<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114702</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรณ์&#039;ชี้ยังไม่ต้องกู้เพิ่ม 1 ล้านล้าน ใช้ 5 แสนล้านเดิมให้ดีก่อน แนะขันน็อตระบบราชการให้ทันรับมือวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27ส.ค.64-นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหัวหน้าพรรคกล้า กล่าวในรายการถามอีกกับอิก ถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อพยุงเศรษฐกิจว่า ที่ผู้ว่าแบงก์ชาติออกมาพูดถึงการกู้เพิ่มครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่คาดไม่ถึง ซึ่งอีกทางหนึ่งก็สบายใจได้ว่า สถานะทางการคลังของประเทศ สามารถแบกรับหนี้สาธารณะได้อีกหนึ่งล้านล้านบาท โดยไม่ต้องมีความกังวลในแง่ของเสถียรภาพ แต่ก็ต้องตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่ผู้ว่าแบงก์ชาติ บอกว่า 1 ล้านล้านกู้ได้ เป็นสัญญาณให้รัฐบาลว่า ถ้าจำเป็นต้องกู้ก็เป็นความเสี่ยงที่รับได้ เหลืออยู่ที่ว่าจะกู้ตอนไหน กู้แล้วไปทำอะไร เพราะเท่าที่ดูสถานการณ์ปัจจุบัน ความจำเป็นยังไม่มี เพราะ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้าน มีการเบิกจ่ายใช้ไปประมาณร้อยละ 20 หรือประมาณ 1 แสนล้าน เหลืออีก 4 แสนล้าน ก็ควรมีแผนงานการและประเมินผลการใช้เงินส่วนนี้ต่อดัชนีเศรษฐกิจ แล้วพิจารณาว่าต้องกู้หรือไม่ เพราะในตัวงบประมาณปี 65 เอง ก็ต้องกู้ 4 แสนล้านอยู่แล้ว ในอีก 1 ปีข้างหน้า โดยที่เราก็หวังว่าการฉีดวัคซีน การบริหารจัดการโควิด จะส่งผลทำให้เราเปิดเศรษฐกิจเปิดประเทศได้ เริ่มจะมีรายได้เข้ามาใส่กระเป๋าประชาชน ถ้าเราทำได้เร็ว ทำได้ดี อาจจะไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่มเติม และการพิจารณาว่าจะกู้หรือไม่ในสถานการณ์วิกฤตขนาดนี้ แบงก์ชาติ กระทรวงการคลัง และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ต้องทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ต่างคนต่างทำอย่างที่เป็นอยู่&amp;rdquo; อดีต รมว.คลัง กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรณ์ กล่าวว่า ช่วงที่รัฐบาลกู้ 1 ล้านล้านบาทครั้งแรก มีนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านรวมทั้งตนเอง กังวลว่าอาจจะไม่พอ และยังกังวลว่าถ้าเบิกจ่าย พ.ร.ก.ที่สองคือ 5 แสนล้านบาทครบถ้วนแล้ว จะดันหนี้สาธารณะเทียบกับจีดีพีขึ้นไปเกือบ ๆ จะชนเพดาน อยู่ที่ระดับร้อยละ 58 ถ้าเทียบกับการกู้ยืมเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในปี 65 ที่สภาฯ เพิ่งอนุมัติไป ทำให้หนี้สาธารณะทะลุเพดานร้อยละ 60 แน่นอน ซึ่งมีความจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีอาจต้องปรับ เงื่อนไขตามกฎหมายวินัยทางการคลัง ให้เพดานหนี้สาธารณะขึ้นไปอีกที่ร้อยละ 70 เพราะมีแนวโน้มว่ายังขาดดุลประมาณ 4-5 แสนล้านบาท ไปอีกระยะหนึ่ง ยังไม่เห็นสัญญาณที่จะจัดงบสมดุลได้อีกหลายปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรณ์ ยังกล่าวถึงการคาดการณ์รายรับปี 2565 ว่า การตั้งสมมุติฐานรายได้ของรัฐบาลอาจจะสูงเกินไป อย่างปี 2564 จะเห็นว่ารายรับของรัฐบาลต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และหวังว่า ปี 65 จะไม่ต่ำกว่านี้ จนเป็นเหตุที่ต้องให้กู้เพิ่มอีก ซึ่งเป็นสาเหตุให้ต้องมาพิจารณากันอย่างละเอียดว่าการออก พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท เป็นจังหวะที่เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งจากความเห็นผู้ว่าแบงค์ชาติ ที่บอกว่าถ้าจะกู้ก็กู้ได้ เงินมี และข้อดีอีกอย่างของประเทศไทย มีหนี้สาธารณะจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มากนักเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจ ประเทศอื่น ๆ หลายประเทศหนี้สาธารณะเท่ากับร้อยละ 100 ของจีดีพีเลยด้วยซ้ำ ในขณะที่ของเราอยู่ที่ร้อยละ 50 กว่า ข้อดีอีกอย่างคือหนี้สาธารณะกว่าร้อยละ 98 เป็นการกู้เงินบาทภายในประเทศ ลดความเสี่ยงลงไปมาก ผิดกับอินโดนีเซียที่กู้เงินเป็นเงินดอลลาร์ เมื่อธนาคารกลางสหรัฐเปลี่ยนนโยบายทางการเงิน ทำให้ความเชื่อมั่นในเงินรูเปียห์ ของอินโดนีเซียลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่ผู้ว่าแบงก์ชาติบอกว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย จะทำให้เกิดหลุมดำขนาดของรายได้จะหายไปราว 2.6 ล้านล้านบาท อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า หลุมดำมันมีอยู่แล้วจากการล็อกดาวน์ และการห้ามรับนักท่องเที่ยว และอื่น ๆ เราไม่มีรายได้มาเป็นปีแล้ว ผู้หาเช้ากินค่ำไม่มีเงิน ไม่มีรายได้ เจ้าของร้านอาหาร ผับ บาร์ โรงแรม ท่านจึงมองว่าต้องอัดฉีดงบประมาณเข้ามา หนึ่งในประเด็นปัญหาที่ผ่านมา คือการขับเคลื่อนนโยบายของแบงก์ชาติเองด้วย ผู้ว่าฯ บอกจะกู้ 1 ล้านล้านอัดฉีดเข้าไป แต่หากเราย้อนไปดู การออก พ.ร.บ.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท จริง ๆ มันมีการออกกฎหมายอีกสองฉบับ เป็น พ.ร.ก. เช่นเดียวกัน คือ พ.ร.ก. เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเวลาผ่านไปนานหลายเดือน มีเสียงสะท้อนชัดเจนว่าเขาเข้าไม่ถึงเงินส่วนนี้ เพราะโครงสร้างการปล่อยสินเชื่อจากแบงก์ชาติผ่านธนาคารพาณิชย์ มันจึงเป็นปัญหาคอขวด ทั้งความเสี่ยง และความพร้อมในการรับความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์&amp;nbsp; ทำให้ไม่พิจารณาอนุมัติให้กับผู้เดือดร้อนจริง จึงไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย แม้ต่อมามีการปรับเงื่อนไขให้มันง่ายขึ้นแต่ก็ยังยากอยู่ดี ถามผู้ประกอบการเอสเอ็มอีวันนี้ว่า อะไรคือปัญหาหลักของเขา คำตอบคือขาดสภาพคล่อง และไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อตามนโยบายของรัฐบาลและของแบงก์ชาติได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนถ้ากู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาทแล้วจะจบหรือไม่ อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า มันก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการใช้เงิน ยกตัวอย่าง เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทแรก กว่าจะเบิกจ่ายใช้เงินก็ใช้เวลานานพอสมควร แต่ในส่วนของ 5 แสนล้านที่กู้เพิ่ม ตอนนี้ใช้ไปแค่ 1 แสนล้านเหลืออีก 4 แสนล้าน ก็มีคำถามว่าเงินจำนวนนี้จะเบิกจ่ายให้เข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจเมื่อไหร่ และหลังจากใช้เงินนั้นไปแล้ว เป็นจังหวะที่เศรษฐกิจของเราจะกลับเข้ามาเป็นปกติแล้วหรือยัง ตรงนี้จะเป็นคำตอบว่าเราจำเป็นต้องกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาทหรือไม่ ทั้งนี้ เมื่อดูประสิทธิภาพในการใช้เงินกู้ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า เมื่อเป็นลักษณะการผันเงินตรงให้กับประชาชนส่วนนี้มีประสิทธิภาพสูงมาก แต่พอโครงการที่ต้องพึ่งระบบราชการ เราจะเห็นว่าประสิทธิภาพลดลงไปมาก รัฐบาลมีความจำเป็นต้องขันน็อตเพื่อปรับระบบการทำงานในภาวะวิกฤต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีว่ามีความจำเป็นต้องเยียวยารายได้ประชาชน อีกนานแค่ไหน อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า โดยส่วนตัวคิดว่า ให้รัฐบาลคิดเผื่อไว้เลยอย่างน้อย 3 เดือนหรือจนถึงสิ้นปี เพื่อสร้างความมั่นใจประชาชนว่ารัฐบาลดูแล โดยอาจจะเป็นยอดเงิน 5,000 บาทต่อเดือน ในกลุ่มอยู่ในเขตล็อกดาวน์ เชื่อว่าเงินประมาณสามแสนล้าน ทำให้ดูแลประชาชนมีอยู่มีกินไปต่อไปได้ แต่ถ้าจะกู้มาเพื่อมาจัดสรรให้กับโครงการต่าง ๆ ที่ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง ไม่เห็นด้วย จัดสรรไป ก็ใช้ไม่ทันอยู่ดี และเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจก็ไม่ทันเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114702</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรณ์ จาติกวณิช, กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท, ผู้ว่าแบงก์ชาติ, พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_6128650b91cde.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เศรษฐพุฒิ’ผู้ว่าการธปท. ภาคธนาคารขานรับมั่นใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.เคาะ &amp;quot;เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ&amp;quot; ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติคนใหม่ นายกฯ ชมเปาะผ่านสรรหาได้คะแนนอันดับ 1 ต้องช่วยกันสนับสนุนคนรุ่นใหม่ ภาคธนาคารขานรับเชื่อมั่นดูแลเสถียรภาพระบบการเงินไทยได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบการเสนอชื่อนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า เซ็นแต่งตั้งแล้ว ตามที่คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าฯ ธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอชื่อขึ้นมา โดยคัดสรรจากคุณวุฒิ คุณสมบัติ การแสดงทัศนคติ วิสัยทัศน์ ซึ่งมีคะแนนมาอันดับ 1 ไม่ใช่ตนกำหนดใครได้ที่ไหน เขาเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องให้คนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาช่วยงานบ้าง ไม่อย่างนั้นทุกคนก็ไม่กล้ากันหมด ต้องให้กำลังใจและสนับสนุนกันต่อไป ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการประเมินกันอยู่แล้ว ตนไม่ได้ไปก้าวล่วงอำนาจใคร อำนาจของใครก็ไปว่ากันมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนายเศรษฐพุฒิ จะดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ธปท. คนที่ 21 แทนนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ปัจจุบัน ที่จะครบวาระในวันที่ 30 ก.ย.นี้&amp;nbsp; ปัจจุบัน นายเศรษฐพุฒิ อายุ 55 ปี ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งได้รับแต่งตั้งมาตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.2557 และยังเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ รวมถึงยังเป็นกรรมการอีกหลายหน่วยงาน เช่น กรรมการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธปท. มาตั้งแต่ปี 2558 กรรมการ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) มาตั้งแต่ปี 2559 กรรมการ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) มาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2557
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเศรษฐพุฒิ จบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก Swarthmore College สหรัฐอเมริกา, ปริญญาโทและปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ในยุควิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 เป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รมว.การคลัง ในขณะนั้น แก้วิกฤติที่เกิดขึ้น ส่วนการทำงานก่อนหน้านั้น เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ธนาคารโลก และกลับมาทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการร่วมสถาบันวิจัยนโยบายการคลัง (สวค.) หน่วยงาน &amp;ldquo;Think Thak&amp;rdquo; มันสมองของกระทรวงการคลัง ช่วงปี 2541-2543 ช่วงที่ประเทศไทยต้องกู้เงินกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งผู้อำนวยการร่วม สวค. ในขณะนั้นก็คือนายวิรไท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้สมัครคัดเลือกผู้ว่าฯ ธปท. 6 คน ประกอบด้วย รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. 2 คน คือ นายเมธี สุภาพงษ์ และนายรณดล นุ่มนนท์ ขณะที่ผู้สมัครจากภายนอก 4 คน คือ นายเศรษฐพุฒิ, นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, นายสุชาติ เตชะโพธิ์ไทร อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการลงทุน บลจ.เจเอฟ จำกัด หรือเอเจเอฟ และ น.ส.ต้องใจ ธนะชานันท์ อดีตรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการลงทุน บลจ.เจเอฟ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นคณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการ ธปท. ที่มีนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เสนอรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ว่าการ ธปท. จำนวน 2 คน ให้นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง ในฐานะ รมว.การคลัง พิจารณาคัดเลือก ก่อนที่นายสันติจะเสนอชื่อนายเศรษฐพุฒิต่อที่ประชุม ครม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า นายเศรษฐพุฒิเป็นผู้มีประสบการณ์ในวงการธนาคารไทย และยังเป็นกรรมการ กนง. จึงเชื่อว่าจะเข้ามาดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภารกิจเร่งด่วนเรื่องมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินของไทยได้อย่างดี โดยภาคธนาคารมีความเชื่อมั่นและพร้อมสนับสนุนการทำงานของผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวจากกระทรวงการคลังว่า จะมีการเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาเห็นชอบแต่งตั้งปลัดกระทรวงการคลังคนใหม่ในเร็วๆ นี้ แทนนายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุในวันที่ 30 ก.ย.นี้ โดยขณะนี้มี 2 ชื่อที่เป็นตัวเต็งคือ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร และนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72878</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ผู้ว่าแบงก์ชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, เสถียรภาพระบบการเงินไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200729/image_big_5f218625ab56a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2020 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2020 16:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ผู้ว่าแบงก์ชาติแจงสภาเข้าใจผิด 9 แสนล้านไม่ได้กู้ ไม่เป็นภาระให้ลูกหลาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 พ.ค. 2563 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารเห่งประเทศไทย (ธปท.) โพสต์ในเฟสบุ๊กส่วนตัว ว่า ได้ยินหลายท่านอภิปรายในสภาว่า รัฐบาลเสนอ พรก.กู้เงิน 3 ฉบับ รวม 1.9 ล้านล้านบาท ขอเรียนยืนยันอีกครั้งว่า พรก. ที่ ธปท. เสนอ &amp;ldquo;ไม่&amp;rdquo; ควรเรียกว่าเป็น พรก. กู้เงิน เพราะหัวใจของ พรก. ทั้งสองฉบับคือการให้อำนาจ ธปท. เข้าไปบริหารจัดการสภาพคล่องได้ตรงจุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อครบเวลาสองปี เงินที่ ธปท. ปล่อย soft loans ผ่านสถาบันการเงินไปให้ SMEs สถาบันการเงินก็ต้องเอากลับมาคืน ธปท. ส่วนเงินที่ ธปท. จะลงทุน ผ่านกองทุน BSF เป็นการให้ bridge financing ชั่วคราว เมื่อครบกำหนดก็เอาเงินกลับมาคืน ธปท. (ธปท. ถึงต้องเน้นเรื่องคุณภาพของตราสารที่กองทุน BSF เข้าไปลงทุน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งกลไกของ soft loans และกองทุน BSF ไม่ใช่การกู้เงิน 900,000 ล้านบาทมาใช้จ่าย หรืออีกนัยหนึ่ง ไม่ได้สร้างภาระการคลัง 900,000 ล้านบาท หรือไม่ได้สร้างภาระภาษี 900,000 ล้านบาทให้ลูกหลานเหมือนกับที่หลายท่านกังวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งสองกลไกอาจจะสร้างภาระการคลังในอนาคตได้บ้าง ถ้าสินเชื่อ soft loans ที่ปล่อยให้ SMEs จำนวนมากเกิดกลายเป็นหนี้เสีย หรือตราสารหนี้ที่กองทุน BSF เข้าไปลงทุนไม่ได้รับชำระหนี้คืน ซึ่งตาม พรก. แล้วรัฐบาลจะชดเชยความเสียหายให้เพียงบางส่วนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ตระหนักดีว่าทั้งสองกลไกที่ ธปท. เสนอไม่พึงสร้างภาระการคลังให้กับคนไทยในอนาคต จึงต้องมีเงื่อนไขด้านคุณภาพอย่างรัดกุมทั้งการปล่อยสินเชื่อผ่าน soft loans และการลงทุนผ่านกองทุน BSF&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67099</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.วิรไท สันติประภพ, ผู้ว่าแบงก์ชาติ, พรก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2f3fbaca700.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2019 08:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2019 22:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจ็บจี๊ด!&#039;หม่อมเต่า&#039;กรีด&#039;ทักษิณ-ปชป.&#039;แย่งผลงานใช้หนี้IFMก่อนกำหนด ย้อนถามแล้วใครเป็นผู้ว่าแบงก์ชาติคนสะสมเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มี.ค.62- หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย หรือหม่อมเต่า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวประเด็นการชำระหนี้ IMF ก่อนกำหนดว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้การเมืองเริ่มร้อนแรง กลุ่มคุณทักษิณบอกว่ากลุ่มคุณทักษิณเป็นผู้ชำระหนี้ก่อนกำหนด กลุ่มประชาธิปัตย์ก็บอกว่ากลุ่มประชาธิปัตย์เป็นผู้ชำระหนี้ IMF ก่อนกำหนด แล้วจริง ๆ แล้วถามว่าใครเป็นผู้ว่าแบงก์ชาติที่สะสมเงินพอที่ให้คนไหนก็ไม่รู้ที่ว่านั้นชำระหนี้ก่อนกำหนดได้ละครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หม่อมเต่าดำรงตำแหน่งผู้ว่าแบงก์ชาติช่วงวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 &amp;ndash; 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งเป็นช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง และอยู่ระหว่างการใช้หนี้ IMF&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31375</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ว่าแบงก์ชาติ, ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล, รัฐบาลนี้สอนวิธีหาเงินใช้หนี้, หม่อมเต่า, หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย, ใช้หนี้IMFก่อนกำหนด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190314/image_big_5c8a77838c37f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2019 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2019 09:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>9ปี&quot;ปิดทองฯ&quot;จากแนวพระราชดำริ สู่วิถีพัฒนาจุลภาค-ตอบโจทย์ชนบท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับจากปี2553 สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่เดิมมีชื่อเดิม ว่ามูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้ก้าวเข้ามาแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ โดยน้อมนำหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และวิธีการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร&amp;nbsp; มาใช้ดำเนินงาน จนมาถึงปี 2562 สถาบันวันนี้&amp;quot; ปิดทองหลังพระ&amp;quot; ได้เดินทางในการดำเนินงานมาครบ 9ปี แล้ว จึงถือว่าเป็นจังหวะสำคัญ ที่จะสรุปการทำงานที่ผ่านมา ก่อนจะก้าวไปสู่การดำเนินงานในปีที่ 10&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ แถลงผลงาน9ปีของปิดทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้แถลงผลการดำเนินของสถาบันฯ โดยกล่าวว่า ผลงาน9ปี ถือว่าน่าพอใจระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาแหล่งน้ำและการส่งเสริมอาชีพราษฎร ถือว่าทำได้ดีพอสมควร โดยปิดทองได้ใช้เงินลวทุน ดำเนินการพื้นที่ต้นแบบในจังหวัดน่านเป็นแห่งแรก ในปัจจุบันพื้นที่ต้นแบบได้ขยายไปยังทุกภาค ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุทัยธานี เพชรบุรี และสามจังหวัดชายแดนใต้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใช้เงินทุนไป 961.6 ล้านบาท ทำให้เกิดรายได้ทางตรง 2,308 ล้านบาท คิดเป็น 2.4 เท่าของเงินลงทุน และเท่ากับเฉลี่ยครัวเรือนละ 508,818 บาท&amp;nbsp; ด้านแหล่งน้ำ&amp;nbsp; มีประชาชนได้รับน้ำ 79,022 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 275,107 ไร่ด้านอาชีพ&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีประชาชนเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพ 4,536 ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือเฉลี่ยแล้วใช้เงินลงทุนพัฒนาพื้นที่ 3,000 บาท/ไร่แต่ได้ผลตอบแทนกลับมา79,022 บาท ต่อครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทุกจังหวัดใช่ว่าจะสำเร็จ แยกตามรายจังหวัด เช่น น่านลงทุน254.8ล้านบาท แต่มีรายได้กลับ1,505.69 หรือเท่ากับ5.9เท่าของเงินที่ลงทุนไป&amp;nbsp; หรือที่อุดรธานี ลงทุน 56.75ล้าน แต่มีรายได้กลับมา 442.62 ล้านบาท หรือเท่ากับ6เท่าของเงินลงทุน แต่สำหรับกาฬสินธุ์ ลงทุนไป447 ล้านบาท แต่มีรายได้กลับมาแค่ 145.6 ล้านบาท เพราะมีปัญหาเรื่องดินที่เป็นดินทรายไม่สามารถอุ้มเก็บน้ำได้&amp;nbsp; ต้องใช้เวลาฟื้นฟูไม่ต่ำกว่า5ปี รวมทั้งเพชรบุรีด้วยที่ลงทุนไป 19ล้าน แต่มีรายได้กลับมา 9.38ล้าน ส่วน 3จังหวัดภาคใต้ มีผลที่ดีพอสมควร มีรายได้34.98ล้าน แต่เราลงทุนไป 30ล้าน &amp;quot; ม.ร.ว.ดิศนัดดากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปิดทองยังให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนในการพัฒนา โดยมีการส่งเสริมให้ประชาชนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มให้เกิดความเข้มแข็ง ซึ่งในปัจจุบันทุกพื้นที่เกิดกองทุน วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์รวม 70 กลุ่ม มีเงินทุนหมุนเวียน ทรัพย์สินรวมมูลค่า 15.78 ล้านบาท&amp;nbsp; ผลจากการส่งเสริมความรู้ ทำให้เกิดอาชีพทางการเกษตรใหม่ๆ และประชาชนจำนวนมากสามารถต่อยอด พัฒนาการทำเกษตร ไปเป็นพืชและสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงได้ เช่น ทุเรียนคุณภาพและแพะพันธุ์พระราชทานในสามจังหวัดชายแดนใต้ ผักปลอดภัยในจังหวัดกาฬสินธุ์ การแปรรูปผลผลิต ภายใต้ตราสินค้า &amp;ldquo;ภูธารา&amp;rdquo; ที่จังหวัดอุดรธานี เป็นต้น ขณะที่มีพื้นที่พัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมแล้ว เช่น เพชรบุรีและอุทัยธานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เป็นที่น่ายินดี ที่ผลการศึกษาการรับรู้และความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต้นแบบ 5 จังหวัด โดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp; ระบุว่าค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อผลที่เกิดขึ้นในระดับสูงมากทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และการทำงานของปิดทองหลังพระฯ ประกอบด้วย จังหวัดน่าน (2.24) อุดรธานี (2.53) เพชรบุรี (2.39) กาฬสินธุ์&amp;nbsp; (2.62) และอุทัยธานี (2.39)&amp;nbsp; จากคะแนนเต็ม 3&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวอีกว่า อีกจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้การทำงานของปิดทอง ฯได้ผลมากกว่าช่วงต้นๆก็คือ การร่วมมือทำงานใกล้ชิดกับส่วนราชการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำและผลผลิต แต่ปีที่ผ่านมาเกิดกระแสการร่วมงานกับเอกชนที่ชัดเจน มีภาคธุรกิจแสดงความสนใจเข้ามาร่วมกับปิดทองหลังพระฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับว่าสอดคล้องกับแนวพระราโชบาย สืบสาน รักษา ต่อยอด เป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการดำเนินงานในช่วงปี 2561 นั้น พบว่าครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2561 การดำเนินการของปิดทองที่ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งสถาบัน การศึกษา ภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ ทั้ง 7 พื้นที่ 9 จังหวัด มีรายได้เพิ่มขึ้นรวม 113.7 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในอนาคต ก้าวสู่ปีที่ 10 นอกจากการเพิ่มเติมความเข้มแข็งให้แก่พื้นที่ต้นแบบต่างๆ นี้แล้ว เรายังจะเพิ่มบทบาทในการนำแนวพระราชดำริไปพัฒนาชีวิตประชาชนในพื้นที่ซึ่งมีปัญหาความมั่นคง เช่นในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่มีความรุนแรงและจังหวัดชายแดนเหนือที่เป็นแหล่งผ่านยาเสพติดเข้าสู่ประเทศ นอกจากนี้กำลังพิจารณาแผนการจัดตั้งศูนย์จัดการและส่งเสริมองค์ความรู้การพัฒนาตามแนวพระราชดำริอีกด้วย&amp;quot;ประธานสถาบันพัฒนาและส่งเสริมกิจกรรมปิดทองฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.เวทีเสวนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานแถลงผลงานปิดทองฯ ยังได้เชิญ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมด้วย ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) GISTDA&amp;nbsp; มาร่วมพูดคุยถึงทิศทางการพัฒนาในแง่มุมต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; ที่ยอมรับว่าหลักการเศรษฐกิจพอเพียง เหมาะกับการบริหารเศรษฐกิจประเทศ และแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กำลังกัดเซาะระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยดร.วิรไท ผู้ว่าการแบงก์ชาติกล่าวถึงหลักการบริหารเศรษฐกิจของแบงก์ชาติ ขณะนี้ว่า ได้นำแนวทาง หลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.&amp;nbsp; 9ที่มีหลัก3ประการ คือ การมีเหตุมีผล การพอประมาณ และการสร้างภูมิคุ้มมาเป็นหลักในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ&amp;nbsp; โดยที่ไม่ใช่การประยุกต์&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ มีความเปราะบาง ปัญหาที่สำคัญก็คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่เพิ่มสูงขึ้นรวดเร็วและมีจำนวนมาก&amp;nbsp; ปกติคนที่ก่อร่างสร้างตัวสมัยก่อนทำงานไปหนี้จะลดลงไปเรื่อย เป็นความยั่งยืนในบั้นปลายชีวิต แต่ตอนนี้ คนที่อายุมากแล้ว แต่หนี้กลับไม่ลด&amp;nbsp; หนี้เหล่านี้ ไม่ใช่หนี้สินทรัพย์ หรือเป็นหนี้เพือการลงทุนก่อร้างสร้างตัว แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการอุปโภค บริโภค ทั้งการท่องเที่ยว การซื้อของ ออกรถใหม่ ซื้อมอเตอร์ไซค์ใหม่ โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ ด้วยเหตุนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจึงเพิ่มเริ่มรวดเร็ว และ60% เป็นหนี้การอุปโภคบริโภค ในจำนวนนี้ 20% เป็นหนี้เสีย ปัญหาหนี้ดังกล่าวเห็นได้ชัดในภาคเกษตร คนอายุ40-50ปี ยังมีหนี้สูง&amp;nbsp; กู้ไปเรื่อยๆเพื่อนำเงินกู้ใหม่มาชำระหนี้เก่า&amp;nbsp; กู้เเพื่อเอาเงินใหม่ไปจ่ายดอกเบี้่ย ซึ่งป็นการกู้ต่อเนื่อง หนี้เหล่านี้เห็นได้จากยอดสินเชื่ออุปโภค บริโภ ปัญหาดังกล่าวจะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศในระยะยาว ที่ไม่มีทางออก ถ้าเราไม่ทำอะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ด้านการแก้ปัญหาหนี้ตรัวเรือน ดร.วิรไท กล่าวว่า ทั้งหลักการมีเหตุผล หลักการพอเพียง และภูมิคุ้มกัน ขอในหลวงร.9&amp;nbsp; สามารถนำมาใช้ได้หมด&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งตามหลักการทรงงานของพระองค์ท่าน ไม่มีทางลัด การแก้ปัญหาต้องแก้ด้วยกลไกเชิงสร้างระบบ เช่น ความไม่มั่นคงการออม หนี้ครัวเรือน ที่เป็นปัญหาระดับประเทศ เศรษฐกิจดี แต่คนไม่จับจ่าย เนื่องจาก มีภาระหนี้สินที่ต้องไปชำระ หรือคนที่ตอนทำงานใหม่ๆเงินเดือนอาจไม่เยอะ แต่พอทำไปนานๆเงินเดือนเยอะขึ้น กลับไม่มีเงินออม และมีภาระหนี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนี้ครัวเรือนจำนวนมากจึงยังหาทางออกไมได้&amp;nbsp; ซึ่งการแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายมหภาค ทั้งการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย หรือยืดระเวลาเวลาหนี้ ก็แก้ปัญหา เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมพวกที่เป็นหนี้ไม่ได้&amp;nbsp; ดังนั้น วิธีการแก้ต้องแก้ด้วยวิธีระดับจุลภาค ไม่ใช่มหภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะภาคเกษตรผู้ว่าฯแบงก์ชาติ บอกว่า มีความซับซ้อนมาก การแก้ปัญหาแบบมหภาค อาจช่วยบรรเทาปัญหาได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ทำให้เราต้องหันมาดูบริบทของปัญหาที่แท้จริง ซึ่งเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องมาดูที่ข้อต่อต่างๆในระบบ ภาคเกษตรของเรา มีปัญหาเรื่องรายได้ไม่ดีมาตลอด พบว่าผลผลิตคตอบแทนต่อพื้นที่ของไทยยังอยู่ในอันดับท้ายๆในอาเซียน&amp;nbsp; อยู่เหนือเพียงพม่าเท่านั้น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ใช้หลักบริหารมหภาคมาแก้ไม่ได้ แต่ ต้องเข้าไปดูรายละเอียด เช่น เรามีต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง มากกว่าประเทศอื่นหรือไม่&amp;nbsp; อาจต้องแนะนำให้เกษตกรหันไปทำเกษตรเชิงปราณีตแทน นาแปลงใหญ่&amp;nbsp; ในพื้นที่เล็กกว่าเดิม แต่สามารถลดต้นทุนแต่ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่มากกว่าเดิม จะเป็นการดีกว่าหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่มีนโยบายมหภาคใดที่จะแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้เบ็ดเสร็จ หรือใช้นโยบายแบบท็อปดาวน์ จากบนลงล่างมาแก้ โดยไม่ดูปัญหาประชาชน ไม่มีนโยบายการเงินหรือหลักเศรษฐศาสตร์ใด&amp;nbsp; ที่แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้โดยลำพัง ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน โดยเริ่มจากประชาชน เกษตรกร ภาครัฐ&amp;nbsp; แล้วเอาปัญหาเกษตรกรเป็นตัวตั้ง ซึ่งผมถือว่านโยบายปิดทองเดินมาถูกทางแล้ว การทำงานของปิดทอง ที่ทำตามแนวพระราชดำริ ถือว่าได้มีผลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนชนบท ให้รู้จักการมีเหตุผล รู้จักความพอเพียง และสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน&amp;nbsp; และจะเป็นกันชนไม่ให้เราได้รับผลกระทบจากความผันผวนของโลกภายนอกได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเบร็ทซืท ปัญหาอเมริกากับจีน หรือตอนนี้ก็คือ อินเดีย กับ ปากีสถาน ซึ่งโลกต่อไปจะมีปัญหาแบบนี้เยอะขึ้น ถ้าเราไม่มีภูมิคุ้มกัน เราก็จะได้รับผลกระทบ อีกทั้ง ต่อไปคนวัยทำงานของเราจะลดลง ดังนั้น คนที่ทำอยู่จะต้องเก่งขึ้น และทำให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น&amp;nbsp; การทำเกษตรแบบไมโคร หรือจุลภาคน่าจะเป็นคำตอบ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านดร.ปรเมธี ปลัด พม.นำเสนอปัญหาของตนในวัยเกษียณว่า ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว แต่ผู้สูงอายุเหล่านี้กลับไม่มีเงินออม หรือมีเงินออมในระดับต่ำ&amp;nbsp; และแบงก์ชาติยังบอกว่าเรามีหนี้ครัวเรือนมาก ผู้สูงอายุที่เกษียณแล้ว แทนที่ไม่มีหนี้ กลับมีหนี้ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง นอกจากนี้ ถ้าดูจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ล้วนให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนน้อย ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน แล้วอย่างนี้ จะสร้างความยั่งยืนได้อย่างไร ซึ่งการสร้างความยั่งยืน เป็นสิ่งที่หลักเศรษฐกิจพอเพียง ให้ความสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน ดร.อานนท์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีการใช้นโยบายระดับมหภาค ที่ค่อนข้างแข็งตัว ซึ่งอยากเห็นนโยบายมหภาค มาสู่ช่องทางการทำแบบจุลภาคได้ และมีความเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่แก้ปัญหา เรื่องนี้ ต้องมีการพูดคุยระดับนโยบาย&amp;nbsp; การแก้ต้องใช้ 2ทางคือ จากบนลงล่างและจากล่างขึ้นบน อย่างเรื่องปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 จะแก้ระดับนโยบายไม่ได้ ต้องแก้ที่ชุมชนด้วย ส่วนการทำงานของปิดทองที่วัดผลจากรายได้ของจังหวัดหรือชุมชน เป็นการวัดผลเขิงเศรษฐกิจรายได้ แต่จริงๆในการทำงาน ยังมีความผันผวนของสิ่งแวดล้อมแทรกอยู่ ซึ่งควรมีการวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และทางGISTDA สามารถเข้าไปช่วย โดยใช้ดาวเทียม เป็นเครื่องมือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากซ้ายไปขวา -ดร.วิรไท สันติประภพ,ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล,ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงพม.และดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ผอ.GISTDA&amp;nbsp; มาร่วมเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิทรรศการ แสดงผลสำเร็จการดำเนินงานของปิดทองในรอบ 9ปี (รหัสภาพ IMG0028 ) ที่แยกมาน่าจะเพราะไฟล์ใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30411</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรเมธี  วิมลศิริ, ผู้ว่าแบงก์ชาติ, ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล, วิรไท สันติประภพ, สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานตามแนวพระราชดำริ, อานนท์ สนิทวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190304/image_big_5c7c86ca76e14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
