือข่ายมอบอุปกรณ์ทำแนวป้องกันและดับไฟป่าให้ชาวบ้านในตำบลต่างๆ เมื่อต้นปี 2564 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ขอให้รัฐบาลเร่งศึกษาสาเหตุต้นตอการเกิดไฟในพื้นที่ป่าภาคเหนืออย่างจริงจัง และวางมาตรการป้องกันและแก้ไขให้ตรงกับลักษณะปัญหา รวมถึงเปิดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งหน่วยงานรัฐอื่น และภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนในการร่วมแก้ปัญหาตลอดทั้งปี &amp;nbsp;โดยไม่ติดข้อปัญหาทางกฎหมายป่าไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.ให้รัฐบาลเร่งรัดทุกมาตรการเปลี่ยนการเผาภาคเกษตรให้เป็นวิธีการอื่นที่ยั่งยืน โดยขอให้เกิดมาตรการเชิงรุกกำหนดเป้าหมายโซนนิ่ง&amp;nbsp; เกิดพื้นที่นิเวศเกษตรยั่งยืน รับรองสิทธิเกษตรกรให้ปลูกพืชผลยืนต้นปลอดการใช้ไฟ โดยกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณให้ชัดเจน และให้เกิดการดำเนินการร่วมกับประชาชนในท้องถิ่นได้ภายในปีงบประมาณ 2564 เช่น ไร่อ้อยในสัดส่วนที่ยังจำเป็นต้องเผา ให้มีมาตรการบริหารจัดการไม่ให้เผาแปลงใหญ่&amp;nbsp; ไม่ให้เผาข้ามคืน โดยให้เสร็จสิ้นภายในเวลากำหนด &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านตำบลแม่โป่ง&amp;nbsp; อ.ดอยสะเก็ด ช่วยกันทำแนวป้องกันไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.เสนอให้เกิดกลไกกระจายอำนาจร่วมจัดการไฟให้ชุมชนและท้องถิ่น ในการร่วมออกแบบวางแผน กำหนดมาตรการระดับพื้นที่สามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมีงบประมาณสนับสนุนด้วย&amp;nbsp; นอกจากจะมีกลไกแก้ปัญหาที่ทำงานกับชุมชนทั้งปีแล้ว ยังเกิดประสิทธิภาพการบูรณาการระหว่างชุมชนและท้องถิ่นกับผู้ว่าราชการจังหวัดในช่วงเผชิญเหตุในช่วงฤดูไฟ และมีการเสนอให้แต่ละจังหวัดมีการดำเนินการพื้นที่ต้นแบบชุมชนนำร่องที่เป็นต้นแบบแต่ละจังหวัด ครอบคลุมทั่วภาคเหนือ &amp;nbsp;เพื่อความยั่งยืนและขยายผลในอนาคตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.การเร่งรัดนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ทุกจังหวัดอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในการรับรู้ข้อมูล สภาพการณ์ระหว่างที่เกิดปัญหามลพิษอากาศอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และสะดวก&amp;nbsp; โดยตั้งศูนย์ข้อมูลสารสนเทศมลพิษฝุ่นควันไฟและระบบสื่อสารประชาสัมพันธ์เชิงรุกระดับจังหวัด และให้มีการตั้งวอร์รูมบัญชาการสถานการณ์ระดับจังหวัดที่มีเทคโนโลยีทันสมัย ทราบข้อมูลดาวเทียม สภาวะอากาศและการสื่อสารสั่งการที่ทันสมัย รวมถึงเกิดการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มาจากผลการวิจัย การริเริ่มแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงนวัตกรรมมาใช้ให้แพร่หลาย โดยสร้างกลไกความร่วมมือกับภาควิชาการและมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคเหนือ&amp;nbsp; รวมถึงชุมชน&amp;nbsp; ประชาสังคม&amp;nbsp; ตามความต้องการของแต่ละพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใบตองตึงที่ร่วงอยู่ในป่าอาจกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงเก็บมาทำประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.เร่งกระบวนการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนเชิงรุกที่เกิดจากพื้นที่เกษตรอุตสาหกรรม (Trans-boundary Externality) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และสร้างฝุ่นควันให้กับภาคเหนือ การเกิดผลกระทบจากภายนอกข้ามพรมแดนส่งผลต่อระดับคุณภาพอากาศของจังหวัดที่มีชายแดนต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน เสนอให้เกิดกระบวนการส่งเสริมการประสาน งานระหว่างประชาชนกับประชาชน&amp;nbsp; ควบคู่การเจรจาระหว่างหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ส่งเสริมโครงการการเปลี่ยนอาชีพและรับซื้อผลผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่พรมแดนตลอดถึงสินค้าข้ามแดน และพิจารณาเตรียมศึกษาและนำมาตรการกีดกันทางการค้าและการลงทุนที่กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 7.ส่งเสริมสิทธิทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน เนื่องจากการได้รับอากาศที่สะอาดเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนพึงจะได้รับจากการปกป้องของภาครัฐที่จะสามารถบริหารจัดการได้ หลักการข้อนี้เป็นหลักพื้นฐานที่รัฐควรส่งเสริมให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวางและเกิดสภาพปฏิบัติจริงในทุกระดับ โดยให้มีการประกาศหลักปฏิบัติของหน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;เพื่อรับรองสิทธิในอากาศสะอาดของประชาชนเกิดขึ้นและใช้ปฏิบัติจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.เสนอให้รณรงค์ความรู้ความเข้าใจแก่ชุมชนเป้าหมายตลอดทั้งปี &amp;nbsp;ใช้ข้อมูลด้านสุขภาพต่อคนในชุมชน&amp;nbsp; โดยเฉพาะผลกระทบด้านการพัฒนาการของเด็กเล็ก ให้มีมาตรการเชิงรุกตั้งแต่ต้นปีก่อนฤดูฝุ่นควันไฟ &amp;nbsp;ให้มีการตั้งห้องปลอดภัยติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ &amp;nbsp;และแจกจ่ายหน้ากากกันฝุ่น PM 2.5 ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ศูนย์เด็กเล็ก&amp;nbsp; และมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ &amp;nbsp;ผู้ป่วยติดเตียง &amp;nbsp;เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ปลอดภัยจากฝุ่นควันเกินมาตรฐานครอบคลุมทุกพื้นที่ภาคเหนือที่มีค่ามลพิษเกินมาตรฐาน รวมถึงแนวทางหยุดเรียนหรือหยุดงานกลางแจ้งกรณีค่าฝุ่นควันเกินมาตรฐาน ให้เป็นข้อปฏิบัติอย่างครอบคลุม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;ตัวอย่างการนำใบตองตึงมาอัดขึ้นรูปเป็นจานชามขาย&amp;nbsp; ช่วยลดเชื้อเพลิงในป่า&amp;nbsp; และสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109162</URL_LINK>
                <HASHTAG>Trans-boundary Externality, กฎหมายสิ่งแวดล้อม, นายวิทยา ครองทรัพย์, นายสมบัติ ชินสุขเสริม, นายเจริญฤทธิ์  สงวนสัตย์, ปรากฏการณ์ลานีญ่า, ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, ฝุ่นควัน PM 2.5, ภาคีเครือข่าย 8 จังหวัดภาคเหนือ, มลพิษอากาศ, ศ.นพ.ชายชาญ  โพธิรัตน์, สภาลมหายใจเชียงใหม่, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), หน้ากากกันฝุ่น PM 2.5, หอการค้าไทย, เกษตรอุตสาหกรรม, แก้ปัญหาฝุ่นควัน, โครงการขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ (สภน.), โรงเรียนสู้ฝุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e81e13b72fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2021 21:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2021 21:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชือดเกรียนคีย์บอร์ด! &#039;ผู้ว่าฯเชียงใหม่&#039; มอบนิติกรฟ้องเอาผิดคนโพสต์ข่าวเท็จแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13​ เม.ย.64&amp;nbsp;- นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มอบอำนาจให้ นางสาวจริญญา พรหมมา นิติกรปฏิบัติการ กลุ่มงานอำนวยการ สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดบิดเบือนข้อเท็จจริง ก่อให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนกแก่ประชาชน ที่สถานีตำรวจภูธรช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จากกรณีการแชร์คลิปวิดีโอ ความยาว 12 วินาที เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2564 ผ่านทางแอพพลิเคชัน ไลน์&amp;nbsp;เฟส​บุ๊กและช่องทางออนไลน์อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเป็นการตัดต่อคลิปวิดีโอการแถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าฯเชียงใหม่ ภายหลังการเข้าตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสนาม ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีข้อความช่วงหนึ่งระบุว่า &amp;quot;...น่าจะมีคนที่ติดเชื้อโดยการประเมินน่าจะอยู่ไม่ต่ำกว่า 6,000 คน...&amp;quot; นั้น เป็นการตัดต่อจากคำแถลงฉบับเต็ม ที่ได้มีการกล่าวชี้แจงในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์แล้วว่าเป็นเพียงผู้ที่มีความเสี่ยงจากการสัมผัสผู้ป่วยเท่านั้น ซึ่งการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่มีรายละเอียดของเนื้อหาที่ไม่ครบถ้วน ย่อมทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและตื่นตระหนกได้ อีกทั้งเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2564 เวลาประมาณ 20.00 น. ได้ปรากฎกรณีการโพสต์ข้อความลงในเฟสบุ๊คกลุ่ม &amp;quot;จังหวัดเชียงใหม่&amp;quot; โดยผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Nuclaers Atom ความว่า &amp;quot;ผู้ว่าเจียงใหม่ติดเชื้อ Covid-19 ต้องรับวัคซีนด่วน&amp;quot; และมีประชาชนทั่วไปเข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสต์ดังกล่าว อีกทั้งมีผู้ใช้เฟสบุ๊คบางรายได้แชร์โพสต์ดังกล่าวไปยังหน้าเฟสบุ๊คของตนเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดระลอกใหม่ การนำเสนอและส่งต่อข้อมูลที่มีเนื้อหาเป็นเท็จและบิดเบือนข้อเท็จจริงในลักษณะดังกล่าวสู่สาธารณะชน ย่อมทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและตื่นตระหนก เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 14(2) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อีกทั้งยังเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม ซึ่งได้กระทำลงด้วยการเผยแพร่ข้อความลงในแอพพลิเคชัน LINE กลุ่มเฟสบุ๊คสาธารณะ ตลอดจนสื่อสังคมออนไลน์อื่น อันเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามนัยมาตรา 326 ประกอบมาตรา 328 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ตลอดจนความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลังจากนี้จะได้นำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เชียงใหม่​ยังประกาศ​เพิ่มเติมถึงผู้เข้ารับการตรวจหาเชื้อ​โค​วิด​-19เชิงรุก​ ตามสถานที่ที่กำหนดให้รอรับผลครวจทางไหนและช่องทางสื่อสารเจ้าหน้าที่อย่างไรพื่อลดความแออัดความเสี่ยงสัมผัสเพิ่มด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99402</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, พรบ.คอมพิวเตอร์, เจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210413/image_big_6075a643ea869.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
